คำอธิบายที่เกี่ยวข้องกับ ‘ไคหยวน’ ทำให้อี้เฉินอดนึกถึงเรื่องราวในทะเลสาบไม่ได้ ตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวที่เขาได้เห็นในห้วงลึกเกล็ดปลา
แต่ว่า
จากความทรงจำของอี้เฉินเกี่ยวกับฉากนั้น
ตัวตนที่อยู่ในห้วงลึกนั้น เกรงว่าระดับที่ไปถึงคงจะอยู่เหนือกว่าขั้นไคหยวนเสียอีก... เป็นระดับพิเศษที่ลึกซึ้งและเก่าแก่ยิ่งกว่า
มีความเกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของโรคภัยอยู่บ้าง
...
แปะ!
ผู้ดูแลดีดนิ้ว
เป็นสัญญาณว่าเวลาในนาฬิกาทรายสิ้นสุดลงแล้ว พร้อมกันนั้นก็ปิดผนึกเอกสาร
“อย่างที่พวกเธอเห็น เบื้องหลัง ‘เหตุการณ์จันทร์จำแลง’ เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยขั้นไคหยวนหนึ่งตน ลักษณะอาการป่วยของมันเกี่ยวข้องกับ ‘ดวงจันทร์’ อย่างใกล้ชิด จัดเป็นสายพันธุ์พิเศษที่หาได้ยาก
ความสามารถในการซ่อนตัวที่เหนือกว่าปกติ ทำให้มันสามารถแฝงตัวปะปนกับมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนท้ายที่สุดก็นำไปสู่เหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่เกือบจะล้างเมือง
แต่ว่า
ผู้ป่วยขั้นไคหยวนถูกสังหารไปแล้ว และเหตุการณ์จันทร์จำแลงก็ผ่านไปสองเดือนแล้ว อีกทั้งยังมีการเก็บกวาดไปเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน
พวกเธอเพียงแค่ต้องไปยังคลินิกที่ถูกทิ้งร้าง เพื่อยืนยันว่ายาเร้นลับขวดสุดท้ายยังคงอยู่หรือไม่”
หัวหน้าทีมเอ็ดมันด์พยายามสอบถามในเรื่องที่ลึกขึ้น
“พอจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับยาเร้นลับแก่พวกเราได้ไหมครับ?”
“ก็ต่อเมื่อพวกเธอนำยาเร้นลับกลับมาได้สำเร็จและทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น ถึงจะบอก ‘ข้อมูลบางส่วน’ ว่ายาเร้นลับนั้นเหมาะสมกับพวกเธอหรือไม่
ในตอนนี้ สิ่งเดียวที่บอกพวกเธอได้ก็คือ
ยาเร้นลับที่คิดค้นโดยคลินิกสนธยา ถูกจัดให้เป็นความลับสำคัญขององค์กรเนื่องจาก ‘ผลพิเศษ’ ของมัน”
ขณะที่พูด ผู้ดูแลก็หยิบกล้องโพลารอยด์สี่ตัวและรูปถ่ายสำคัญหนึ่งใบออกมา
สิ่งที่ปรากฏในรูปถ่ายคือ ‘ยาเร้นลับ’ ที่คิดค้นขึ้นโดยเฉพาะของคลินิกสนธยา
ภายในขวดแก้วลายด่างพร้อยบรรจุของเหลวสีเงินไว้จนเต็ม จุกไม้โอ๊กที่ปากขวดเต็มไปด้วยคราบสกปรกน่าขยะแขยง จากฉลากที่เหลืองซีดบนขวด พอจะมองเห็นลายมือหวัดๆ ที่เขียนไว้หนึ่งบรรทัด
“คิดค้นและพัฒนาโดยคลินิกสนธยาโดยเฉพาะ - ของเหลวสีเงินสนธยา” - นายแพทย์ดี.เอ็ม. ไมครอฟท์
นิ้วของผู้ดูแลเคาะลงบนพื้นผิวของรูปถ่ายติดต่อกันราวกับกำลังเคาะเครื่องโทรเลข
“ตามหารูปแบบขวดยาในรูปถ่าย แล้วหายาเร้นลับที่ตกค้างอยู่ให้พบ... ถ้าหากพวกเธอพลิกคลินิกทั้งหลังแล้วยังหาไม่เจอ ก็ให้ถ่ายรูปทุกซอกทุกมุม เพื่อเป็นหลักฐานว่ายาเร้นลับถูกขโมยไปแล้ว
ง่ายๆ แค่นี้ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็ออกเดินทางได้เลย”
เอ็ดมันด์ตอบกลับทันที “พวกเราเตรียมจะออกเดินทางพรุ่งนี้ครับ”
“ไม่มีปัญหา พวกเธอก็เป็นหน้าใหม่นี่นา! แค่จัดการภารกิจนี้ให้เสร็จสิ้นก่อนสิ้นเดือนก็พอ... ถ้าไม่มีอะไรแล้ว การพูดคุยในวันนี้ก็ขอจบลงเพียงเท่านี้
ขอให้พวกเธอโชคดี!”
