"ยังไม่ตกลงกันเลยครับ ทางสำนักพิมพ์มีความคิดว่าอยากจะหานิตยสารตีพิมพ์ดูก่อน" ลู่เหยาตอบ
หวังเหวยหลิงที่มาทาบทามขอต้นฉบับจากเขาเป็นบรรณาธิการของสำนักพิมพ์นิตยสารเยาวชนจีน ในเมื่อเป็นสำนักพิมพ์ ก็ย่อมต้องตีพิมพ์เป็นธรรมดา
อย่าเห็นว่ายุคสมัยนี้มีผู้รักวรรณกรรมมากมาย แต่ผลงานที่ไม่ใช่ของศิลปินร่วมสมัยผู้มีชื่อเสียงจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่านั้นเป็นเรื่องที่ยากมากทีเดียว
ดังนั้นหลายๆ สำนักพิมพ์หลังจากได้รับต้นฉบับคุณภาพดีและตัดสินใจตีพิมพ์แล้ว มักจะลองหานิตยสารวรรณกรรมที่น่าเชื่อถือเพื่อตีพิมพ์ก่อน เพื่อเป็นการโปรโมตอย่างตรงจุดและขยายอิทธิพลของผลงาน เป็นการปูรากฐานให้กับการขายดีของฉบับรวมเล่มที่สำนักพิมพ์จะออกตามมา
"ดูเหมือนสำนักพิมพ์จะมองนวนิยายเรื่องนี้ของคุณไว้ดีมากเลยนะ!"
ลู่เหยาอดหัวเราะออกมาไม่ได้ นวนิยายเรื่องนี้เป็นผลงานที่เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างสรรค์ขึ้นมาจริงๆ ความให้ความสำคัญของสำนักพิมพ์ถือเป็นการยอมรับในพรสวรรค์และนวนิยายของเขา
เมื่อฟังบทสนทนาของทั้งสองคน อีกหลายคนที่เหลือก็ถามถึงผลงานใหม่ของลู่เหยาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ลู่เหยาจึงเล่าเรื่องผลงานชิ้นนี้ของเขาให้ทุกคนฟัง
เรื่องราวของเขามีฉากหลังเป็นชีวิตในเมืองและชนบทของส่านซีตอนเหนือในยุคปัจจุบัน บรรยายถึงโศกนาฏกรรมชีวิตของตัวเอกเกากาหลิน ผู้มีความทะเยอทะยานสูงส่งแต่ชะตาชีวิตกลับอาภัพ เขาหวนคืนสู่ผืนดิน แล้วจากผืนดินไป ก่อนจะหวนคืนสู่ผืนดินอีกครั้ง ทำให้ทุกคนที่ได้ฟังอดทอดถอนใจไม่ได้
"เป็นเรื่องราวที่ดี! ถึงแม้จะยังไม่ได้เห็นนวนิยาย แต่แค่ฟังจากเรื่องที่ลู่เหยาเล่า นวนิยายจะต้องออกมาดีแน่ๆ!" หลี่ทัวเอ่ยชม
ทุกคนต่างพากันแสดงความเห็นด้วย ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความคาดหวังต่อนวนิยายเรื่อง 'ชีวิต' ของลู่เหยา
คำชมของทุกคนทำให้ลู่เหยาเขินอายเล็กน้อย ทว่าเบื้องหลังสีหน้าเขินอายนั้นก็แฝงไปด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง
เวลาที่เขาเผชิญหน้ากับนักเขียนที่เกิดในเยียนจิงเหล่านี้ เขามักจะรู้สึกต่ำต้อยอยู่บ้าง ดังนั้นเมื่อเขาได้รับการยอมรับจากทุกคนด้วยผลงาน ภายในใจจึงเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองเป็นพิเศษ
ความภาคภูมิใจแบบนี้ของเขาไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อลดทอนคุณค่าของผู้อื่น แต่เป็นไปเพื่อหักล้างกับความรู้สึกต่ำต้อยในใจเท่านั้น
"พวกคุณอย่าชมอีกเลย ชมซะจนผมชักจะไม่มั่นใจแล้วสิ" หลังจากฟังทุกคนชมอยู่พักใหญ่ ลู่เหยาก็พูดพร้อมกับยิ้มขื่น
