เมื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มคนที่กำลังเดือดดาลอย่างบ้าคลั่ง จี๋เสี่ยวเสียงก็หดตัวหลบอยู่ด้านหลังหลี่ชิงหมิงอย่างเงียบๆ หลับตาปี๋และกำเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่น
"รีบขอโทษเถอะ..." เธอเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือราวกับจะร้องไห้ "ไม่อย่างนั้นพวกเขาต้องทำเรื่องเกินเลยแน่ๆ..."
ทว่าหลี่ชิงหมิงกลับนั่งนิ่งสงบไร้ซึ่งความหวั่นไหว รอจนกระทั่งเสียงด่าทอเงียบลง เขาถึงได้เอ่ยปากขึ้นอย่างไม่รีบร้อนว่า
"ตาม 'กฎหมายแดนลับ' ฉบับที่ห้า เมื่อเผชิญกับแดนลับ เงื่อนไขของการป้องกันตัวแบบไร้ขีดจำกัดจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจส่วนบุคคลเป็นหลัก นั่นก็หมายความว่า ตราบใดที่ฉันมองว่าพฤติกรรมของใครมีเจตนาร้าย ต่อให้แค่ถลึงตาใส่ ฉันก็สามารถฆ่าสวนกลับได้"
คำพูดง่ายๆ เพียงไม่กี่ประโยคนี้ ราวกับเป็นน้ำเย็นเจี๊ยบที่สาดรดลงบนหัวของทุกคน
เอาเถอะ... สำหรับหลี่ชิงหมิงแล้ว นี่ก็คงถือว่าได้กลับบ้านจริงๆ นั่นแหละ...
ทว่าก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะหลงเชื่อคำขู่นี้
"งั้นนายก็อย่าลืมสิว่ากฎหมายน่ะมีความเท่าเทียม" ไช่จื้อซินนั่งยองๆ ลงกับพื้น ดึงเชือกรองเท้าออกแล้วแค่นเสียงฮึดฮัด "ข้อนี้ก็มีผลกับพวกเราเหมือนกัน"
พูดจบ เขาก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แกว่งเชือกรองเท้าในมือไปมาแล้วหัวเราะเยาะ "แถมพวกเรายังมีคนเยอะกว่าด้วย"
คำพูดนี้ช่วยเตือนสติคนจำนวนไม่น้อยได้จริงๆ
ทันใดนั้น บรรดาชายฉกรรจ์เลือดร้อนหลายคนก็พากันไปรวมตัวอยู่ข้างๆ ไช่จื้อซิน
เพียงชั่วครู่ กลุ่มกองกำลังที่ประกอบไปด้วยสมาชิกถึง 5 คนก็ก่อตัวขึ้น แม้จะไม่ใช่จำนวนที่มากมายอะไรนัก แต่ในสถานที่แห่งนี้ พวกเขาก็เรียกได้ว่าเป็นถึงห้าขุนพลพยัคฆ์เลยทีเดียว
เมื่อห้าขุนพลพยัคฆ์ได้มารวมตัวกันเป็นปึกแผ่น ยามที่พวกเขาหันไปมองหลี่ชิงหมิงอีกครั้ง แววตาของพวกเขาก็เผยให้เห็นถึงจิตสังหารสายหนึ่งออกมาจริงๆ
ทว่ามันกลับไม่เป็นไปอย่างที่พวกเขาคิดไว้
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า หลี่ชิงหมิงไม่เพียงแต่จะไม่หวั่นเกรง กลับรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ เขายกมือขึ้นแล้วเอ่ยเร่งเร้าทันที "ดีมาก เร็วเข้า มัดมือตัวเองซะ จะได้ช่วยฉันประหยัดแรงหน่อย"
พอเขาพูดเตือนขึ้นมา ชายฉกรรจ์หลายคนถึงเพิ่งนึกขึ้นได้
"อ่า... เชี่ยเอ๊ย..."
"นั่นสิจื้อซิน... ถ้าต้องมัดมือทั้งสองข้างตามที่นายบอก... แล้วถ้าไอ้เวรนี่ฉวยโอกาสเล่นงานพวกเราขึ้นมาจะทำยังไง?"
"งั้นพวกเราจับมันมัดก่อนดีไหม?"
"ฉันเห็นด้วย!"
"ถึงมันจะตัวสูงแต่ก็ผอมแห้ง พวกเราแค่นี้ก็เอาอยู่แล้ว"
"เหอะ จะจับมันมัดต้องใช้คนเยอะแยะขนาดนั้นเลยหรือไง ฉันคนเดียวก็เกินพอแล้ว"
"ดี งั้นนายก็เข้าไปเลย"
"เฮ้ยๆๆ เข้าไปพร้อมกันดีกว่าน่า..."
