เรื่องการแก้ต้นฉบับนี้ ในสายตาของหลินเฉาหยางก็เหมือนกับการที่เขาต้องทำโอทีแก้ PPT และงานเขียนในยุคหลังนั่นแหละ
เจ้านายกับลูกค้ามีความคิดเยอะแยะไปหมด ถ้าในหัวคุณไม่มีแผนสำรองไว้สักสองสามแผน ไม่มีไหวพริบในการพลิกแพลงตามสถานการณ์ มีหวังไม่ได้ถูกพวกเขาปั่นหัวจนตายหรอกหรือ?
ตอนที่ไปกองบรรณาธิการ "เยียนจิงวรรณศิลป์" ครั้งแรก โจวเยี่ยนหรูเคยถกเถียงกับหลินเฉาหยางเรื่องปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ของ "คนเลี้ยงม้า" ตอนนั้นเขาจำใส่ใจไว้ และหลายวันมานี้ก็ร่างคำตอบไว้ในหัวตลอด
นี่ไง วันนี้ก็ได้ใช้ประโยชน์แล้วไม่ใช่หรือ?
เขาไม่รู้จริงๆ ว่าแค่แก้ต้นฉบับนิดหน่อย โจวเยี่ยนหรูกับเฉินเจี้ยนกงจะจินตนาการไปไกลได้ขนาดนั้น
ถ้าเขารู้เรื่องนี้เข้า คงได้ดีใจจนเนื้อเต้นแน่ๆ
ในที่สุดก็ได้โชว์เทพต่อหน้าผู้คนสักที!
ผ่านไปอีกสองวัน หลินเฉาหยางกำลังอู้งานอ่านหนังสืออยู่ในคลังหนังสือ
ชั้นล่างส่งกระดาษโน้ตขึ้นมาบอกว่ามีคนมาหา พอลงไปดูก็พบว่าเป็นเถาอวี้ซู
"อวี้ซู ตอนบ่ายคุณไม่มีเรียนเหรอ?" หลินเฉาหยางประหลาดใจเล็กน้อย
การเรียนในมหาวิทยาลัยน้อยนักที่จะมีตารางเรียนแน่นเอี๊ยดทุกวัน ถึงเถาอวี้ซูจะไม่มีเรียน เธอก็มักจะหาสถานที่ในมหาวิทยาลัยเพื่อนั่งอ่านหนังสือ น้อยครั้งที่จะกลับมาก่อนเวลา
เมื่อเผชิญกับคำถามของหลินเฉาหยาง สิ่งที่เถาอวี้ซูตอบกลับมาคืออ้อมกอดอันอบอุ่น
"เฉาหยาง บทวิจารณ์ของฉันได้ตีพิมพ์แล้วนะ!"
เถาอวี้ซูดีใจจนออกนอกหน้า สีหน้าแววตาเบิกบานเต็มไปด้วยความสุข
"ได้ตีพิมพ์เร็วขนาดนี้เลยเหรอ? ไป รีบไปซื้อ "สารวรรณศิลป์" มาดูสักฉบับเถอะ"
เถาอวี้ซูดึงเขาไว้ แล้วล้วงสมุดเล่มเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าหนังสือด้วยท่าทีอวดนิดๆ "คุณดูสิ!"
หลินเฉาหยางรับสมุดเล่มเล็กมาด้วยความดีใจ มันเป็นสิ่งพิมพ์ขนาด 16k หน้าปกด้านซ้ายเป็นภาพวาดหมึกจีน ด้านขวาคือตัวอักษรจีนตัวเต็มสามตัวที่เขียนว่า "สารวรรณศิลป์" ด้านล่างระบุปีและหมายเลขฉบับ
"สารวรรณศิลป์" เพิ่งกลับมาตีพิมพ์ใหม่เมื่อเดือนกรกฎาคมปีนี้ ปัจจุบันยังเป็นนิตยสารรายเดือน วางแผงทุกวันที่ 15 ของเดือน สิ่งพิมพ์ในมือเขาตอนนี้คือฉบับที่เพิ่งตีพิมพ์เสร็จใหม่ๆ ร้อนๆ ในวันนี้เลย
หลินเฉาหยางเปิด "สารวรรณศิลป์" และพบชื่อที่คุ้นเคยในสารบัญ: "ว่าด้วยความสมจริงของการสร้างสรรค์วรรณกรรมและศิลปะ"………………เถาอวี้ซู
"ยอดเยี่ยมมาก! เพิ่งอยู่ปีหนึ่งก็ได้ตีพิมพ์บทความแล้ว สหายเสี่ยวเถาอนาคตไกลไร้ขีดจำกัด ต่อไปห้ามรังเกียจสามีผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขคนนี้ล่ะ!" หลินเฉาหยางพูดหยอกล้อพลางหัวเราะฮ่าๆ
"พูดบ้าอะไรเนี่ย!" เถาอวี้ซูค้อนวงใหญ่ ก่อนจะพูดอย่างมีลับลมคมในว่า "คุณลองเปิดไปข้างหลังอีกสิ!"
