"พ่อ ผมกลับมาแล้วครับ"
ในถนนสายเล็กๆ ที่คับแคบสายหนึ่งของนครซินหลิ่งซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑล มีอาคารเรียบง่ายสูงสามชั้นที่สร้างขึ้นในยุคห้าสิบตั้งอยู่หลายหลัง บ้านของเฝิงเซี่ยวเฉินก็อยู่บนชั้นหนึ่งของอาคารเหล่านั้น เฝิงเซี่ยวเฉินผลักประตูบ้านเข้าไป เอ่ยทักทายเฝิงลี่ผู้เป็นพ่อที่กำลังนั่งตรวจการบ้านนักเรียนอยู่บนโต๊ะกินข้าวในห้องนั่งเล่น จากนั้นก็มุดหัวเข้าไปในห้องเล็กๆ ที่เป็นของเขากับเฝิงหลิงอวี่ผู้เป็นน้องชาย
ที่พักอาศัยของครอบครัวเฝิงเซี่ยวเฉินพอจะนับได้ว่าเป็นแบบสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น ทว่าอันที่จริงห้องนั่งเล่นนั้นก็เป็นพื้นที่ที่พวกเขากั้นขึ้นมาเอง มีขนาดเพียง 4 ตารางเมตร พอจะยัดโต๊ะกินข้าวลงไปได้หนึ่งตัวบวกกับตู้กับข้าวใบเล็กๆ อีกหนึ่งใบ ห้องนอนสองห้องต่างก็มีขนาดเพียง 8 ตารางเมตร สามีภรรยาเฝิงลี่พักอยู่ห้องหนึ่ง ส่วนพี่น้องเฝิงเซี่ยวเฉินพักอยู่อีกห้องหนึ่ง สำหรับห้องครัวนั้นไม่ต้องไปคิดถึงเลย เช่นเดียวกับบ้านอื่นๆ ครอบครัวเฝิงเอาเตาไปตั้งทำกับข้าวไว้ที่โถงทางเดิน ขวดซีอิ๊วกับถ่านหินรังผึ้งวางอยู่ติดกัน เผยให้เห็นถึงความงามที่ดูไม่ค่อยจะเข้ากันนัก
ภายในห้องเล็ก เฝิงหลิงอวี่กำลังพลิกอ่านหนังสือเก่าที่หน้ากระดาษเหลืองกรอบเล่มหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่เฝิงเซี่ยวเฉินรื้อออกมาจากหีบใบใหญ่หลายใบที่ซ่อนอยู่ใต้เตียงเมื่อไม่กี่วันก่อน หีบเหล่านั้นเคยเป็นของรักของหวงของเฝิงเหวยเริ่นผู้เป็นปู่ที่ล่วงลับไปแล้ว ภายในบรรจุหนังสือสารพัดชนิดที่เฝิงเหวยเริ่นสะสมมาทั้งชีวิต กว่าครึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับเทคนิค เฝิงหลิงอวี่ที่มีวุฒิการศึกษาแค่ระดับมัธยมต้นเช่นเดียวกันรู้สึกว่าตัวหนังสือบนหน้ากระดาษพวกนี้มันช่างห่างไกลจากโลกของเขาเหลือเกิน และเขาก็เชื่อว่าพี่ชายของตัวเองก็คงคิดแบบเดียวกัน
ตอนที่เฝิงเหวยเริ่นเสียชีวิต เขาได้จับมือหลานชายทั้งสองไว้ แล้วฝากฝังหนังสือในหีบเหล่านี้ให้พวกเขากับมืออย่างจริงจัง หลังจากสองพี่น้องกลับมาจากงานศพของปู่ พวกเขากลับไม่มีแม้แต่ความสนใจที่จะเปิดหีบหนังสือดูด้วยซ้ำ เอาแต่ยัดหีบพวกนั้นเข้าไปใต้เตียง ส่วนใบที่ยัดไม่ลงก็เอาไปซ้อนกันไว้ที่มุมห้องจนกลายเป็นโต๊ะตัวเล็กๆ