ในขณะที่ทุกคนกำลังจะลุกขึ้นจากโต๊ะ
อี้เฉินที่อยู่ในภวังค์ความคิดมาตลอดก็พูดแทรกขึ้นมาทันที
“ผมมีคำถามหนึ่งครับ... เนื้อหาในเอกสารฉบับนี้เป็นความจริงทั้งหมดหรือเปล่าครับ?”
ผู้ดูแลที่หันหลังไปแล้วชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาอีกครั้ง
“โอ้? เธอคิดว่าข้อมูลที่ฉันให้ไปด้วยตัวเองเป็นของปลอมงั้นเหรอ?”
“แค่ภาพรวมมันให้ความรู้สึกขัดกันอย่างบอกไม่ถูกครับ”
“ที่ให้พวกเธอไปเป็นแค่ ‘เอกสารบางส่วน’ ข้อมูลลับจำนวนมากถูกตัดออกไป เพื่อเติมเต็มช่องว่างและรักษาความน่าอ่านของบทความ จึงทำได้เพียงปรุงแต่งและเสริมเข้าไป... ความรู้สึกขัดกันเล็กน้อยจึงเป็นเรื่องปกติมาก
ยังมีคำถามอะไรอีกไหม?”
“ไม่มีแล้วครับ”
ผู้ดูแลคนนี้กลับเป็นคนที่ดีไม่น้อย เขามาส่งทั้งสี่คนถึงหน้าโถงสุภาพบุรุษด้วยตัวเอง และโบกมือให้อย่างเป็นมิตรในตอนที่จากกัน
เขามองแผ่นหลังของทั้งสี่คน พลางพึมพำเสียงเบา
“ผู้ที่ถูกสุภาพบุรุษลำดับที่หนึ่งยอมรับ กับหน้าใหม่ชั้นเยี่ยมอีกสามคนที่ได้รับจดหมายสีน้ำเงิน จะทำได้ถึงขนาดไหนกันนะ?”
เขาปรับมุมเอียงของหมวกทรงสูงเล็กน้อย
แล้วหันหลังกลับเข้าไปในโถงสุภาพบุรุษ
ในขณะที่ผู้ดูแลเดินกลับไปยังพื้นที่ชั้นบน
ศาสตราจารย์แชมเบอร์สันผู้มีนกฮูกเกาะอยู่บนไหล่ก็รอเขาอยู่ที่นี่แล้ว
“โอ้? นี่มันเค้าขาวผู้โด่งดังไม่ใช่หรือ? มีเวลาว่างมาหาฉันถึงที่นี่ได้อย่างไร อยากจะรับภารกิจสีเข้มหรือ?”
แชมเบอร์สันไม่ได้ตอบ แต่ถามอย่างตรงไปตรงมา
“ได้ยินว่าท่านมอบภารกิจที่เกี่ยวข้องกับ ‘เหตุการณ์จันทร์จำแลง’ ให้วิลเลียม เอ็ดมันด์ และคนอื่นๆ ไปจัดการ?”