หลินเฉาหยางนึกว่าเธออยากให้เขาดูบทความที่ถูกตีพิมพ์เป็นตัวอักษรตะกั่ว แต่กลับมีกระดาษแผ่นหนึ่งร่วงลงมาจากหน้าหนังสือ พอเก็บขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นใบแจ้งยอดค่าต้นฉบับ
บทความของเถาอวี้ซูมีความยาวไม่มากนัก ประมาณเกือบสองพันตัวอักษร กองบรรณาธิการ "สารวรรณศิลป์" จ่ายค่าต้นฉบับให้เธอสิบหยวนตามมาตรฐานค่าตอบแทนห้าหยวนต่อหนึ่งพันตัวอักษร เธอสามารถนำใบแจ้งยอดใบนี้ไปรับค่าต้นฉบับที่ที่ทำการไปรษณีย์ได้เลย
ยังไม่ทันที่หลินเฉาหยางจะได้พูดอะไร เถาอวี้ซูก็ชิงพูดขึ้นก่อน "ตอนเย็นฉันจะเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่คุณเอง!"
หลินเฉาหยางปรบมือร้องดีใจ แล้วถามต่อว่า "ไม่สนคนที่บ้านแล้วเหรอ?"
"พรุ่งนี้ค่อยซื้อกับข้าวเพิ่มให้พวกเขา!" คุณผู้หญิงเถาเอ่ยอย่างใจป้ำ
"ใจป้ำสุดๆ!"
"งั้นต้องบอกที่บ้านสักหน่อยไหม ว่าตอนเย็นจะไม่กลับไปกินข้าว?" หลินเฉาหยางเตือน
"อืม คุณทำงานไปก่อนนะ ฉันจะกลับบ้านสักประเดี๋ยว"
เถาอวี้ซูบอกว่าจะเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่หลินเฉาหยาง แต่จริงๆ แล้วคือไปที่ร้านอาหารฉางเจิงตรงนอกประตูทิศใต้ของมหาวิทยาลัย
แถวนั้นมีที่ทำการไปรษณีย์พอดี ทั้งสองจึงไปถอนเงินก่อนแล้วค่อยไปกินข้าว
"สั่งตับหมูผัดด้วยนะ กินตับบำรุงเลือด" ตอนสั่งอาหาร เถาอวี้ซูกำชับเป็นพิเศษ
"ได้ เอาหมูสันในผัดนุ่มด้วยดีไหม?"
"ตกลง"
สองสามีภรรยาสั่งอาหารมาสามอย่าง จานที่แพงที่สุดคือหมูสันในผัดนุ่ม ราคาจานละแปดเหมาสองเฟิน มื้อนี้หมดเงินไปสองหยวนสามเหมาสองเฟิน เรียกได้ว่าหรูหราฟุ่มเฟือยมาก
ร้านอาหารฉางเจิงค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับโรงอาหารของมหาวิทยาลัย แต่ถ้าวัดตามมาตรฐานร้านอาหารก็ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคา ที่สำคัญคือรสชาติไม่เลวเลย สองสามีภรรยากินกันจนปากมันแผล็บ เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข
มื้อเย็นกินอิ่มจนเกินไป ทั้งสองจึงเดินเล่นย่อยอาหารไปตามทางในสวนเยียน
สวนเยียนยามเย็นคือช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดของวัน ฤดูใบไม้ร่วงในเยียนจิงมักจะสั้นเสมอ กลางเดือนกันยายนใส่เสื้อแขนสั้นยังร้อน พอถึงเดือนพฤศจิกายนก็เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ช่วงสองสามวันนี้ถือได้ว่าเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุดในรอบปีของเยียนจิงเลยก็ว่าได้
เถาอวี้ซูควงแขนหลินเฉาหยาง ปากก็พึมพำคิดบัญชีไปด้วย
เมื่อกี้กินข้าวไปสองหยวนสามเหมาสองเฟิน พรุ่งนี้ยังต้องซื้อกับข้าวไปปรับปรุงอาหารการกินที่บ้านอีก ค่าต้นฉบับสิบหยวนหายวับไปกว่าครึ่งในพริบตา พอคิดเสร็จเธอก็อดรู้สึกหงุดหงิดใจไม่ได้
"เงินนี่มันใช้แป๊บเดียวก็หมดแล้ว!"