เมื่อหลายวันก่อน ไม่รู้ว่าเฝิงเซี่ยวเฉินผีเข้าหรืออย่างไร จู่ๆ ก็เปิดหีบเหล่านี้ออกทั้งหมด แล้วหยิบหนังสือข้างในออกมาทีละเล่มเพื่อพลิกดูรอบหนึ่ง หนังสือเยอะขนาดนี้ แน่นอนว่าเขาไม่มีทางอ่านละเอียดได้ทุกเล่ม ในสายตาของเฝิงหลิงอวี่ พี่ชายก็แค่เอาหนังสือแต่ละเล่มมาสะบัดๆ ราวกับกำลังตามหาสมุดบัญชีเงินฝากที่ซ่อนอยู่ในนั้นอย่างไรอย่างนั้น
หลังจากพลิกดูหนังสือจนครบทุกเล่มแล้ว เฝิงเซี่ยวเฉินก็คัดหนังสือออกมาจำนวนหนึ่งแล้วกองไว้ข้างนอก ดูเหมือนว่าตั้งใจจะหาเวลามาอ่าน นอกจากนี้เขายังโยนหนังสือให้เฝิงหลิงอวี่อีกสองสามเล่ม พวกนั้นล้วนเป็นนิยายเก่าในอดีต ไม่รู้เหมือนกันว่าเฝิงเหวยเริ่นเก็บรักษาพวกมันเอาไว้ได้อย่างไร เฝิงหลิงอวี่ค่อนข้างสนใจนิยายอยู่บ้าง อย่างเช่นเรื่อง 'ผิงซานเหลิ่งเยี่ยน' ที่เขากำลังอ่านอยู่ในตอนนี้ เป็นเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวผู้มีพรสวรรค์สองคู่ ภายในเรื่องยังสอดแทรกฉากประชันบทกวี สนุกกว่าพวกเรื่อง 'วันฟ้าใส' อะไรทำนองนั้นที่เขาเคยอ่านตอนเด็กๆ ตั้งเยอะ
"พี่ กลับมาแล้วเหรอ"
เมื่อเห็นเฝิงเซี่ยวเฉินเข้ามาในห้อง เฝิงหลิงอวี่ก็เอ่ยทักทายส่งๆ ครอบครัวเฝิงอย่างไรเสียก็ถือว่าเป็นตระกูลปัญญาชน มีการอบรมสั่งสอนอยู่บ้าง เฝิงหลิงอวี่เรียกเฝิงเซี่ยวเฉินว่าพี่มาตั้งแต่เด็ก ไม่เหมือนบางบ้านที่พี่ไม่เหมือนพี่ น้องไม่เหมือนน้อง
"อ่านหนังสืออยู่เหรอ เป็นไง สนุกไหม" เฝิงเซี่ยวเฉินถามพลางแขวนกระเป๋าสะพายใบเล็กของตัวเอง
"สนุกมากเลย!" เฝิงหลิงอวี่บอก "ผมจะบอกให้นะ ผิงหรูเหิงคนนั้นเก่งเกินไปแล้ว เอ่ยปากปุ๊บก็เป็นบทกวีปั๊บ ผมว่าหลี่ไป๋ยังเก่งไม่เท่าเขาเลย แล้วก็ยังมีเหลิ่งเจี้ยงเสวี่ยคนนั้นอีก สวยงดงามแถมยังแต่งกลอนเป็นด้วย เอ้อ พี่ พี่ว่าย่าของพวกเราเป็นหญิงสาวผู้มีพรสวรรค์แบบนี้หรือเปล่า"
"เอ่อ... เรื่องนี้ต้องไปถามปู่แล้วมั้ง" เฝิงเซี่ยวเฉินถึงกับพูดไม่ออก คนแบบเฝิงหลิงอวี่เนี่ย ถ้าไปอยู่ในอีกหลายสิบปีให้หลังก็คงถือว่าเป็นพวกเบียวสินะ แต่ถ้าเป็นในยุคปัจจุบัน พวกเขามีชื่อเรียกที่เบียวยิ่งกว่านั้น เรียกว่า 'วัยรุ่นว่างงาน' เวลาผลงานวรรณกรรมบรรยายถึงคนประเภทนี้ โดยพื้นฐานแล้วมักจะถูกนำไปเชื่อมโยงกับเรื่องชกต่อยวิวาทหรือการจีบหญิงอะไรเทือกนั้น
"จริงสิ ช่วงนี้ที่ทำงานพี่ต้องทำโอทีกันไม่ใช่เหรอ ทำไมพี่เลิกงานเร็วจัง" ความคิดของเฝิงหลิงอวี่กระโดดกลับมาที่ตัวเฝิงเซี่ยวเฉินอีกครั้ง สองพี่น้องพึ่งพาอาศัยกันมาตั้งแต่เด็ก หากอีกฝ่ายมีเรื่องอะไรนิดหน่อยก็ต่างรู้กันดี
