หลังจากยืนยันความสัมพันธ์กับจี๋เสี่ยวเสียงแล้ว หลี่ชิงหมิงก็ไม่พูดอะไรอีก เขาล้วงกระเป๋า ยกขาขึ้นไขว่ห้างพิงพนักเก้าอี้ และเริ่มสังเกตผู้คนรอบตัวอย่างไม่รีบร้อน
ขอบคุณสวรรค์ ในที่สุดพวกเขาก็ล้มเลิกความคิดที่จะพังประตูหนีเสียที
และเมื่อสถานการณ์กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง หานชุนก็กลายเป็นจุดสนใจขึ้นมาใหม่
ตอนนี้เขากำลังโก่งก้นหมอบอยู่บนพื้น ร่างกายแข็งทื่อไปแล้ว ท่าทางที่หยุดนิ่งยังคงเหมือนมนุษย์หอยทาก ดวงตาเหลือกขาวค้างเติ่ง และมือก็ยังคงคาอยู่ในลำคอ
ส่วนใบหน้าของเขานั้น ไม่มีใครกล้าจ้องมองชัดๆ
คนอื่นๆ ล้วนถอยร่นไปที่ริมกำแพง จับกลุ่มกันเป็นก๊กเป็นเหล่าโดยธรรมชาติ บางคนก้มหน้าสะอื้นไห้ บางคนมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง และอีกหลายคนยังคงพยายามเปิดโทรศัพท์มือถือ
หลังจากเงียบงันไปราวสิบกว่าวินาที ในที่สุดก็มีคนทนไม่ไหวเอ่ยปากขึ้น
"ไม่ต้องพยายามแล้ว ในแดนลับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้ไม่ได้หรอก..."
"เหล่าหานนี่คือ... ม่องเท่งไปแล้วเหรอ..."
"ทำไมเขาถึงเป็นแบบนั้นล่ะ... หรือนี่จะเป็นแดนลับที่สุ่มทำให้คนเสียสติ..."
"ใครก็ได้ช่วยมัดมือฉันที... ฉันไม่อยากตายแบบนี้..."
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไช่จื้อซินที่ยืนเหม่อพิงกำแพงอยู่ก็เบิกตากว้าง เสยผมแสกกลางของตัวเองอย่างตื่นเต้น "ฉันเข้าใจแล้วพวกเรา! นี่มันแดนลับประเภทกฎเกณฑ์! กฎก็คือต้องมัดมือเอาไว้! ไม่งั้นพวกเราทุกคนจะล้วงคอตัวเอง!"
พูดจบ เขาก็ก้มลงไปแก้เชือกรองเท้า ทว่ามือกลับสั่นเทาอย่างหนัก ดึงอยู่หลายครั้งก็ยังหลุดมือ
ทุกคนมองหน้ากันไปมา ก่อนที่ทั้งห้องจะเดือดพล่าน
"เชือกรองเท้า!"
"นายช่วยมัดให้ฉันหน่อย!"
"นายมัดฉันก่อนสิ!"
"นายโดนมัดแล้วจะมามัดฉันได้ยังไงเล่า!"
ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงแย่งกันแก้เชือกรองเท้าอย่างเอาเป็นเอาตาย และมีบางส่วนหันไปค้นหาสิ่งของที่มีลักษณะคล้ายเชือกเพิ่มเติม
แต่คนที่ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนก็มีไม่น้อย
การมัดมือนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องงี่เง่าเกินไป หากยังมีสมองเหลืออยู่บ้างก็ไม่ควรร้อนรนจนทำอะไรไร้สติแบบนี้
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจทางนี้ จี๋เสี่ยวเสียงก็เริ่มใจกล้าขึ้นมาบ้าง เธอสะกิดหลี่ชิงหมิงเบาๆ แล้วเสนอแนะอย่างเอาใจใส่ "เอ่อ... นายอยากจะมัดฉันไว้ด้วยไหม?"