ระหว่างที่ห้าขุนพลพยัคฆ์กำลังวางแผนการอยู่นั้น ทางฝั่งของหลี่ชิงหมิงก็กำลังโดนทุบหลังอยู่เช่นกัน
จี๋เสี่ยวเสียงทั้งทุบทั้งพูดอย่างร้อนรน "รีบขอโทษเร็วเข้า... พวกเขาตั้งใจจะลงมือจริงๆ นะ!"
"ฉันรู้" หลี่ชิงหมิงหลับตาพริ้มอย่างสบายอารมณ์ "ต่ำลงไปอีกหน่อย"
"อ้อ... ได้... ไม่ใช่สิ!" จี๋เสี่ยวเสียงร้อนรนจนเผลอหยิกหลี่ชิงหมิงไปหนึ่งที "นายไม่กลัวโดนมัดหรือไง? ถ้านายโดนมัดแล้วฉันจะทำยังไงล่ะ!"
"หลับตาก็พอแล้ว"
"นายเห็นฉันเป็นเด็กหรือไง! เจอเรื่องน่ากลัวแล้วหลับตามันจะไปช่วยอะไรได้! นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว พวกเขายังจะมาเขย่าตัวถามว่าฉันป่วยหรือเปล่า จากนั้นก็หามฉันไปห้องพยาบาล แล้วก็บ่นไปตลอดทางว่าทำไมคนๆ นี้ถึงได้ตัวหนักขนาดนี้!"
"หลับตาซะ"
"อ๋า..."
"พวกนั้นมาแล้ว"
"กรี๊ดดดด..." จี๋เสี่ยวเสียงรีบหดตัวกลับไปที่นั่ง เอามือปิดหน้าและหลับตาปี๋
แต่ก็เหมือนกับการดูหนังสยองขวัญ ไม่ว่าอย่างไรเธอก็อดใจไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องแอบชำเลืองมองลอดผ่านง่ามนิ้วออกไปอยู่ดี
ฝั่งตรงข้ามคือสี่คนที่ตัวใหญ่ที่สุดในที่แห่งนี้ พวกเขากำลังตั้งท่าป้องกันตัวอย่างตึงเครียด และค่อยๆ ขยับเท้าเดินหน้าเข้ามาทีละนิด
ส่วนหลี่ชิงหมิงก็หันขวับกลับไปอย่างไม่รีบร้อน หันหลังให้พวกเขา แล้วหยิบเก้าอี้ของตัวเองขึ้นมา
อืม สมกับเป็นคุณหมอฮันนิบาลจริงๆ การลงมือในสภาพแวดล้อมแบบนี้ การใช้เก้าอี้เป็นอาวุธย่อมถนัดมือที่สุดแล้ว
เดี๋ยวก่อน เขาเอาเก้าอี้วางหงายท้องลงกับพื้นทำไมกัน...
เขาถอดขาเก้าอี้ออกสองข้างเหมือนกำลังต่อเลโก้เนี่ยนะ???
จากนั้นก็ถือไว้ในมือทั้งสองข้าง แล้วสะบัดไปทางซ้ายและขวา
ชิ้ง! ชิ้ง!
ขาเก้าอี้สองข้างนั้นถูกสะบัดจนหักครึ่งเลยเหรอ?!!
ท่อนไม้สองท่อนร่วงหล่นกระแทกพื้นดังแกรก!
จี๋เสี่ยวเสียงจ้องมองไปที่พื้นอย่างพินิจพิเคราะห์ ถึงได้พบว่านั่นไม่ใช่เศษไม้ที่หัก แต่เป็น...
ฝักดาบ???!
มันคือฝักดาบไม้ทรงยาว!
จี๋เสี่ยวเสียงตกใจจนอ้าปากค้าง เกิดมาในชีวิตนี้นอกจากตอนกลืนซาลาเปาทอดแล้ว เธอก็เพิ่งเคยอ้าปากกว้างขนาดนี้เป็นครั้งแรก
ที่แท้สิ่งที่อยู่ในมือของหลี่ชิงหมิง ก็ไม่ใช่ขาเก้าอี้มาตั้งแต่แรก แต่เป็นดาบและฝักดาบที่สวมเข้าด้วยกันต่างหาก
เพียงแต่ตอนที่มันประกอบเข้าด้วยกัน มันสามารถอำพรางตัวเป็นขาเก้าอี้ที่เสียบอยู่ใต้ที่นั่งได้พอดีเป๊ะ!
