หลี่กวนอีหันไปมองหลวงจีนรูปนั้น ไต้ซือจื่อเกอมองม้วนบันทึกด้วยสายตาสงบนิ่งแล้วรับไป เขาพลิกอ่านตัวอักษรเหล่านั้น แววตาสงบดั่งทะเลสาบที่ไร้ระลอกคลื่นใดๆ อีก
สีหน้าของหลี่กวนอีไม่เปลี่ยนไป เขาเพียงยิ้มและกล่าวว่า
"ข้าเพียงแค่สนใจประวัติศาสตร์ลับในอดีตเท่านั้น"
"ไต้ซือก็สนใจหรือครับ?"
หลวงจีนมองม้วนตำรา ลูบคลำเบาๆ แล้วตอบรับคำหนึ่ง น้ำเสียงราบเรียบ "อาตมามีฉายาว่าจื่อเกอ ก่อนออกบวชเคยเป็นขุนพลใต้สังกัดของท่านอ๋องไท่ผิงผู้นี้ ผ่านความเป็นความตายมามากมาย เข่นฆ่าผู้คนไปก็มาก ต่อมาเมื่อท่านอ๋องไท่ผิงสิ้นชีพ อาตมาก็ตกอยู่ในอุปาทานความยึดติด คลุ้มคลั่งดั่งมารร้าย"
"ใต้หล้าสับสนวุ่นวายถึงเพียงนี้ อาตมาเคยคิดว่าวีรบุรุษควรใช้กำลังผงาดไปทั่วหล้า"
"สมัยหนุ่มๆ อาตมาตระเวนท้าประลองไปทั่ว สร้างชื่อเสียงในยุทธภพไว้ไม่น้อย แต่ต่อมาเมื่อได้พบท่านอ๋องไท่ผิง จึงยอมสวามิภักดิ์ใต้สังกัด เป็นผู้ถือธงรบท่ามกลางไฟสงครามทั่วหล้า ตอนนั้นอาตมายังคิดว่าแม้ใต้หล้าจะเป็นเช่นนี้ แต่ก็ยังมีคนที่แตกต่างออกไป ยังรู้ว่าบนโลกนี้มีความยุติธรรมอยู่"
"ต่อมา... หลังจากเกิดเรื่องนั้น อาตมาก็รู้สึกเพียงว่าคนดีอย่างท่านอ๋องไท่ผิงกลับไม่ได้ดี ใต้หล้าวุ่นวาย ไม่มีใครที่ฆ่าไม่ได้ จึงเข่นฆ่าสังหารไปตลอดทางจนธาตุไฟแตกซ่าน อาจารย์ของอาตมาเป็นผู้สยบอาตมาไว้ เฝ้าดูแลอยู่ถึงสามเดือน จึงสามารถสะกดความดุร้ายของอาตมาลงได้"
"ด้วยเหตุนี้ อาตมาจึงได้ตระหนักรู้อย่างถ่องแท้ และหันหน้าเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์"
"บัดนี้เมื่อได้มาอ่านม้วนตำรานี้อีกครั้ง เรื่องราวในอดีตก็เป็นดั่งควันไฟที่ลอยผ่านตา มันกลายเป็นเรื่องเมื่อสิบปีก่อนไปแล้ว... ใต้หล้าไม่เคยมีวันใดที่ไม่เปลี่ยนแปลง ช่างน่าทอดถอนใจจนยากจะเอื้อนเอ่ย"
ไต้ซือจื่อเกอวางฝ่ามือทาบลงบนม้วนตำรา สีหน้าของเขาสงบนิ่ง ก่อนที่เขาจะลงจากเขา ท่านเจ้าอาวาสเฒ่ารูปนั้นมองดูศิษย์ของตนนานแสนนาน สุดท้ายก็เพียงถอนหายใจอย่างอ่อนโยน แล้วมอบไผ่เขียวท่อนใหญ่หนาให้เขาหนึ่งท่อน ท่านเจ้าอาวาสเฒ่ากล่าวว่า เขาบำเพ็ญเพียรวิชาใจของพุทธะ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่มุสา มาเป็นเวลาสิบปีแล้ว
ก้าวผ่านเคราะห์กรรมมาแล้วแปดสิบประการ ทว่ายังคงเหลือเคราะห์ทางใจด่านสุดท้าย
‘การลงจากเขาครั้งนี้ เพื่อไปช่วยเหลือเยว่เผิงอู่ ก็คือเคราะห์กรรมด่านสุดท้ายของเจ้าแล้ว’
หลวงจีนเฒ่ากล่าวเสียงเบา ‘หากเจ้าก้าวผ่านไปได้ ก็จงกลับมาเป็นศิษย์คนสุดท้ายของข้า แต่หากเจ้าก้าวผ่านมันไปไม่ได้...’
