เรือน้อยล่องข้ามทะเลป่า ร่างสูงโปร่งหยัดยืนกลางฟ้าดิน
เวินหลิงเอ๋อร์ขับเคลื่อนเรือไม้สีน้ำตาลลำหนึ่งยาวหนึ่งจั้ง บรรทุกหลี่ผิงอันมุ่งหน้าไปยังเหมืองแร่วิญญาณที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้
ยามนี้เวินหลิงเอ๋อร์ได้แต่ร่ำร้องโอดครวญในใจไม่หยุด
ศิษย์ลงนามเช่นนาง แท้จริงแล้วก็คือผู้รับใช้ที่ทำงานจิปาถะและวิ่งซื้อของ อาจารย์ของนางมีศิษย์ไม่ถึงพันก็หลายร้อย ภารกิจครั้งนี้ดูท่าว่าจะไม่สำเร็จเสียแล้ว ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะถูกอาจารย์ลงโทษอย่างไรบ้าง
'การปลอมตัวของเรามันห่วยขนาดนี้เชียวหรือ?'
เวินหลิงเอ๋อร์พลันอยากจะร้องไห้ขึ้นมาเล็กน้อย
นางคลุกคลีอยู่ในเมืองการค้าที่ผู้คนหลากหลายปะปนกันมานานหลายปี เหตุใดเมื่อเผชิญหน้ากับศิษย์ในสำนักที่เพิ่งบำเพ็ญเพียรได้ไม่กี่ปี ถึงกับทานทนไม่ไหวแม้แต่สองกระบวนท่า...
นางคงจะไร้ประโยชน์เสียแล้ว
เวินหลิงเอ๋อร์หวนนึกถึงรายละเอียดการพบเจอกับหลี่ผิงอันสองครั้งก่อนหน้านี้อย่างละเอียด ในใจก็พลันถอนหายใจอย่างท้อแท้
เป็นเพราะตบะของตนนยังไม่สูงพอ
เจ้าหมอนี่หยอกล้อนางมาตั้งแต่แรกแล้ว
เช่นนี้แล้ว ต่อให้อาจารย์จะลงโทษอย่างไรในภายหลัง นางก็ไม่มีอะไรจะบ่นว่าได้ ได้แต่ยอมรับโทษเท่านั้น
เวินหลิงเอ๋อร์หันกลับไปมองหลี่ผิงอันที่ยืนอยู่ท้ายเรืออย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นสายตาของเขากวาดมา ก็รีบหันหน้ากลับไป พร้อมทั้งชูดรรชนีกระบี่ ร่ายอาคม ทำให้เรือไม้ลำนี้เคลื่อนไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น
ภายนอกหลี่ผิงอันดูผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง แต่แท้จริงแล้วกลับแผ่จิตสัมผัสไปทั่วบริเวณรอบกายตลอดเวลา
เส้นผมทุกเส้นของเวินหลิงเอ๋อร์ที่พลิ้วไหวตามสายลม ล้วนอยู่ภายใต้การจับตามองของเขา
ไม่มีอะไรอื่น นอกจากหวงแหนชีวิตตนเอง
เขากำลังครุ่นคิดอย่างเงียบๆ ว่าอีกสักครู่จะ 'เชิญ' ผู้ดูแลเซียวผู้นั้นให้ปรากฏตัวออกมาได้อย่างไร
'เซียวเยว่ เป็นสมาชิกกลุ่มเล็กๆ ในสำนักที่นำโดยรองเจ้าสำนักม่ออี้ เดิมทีรองเจ้าสำนักม่ออี้เป็นผู้มีสิทธิ์ขึ้นเป็นเจ้าสำนัก มีความสัมพันธ์เป็นคู่แข่งโดยตรงกับบิดาของข้า'
'รองเจ้าสำนักม่ออี้เป็นคนใจลึกซึ้ง เขาไม่เคยแสดงความไม่พอใจใดๆ ในสำนัก แต่ผู้อาวุโสระดับเซียนสวรรค์หลายท่านที่สนิทสนมกับม่ออี้กลับเอ่ยปากบ่อยครั้งในช่วงสองปีมานี้ วิจารณ์ "พ่อค้าต้าจื้อ" อยู่หลายหน'
'แม้เซียวเยว่จะเป็นเพียงเซียนแท้จริงในสำนัก แต่ความสามารถของนางก็โดดเด่นอย่างยิ่ง จัดการกิจการของสำนักเซียนได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย อาจารย์ของนางยังเป็นหนึ่งในสามปรมาจารย์ระดับเซียนทองอีกด้วย'
หากฉวยโอกาสนี้ได้พบปะกับเซียวเยว่ ไม่ต้องพูดถึงการดึงนางมาอยู่ฝ่ายบิดา แค่เพียงสร้างสัมพันธ์อันดีไว้ ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเส้นทางการเป็นเจ้าสำนักของบิดาในอนาคต
ตอนนี้ หลี่ผิงอันต้องคิดให้ตก ว่าจะใช้วิธีที่ง่ายที่สุดอย่างไรเพื่อล่อให้ผู้ดูแลเซียวผู้นี้ปรากฏตัว และจะทำให้นางมีทัศนคติต่อบิดาของเขาดีขึ้นได้อย่างไร...