และเมื่อมันแยกออกจากกัน มันก็คือคมดาบที่ถูกชักออกจากฝัก!
จี๋เสี่ยวเสียงกลืนน้ำลายดังเอื้อก เหงื่อแตกพลั่ก เธอรวบรวมความกล้า ในที่สุดก็กล้าหันไปมองอาวุธในมือของหลี่ชิงหมิง
วืด—
มันคือแท่งโลหะสีเทา...
ใบเลื่อย! มันคือใบเลื่อย!
จะพูดให้ถูกก็คือดาบเลื่อย
ด้ามจับทำจากไม้ ส่วนตัวดาบคือใบเลื่อย
เห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่ใบเลื่อยธรรมดาทั่วไป แต่เป็นใบเลื่อยระดับอุตสาหกรรม เป็นใบเลื่อยหนาเตอะที่แข็งแกร่งพอจะตัดโลหะให้ขาดสะบั้นได้
เมื่อมองดูที่ด้ามจับอีกครั้ง... แม้สัญชาตญาณจะบอกว่ามันคือไม้ ทว่ากลับไม่มีลวดลายของเนื้อไม้เลยแม้แต่น้อย อันที่จริงมันน่าจะทำมาจากวัสดุเรซินบางชนิดเสียมากกว่า
ตั้งแต่เมื่อไหร่? ใช้เทคนิคอะไร? ทำขึ้นมาได้ยังไง?
คำถามนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาในหัวโตๆ ของจี๋เสี่ยวเสียงทันที
เธอยิ่งรู้สึกทึ่ง ที่แท้ฮันนิบาลก็ไม่ได้เป็นแค่หมอ...
แต่ยังเป็นช่างฝีมือฮันนิบาลอีกด้วย!
ตัดภาพกลับมาที่ตรงหน้า
แม้ละครฉากใหญ่ในใจของจี๋เสี่ยวเสียงจะมีรายละเอียดเยอะจนล้นทะลัก ทว่าอันที่จริงการกระทำต่อเนื่องของหลี่ชิงหมิงนั้นใช้เวลาไปเพียงแค่สองวินาทีเท่านั้น
แต่แค่สองวินาทีนี้แหละ!
ชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนก็เผ่นหนีลงไปอยู่ข้างเวทีเสียแล้ว!
ห้าขุนพลพยัคฆ์จึงแตกพ่ายไม่เป็นท่า!
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ถีบเท้าถอยกรูด แทบอยากจะฝังแผ่นหลังให้กลืนหายเข้าไปในกำแพง
"เชี่ยเอ๊ย!!!"
"นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย..."
"เอาเปรียบกันนี่หว่า!!"
"ลูกพี่หลี่ ไม่เกี่ยวกับผมนะ ผมเป็นผู้สนับสนุนลูกพี่มาตลอด ขนาดเรื่องท่องกฎโรงเรียนถอยหลังผมยังเป็นคนช่วยลูกพี่เช็กเลย!"
ท่ามกลางบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัว ภายใต้การหล่อเลี้ยงของพลังงานแห่งความหวาดผวา
หลี่ชิงหมิงที่ยืนโดดเดี่ยวอยู่ตรงกลางวง กลับมีท่าทีหดหู่เล็กน้อย
เขาลูบไล้ใบเลื่อยเบาๆ พลางถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย "ทิ้งไว้นานจนสนิมขึ้นหมดแล้ว"
ทุกคนถูกรังสีอำมหิตนี้บีบคั้นจนต้องถอยหลังไปอีกครึ่งก้าวในทันที
"ยอมแพ้แล้ว! ไม่หาเรื่องแล้วครับลูกพี่หลี่!"
"แต่จะพูดยังไง นายก็พกของแบบนี้มาไม่ได้นะ!
"เตรียมตัวพร้อมบวกตลอดเวลาเลยเหรอเนี่ย..."
"แบบนี้ผิดกฎโรงเรียนชัวร์ๆ ไม่มีข้อแก้ตัวแล้วล่ะมั้ง!"