‘เช่นนั้น เจ้าก็ไม่ใช่ศิษย์ของข้าอีกต่อไป และข้า ก็ไม่ใช่ลัทธิอาจารย์ของเจ้าอีกต่อไปเช่นกัน’
จื่อเกอยกม้วนตำราขึ้น ตั้งใจจะวางลง แต่ก็ชะงักไปเล็กน้อย
เขาสัมผัสได้ว่าตอนที่หลี่กวนอียื่นม้วนตำราให้เขา ได้แอบสอดไส้สิ่งอื่นปะปนมาด้วย
นั่นคือตราเสือชิ้นหนึ่ง ลวดลายบนนั้นเป็นของเยว่เชียนเฟิงอย่างแน่นอน แววตาคมกริบสายหนึ่งวูบผ่านนัยน์ตาของไต้ซือจื่อเกอ ทว่าบนใบหน้ากลับไม่มีความผิดปกติใดๆ เขาเพียงจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างสงบ
นิสัยของเยว่เชียนเฟิงนั้นดูหยาบกระด้างแต่กลับละเอียดอ่อน จื่อเกอเชื่อว่าเขาจะไม่มีทางมอบตราเสือให้กับคนที่ไม่ไว้ใจ
ไต้ซือจื่อเกอในใจไหววูบ น้ำเสียงอ่อนโยนลง "ในเมื่อเจ้าชอบอ่านม้วนบันทึกประวัติศาสตร์ ม้วนบันทึกของที่นี่ก็ยังมีอีกไม่น้อย วันนี้จับตัวเจ้ามาเป็นตัวประกันของพวกเรา ก็ถือโอกาสให้เจ้าได้ดูความลับของแคว้นเฉินนี้ให้มากขึ้น จะได้รู้ว่าการที่พวกเรามาที่นี่ เป็นสิ่งที่ลูกผู้ชายพึงกระทำ"
เขาจับมือของหลี่กวนอีไว้
จากนั้นก็เดินทอดน่องไปยังบริเวณที่เก็บม้วนบันทึก
ไต้ซือจื่อเกอมีชื่อเสียงในยุทธภพ เป็นถึงศิษย์ของปรมาจารย์ทางพุทธศาสนา และยังเคยเป็นยอดขุนพลชั้นเลิศ ทุกคนต่างเคารพยำเกรงเขา ชั่วขณะนั้นจึงไม่มีใครคิดอะไรมาก ไต้ซือจื่อเกอพาเขาไปยังจุดอับสายตา หันกลับมาขยับริมฝีปาก ทว่ากลับมีเสียงดังขึ้นในใจของหลี่กวนอี
‘เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมีตราเสือของเยว่เชียนเฟิงได้?’
เป็นพี่น้องร่วมสาบานของเยว่เชียนเฟิง
หลี่กวนอีอยากจะตอบไปเช่นนี้ แต่นอกเหนือจากจื่อเกอแล้ว เขาไม่สามารถเชื่อใจคนอื่นได้ หากพูดคำเหล่านี้ออกไป แล้วถูกสายลับหนอนบ่อนไส้คนอื่นที่นอกเหนือจากเซียนกระบี่ลูโจวล่วงรู้เข้า นี่คือช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน จำเป็นต้องใช้วิธีการที่เด็ดขาด
ฐานะนี้ยังไม่เพียงพอ ทำให้เชื่อถือได้ แต่ไม่พอที่จะทำให้เชื่อใจได้อย่างเต็มร้อย
ยามนี้ภายนอกมีตาข่ายฟ้าแหดินที่ถานไถ่เซี่ยนหมิงและจักรพรรดิเฉินติ่งเยี่ยวางเอาไว้ รอบด้านยังมีสายลับและหนอนบ่อนไส้ เขาจำเป็นต้องได้รับความเชื่อใจอย่างเด็ดขาดจากยอดขุนพลตรงหน้านี้ ชายหนุ่มมองเขา รู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังยืนอยู่บนกระดานหมากรุก ทุกย่างก้าวต้องเด็ดเดี่ยว เมื่อก้าวออกไปแล้ว...
ก็ไม่อาจหันหลังกลับได้อีก
วีรบุรุษในใต้หล้า ล้วนเป็นนักพนันทั้งสิ้น
จื่อเกอมองดูชายหนุ่มตรงหน้ายกมือขวาขึ้นมา เสื้อคลุมศึกตกลงมาบดบังไว้
มือข้างนั้นรวบรวมลมปราณ เขียนลวดลายพิเศษขึ้นกลางอากาศ
มันดูคล้ายกับธงรบผืนใหญ่ บนนั้นมีร่องรอยการปะทะของดาบและกระบี่ กลายร่างเป็นวิหคโบยบิน เปลวแสงสาดกระจาย สะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาของไต้ซือจื่อเกอ กลายเป็นแสงสีตระการตา ร่างของไต้ซือจื่อเกอแข็งทื่อ ในความเลื่อนลอยเขาไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ใด ราวกับมองเห็นภาพเบื้องหน้า เป็นชายหนุ่มคนนั้นที่กำลังอมยิ้มมองมาที่ตน
"การติดต่อของสายลับ มีรหัสลับ ความลับที่ว่าลับนั้น มีเพียงเจ้าและข้าที่รู้"
‘ฮ่าๆๆ จำเอาไว้ ชื่อของลวดลายนี้ก็คือ...’
"ธงรบมิรู้ดับ สืบทอดเจตนารมณ์ดั่งเปลวไฟ ยิ่งใหญ่เกรียงไกร ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่..."