เขาตั้งความหวังไว้กับ 'ชีวิต' สูงมากจริงๆ แต่ตอนนี้นวนิยายยังไม่ได้ตีพิมพ์ การที่ทุกคนชื่นชมขนาดนี้ ทำให้เขาตระหนักว่ามันกลับจะทำให้เขาตั้งความคาดหวังในใจไว้สูงเกินไปได้ง่ายๆ
ทุกคนหัวเราะฮ่าๆ และไม่พูดถึงเรื่อง 'ชีวิต' อีก
หลี่ทัวดึงบทสนทนากลับมา วันนี้เขาพาสือเถี่ยเซิงและเฉินเจี้ยนอวี่ สองเพื่อนใหม่มาด้วย
เดิมทีเฉินเจี้ยนอวี่เป็นบรรณาธิการของนิตยสาร 'ศิลปะภาพยนตร์' ตอนนี้ย้ายไปที่สมาคมภาพยนตร์แล้ว ถือว่าเป็นบุคคลที่คร่อมอยู่ทั้งในวงการภาพยนตร์และวรรณกรรม
ฤดูร้อนปีนี้ ภาพยนตร์กีฬาเรื่อง 'นกนางนวล' ที่จางน่วนซิน ภรรยาของหลี่ทัวเป็นผู้กำกับได้เข้าฉาย เรื่องราวบอกเล่าถึงนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงจีนนามว่าซาโอว ที่หลังจากเผชิญกับมรสุมต่างๆ ทั้งอาการบาดเจ็บ ความพ่ายแพ้ และการสูญเสียคนรัก เธอก็ยังคงเข้มแข็งและลุกขึ้นสู้ อุทิศทั้งชีวิตให้กับวงการวอลเลย์บอล
สองปีมานี้ วอลเลย์บอลหญิงจีนสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศในวงการกีฬาระดับโลกอย่างต่อเนื่อง จึงได้รับความนิยมในประเทศจีนเป็นอย่างมาก ตัวภาพยนตร์ 'นกนางนวล' เองก็มีคุณภาพดี ประกอบกับเกาะกระแสความนิยม หลังจากเข้าฉายจึงทำรายได้และได้รับคำวิจารณ์ที่ดีทีเดียว
หลี่ทัวและจางน่วนซินเป็นคู่สามีภรรยาที่ทำงานร่วมกัน เขามีส่วนร่วมในการเขียนบท 'นกนางนวล' และในระหว่างการถ่ายทำก็ให้ความช่วยเหลือจางน่วนซินอย่างมาก
เขาและเฉินเจี้ยนอวี่รู้จักกันในงานสัมมนาที่โรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิงจัดขึ้นสำหรับเรื่อง 'นกนางนวล' ทั้งสองคุยกันถูกคอ จึงกลายมาเป็นเพื่อนกัน
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างสือเถี่ยเซิงกับหลี่ทัวนั้นต้องย้อนกลับไปถึงตอนเริ่มก่อตั้งนิตยสาร 'ตุลาคม'
'ตุลาคม' ก่อตั้งขึ้นในปี 1978 ทีมงานคือสมาชิกกลุ่มศิลปวรรณกรรมของสำนักพิมพ์เยียนจิง ในตอนนั้นสำนักพิมพ์และสำนักงานประสานงานการสร้างสรรค์แห่งเมืองเยียนจิงทำงานอยู่ในบริเวณเดียวกัน
สำนักงานแห่งนี้เป็นหน่วยงาน(สถานะ)ชั่วคราวก่อนที่จะฟื้นฟูสมาคมนักเขียนขึ้นมา หลังจาก 'ตุลาคม' เริ่มตีพิมพ์ เพื่อดึงดูดให้นักเขียนรุ่นเยาว์กระตือรือร้นในการส่งต้นฉบับ กลุ่มศิลปวรรณกรรมจึงมักจะจัดกิจกรรมร่วมกับสำนักงานประสานงานฯ อยู่บ่อยครั้ง ดึงดูดนักเขียนสมัครเล่นรุ่นเยาว์ได้เป็นจำนวนมาก
ในจำนวนนี้รวมถึงหลิวซินอู่, หลี่ทัว, หมู่กั๋วเจิ้ง, หลิวจิ่นอวิ๋น, สือเถี่ยเซิง และนักเขียนชื่อดังอีกหลายคนที่ต่อมามีชื่อเสียงโด่งดัง หลี่ทัวและสือเถี่ยเซิงก็รู้จักกันในสถานการณ์เช่นนี้นี่เอง
สือเถี่ยเซิงเพิ่งเริ่มลองทำงานการสร้างสรรค์ในปี 78 ตอนแรกทำได้แค่ตีพิมพ์บทความในนิตยสารของนักศึกษาบางฉบับ อย่างเช่น 'ความหวัง' ของมหาวิทยาลัยซีเป่ย และ 'รุ่งอรุณ' ของมหาวิทยาลัยเยียนจิง