"อย่าทำแบบนั้นเลย ดูอ่อนหัดเกินไป" หลี่ชิงหมิงล้วงกระเป๋า กวาดสายตามองไปทั่วห้องอย่างสบายๆ "พวกนี้จะทำเรื่องโง่ๆ ทุกอย่างจนครบ ถ้ามีกฎอะไรอยู่จริงๆ เราแค่คอยดูจุดจบของพวกเขาก็พอแล้ว"
"นายไม่แบ่งปันแผนการกับพวกเขาสักหน่อยเหรอ? อัตราการรอดชีวิตจะได้สูงขึ้นไง"
"ไม่ๆๆ พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของแผนการต่างหาก ฉันต้องการให้พวกเขาไปเหยียบกับระเบิดและล่อสัตว์ประหลาด ถ้ามีตัวอะไรยุ่งยากโผล่มาจริงๆ พวกเขายังเป็นโล่เนื้อกับเหยื่อล่อได้ หรือแม้กระทั่งเอามาทำเป็นอาวุธ ดึงกระดูกสันหลังออกมาทำดาบอะไรทำนองนั้น" หลี่ชิงหมิงพูดพลางบุ้ยปากไปรอบๆ "จำพวกที่รีบร้อนมัดมือตัวเองพวกนี้เอาไว้ พวกเขาถูกอารมณ์ครอบงำโดยสมบูรณ์ ทั้งไม่มีจุดยืนและไม่มีสมอง ถึงเวลาจำเป็นก็สามารถใช้ประโยชน์จากพฤติกรรมทำตามๆ กันของพวกเขาได้ จะจับไปสังเวยก็ไม่ต้องรู้สึกใจอ่อน"
"ว้าว! มืออาชีพจริงๆ ด้วย!" จี๋เสี่ยวเสียงเอามือปิดปากร้องอุทาน "เมื่อก่อนนายเคยมาที่นี่เหรอ?"
"เปล่า แต่ฉันรู้สึกผูกพันเหมือนได้กลับบ้านจริงๆ" หลี่ชิงหมิงแหงนหน้าขึ้น ถอนหายใจยาวแล้วพูด "บอกตามตรง ฉันไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายแบบนี้มานานแล้ว"
"พอพูดแบบนี้... ฉันก็รู้สึกผ่อนคลายลงอย่างไม่รู้ตัวเหมือนกันแฮะ!" จี๋เสี่ยวเสียงแตะปลายคางพลางพูด "มหัศจรรย์จัง ปกติฉันจะกล้าผ่อนคลายก็ตอนกลับบ้านตอนกลางคืนและอยู่คนเดียวเท่านั้นแหละ..."
"...แย่ล่ะสิ" จู่ๆ สีหน้าของหลี่ชิงหมิงก็เคร่งเครียดขึ้นมา "ถ้ากลับดึก เหมียวเหมียวต้องหิวแน่ๆ"
"บ้านนายให้เลี้ยงสัตว์ด้วยเหรอ?"
"ห้องฉันค่อนข้างกว้างน่ะ เหมียวเหมียวก็ไม่วิ่งเพ่นพ่านด้วย"
"ดีจังเลย... บ้านฉันทั้งเล็กทั้งจน แถมฉันยังไปสมัครบัตรทำผมไว้ตั้งหลายใบ... ฮือๆๆ... ขนาดเป็นปลิงเกาะที่บ้านกินฉันยังกินเก่งขนาดนี้..."
"เธอเอาแต่ย้ำว่าตัวเองกินเก่ง นี่กำลังบอกใบ้ว่าฉันมีหน้าที่ต้องหาอาหารมาให้งั้นเหรอ?"
"อ๊ากกก!! ไม่ได้หมายความแบบนั้นเลยสักนิด ฉันแค่เผลอตัวพูดมากไปหน่อย... ขอโทษที่ทำให้เป็นภาระนะ ขอโทษจริงๆ ขอโทษ..."
ในขณะที่หลี่ชิงหมิงกับจี๋เสี่ยวเสียงกำลังคุยสัพเพเหระกันอยู่นั้น อีกด้านหนึ่ง เย่เฉี่ยนกับจางชิงอีซึ่งนั่งอยู่แถวหลังติดหน้าต่างกลับตกอยู่ในความเงียบงันมาเนิ่นนาน
เย่เฉี่ยนยังคงนั่งตัวตรงอยู่หน้าโต๊ะ แม้เสื้อเชิ้ตสีขาวจะเปียกชุ่มไปนานแล้ว และสมองก็หยุดทำงานไปพักใหญ่ แต่มาดไอดอลของเขากลับไม่พังทลายลงเลย แม้แต่แววตาที่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกก็ยังแฝงไปด้วยความหมายของการครุ่นคิด
บางทีนี่อาจจะเป็นพลังของความหล่อ
ส่วนจางชิงอีที่นั่งอยู่ข้างหน้าเขา หลังจากที่สายตาล่อกแล่กไปมาอยู่นาน ในที่สุดก็ทนไม่ไหวหันกลับมาตบโต๊ะของเย่เฉี่ยน แล้วกดเสียงต่ำพูด "พาฉันออกไปที..."