เสียงเหล่านั้นสอดประสานกัน ลำคอของไต้ซือจื่อเกอเค้นอากาศออกมา ท่องประโยคนี้ออกมาแทบจะโดยสัญชาตญาณ ราวกับได้ประสานเสียงไปพร้อมกับท่านแม่ทัพใหญ่ในความทรงจำ ลมปราณกลางอากาศของหลี่กวนอีค่อยๆ สลายไป ร่างของไต้ซือจื่อเกอแข็งค้างอยู่นาน ฝ่ามือของเขาสั่นสะท้านน้อยๆ
เขาค่อยๆ ยกมือขึ้น สูดลมหายใจเข้าลึกๆ
จากนั้นในที่สุดก็ทนไม่ไหว คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของหลี่กวนอี เสียงดังกึกก้องสั่นสะเทือน ชนกองตำราโดยรอบจนพังครืน ลมปราณที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างรุนแรงนั้นน่าสะพรึงกลัวราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายยักษ์ ทำให้คนอื่นๆ ตกใจ เซียนกระบี่ลูโจวที่กอดกระบี่อยู่หันขวับมามอง จอมยุทธ์คนอื่นๆ รีบถามขึ้น
"ไต้ซือ เกิดอะไรขึ้น!?"
"ไต้ซือ!"
ยามนี้ประสาทของพวกเขาตึงเครียด ราวกับนกที่ตื่นกลัวเสียงธนู ต่างถือดาบและกระบี่เดินเข้าไปดู ทว่ากลับเห็นไต้ซือจื่อเกอจับแขนขุนนางบู๊หนุ่มผู้นั้นไว้แน่น ดวงตาแดงก่ำราวกับกำลังโกรธจัด เมื่อได้ยินเสียงเรียกแล้วหันขวับกลับมา กลับทำให้จอมยุทธ์หลายคนที่อยู่ด้านหน้าตกใจจนชะงักฝีเท้า
ดุดัน เหี้ยมเกรียม บ้าบิ่นและโอหัง!
ราวกับพยัคฆ์ร้ายที่หลับใหลได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง และเริ่มคำรามอย่างบ้าคลั่ง
กลิ่นอายอันน่าสยดสยองของสนามรบพุ่งทะลวงกลิ่นอายแห่งพุทธะไปในชั่วพริบตา จอมยุทธ์หลายคนด้านหน้าหน้าซีดเผือด ในความเลื่อนลอยราวกับได้ยินเสียงฝีเท้าม้า ทั้งที่นี่คือเขตพระราชฐาน แต่ในชั่วพริบตากลับราวกับกลายสภาพเป็นสนามรบอันดุเดือดเลือดพล่าน
ลูกประคำเส้นใหญ่บนคอของไต้ซือจื่อเกอสั่นไหวไม่หยุด ประกายแสงสีทองแปรเปลี่ยนไปมา
ปราณกระบี่ของเซียนกระบี่ลูโจวไหลเวียน ดรรชนีกระบี่จี้ตรงไปยังกลางหลังของหลวงจีน นางตวาดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ไต้ซือจื่อเกอ!"
นี่คือการลงมือด้วยจิตกระบี่
ไต้ซือจื่อเกอกลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง ดวงตาของเขายังคงแดงก่ำ จ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า ชายหนุ่มยังคงสงบนิ่ง เขายื่นมือออกไป กดทับฝ่ามือของไต้ซือจื่อเกอเอาไว้ ยิ้มบางๆ แล้วกล่าวเน้นทีละคำ "อย่าลืมสิครับไต้ซือ อย่าลืมว่าข้าคือคนของตระกูลเซวีย"
"ข้า หลี่กวนอี"
"แม้จะแซ่ 'หลี่'"
"แต่เบื้องหลังกลับมีผู้เฒ่าเซวียคอยหนุนหลัง"
ร่างของไต้ซือจื่อเกอสั่นสะท้านเล็กน้อย เขาค่อยๆ ชักมือกลับมา ทุกคนต่างรู้สึกเพียงว่าตระกูลขุนนางหนุ่มผู้นี้มีปากเสียงกับไต้ซือจื่อเกอ ถึงกับทำให้ไต้ซือผู้มีจิตใจใฝ่ธรรมลึกซึ้งต้องมีอารมณ์รุนแรงถึงเพียงนี้ จึงรีบจับทั้งสองคนแยกออกจากกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ไต้ซือผู้นี้ต้องผิดศีลปาณาติบาต
ไต้ซือจื่อเกอกำหมัดทั้งสองข้างแน่น ดวงตาแดงก่ำ จ้องมองแผ่นหลังของชายหนุ่ม
ราวกับได้เห็นชายหนุ่มที่หัวเราะร่วนในวันวาน
เขากำลูกประคำบนคอไว้แน่น แสงพุทธะสีทองบนลูกประคำไหลเวียน กลายเป็นตัวอักษรพระสูตร ทว่าสุดท้ายก็ค่อยๆ หม่นแสงลงจนเลือนหายไปในความสงบเงียบ ราวกับเสียงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ในขณะที่แววตาของไต้ซือจื่อเกอกลับมีเปลวเพลิงค่อยๆ ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง...