ต่อมาผลงานของเขาก็ค่อยๆ เริ่มปรากฏบนนิตยสารวรรณกรรมชื่อดังหลายฉบับ และเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาบ้าง
ฤดูร้อนปีนี้ เขาตรวจพบว่าไตมีปัญหา เพื่อรักษาตัวจึงจำใจต้องลาออกจากงานที่โรงงานประจำชุมชน เงินเดือนอันน้อยนิดในแต่ละเดือนก็หายไปด้วย รายได้ในตอนนี้ หนึ่งคือพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐบาล สองคือพึ่งพาการเขียน
สือเถี่ยเซิงในปีนั้นไปเป็นปัญญาชนลงสู่ชนบทที่ส่านซีตอนเหนือ ขาที่แข็งแรงดีทั้งสองข้างของเขาก็ถูกทิ้งไว้ที่ส่านซีตอนเหนือเช่นกัน
จะว่าไปแล้วกลุ่มปัญญาชนเยียนจิงที่ไปลงชนบทในส่านซีรุ่นเดียวกับพวกเขานั้นติดต่อกันอย่างใกล้ชิดมาก หลินต๋าภรรยาของลู่เหยาก็เป็นปัญญาชนเยียนจิง ยังมีอู๋เป่ยหลิงจากภาควิชาภาษาจีน ม.เยียนจิง รุ่น 77 ก็เป็นปัญญาชนเยียนจิงที่ไปลงชนบทในส่านซีเช่นกัน แถมยังสนิทสนมกับสือเถี่ยเซิงมากด้วย
"ที่ผมยืนหยัดในเรื่องการเขียนมาได้ ต้องขอบคุณเป่ยหลิงจริงๆ สองปีก่อน พอเลิกเรียนเธอมักจะปั่นจักรยานมาที่บ้านผม ฟังผมอ่านผลงานที่ยังไม่เข้าที่เข้าทางพวกนั้น แล้วก็ให้ความเห็นในการแก้ไขกับผม"
สือเถี่ยเซิงพูดถึงอู๋เป่ยหลิงด้วยสีหน้าเสียดาย เมื่อเดือนกันยายนอู๋เป่ยหลิงได้ออกเดินทางไปเรียนต่อที่อเมริกาแล้ว
นอกจากนี้สือเถี่ยเซิงกับจางเฉิงจื้อยังเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนมัธยมสาธิตสุยมู่ เพียงแต่ทั้งสองห่างกันสามปี และมีเพื่อนที่รู้จักร่วมกันหลายคน
เถาอวี้ซูนึกถึงนวนิยายเรื่อง 'เมฆ' ที่เธอเพิ่งอ่านเมื่อสองวันก่อนขึ้นมาทันที จึงพูดกับเฉินเจี้ยนกงว่า "นวนิยายสองเรื่องนี้กลับมีความคิดเห็นตรงกันในบางแง่มุมโดยไม่ได้นัดหมายเลยนะ"
หลี่ทัวถามด้วยความสงสัย "นวนิยายอะไรเหรอ?"
เถาอวี้ซูจึงเล่าเนื้อหาคร่าวๆ ของนวนิยายของจางมั่นหลิงเรื่องนั้นให้ฟัง หลังจากฟังจบ หลี่ทัวก็พูดขึ้นว่า "สไตล์คล้ายกันมากจริงๆ เรื่องนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารฉบับไหนล่ะ? เดี๋ยวผมจะลองไปหาอ่านดู"
"ยังไม่ได้ตีพิมพ์หรอก ต้นฉบับอยู่ที่เฉาหยางนี่แหละ อยากให้เขาช่วยแนะนำให้หน่อย" เฉินเจี้ยนกงกล่าว
คุยกันไปได้สักพัก หลินเฉาหยางเห็นว่าได้เวลาพอสมควรแล้ว จึงลุกขึ้นไปเตรียมอาหารกลางวัน ทุกคนก็ลุกขึ้นไปช่วยด้วย
"อยู่แค่สองคนก็พอแล้ว ไม่ต้องใช้คนเยอะขนาดนี้หรอก" หลินเฉาหยางพูดขึ้น
หลายคนปรึกษากันครู่หนึ่ง ก็เหลือเฝิงจี้ไฉกับเฉินเจี้ยนกงเอาไว้
ตอนล้างผัก คนในห้องครัวก็คุยกันสัพเพเหระ เฉินเจี้ยนกงถามเถาอวี้ซูว่า "อวี้ซู คุณก็ใกล้จะเรียนจบแล้วใช่ไหม? วางแผนจะไปอยู่หน่วยงานไหนล่ะ?"