"คราวหน้าคุณก็เขียนให้เยอะขึ้นสิ ตีพิมพ์สักแสนตัวอักษร ทีนี้ก็ใช้ไม่หมดแล้วใช่ไหมล่ะ?"
เถาอวี้ซูหลุดหัวเราะออกมา "ตีพิมพ์ตั้งแสนตัวอักษร ถ้าทำได้ฉันก็เก่งเกินไปแล้ว กลายเป็นนักวิจารณ์ตัวยงเลยสิ"
"ผมเชื่อในตัวคุณนะ!"
แม้สองสามีภรรยาจะพูดคุยกันเล่นๆ แต่เถาอวี้ซูกลับสัมผัสได้ถึงความเชื่อใจของสามี เธออดไม่ได้ที่จะกระชับกอดแขนเขาไว้แน่น ซบอิงไหล่ของเขา บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น
วันรุ่งขึ้น เถาอวี้ซูซื้อเป็ดย่างครึ่งตัว ปลาหนึ่งตัว และเนื้อสันในสองจินกลับบ้าน ค่าต้นฉบับสิบหยวนตอนนี้เหลือแค่สองหยวนแล้ว
พอได้ยินว่าบทความของเถาอวี้ซูได้ตีพิมพ์ลงใน "สารวรรณศิลป์" พ่อตาเถากับแม่ยายเถาก็ดีใจมาก แต่สายตาที่แม่ยายเถามองหลินเฉาหยางกลับยิ่งดูทะแม่งๆ เข้าไปใหญ่
ยิ่งลูกสาวเก่งกาจมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งมองหลินเฉาหยางขัดหูขัดตามากเท่านั้น
"อวี้ซูเรียนมหาวิทยาลัยไม่เสียเปล่าจริงๆ ใกล้จะตามทันความสง่างามของฉันในสมัยก่อนแล้ว"
คำพูดของพี่เมียทำให้สองพี่น้องตระกูลเถามองบนใส่ทันที ตอนนั้นเองแม่ยายเถาก็พูดขึ้นว่า "เสี่ยวหลิน อวี้ซูตั้งใจเรียนขยันขันแข็งขนาดนี้ เธอเองก็เกียจคร้านไม่ได้นะ"
พ่อตาเถาเรียกหลินเฉาหยางว่า "เฉาหยาง" แต่แม่ยายเถากลับเรียกว่า "เสี่ยวหลิน" ความสนิทสนมห่างเหินมองปราดเดียวก็รู้ หลินเฉาหยางแปลความหมายแฝงของแม่ยายเถาในใจ: ลูกสาวฉันเก่งกาจขนาดนี้ เธออย่ามาเป็นตัวถ่วงก็แล้วกัน
"แม่คะ เฉาหยางทำงานหนักจะตายไป ตอนเย็นหรือวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ไปเข้าเวรที่หอสมุด ลุงเซี่ยยังชมเขากับพ่ออยู่เลยนะคะ"
ยังไม่ทันที่หลินเฉาหยางจะได้พูดอะไร เถาอวี้ซูก็ออกโรงแก้ต่างแทนเขา
"งานข้าวหม้อใหญ่แบบนั้นจะขยันไปทำไมกัน? หัวทึบจริงๆ!"