‘ท่านอาจารย์ ศิษย์จื่อเกอ’
‘จำต้องละเมิดกฎสำนักแล้ว’
ตู้ม!!!
เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาท ตำหนักทั้งหลังสั่นสะเทือน ไต้ซือจื่อเกอใช้มือข้างเดียวจับท่อนไผ่ ค้ำยันลงบนพื้น สามารถค้ำยันตำหนักที่กำลังจะพังทลายนี้ไว้ได้อย่างมั่นคง ทันใดนั้นก็มีจอมยุทธ์คนหนึ่งตะโกนขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนก "ข้างนอกมีคนกำลังโจมตี บัดซบเอ๊ย!"
"เครื่องยิงหินขนาดยักษ์ของสำนักโม่ ที่นี่มีของพรรค์นี้ได้ยังไง!"
หลี่กวนอีมองลอดรอยแยกออกไป เห็นกลไกขนาดมหึมาของสำนักโม่กำลังทำงาน กลไกทั้งหมดเปล่งประกายแสงของลมปราณ หินออบซิเดียนถูกโยนลอยขึ้นไป แล้วก็ระเบิดเป็นเปลวเพลิงรุนแรงกลางอากาศ เมื่อกระแทกลงมาอย่างแรง ก็สร้างหลุมลึกขนาดมหึมา!
เจ้านี่มันเครื่องสร้างอุกกาบาตชัดๆ!
ของของสำนักโม่ มันหลุดโลกขนาดนี้เลยหรือ?
อาวุธหนักระดับทำลายกำแพงเมืองเช่นนี้ ไม่มีทางที่จะถูกนำมาเก็บไว้ในวังหลวงได้ เกรงว่าคงจะถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ แล้ว เพียงเพื่อรอให้จอมยุทธ์จำนวนมากมารวมตัวกัน ก่อนพิธีบวงสรวงใหญ่ ถึงกับกล้าใช้กำลังทหารเช่นนี้ ในขณะที่อวี้เหวินเลี่ย ผู้เฒ่าเซวีย จีเหยียนจง และคนอื่นๆ กลับกำลังได้รับการต้อนรับจากฮ่องเต้อยู่ในตำหนักอื่น
นี่คือสิ่งที่เตรียมการไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
ต้องการใช้พระราชวังเป็นเครื่องสังเวย เพื่อกวาดล้างจอมยุทธ์ในยุทธภพเหล่านี้ให้สิ้นซาก
วิธีการที่เย็นชาไร้ความปรานี และความกล้าหาญที่ยากจะบรรยายเช่นนี้ เป็นฝีมือของจักรพรรดิเฉิน หรือว่าเป็นถานไถ่?
"สถานที่นี้ต้านทานไว้ไม่อยู่หรอก กลไกสำนักโม่ระดับนี้ จอมยุทธ์อาจจะพอหลบหลีกได้ แต่มันใช้ทำลายกำแพงและสิ่งก่อสร้างได้ดีกว่าปราณกระบี่เสียอีก ตำหนักที่ขวางอยู่ด้านหน้าจะต้องถูกถล่มราบเป็นหน้ากลองแน่ ไต้ซือ พวกเราต้องหาทางถอยแล้ว!"
ไต้ซือจื่อเกอกล่าว "แผนที่อยู่ที่ไหน!"
ทุกคนรีบส่งแผนที่ให้ จื่อเกอกวาดสายตามอง แล้วกล่าว "จำเป็นต้องถอย..."
มีคนหนึ่งพูดขึ้น "ที่นี่มีทางลับ บรรพบุรุษของข้าเคยลอบเข้ามาในวังหลวงเพื่อขโมยของหลวง จึงได้เส้นทางนี้มา มันสามารถอ้อมไปด้านหลัง ตรงไปยังบริเวณสวนดอกไม้ด้านหลังได้ ที่นั่นมีพื้นที่กว้างขวาง ทั้งยังมืดมิด มีแสงสว่างน้อย ตามข้ามา!"
ขณะที่ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย เซียนกระบี่ลูโจวก็กล่าวขึ้น "บริเวณอุทยานหลวง ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย"
"มิสู้... ไปทางนี้เถอะ"
นางยื่นนิ้วออกไป ชี้ไปยังทางออกที่ดูค่อนข้างอันตราย จอมยุทธ์ผู้นั้นตกตะลึง กล่าวว่า "ท่านเซียนกระบี่ ออกไปทางนี้ มันคือจุดที่ทหารองครักษ์ประจำการล้อมจับอยู่นะ หากพวกเราไปทางนั้น เกรงว่าจะเป็นการรนหาที่ตาย ปราณกระบี่ของท่านลึกล้ำสูงส่ง มีสง่าราศีระดับปรมาจารย์แห่งยุทธภพ แต่พวกเราทำไม่ได้หรอกนะ"
ทุกคนเริ่มโต้เถียงกัน หลี่กวนอียืนเหยียบอยู่บนค่ายกล อาศัยร่องรอยของ 'ค่ายกลผนึกวิญญาณสี่ทิศ' ในที่ไกลๆ คาดเดาทางรอดได้ว่า มันคือทิศทางที่เซียนกระบี่ลูโจวชี้ไปจริงๆ แต่เซียนกระบี่ลูโจวก็เป็นคนที่ทำร้ายพี่ใหญ่เยว่จนบาดเจ็บ
ไต้ซือจื่อเกอคว้าตัวหลี่กวนอีไว้ แล้วกล่าวตรงๆ ว่า
"คนผู้นี้คือตัวประกัน อาตมาต้องพาเขาไปด้วย"
"ทุกท่าน ไม่มีเวลาให้คิดมากแล้ว ไปกันเถอะ!"