“ฉันแค่เสนอทางเลือกให้หนึ่งทาง การตัดสินใจเป็นสิ่งที่พวกเขาทำด้วยตัวเอง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แชมเบอร์สันก็ก้าวเข้ามาอยู่ตรงหน้าผู้ดูแลทันที
ถึงแม้ว่าทั้งสองจะสูงไล่เลี่ยกัน แต่รัศมีของแชมเบอร์สันกลับข่มอีกฝ่ายได้อย่างสิ้นเชิง
“เอ็ดจ์ พวกเราสองคนก็ถือว่ารู้จักกัน
ในฐานะผู้ดูแลของโถง ท่านน่าจะรู้ถึงความสำคัญของบุคลากรดีกว่าฉัน... เหตุการณ์จันทร์จำแลงยังไม่จบลงโดยสมบูรณ์ ถึงแม้จะเป็นแค่ ‘ความเป็นไปได้ที่น้อยมาก’ แต่ถ้ามันเกิดขึ้น พวกเขาทั้งหมดจะต้องตายอย่างแน่นอน”
ผู้ดูแลเอ็ดจ์เอนตัวไปข้างหลังเล็กน้อย พลางตอบด้วยรอยยิ้ม
“ฉันก็แค่จัดเรียงภารกิจตาม ‘อัลกอริทึม’ เท่านั้น ระดับของทีมพวกเขาสอดคล้องกับภารกิจนำยาเร้นลับกลับมา ก็แค่นั้นเอง
แน่นอนว่า เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงที่น้อยนิดนั่นแล้ว
ฉันจะจัดให้สุภาพบุรุษระดับสูงที่ว่างอยู่คอยสังเกตการณ์ในเงามืด ถ้าหากเกิดอันตรายที่เกินขอบเขตของภารกิจขึ้นมาจริงๆ ก็จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อรับประกันความปลอดภัยของพวกเขา”
“ไม่ต้องจัดหาคนมา ผมจะรับผิดชอบเอง... เดี๋ยว!”
แชมเบอร์สันพลันตระหนักถึงบางสิ่ง “เจ้าหนู... ตั้งแต่แรกนายก็เดาออกแล้วใช่ไหมว่าฉันจะเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้?”
ผู้ดูแลเอ็ดจ์รีบยกมือทั้งสองข้างขึ้น ทำหน้าตาไร้เดียงสา “หา? ผมไม่ได้พูดอะไรเลยนะ! ในเมื่อศาสตราจารย์แชมเบอร์สันมีเวลาว่างพอดี ผมก็ไม่จำเป็นต้องไปจัดหาคนอื่นแล้ว”
แปะ!
ฝ่ามือราวกับกรงเล็บเหยี่ยวตะครุบลงบนไหล่ของผู้ดูแล
“เอ็ดจ์ ดูเหมือนช่วงนี้ท่านจะว่างมากสินะ? ถึงขนาดมีเวลาลงมาข้างล่างเพื่อต้อนรับสุภาพบุรุษหน้าใหม่ด้วยตัวเอง... อย่างนี้เป็นไงล่ะ พวกเราสองคนมาร่วมกันรับประกันความปลอดภัยของเจ้าหนูพวกนี้ดีไหม?
ยังไงซะพวกเขาก็แค่จะไปที่คลินิกสนธยาเพื่อนำยาเร้นลับขวดเดียวกลับมา คงไม่เสียเวลามากเท่าไหร่”
เอ็ดจ์ที่คิดจะหาข้ออ้างปฏิเสธพลันสัมผัสได้ถึงคลื่นจิตสังหาร
“อืม~ ก็ได้! ช่วงนี้ค่อนข้างว่างจริงๆ
เจ้าหนูพวกนั้นต้องรอถึงพรุ่งนี้ถึงจะออกเดินทาง คืนนี้ก็ปล่อยผมไปก่อนได้ไหมครับ ศาสตราจารย์แชมเบอร์สัน?”