เมื่อเห็นว่าคำพูดของแม่ยายเถาเริ่มไม่น่าฟัง พ่อตาเถาจึงเอ่ยขึ้น "เอาล่ะๆ รีบกินข้าวกันเถอะ"
มื้อเย็นของครอบครัวตระกูลเถาวันนี้อุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ มีเนื้อสัตว์สามอย่าง ผักสามอย่าง ครอบครัวกินกันอย่างมีความสุข
หลังจากกลับเข้าห้อง เถาอวี้ซูก็พูดกับหลินเฉาหยางว่า "คำพูดของแม่ฉัน คุณอย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะ แกก็เป็นแบบนั้นแหละ"
"คำพูดของแม่อาจจะไม่ค่อยน่าฟัง แต่มันก็มีเหตุผลนะ แล้วคุณไม่คิดว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีเหรอ?"
"หมายความว่ายังไง?"
"อย่างน้อยแม่ก็เริ่มคาดหวังในตัวผมแล้ว นี่ไม่ใช่ว่าท่านกำลังค่อยๆ ยอมรับผมทีละนิดแล้วหรอกเหรอ!"
เถาอวี้ซูถึงกับพูดไม่ออก เธอชักจะสงสัยแล้วว่าต่อให้ตอนนี้แม่ด่าทอสามีฉอดๆ เขาก็คงหาคำพูดมาปกป้องท่านได้อยู่ดี
แต่พอคิดได้ว่าที่เขาทำแบบนี้ก็เพื่อให้เธอไม่ต้องรู้สึกลำบากใจ เพื่อรักษาสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกของพวกเธอ ภายในใจเธอก็เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง อดไม่ได้ที่จะโผเข้าสู่อ้อมกอดของหลินเฉาหยาง
ขณะที่สองสามีภรรยากำลังอิงแอบแนบชิดกันอยู่นั้น ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกกะทันหัน
"ว้าย!" เด็กสาวร้องอุทานพลางใช้มือปิดตาด้วยความเขินอาย
ทั้งสองได้ยินเสียงก็รีบผละออกจากกันทันที เถาอวี้ซูมองไปที่ประตูแล้วพูดอย่างหงุดหงิดว่า "รู้ไหมว่าก่อนเข้าห้องคนอื่นต้องเคาะประตูน่ะ?"
"รู้แล้วน่า คราวหน้าฉันจะระวัง"
เถาอวี้โม่รู้ตัวว่าผิด อีกทั้งยังมีเรื่องจะขอร้อง ท่าทีของเธอจึงดีกว่าปกติอย่างคาดไม่ถึง
"มีอะไร?" เถาอวี้ซูถามเธอ
"พี่ หนังสือ "สารวรรณศิลป์" ที่พี่ซื้อมาล่ะ? ขอยืมดูหน่อยสิ!"
"จำไว้ว่าต้องเอามาคืนด้วยนะ" เถาอวี้ซูไม่ลืมกำชับตอนที่ยื่นสมุดเล่มเล็กให้น้องสาว
"ขอดูสักสองวันเดี๋ยวเอามาคืน"
หลังจากเถาอวี้โม่เดินออกไป เถาอวี้ซูก็ฮัมเพลงเบาๆ พลางเปิดหนังสืออ่าน อารมณ์ดีเบิกบานใจยิ่งนัก
"ตีกลองมือร้องบทเพลง ฉันขี่ม้าข้ามเนินเขา..."
หลินเฉาหยางดีใจกับภรรยา ในขณะเดียวกันภายในใจก็กำลังเฝ้ารอคอย
นิยายที่เขาส่งไปให้ "วรรณกรรมฮู่ซ่าง" ป่านนี้กองบรรณาธิการน่าจะได้รับแล้วใช่ไหม? น่าจะผ่านการพิจารณาใช่ไหมนะ?
แล้วก็ทางฝั่ง "เยียนจิงวรรณศิลป์" ต้นฉบับเรื่อง "คนเลี้ยงม้า" ก็แก้เสร็จหมดแล้ว โจวเยี่ยนหรูบอกว่าจะได้ตีพิมพ์ในเดือนพฤศจิกายน ไม่รู้ว่าใบแจ้งยอดค่าต้นฉบับจะออกมาเมื่อไหร่?
พอคิดๆ ดูแล้ว ชีวิตแบบนี้ก็มีความหวังให้รอคอยอยู่ไม่น้อยเลย