"ตกลง!"
จอมยุทธ์หลายคนวิ่งมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เซียนกระบี่ลูโจวชี้ไปก่อน ทว่ากลับพบว่าที่นั่นถูกปิดกั้นไว้แล้ว หินภูเขาถล่มลงมาปิดทับอย่างแน่นหนา กลายเป็นทางตันไปเสียแล้ว แววตาของหลี่กวนอีหม่นลง ตระหนักได้ว่าผู้ที่วางหมากกระดานนี้ จะต้องเป็นถานไถ่เซี่ยนหมิงอย่างแน่นอน
ต่างจากในนิยายปรัมปรา แผนการของถานไถ่เซี่ยนหมิงนั้นเหี้ยมโหดและตรงไปตรงมา
เขาจะไม่ยอมเหลือทางรอดให้ใครแม้แต่น้อย จะปิดตายทางรอดทั้งหมด แล้วเหลือทางสุดท้ายไว้เพียงทางเดียว ใครๆ ก็รู้ว่าเส้นทางนี้จะต้องมีกับดักซุ่มรออยู่ แต่หากไม่ฝ่าออกไปก็มีแต่ตาย นี่แหละที่เรียกว่าล้อมสามปล่อยหนึ่ง
"คนผู้นั้นแหละ คือหนอนบ่อนไส้!"
"แต่ว่า เซียนกระบี่ลูโจวกลับไม่ร่วมมือกับเขา..."
"ก่อนหน้านี้เซียนกระบี่ลูโจวร่วมมือกับเซียวอู๋เลี่ยงก็แค่ทำร้ายพี่ใหญ่เยว่จนบาดเจ็บ หรือว่าตัวเซียนกระบี่เองตั้งใจจะเป็นสายลับซ้อนสายลับ? แต่ว่า... แม้แต่จุดนี้ ถานไถ่เซี่ยนหมิงก็คำนวณเอาไว้แล้วงั้นหรือ?"
หลี่กวนอีรู้สึกราวกับว่าท่านปู่ใหญ่ผู้นั้นเป็นวิญญาณร้ายที่ตามหลอกหลอนไม่เลิกรา
คิดดูแล้ว ท่านปู่ใหญ่ก็คงเคยรู้สึกเช่นนี้กับผั่วจวินเหมือนกัน
ความคิดแล่นปลาบในหัว เขาเอ่ยปากเตือน "ระวังด้วย ออกไปจะต้องมีคนซุ่มโจมตีแน่"
จอมยุทธ์ที่เอ่ยปากเมื่อครู่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะโวยวายเสียงดัง ด่าทอว่า "เจ้ารู้อะไร? นั่นมันเส้นทางที่บรรพบุรุษของข้าทิ้งไว้!"
"เป็นแค่ตัวประกันที่พวกข้าจับมาแท้ๆ เป็นแค่ไอ้ตั๋วเรียกค่าไถ่ ยังกล้ามาพ่นเรื่องไร้สาระอะไรอีก!"
"สมควรโดนตี ตบปากมัน!"
เขาด่าทอไปพลาง ยกมือที่ถือดาบโค้งขึ้นตบเข้าที่ปากของหลี่กวนอี ลงมืออย่างโหดเหี้ยม ราวกับต้องการจะตบฟันของหลี่กวนอีให้ร่วงหมดปาก ก่อนที่หลี่กวนอีจะถูกจับมา เขาได้พกง้าวเหมันต์ติดตัวมาด้วย เขาใช้มือปัดเบาๆ ก็สามารถต้านทานกระบวนท่าของจอมยุทธ์ชั้นฟ้าที่สามผู้นี้ไว้ได้อย่างง่ายดาย
ไอปราณเยือกแข็งอันเย็นเยียบแผ่ซ่านจากง้าวเหมันต์ กดทับดาบเล่มนั้นเอาไว้
ไต้ซือจื่อเกอยื่นมือออกไป กดอาวุธทั้งสองชิ้นลงโดยตรง
หลี่กวนอีกวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและเป็นปรปักษ์ของทุกคน ทันใดนั้นเขาก็แค่นหัวเราะเย็นชา กล่าวว่า "ข้าน่ะหรือ?"
เขาโต้กลับทันทีด้วยความโกรธจัด
"บิดาคือขุนนางระดับห้าขั้นรอง ท่านชายผู้ก่อตั้งแคว้นเว้ย!"
"ข้า! เป็นถึงพระญาติพระวงศ์ สวมเสื้อคลุมสีแดงเลือดหมู!"