เนื่องจากหลี่ชิงหมิงเคารพกฎระเบียบมากจนเกินไป ในเวลานี้เขาจึงจำต้องละทิ้งอารมณ์สุนทรีย์ แล้วเริ่มอธิบายให้ฟังว่า
"การพกพาวัตถุอันตรายเข้ามาเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ ฉันก็เลยเลือกที่จะผลิตมันขึ้นมาในพื้นที่เลย
"วัสดุส่วนใหญ่อยู่นอกเหนือรายการของต้องห้าม ส่วนวัตถุดิบที่มีความเสี่ยงบางส่วน ฉันกับประธานชมรมงานฝีมือก็หามาได้อย่างถูกต้องตามกฎระเบียบจากในห้องงานฝีมือ
"อีกอย่าง ชมรมงานฝีมือเป็นชมรมเดียวในนี้ที่มีรสนิยม ขอบใจพวกนายนะที่ปล่อยมันไป ทำให้ฉันกับประธานชมรมได้ครอบครองเครื่องจักร CNC กับเครื่องพิมพ์สามมิติกันอยู่แค่สองคน
"และดาบเลื่อยคู่นี้ ก็เป็นของขวัญที่ประธานชมรมตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อฉันโดยเฉพาะก่อนที่เขาจะเรียนจบ"
"สุดท้ายนี้ เมื่อตอนที่ฉันชักมันออกมา
หลี่ชิงหมิงพูดพลางคลี่ยิ้มบางๆ แล้วฟาดดาบคู่ในมือฟันแหวกอากาศ
"สภาพแวดล้อมที่พวกเราอยู่ตอนนี้ มันไม่ใช่โรงเรียนอีกต่อไปแล้ว"
ท่ามกลางเสียงลมหวีดหวิวแสบแก้วหูจากการที่ใบเลื่อยแหวกอากาศ ทุกคนในลานก็หดตัวหนีอีกครั้ง กำแพงที่มีก็เริ่มจะไม่พอให้พวกเขาพิงแล้ว
ส่วนหลี่ชิงหมิงก็กลัวว่าพวกเขาจะฟังไม่เข้าใจ จึงอธิบายอย่างใจเย็นต่อไปว่า
"ทำไมยังมัวแต่ถอยหนีอีกล่ะ ไม่ใช่ว่าต้องพุ่งเข้ามาหรอกเหรอ?
"งั้นฉันจะพูดให้ชัดเจนกว่านี้ก็แล้วกัน
"ฉัน หลี่ชิงหมิง มีเจตนาร้ายต่อพวกนายทุกคน
"พวกนายสามารถป้องกันตัวอย่างถูกกฎหมายได้ทุกเมื่อ สามารถใช้เครื่องมือหรือวิธีการใดๆ ก็ได้ลอบโจมตีฉัน
"เข้ามาสิ อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย เข้ามาพร้อมกันให้หมดนี่แหละ
"ฉันรอคอยวันนี้มานานมากแล้ว
"พวกนายก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?"
เมื่อได้ยินคำประกาศอันฮึกเหิมนี้ ทุกคนในลานก็ตกตะลึงงันไปอย่างสิ้นเชิง
แม้แต่คนที่มีเจตนาดีที่สุด ในเวลานี้ก็ยังเชื่อสนิทใจเลยว่า...
หลี่ชิงหมิง เขาสามารถทำได้ทุกอย่างจริงๆ
แถมยังวางแผนเรื่องทั้งหมดนี้มาตั้งนานแล้วด้วย
ไม่ได้การ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้การแน่...
เร็วเข้า รีบมีใครสักคนเป็นแกนนำบุกเข้าไปสิ...
น่าเสียดายที่ไม่มีคนแบบนั้นอยู่เลย เหมือนกับช่วงสามปีที่ผ่านมานั่นแหละ
เมื่อถึงเวลาแบบนี้จริงๆ เวลาที่หลี่ชิงหมิงเปิดประตูอ้าซ่าพร้อมรอยยิ้มต้อนรับแขกเหรื่อจากทั่วทุกสารทิศ คนเหล่านั้นที่เมื่อครู่ยังตะโกนปาวๆ ว่าจะทุบตีจะฆ่าแกง กลับไม่มีใครกล้าปริปากตอบโต้เลยสักคน แม้แต่ความกล้าที่จะสบตากับหลี่ชิงหมิงก็ยังมลายหายไปจนสิ้น
เมื่อเห็นดังนั้น คนส่วนใหญ่จึงทำได้เพียงหันไปมองไช่จื้อซินด้วยความกังวล
ทางด้านไช่จื้อซินเองก็มีเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าไปหมดแล้วเช่นกัน แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกลังเลใจอะไรมากมายนัก หลังจากยกแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อ เขาก็ปั้นหน้ายิ้มแล้วก้าวฉับๆ ออกไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ "เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้วลูกพี่หลี่... ผมขอฝากตัวเป็นลูกน้องพี่ด้วยคนนะ"