เฝิงเซี่ยวเฉินสืบทอดความรู้สึกที่มีต่อน้องชายอย่างเฝิงหลิงอวี่มาจากเจ้าของร่างเดิม และยังมีความสงสารเอ็นดูเด็กวัยรุ่นเพิ่มเข้ามาอีกหลายส่วนในฐานะผู้ทะลุมิติที่เคยผ่านประสบการณ์ชีวิตอันซับซ้อน เขานั่งลงแล้วพูดกับเฝิงหลิงอวี่ว่า "ที่ทำงานพี่ประชุมกันต่อไม่ได้แล้ว พี่ก็เลยไม่มีอะไรทำน่ะ ว่าแต่ ไม่ต้องพูดเรื่องที่ทำงานพี่หรอก หลิงอวี่ นายกะจะหมกตัวอยู่ในห้องอ่านเรื่องหนุ่มสาวผู้มีพรสวรรค์พวกนี้ทุกวันเลยเหรอ ไม่คิดจะออกไปหาอะไรทำบ้างหรือไง"
"หาอะไรทำน่ะเหรอ" เฝิงหลิงอวี่โยนหนังสือทิ้ง นั่งขัดสมาธิบนเตียงแล้วพูดด้วยสีหน้าเย้ยหยันตัวเอง "ตอนนี้วัยรุ่นว่างงานมีอยู่เต็มถนน พวกที่ไปใช้แรงงานในชนบทมาเป็นสิบปีแล้วกลับมาก็มี หนวดเคราเฟิ้มจนเป็นลุงได้แล้ว พวกเขายังไม่ได้รับการจัดสรรงานเลย คนที่เพิ่งจบมัธยมต้นแบบผม คณะกรรมการหมู่บ้านไม่สนหรอก บอกให้พวกเราไปเล่นสนุกอีกสักสองสามปีค่อยไปหาพวกเขาใหม่"
สามีภรรยาเฝิงลี่ คนหนึ่งเป็นครูสอนฟิสิกส์โรงเรียนมัธยมหมายเลขสองแห่งนครซินหลิ่ง อีกคนเป็นพนักงานของวิสาหกิจส่วนรวมระดับแขวงภายใต้นครซินหลิ่ง แน่นอนว่าไม่มีเส้นสายที่จะจัดหางานให้ลูกชายทั้งสองคนได้ กรมโลหะการเห็นแก่หน้าของเฝิงเหวยเริ่น จึงช่วยดูแลจัดหาตำแหน่งคนงานชั่วคราวให้ โดยให้สิทธิ์เฝิงเซี่ยวเฉินก่อน เมื่อปีที่แล้วเฝิงหลิงอวี่เรียนจบมัธยมต้น สอบเข้ามัธยมปลายไม่ได้ แถมยังไม่มีความสนใจที่จะเรียนต่อ ก็เลยเอาแต่อยู่บ้าน ในสังคมปัจจุบันนี้วัยรุ่นว่างงานมีเยอะแยะราวกับฝูงปลาคาร์ปข้ามแม่น้ำ อย่างที่เฝิงหลิงอวี่บอกนั่นแหละ ทางแขวงจัดหางานให้พวกปัญญาชนเยาวชนระดับคุณลุงที่กลับมาเมืองกรุงยังไม่ทันเลย ใครจะไปสนใจเด็กเมื่อวานซืนที่เพิ่งจบมัธยมต้นกันล่ะ
"จะรอให้รัฐรับสมัครคนงาน หรือรอให้ทางแขวงจัดหางานให้ พี่ว่าคงไม่มีหวังแล้วล่ะ ตอนนี้รัฐอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบการรายย่อยได้แล้ว นายสนใจอยากจะลองทำดูไหม" เฝิงเซี่ยวเฉินเสนอแผนงานที่เขาคิดไว้ล่วงหน้าแล้วออกมา
ในปี 1980 ผู้ประกอบการรายย่อยยังถือเป็นเรื่องใหม่ นอกจากพวกนักโทษที่พ้นโทษออกมา หรือพวกนักเลงหัวไม้แก่ๆ ที่ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว คนส่วนใหญ่ยังคงมีทัศนคติที่ดูถูกและหวาดกลัวต่ออาชีพผู้ประกอบการรายย่อย อย่าเห็นว่าผู้ประกอบการรายย่อยบางคนในสังคมหาเงินได้บ้างแล้ว และแต่งตัวดูดีกว่าคนอื่น แต่ทุกคนก็ยังไม่แน่ใจว่านโยบายจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ หากนโยบายกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน ผู้ประกอบการรายย่อยที่เป็นตัวแทนของเส้นทางทุนนิยมเหล่านี้ จะไม่กลายเป็นศัตรูทางชนชั้นกลุ่มแรกที่โดนเล่นงานหรอกหรือ