"ท่านเสนาบดีถานไถ่ให้เจ้าแฝงตัวเข้ามา ก็เพื่อเป็นหนอนบ่อนไส้ล่อพวกนี้ออกไป แต่บิดาไม่คิดจะออกไปรนหาที่ตายพร้อมกับเจ้าหรอกนะ ทำไมล่ะ เพราะข้าเป็นคนของตระกูลเซวีย ไม่ลงรอยกับฝ่ายองค์รัชทายาท ท่านเสนาบดีก็เลยกะจะฆ่าข้าทิ้งไปด้วยเลยงั้นสิ?"
บนใบหน้าของคนผู้นั้นปรากฏแววตื่นตระหนก จากนั้นก็ชักกระบี่ออกมาด้วยความโกรธจัด
"จะ... เจ้าพูดอะไรน่ะ?!"
"เจ้าใส่ร้ายข้า!"
หลี่กวนอีแค่นยิ้มเยาะ เขาปัดชายเสื้อเบาๆ แล้วกล่าวเสียงเรียบ
"ข้าสวมเสื้อคลุมสีแดงเลือดหมู"
"เป็นพระญาติพระวงศ์!"
"แล้วเจ้าเป็นตัวอะไร"
"ข้ามีความจำเป็นต้องใส่ร้ายเจ้าด้วยหรือ?"
ในเมื่อทุกคนต่างมีอคติและตั้งตนเป็นศัตรูกับเขา เช่นนั้นก็สู้ใช้ประโยชน์จากอิทธิพลของสหายเก่าของพวกเขา ไหลตามน้ำไปเลยก็แล้วกัน เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว หลี่กวนอีก็ทำได้เพียงพยายามอย่างสุดความสามารถ กัดหมอนี่ไม่ปล่อยไปก่อนก็แล้วกัน เพื่อให้จอมยุทธ์เหล่านี้ระแวดระวังตัวมากขึ้น จะได้ลดการบาดเจ็บล้มตายลงได้บ้าง
ไต้ซือจื่อเกอและเซียนกระบี่ลูโจวลงมือ สยบคนผู้นี้เอาไว้ ทว่าเสียงระเบิดภายนอกยังคงดังสนั่นอย่างต่อเนื่อง หากตำหนักแห่งนี้พังทลายลงมา ทุกคนก็จะถูกทับตาย การรอคอยอยู่ที่นี่ก็คือการถูกล้อมฆ่า ชั่วขณะนั้นทุกคนจึงเริ่มส่งเสียงเอะอะโวยวายโต้เถียงกัน นี่แหละคือข้อเสียของการเป็นจอมยุทธ์ในยุทธภพ
ไต้ซือจื่อเกอควบคุมหลี่กวนอีไว้ข้างกายตน แล้วกล่าวกับจอมยุทธ์เหล่านี้ว่า
"เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เกรงว่าพวกเราทุกคนคงจะติดกับดักเข้าแล้ว"
"แต่พี่น้องอย่างพวกเรา วันนี้ที่มาที่นี่ ก็ล้วนวางความเป็นความตายไว้ล่วงหน้าแล้ว อยู่ที่นี่ก็มีแต่ตาย ฝ่าออกไปกลับยังมีโอกาสรอดชีวิต สถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้พวกเรารู้ว่ามีสายลับ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว หากเป็นสายลับก็ควรจะดูออกแล้ว"
"ถานไถ่เซี่ยนหมิงได้ทอดทิ้งพวกเจ้าแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้ฝ่าวงล้อมออกไปพร้อมกับพวกเรา"
"เพื่อหาทางรอด"
หลวงจีนรูปนี้หลับตาลง แล้วกล่าวว่า
"อาตมา จะเป็นผู้นำฝ่าค่ายกลให้ทุกท่านเอง"
ทุกคนเงียบลงทันที จากนั้นก็เห็นเขายื่นมือออกไป จับท่อนไผ่เอาไว้ สะบัดข้อมือ สอดท่อนไผ่เข้าไปในกองม้วนบันทึกที่เรียงรายอยู่ ม้วนบันทึก... แม้จะเป็นตำหนักที่ใช้เก็บม้วนบันทึกต้องห้าม ก็ยังมีผ้าไหมชั้นดีคลุมทับไว้ด้านบน เพื่อป้องกันฝุ่นละออง
ท่อนไผ่ม้วนตวัด ผ้าไหมเหล่านั้นก็ถูกม้วนขึ้นมา จากนั้นไต้ซือจื่อเกอก็ใช้มือข้างเดียวจับสิ่งนี้ไว้
ผ้าไหมปลิวไสว กลับดูราวกับเป็นธงรบผืนใหญ่!