"งานเป็นสิ่งที่ฉันบอกว่าจะเลือกก็เลือกได้เหรอ? รัฐบาลเป็นคนจัดสรรให้ทั้งนั้นแหละ"
เฉินเจี้ยนกงยิ้มพลางกล่าวว่า "คุณหลอกคนอื่นได้ แต่หลอกผมไม่ได้หรอก อย่างน้อยนิตยสาร 'เยียนจิงวรรณกรรม' ก็ไปได้ใช่ไหมล่ะ? เต๋อหนิงเคยบอกผมว่า ที่นั่นของพวกเธอก็ไม่เลวเลย ตอนนี้กำลังเจริญรุ่งเรืองทีเดียว"
"ก็ดีมากจริงๆ นั่นแหละ" เถาอวี้ซูเอ่ยสนับสนุน เมื่อเทียบกับการไปอยู่หน่วยงานราชการหรือหน่วยงานข่าวแล้ว เธออยากไปสำนักพิมพ์นิตยสารมากกว่า เพราะงานที่ทำก็ยังเกี่ยวข้องกับวรรณกรรม
"ตัดสินใจแล้วเหรอ? งั้นผมต้องบอกเต๋อหนิงสักหน่อยแล้ว"
"ที่แท้วันนี้แกก็มาสืบข่าวสินะ?" หลินเฉาหยางพูดหยอกล้อ
"ไม่ถือว่าสืบข่าวหรอก ผมก็หวังอยากให้อวี้ซูไปที่ 'เยียนจิงวรรณกรรม' เหมือนกันไม่ใช่หรือไง? แบบนี้ต่อไปในกองบรรณาธิการก็จะมีคนที่คุ้มกะลาหัวผมได้เพิ่มมาอีกคนไง"
"ไม่ได้เรื่องเลย!" หลินเฉาหยางด่าปนหัวเราะ แล้วถามต่อ "อย่าเอาแต่พูดเรื่องอวี้ซูเลย แกเรียนจบแล้วจะถูกส่งไปที่ไหนรู้หรือยัง?"
เฉินเจี้ยนกงเหลือบมองเฝิงจี้ไฉที่อยู่ข้างๆ ใช้สายตาบอกเขาว่า: แกอย่าเอาไปพูดมั่วซั่วล่ะ!
เฝิงจี้ไฉส่งสายตากลับไปว่ารับทราบแล้ว เฉินเจี้ยนกงถึงได้กดเสียงต่ำพูดว่า "เรียนจบแล้วผมจะไปที่สมาคมนักเขียนเยียนจิง เป็นนักเขียนอาชีพ"
หลินเฉาหยางพูดแซว "ใช้ได้นี่ พอเรียนจบก็ได้เข้าสมาคมนักเขียนเป็นนักเขียนอาชีพเลย!"
ยุคสมัยนี้มีคนที่ยึดอาชีพนักเขียนน้อยมาก ในสังคมมีคนเพียงสองประเภทเท่านั้นที่สามารถหาเลี้ยงชีพด้วยการเขียนได้ ส่วนคนอื่นๆ ไม่ว่าจะมีชื่อเสียงโด่งดังแค่ไหน ได้ค่าต้นฉบับมากเท่าไหร่ ก็ถือว่าเป็นเพียงการเขียนเป็นงานอดิเรกเท่านั้น
ประเภทแรกคือนักเขียนที่ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยก่อน อย่างเช่น ปาจิน, จ้าวซู่หลี่, ซุนหลี และคนอื่นๆ
อีกประเภทหนึ่งก็คือเส้นทางที่เฉินเจี้ยนกงกำลังจะเดินไป กลายเป็นนักเขียนอาชีพของสมาคมนักเขียนประจำมณฑลหรือเมืองต่างๆ ก็จะสามารถกอดชามข้าวเหล็กตั้งใจทำงานการสร้างสรรค์ได้ ถึงแม้จะไม่มีผลงานออกมาก็ยังคงมีรายได้มั่นคงไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก
"เฮ้อ! นี่ไม่ใช่เพราะโชคดีได้รางวัลระดับชาติมาหรอกเหรอ?"