ชาติตระกูลที่ไม่ดีส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนคนหนึ่งมากแค่ไหน ผู้คนที่เคยผ่านการเคลื่อนไหวทางการเมืองมาต่างก็ซาบซึ้งใจดี ครอบครัวคนดีๆ ทั่วไป ใครจะยินดีไปเกลือกกลั้วกับรอยด่างพร้อยนี้กัน
เฝิงเซี่ยวเฉินย่อมไม่คิดว่าการเป็นผู้ประกอบการรายย่อยเป็นเรื่องอันตรายอะไร เขารู้ดีถึงทิศทางนโยบายในอีกหลายสิบปีข้างหน้า รู้ว่ายุคสมัยที่มองระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลเป็นสัตว์ร้ายมีพิษนั้นได้ผ่านพ้นไปและไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าโลกที่เขาอยู่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับโลกที่เขาเคยผ่านมากันแน่ แต่จากร่องรอยหลายๆ อย่าง เส้นทางที่โลกทั้งสองเดินไปน่าจะคล้ายคลึงกัน อย่างน้อยที่สุด หลัวเสียงเฟยที่เคยปรากฏตัวในโครงการเครื่องรีดร้อน 1780 ในโลกก่อน ตอนนี้ก็ปรากฏตัวขึ้นเช่นเดียวกัน
ไม่รู้ว่าเป็นผลจากโทรจิตอะไรหรือเปล่า เฝิงเซี่ยวเฉินเพิ่งจะนึกถึงหลัวเสียงเฟย ก็ได้ยินเสียงดังมาจากนอกประตูว่า "ขอโทษนะครับ ที่นี่ใช่บ้านของสหายเฝิงลี่หรือเปล่าครับ"
เนื่องจากอากาศยังค่อนข้างอบอ้าว ผู้พักอาศัยในอาคารเรียบง่ายแห่งนี้ขอเพียงมีคนอยู่บ้านก็จะไม่ปิดประตู ในยุคสมัยนั้นทุกบ้านต่างก็ยากจนข้นแค้น ไม่มีเรื่องส่วนตัวอะไรให้ต้องกลัวคนอื่นมาแอบดู เมื่อได้ยินคนเรียกที่หน้าประตู เฝิงลี่ก็ลุกขึ้นยืนมองออกไป เห็นคนสองคนยืนอยู่ข้างนอก คนหนึ่งอายุค่อนข้างมาก ดูเหมือนจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง ส่วนอีกคนอายุน้อยกว่า ทว่าเฝิงลี่กลับรู้จัก นั่นคือเสมียนคนหนึ่งในสำนักงานกรมโลหะการชื่อว่ากัวฮวากัง เฝิงลี่เองก็เป็นลูกหลานของกรมโลหะการ ย่อมมักคุ้นกับคนในกรมโลหะการอยู่บ้าง
"ฮวากังนี่เอง รีบเข้ามาสิ ท่านผู้นำท่านนี้คือ..." เฝิงลี่เชื้อเชิญแขกเข้ามาในบ้านพลางสอบถามที่มาที่ไปของชายชราผู้นั้นกับกัวฮวากัง ดูจากท่าทีของกัวฮวากังแล้ว ชายชราผู้นี้ต้องเป็นผู้นำแน่ๆ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นผู้นำระดับใหญ่โตเลยทีเดียว
"ครูเฝิง ผมขอแนะนำให้รู้จักหน่อยครับ" กัวฮวากังพูด เฝิงลี่เป็นครูสอนมัธยม กัวฮวากังก็เลยเรียกเขาว่าครูตามอาชีพของเขา โดยไม่ได้มีความหมายในเชิงถ่อมตัวอะไร