เมื่อถูกตบโต๊ะใส่ เย่เฉี่ยนก็สะดุ้งเฮือก ถูกดึงกลับมาสู่ความเป็นจริง
"ก็บอกแล้วไง ฉันไม่มีของวิเศษสำหรับหลบหนี" เขาหอบหายใจแรง พยายามตอบกลับอย่างสุขุมที่สุด
"ต้องมีสิ อาของนายเป็นถึงกรรมการบริษัทใหญ่ไม่ใช่เหรอ... เขาต้องมีของวิเศษเยอะแยะแน่ๆ ไม่คิดจะเก็บไว้ให้หลานชายคนโปรดไว้ป้องกันตัวสักชิ้นเลยหรือไง?"
"เธอคิดมากไปแล้ว" เย่เฉี่ยนหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ "คุณอามีหลานชายสิบหกคนกับหลานสาวอีกสิบแปดคน เขาคงจำชื่อฉันไม่ได้ด้วยซ้ำมั้ง"
"หมายความว่า... นายไม่มีของวิเศษจริงๆ เหรอ?" จางชิงอีถามอย่างไม่ยอมแพ้
"ถ้ามีฉันก็ไปตั้งนานแล้ว" เย่เฉี่ยนส่ายหน้าแรงๆ
"............อ๊ากกกกก... แม่งเอ๊ย!!!!" จางชิงอีลุกพรวดขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดในทันที เบิกตากว้างมองไปรอบๆ และไม่ผิดคาด เธอจ้องเขม็งไปที่หลี่ชิงหมิง ชี้หน้าเขาแล้วตะโกนลั่นตรงนั้น "เอาล่ะ! ในที่สุดหมอนี่ก็รอจนถึงวันนี้จนได้ พวกเราทุกคนกำลังจะถูกมันฆ่าตายแล้ว!"
ราวกับถูกเธอปลุกให้ตื่น เจิ้งรุ่ยซิง หัวหน้าห้องที่คุกเข่าอยู่ข้างหานชุนเพียงลำพังมาตลอด จู่ๆ ก็หันขวับมา จ้องมองหลี่ชิงหมิงด้วยดวงตาแดงก่ำ
"หลี่ชิงหมิง นายออกไปแผลงฤทธิ์ข้างนอกไม่ได้หรือไง... ทำไมต้องมาทำร้ายพวกเราด้วย?"
พร้อมกับคำถามนั้น ทุกคนก็หันไปมองตรงมุมห้องที่ติดกับประตู
แตกต่างจากความรังเกียจและหวาดกลัวที่มีต่อหลี่ชิงหมิงในอดีต
ตอนนี้ในแววตาของพวกเขามีเพียงความเคียดแค้นและตัดพ้อเท่านั้น
เรื่องทั้งหมดนี้ต้องมีเหตุผล
เรื่องเลวร้ายมักจะต้องมีคนรับผิดชอบ!
หลี่ชิงหมิง! ต้องเป็นหลี่ชิงหมิงเท่านั้น!
เป็นเพราะเขาคนเดียว เป็นเพราะเขาทั้งหมด!
ในที่สุดแดนลับก็ตกลงมาบนหัวของคนที่กระหายมันมากที่สุดแล้ว!
ทำไมคนคนนี้ถึงต้องมาอยู่ที่นี่กับพวกเราด้วย!
ทำไมหานชุนถึงไม่ไล่เขาออกไปให้เร็วกว่านี้!!
เมื่อต้องเผชิญกับสายตาเคียดแค้นของคนทั้งห้อง หลี่ชิงหมิงก็คิดอยู่นานกว่าจะเปิดปากตอบ
"ฉันไม่เข้าใจ" เขา