ปลายเดือนมีนาคมปีนี้ เฉินเจี้ยนกงอาศัยนวนิยายขนาดสั้นเรื่อง 'ตาหงส์' คว้ารางวัลนวนิยายขนาดสั้นยอดเยี่ยมระดับชาติมาได้ อีกทั้งเขายังเป็นคนเยียนจิงโดยกำเนิด และเป็นบัณฑิตจากภาควิชาภาษาจีน ม.เยียนจิง การที่สามารถเข้าสมาคมนักเขียนเยียนจิงเป็นนักเขียนอาชีพได้นั้น ก็ถือว่าสมเหตุสมผล
ในบรรดาผู้ที่ได้รับรางวัลนวนิยายขนาดกลางและขนาดยอดเยี่ยมระดับชาติ มีหลายคนที่อาศัยรางวัลนี้เข้าสู่สมาคมนักเขียนและกลายเป็นนักเขียนอาชีพ
ระหว่างที่พูดคุยหัวเราะกัน อาหารกลางวันก็เตรียมเสร็จแล้ว โต๊ะอาหารตั้งอยู่ในห้องปีกตะวันตก ห้องสามห้องที่นี่หลินเฉาหยางตั้งใจจัดเตรียมไว้สำหรับรับแขกโดยเฉพาะ
สือเถี่ยเซิงเป็นโรคไต ต้องระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน หลินเฉาหยางจึงตั้งใจทำอาหารรสจืดให้เขาสองอย่างเป็นพิเศษ และไม่ได้รินเหล้าให้เขาด้วย เขามองดูทุกคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ยกแก้วดื่มกันอย่างเบิกบานใจ ก็รู้สึกหดหู่ใจไม่น้อย
"พอป่วยแล้ว เรื่องอื่นก็ไม่เท่าไหร่หรอก แค่ขาดความสุขทางปากไป มันทำให้รู้สึกว่าชีวิตช่างมืดมนจริงๆ"
น้ำเสียงของเขากึ่งล้อเล่นกึ่งบ่น
จางเฉิงจื้อพูดแซวเขา "ทั้งๆ ที่มีกับข้าวตั้งเยอะแยะให้กิน นายดันมาพูดจาโยกโย้แถวนี้ ชอบกินเนื้อก็บอกมาเถอะว่าชอบกินเนื้อ"
สือเถี่ยเซิงพูดด้วยท่าทียอมรับหน้าตาเฉยว่า "ไม่มีเนื้อให้กิน ชีวิตจะมีความหมายอะไรอีกล่ะ"
เพราะเป็นโรคไต สือเถี่ยเซิงจึงมีของแสลงที่ต้องงดค่อนข้างเยอะ แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่ากินไม่ได้เลย เพียงแต่ไม่สามารถกินเยอะได้
แต่บังเอิญว่าเขาดันเป็น 'สัตว์กินเนื้อ' เมื่อเห็นอาหารเลิศรสอยู่ตรงหน้า กลับทำได้แค่ชิมรสชาติ ยังไม่ทันจะติดซอกฟันด้วยซ้ำ แบบนี้จะไม่ให้คนหดหู่ใจได้ยังไง
"โรคของผมน่าจะป่วยให้มันเด็ดขาดกว่านี้หน่อย ป่วยจนเหลือแค่ครึ่งท่อนบน พอไม่มีครึ่งท่อนล่าง ปากก็ยังคงเสพสุขได้ กินเข้าไปแล้วก็ย่อยมันตรงนั้นเลย"
สือเถี่ยเซิงเอาร่างกายที่ป่วยของตัวเองมาล้อเล่นอย่างไม่เกรงใจใคร ทุกคนจินตนาการถึงภาพที่สือเถี่ยเซิงบรรยาย ก็รู้สึกว่าเนื้อในปากรสชาติเปลี่ยนไปเลยทีเดียว
ทุกคนพูดด้วยความรังเกียจเป็นเสียงเดียวกันว่า "คนคนนี้นิสัยเสียเกินไปแล้ว! ตัวเองกินไม่ได้ ยังจะมาทำให้พวกเราคลื่นไส้อีก"
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของทุกคน สือเถี่ยเซิงก็พยักหน้าอย่างพอใจ
ยังไงผมก็กินไม่ได้อยู่แล้ว พวกคุณกินให้น้อยลงหน่อย ในใจผมก็จะได้รู้สึกดีขึ้นบ้าง