สิ้นเสียง
มีเพียงขนนกสีขาวเส้นหนึ่งที่ร่วงหล่นอยู่บนไหล่ของผู้ดูแล แชมเบอร์สันหายตัวไปแล้ว
“เฮ้อ~ คำนวณพลาดไปนิดหน่อย
ไม่นึกเลยว่าเค้าขาวผู้นี้จะให้ความสำคัญกับนักเรียนคนนี้ขนาดนี้ ดูท่าว่าหนุ่มน้อยที่ลาหยุดไปครึ่งปีคงจะซ่อน ‘คุณสมบัติเร้นลับ’ บางอย่างที่ฉันมองไม่ออกเอาไว้จริงๆ
ช่างเถอะ~ ถือซะว่าเป็นการสนองความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง ไปเล่นกับพวกเด็กหนุ่มสักหน่อยแล้วกัน”
...
"ย่านถนน"
เอ็ดมันด์ควักเงินของตัวเอง จัดหาของใช้จำเป็นสำหรับการเดินทางออกนอกเมืองให้แก่ทีม เช่น ยาชนิดต่างๆ อาหารอัดแท่ง เต็นท์ตั้งแคมป์ และอื่นๆ
ขณะที่กำลังจะซื้อเชื้อเพลิงสำหรับเปลี่ยนตะเกียงน้ำมันก๊าด
เอ็ดมันด์ก็สังเกตเห็นว่า ‘ตะเกียงน้ำมันก๊าด’ ที่เอวของอี้เฉินเป็นเพียงของใช้สำหรับคนทั่วไป ไม่เหมาะกับการต่อสู้ของสุภาพบุรุษ
“วิลเลียม! ตะเกียงน้ำมันก๊าดของนายต้องเปลี่ยนอันใหม่แล้ว
ตะเกียงน้ำมันก๊าดแบบเก่านี้เสียหายได้ง่ายมากในการต่อสู้... อีกอย่างสถานที่ที่เราจะไปในครั้งนี้ก็ถูกทิ้งร้างโดยสมบูรณ์ หลายครั้งที่ต้องใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดเพื่อให้แสงสว่างที่ยาวนาน”
ทว่า
อี้เฉินยังคงจมอยู่กับความคิดเรื่องภารกิจ ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้สติกลับมา
“หืม? ตะเกียงน้ำมันก๊าด... ของแบบนี้มีมาตรฐานด้วยเหรอครับ?”
“แน่นอน! ในโลกที่เลวร้ายแบบนี้ การสืบสวนภายนอกใดๆ ก็ตามอาจทำให้พวกเราตกอยู่ในความมืดมิดได้อย่างสิ้นเชิง ตะเกียงน้ำมันก๊าดเป็นของพกพาที่ขาดไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นหนึ่งในของใช้จำเป็นสำหรับสุภาพบุรุษที่องค์กรให้การยอมรับ
ที่ไซอันก็มีร้านขายตะเกียงน้ำมันก๊าดโดยเฉพาะอยู่ไม่น้อย วันนี้ยังพอมีเวลาเหลือเฟือ พวกเราไปเลือกซื้อด้วยกันดีไหม?”
“ตะเกียงน้ำมันก๊าดคุณภาพสูงน่าจะแพงมากใช่ไหมครับ?”
เอ็ดมันด์ตบหน้าอก “ไม่เป็นไร~ ถ้านายเงินไม่พอ ฉันช่วยออกให้ได้”
“วันหลังจะคืนให้นะครับ”
อี้เฉินไม่ได้ปฏิเสธ
ตั้งแต่ที่เขาถือกำเนิดในสุสาน เขาก็ตระหนักถึงความสำคัญของ ‘ตะเกียงน้ำมันก๊าด’
เมื่อมองดูตะเกียงของตัวเองที่เต็มไปด้วยคราบสนิม ขนาดค่อนข้างใหญ่ และยังมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดเวลาวิ่ง เขาก็เห็นด้วยว่ามันสมควรต้องเปลี่ยนใหม่แล้วจริงๆ
พวกเขาเดินเข้าไปในร้านขายโคมไฟที่ชื่อว่า 【เปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์แห่งเฮลิออส】
สายตากวาดมองป้ายราคาที่อยู่ด้านล่างของโคมไฟอย่างรวดเร็ว
เขาลองคลำเหรียญเงินที่เหลืออยู่ไม่มากตรงเข็มขัดกางเกง ความคิดที่จะหลบหนีก็ผุดขึ้นมาในหัวของอี้เฉินทันที