จื่อเกอหลุบตาลง หันกลับมามองหลี่กวนอี แล้วเอ่ยปากเสียงเบา
เสียงนั้นดังก้องขึ้นในใจของชายหนุ่ม
"นายน้อย"
"ครั้งนี้ ก็ยังคงให้ข้าเป็นผู้ถือธงรบ"
"เพื่อเบิกทางเลือดสายหนึ่งให้กับท่าน"
หลวงจีนรูปนั้นถือธงรบท่อนไผ่ที่ดูคล้ายจะมีความน่าเกรงขามอยู่บ้าง พุ่งทะยานไปเบื้องหน้า เขาใช้หัวไหล่กระแทกประตูทางลับจนเปิดออก แล้วโยนหนอนบ่อนไส้ผู้นั้นออกไป เพียงชั่วพริบตา ร่างนั้นก็ถูกลูกธนูนับไม่ถ้วนยิงทะลุร่าง สิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามยิงมาคือธนูไฟ
สถานที่แห่งนี้ก็มีการเตรียมค่ายกลและวัตถุวิเศษไว้พร้อมแล้ว พริบตาเดียวเปลวเพลิงก็ลุกโชน ปิดตายทางรอดสายนี้ไปจนสิ้น ขุนพลนายหนึ่งหัวเราะลั่น "ฮ่าๆๆๆ ช่างโง่เขลาเสียนี่กระไร!"
"ข้าได้รับคำสั่งจากท่านเสนาบดีถานไถ่ มารออยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว!"
"เอาล่ะ ยิงธนู!!!"
พวกเขายิงธนูออกไปในทันที เปลวไฟลุกโหมอย่างน่าสะพรึงกลัว เปลี่ยนเป็นสีเขียวอมม่วง ความร้อนสูงทำให้พื้นดินเริ่มตกผลึกเป็นแก้ว ลูกธนูพุ่งเข้ามาเป็นระลอกๆ ล้วนเป็นลูกธนูทะลวงเกราะและทำลายลมปราณ ซึ่งมีไว้รับมือกับจอมยุทธ์โดยเฉพาะ ทันทีที่ตกลงมา ก็จะระเบิดเป็นลูกไฟสว่างวาบ
การทิ้งระเบิดด้วยลูกธนูเพลิงหลายระลอกเช่นนี้ ในขณะที่ขุนพลผู้นั้นคิดว่า คงไม่มีปัญหาอะไรแล้วอย่างแน่นอน
พรึ่บ!!!
ไผ่เขียวท่อนหนึ่งยื่นออกมา จากนั้นผ้าไหมสีดำสนิทก็โบกสะบัดอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางเปลวเพลิง
ราวกับ 'ธงรบ'!
จากนั้นก็กวาดตวัดอย่างแรง เปลวเพลิงแตกกระจาย รองขุนพลนายหนึ่งตกใจระคนโกรธจัด ด่าทอพวกโจรชั่ว ควบม้าพุ่งทะยานไปเบื้องหน้า ทว่ากลับถูกไผ่เขียวท่อนนี้ฟาดเข้าอย่างจัง
ทั้งคนทั้งม้า ถูกฟาดกระแทกลงกับพื้นดิน!
กะโหลกศีรษะแตกกระจาย เลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว!
น่าสยดสยองจนทนดูไม่ได้!
และเพียงการโจมตีครั้งนี้ ไต้ซือจื่อเกอผู้ทำลายศีลปาณาติบาตตลอดสิบปีที่ผ่านมากำท่อนไผ่เขียวไว้แน่น ราวกับสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจตนเอง เขาออกแรงมากเกินไป แม้แต่เกราะก็ยังถูกตีจนแหลก ไผ่เขียวก็แตกสลาย ทว่าภายใต้ไผ่เขียวนั้น กลับเปล่งประกายแสงสลัวๆ ชนิดหนึ่งออกมา
นั่นคือพลองยาวเหล็กนิลผสมทองคำ!
มันคืออาวุธของเขาในอดีต บัดนี้ในยามที่เขาละเมิดศีลข้อปาณาติบาต มันได้ปรากฏตัวขึ้นบนโลกมนุษย์อีกครั้ง จื่อเกอชะงักงัน นึกถึงคำพูดที่อาจารย์กล่าวไว้ตอนที่เขาลงจากเขา รวมถึงแววตาอันอ่อนโยนของอาจารย์... สิ่งที่กักขังเจ้าไว้ ไม่ใช่พระธรรมหรอกนะ
หากเจ้าไม่กลับมา ก็ไม่ใช่ศิษย์ของข้าอีกต่อไป...
ไม่ใช่จื่อเกออีกต่อไป
จื่อเกออ้าปากกว้างอย่างกะทันหัน ทั้งเศร้าสร้อยและเจ็บปวด ทันใดนั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่น สะบัดข้อมือ!
ไผ่เขียวแตกสลายไปจนหมดสิ้น
ศาสตราเทพปรากฏขึ้นบนโลกมนุษย์อีกครั้ง กวาดตวัดอย่างรุนแรง เปลวเพลิงสลายหายไปจนสิ้น ธงรบโบกสะบัดอย่างโอหัง หลวงจีนรูปนั้นก้าวไปเบื้องหน้า เบิกตากว้างด้วยความโกรธเกรี้ยว เพียงไม่กี่กระบวนท่า ผู้กองเหล่านั้นก็เนื้อตัวปริแตก สิ้นใจอย่างน่าอนาถ หลวงจีนผู้โชกเลือดราวกับอสูรอาชูร่าที่กลับมาจุติบนโลกมนุษย์ ขวางอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่ม หัวเราะลั่นเสียงดังกึกก้อง
"เยี่ยนเสวียนจี้ ใต้สังกัดท่านอ๋องไท่ผิง!"