"ท่านนี้คือรองอธิบดีหลัวจากกรมโลหะการ คณะกรรมการเศรษฐกิจแห่งชาติ ท่านมาตรวจงานที่หนานเจียงของเรา ได้ยินว่าผู้อาวุโสเฝิงเสียชีวิตแล้ว ท่านจึงตั้งใจมาเคารพศพโดยเฉพาะครับ" กัวฮวากังแนะนำ
เมื่อได้ยินคำแนะนำนี้ เฝิงลี่ก็ลนลานทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาทันที คณะกรรมการเศรษฐกิจแห่งชาติ นั่นมันเป็นหน่วยงานที่อยู่สูงจนไม่รู้จะสูงยังไงแล้ว อธิบดีอะไรสักอย่างจากที่นั่น ลงมาที่มณฑลก็ถือว่าเป็นผู้แทนพระองค์แล้วไม่ใช่หรือ คนระดับนี้ ถึงกับมาที่บ้านของเขาด้วยตัวเอง แล้วจะให้เขาทำตัวอย่างไรดีล่ะ
"อ้อๆ ที่แท้ก็อธิบดีหลัวนี่เอง โอย ดูบ้านผมสิครับ รกไปหมดเลยจริงๆ..." เฝิงลี่รีบเก็บสมุดการบ้านบนโต๊ะเป็นพัลวัน แล้วลากเก้าอี้ให้หลัวและกัวทั้งสองคนนั่ง จากนั้นก็ตะโกนเข้าไปในห้อง "เซี่ยวเฉิน ออกมา รินน้ำให้อธิบดีหลัวกับคุณอากัวเร็วเข้า หลิงอวี่ แกไปหยิบเงินในกระเป๋าเสื้อพ่อ แล้วออกไปซื้อบุหรี่จงหัวมาซองนึง..."
เฝิงเซี่ยวเฉินและเฝิงหลิงอวี่ขานรับแล้วเดินออกมา เฝิงหลิงอวี่ทำท่าจะเข้าไปหยิบเงินในห้อง หลัวเสียงเฟยรีบห้ามเขาไว้ แล้วพูดกับเฝิงลี่ว่า "ครูเฝิง ไม่ต้องวุ่นวายหรอกครับ พวกเราดื่มน้ำนิดหน่อยก็พอ ไม่ต้องซื้อบุหรี่หรอกครับ ผมพกมาเอง"
พูดจบ เขาก็ล้วงบุหรี่มู่ตานออกจากกระเป๋าตัวเอง ดึงออกมามวนหนึ่งส่งให้เฝิงลี่ก่อน เฝิงลี่ปฏิเสธอยู่หลายครั้ง ถึงได้รับบุหรี่มาอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วรีบจุดไม้ขีดไฟให้หลัวเสียงเฟยกับกัวฮวากัง สุดท้ายถึงค่อยจุดบุหรี่ของตัวเอง ในช่วงเวลานี้ เฝิงเซี่ยวเฉินได้รินน้ำให้แขกทั้งสองคนเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ไปยืนอยู่ข้างหลังพ่อ รอรับคำสั่งต่อไป
"นี่ลูกชายคนโตของผม เฝิงเซี่ยวเฉินครับ ตอนนี้เป็นคนงานชั่วคราวอยู่ที่กรมโลหะการ ฮวากังน่าจะรู้จักนะ" เฝิงลี่แนะนำกับแขก
"ผมก็รู้จักครับ" หลัวเสียงเฟยตอบกลั้วหัวเราะ "ตั้งชื่อได้ดี ความสามารถก็เก่งกาจ สมแล้วที่เป็นทายาทของผู้อาวุโสเฝิง"
"อธิบดีหลัวชมเกินไปแล้วครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินตอบเรียบๆ
เฝิงลี่งุนงงกับบทสนทนาของทั้งสองคน เขาหันกลับไปมองเฝิงเซี่ยวเฉิน แล้วถามด้วยความประหลาดใจว่า "อ้าว เซี่ยวเฉิน ลูกเคยเจออธิบดีหลัวด้วยเหรอ"
"ไม่เพียงแต่เคยเจอ แต่สหายเซี่ยวเฉินยังช่วยงานผมไว้มากเลยล่ะ จริงไหม สหายเซี่ยวเฉิน"
หลัวเสียงเฟยขยิบตาให้เฝิงเซี่ยวเฉิน แล้วพูดอย่างมีความหมายแฝง