"ทะลวงค่ายกล!"
แม่ทัพนายกองคนอื่นๆ ได้ยินเช่นนั้นก็ทั้งตกใจและโกรธจัด แม่ทัพใหญ่ที่ยังรั้งอยู่ที่นี่หน้าซีดเผือด สั่งการว่า "ยิงธนู ยิงธนู เอาหน้าไม้มาให้หมด ยิง ยิงพวกมันให้ตาย!!!"
"ยิง! ไม่ต้องสนว่าจะต้องสูญเสียอะไร!"
"ยิงมันให้ตายเดี๋ยวนี้!"
ดังนั้นคันธนูทั้งหมดจึงถูกน้าวสาย เสียงสายธนูแหวกอากาศดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณในชั่วพริบตา
ลูกธนูที่หนาแน่นราวกับห่าฝนพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แผ่ซ่านพลังปราณอันเข้มข้นหาใดเปรียบ ล้วนเป็นลูกธนูที่ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อใช้รับมือกับยอดฝีมือในยุทธภพและยอดขุนพลสำนักพิชัยสงครามโดยเฉพาะ โดยเฉพาะเยี่ยนเสวียนจี้ที่มีเพียงจีวรหลวงจีนติดกาย ย่อมยากที่จะรอดพ้นจากการบาดเจ็บ เขาเอาตัวบังหลี่กวนอีไว้ด้านหลังทันที ใช้เพียงร่างกายของตนขวางกั้นห่าธนูนับหมื่นที่พุ่งเข้ามา
เยี่ยนเสวียนจี้ไม่รู้ว่าตนเองรู้สึกเช่นไร เขาหัวเราะพลางถอนหายใจ กล่าวว่า
‘นายน้อย การเข้ามาพัวพันกับท่านแม่ทัพใหญ่ ล้วนเป็นหายนะที่ต้องตายเป็นพันเป็นหมื่นครั้งเชียวนะ’
‘ข้าจะเบิกทางสายหนึ่งให้ท่าน หลังจากนั้น จงมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี’
มือขวาของหลี่กวนอีทิ้งตัวลงเล็กน้อย กำง้าวเหมันต์ไว้แน่น ศาสตราวุธเทวะพยัคฆ์เหินหาวคำรามลั่นอยู่ในกระถางสัมฤทธิ์ วินาทีที่ลูกธนูพุ่งตกลงมา หลี่กวนอีก็มองเห็นใบไม้บนต้นไม้ ปรากฏไอเย็นยะเยือกขึ้นมากะทันหัน
ท่านอาชิงเยี่ยน?!
หลี่กวนอีชะงักไป ทว่าชั่วพริบตาต่อมา ไอเย็นขุมนั้นก็สลายไป เพราะมีเปลวเพลิงอันร้อนแรงพวยพุ่งขึ้นมา
ความร้อนสูงทำให้กระแสอากาศขยายตัวอย่างรวดเร็ว กลายเป็นพายุหมุนคลั่ง ส่งผลให้ลูกธนูนับหมื่นพันล้วนเบี่ยงทิศทางไปจนหมด จากนั้นก็หมุนวนอยู่ในสายลม ทันใดนั้นประกายไฟจุดหนึ่งก็สว่างวาบขึ้น ลูกธนูเหล่านี้ถูกจุดไฟจนหมดสิ้น เปลวไฟสว่างโรจน์ร้อนแรง เนื่องจากเมื่อครู่มีการโจมตีด้วยธนูเพลิงวิเศษอย่างไม่คิดชีวิต ทำให้เพลิงบริเวณนี้ลุกโหมอย่างรุนแรง
เปลวเพลิงรวมตัวกัน พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่องสว่างไปทั่วราตรีกาล
แปรเปลี่ยนเป็นเกล็ด กรงเล็บมังกร เขามังกร เสียงมังกรคำรามดังกึกก้องไปทั่วราตรี!
ร่างจำแลงมังกรแดงขนาดยักษ์มหึมาบินวนอยู่เหนือหมู่ตำหนัก ทหารที่ถือธนูเงยหน้าขึ้น มองเห็นเพียงมังกรเทวะขนาดยักษ์กำลังคำรามใส่พวกตน ท้องฟ้ากลายเป็นสีทองเจือแดง ราวกับสงครามในตำนานเทพปกรณัม จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้มลายหายไปในชั่วพริบตา หลงเหลือเพียงความหวาดกลัว
ตู้ม!!!
มังกรแดงรวมตัว พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ชายหนุ่มท่าทางหยาบกระด้างสวมชุดเกราะ กำง้าวศึกไว้ในมือ เขาปรากฏตัวขึ้นที่นี่ด้วยท่วงท่าที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ
อันดับที่สามสิบสี่ในทำเนียบยอดขุนพล เยว่เชียนเฟิง!
ง้าวศึกของเขาชี้ไปเบื้องหน้า หัวเราะลั่นเสียงดังกึกก้อง "เฉินติ่งเยี่ย!!!"
เขาเรียกชื่อของจักรพรรดิตรงๆ
จากนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น แล้วด่าทอเสียงดังว่า
"ออกมาตายซะ!!!"