เรื่องนี้จัดการได้ไม่ง่ายเลยจริงๆ
หลี่ผิงอันถอนหายใจในใจ
ใครๆ ก็รู้ว่าต่อให้การทดสอบของศิษย์ฝ่ายนอกของเขาล้มเหลว ในสำนักก็จะให้เขาอยู่บำเพ็ญเพียรที่เขาต่อไป ก็แค่เลี้ยงคนว่างงานไว้คนหนึ่งเท่านั้น
แต่หากเรื่องการทดสอบของเขาไปพัวพันกับนักพรตเฉิน หรือถึงขั้นคุกคามความปลอดภัยของนักพรตเฉิน เขาย่อมไม่ยอมเลิกราง่ายๆ
หนึ่งชั่วยามต่อมา เรือไม้เดินทางไปได้ประมาณสามร้อยกว่าลี้ ที่ขอบเขตจิตสัมผัสของหลี่ผิงอันก็ตรวจพบเหมืองแร่วิญญาณที่ถูกเมฆหมอกล้อมรอบอยู่แล้ว
เหลือบมองกระจกแก้วในฝ่ามือ หลี่ผิงอันก็หัวเราะออกมา "เมฆที่ไม่สนใจทิศทางลม จากสองก้อนกลายเป็นก้อนเดียวแล้ว"
เวินหลิงเอ๋อร์ไม่เข้าใจความหมาย ได้แต่ก้มหน้าขับเรือต่อไปอย่างว่าง่าย
รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกมา
...
บนก้อนเมฆเหนือศีรษะของหลี่ผิงอัน
เซียนสามตนของสำนักหมื่นเมฆามารวมตัวกัน แต่กลับไม่มีความกระอักกระอ่วนใดๆ
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งนั่งอยู่บนม้านั่งเมฆากลางวง กำลังดูดไปป์ยาเส้นดังปุ่ยๆ ควันที่ลอยออกมาจากไปป์ช่วยเพิ่มความหนาของเมฆขาวก้อนนี้ขึ้นเล็กน้อย
เวยเหยียนจื่อกางโต๊ะสี่เหลี่ยมพร้อมรอยยิ้ม จัดวางสุราเซียนชั้นเลิศ จากนั้นก็หลบอยู่ข้างกายผู้อาวุโสเหยียนเซิ่ง ไม่กล้าสนทนากับท่านผู้ดูแลคนงามที่อยู่ตรงหน้า
ไม่ใช่เพราะเวยเหยียนจื่อรู้สึกว่าระดับพลังบำเพ็ญของตนห่างชั้นกับเซียวเยว่มากเกินไป แต่เป็นเพราะเวยเหยียนจื่อรู้ถึงความร้ายกาจของผู้ดูแลเซียวผู้นี้ดี
ยามนี้เซียวเยว่แสดงท่าทีสบายๆ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ
นางนั่งอยู่หลังโต๊ะสี่เหลี่ยม ปล่อยชายกระโปรงผ้าโปร่งหลายชั้นแผ่บนก้อนเมฆ ราวกับนั่งอยู่ท่ามกลางดอกโบตั๋นที่กำลังเบ่งบาน ในมือกำลังพิจารณาแผ่นหยกที่บันทึกบัญชีอย่างละเอียด หางตาหงส์เหลือบมองผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งเป็นครั้งคราว
สิ่งเดียวที่ทำให้เซียวเยว่ใส่ใจได้ มีเพียงท่าทีของผู้อาวุโสฝ่ายนอกท่านนี้เท่านั้น
เวยเหยียนจื่อพลันเอ่ยขึ้น "เรือไม้อยู่ห่างจากเหมืองแร่วิญญาณนั่นไม่ถึงยี่สิบลี้แล้ว"
เซียวเยว่พยักหน้าเบาๆ ไม่เอ่ยวาจา
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งเคาะไปป์ยาเส้น แย้มรอยยิ้มอบอุ่น "ผู้อาวุโสเซียว"
มุมปากของเซียวเยว่ปรากฏรอยยิ้มสดใส "ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่ง โปรดชี้แนะด้วยเจ้าค่ะ"
"ชี้แนะมิกล้า ท่านกับข้าล้วนเป็นศิษย์ร่วมสำนัก ข้าเพียงแค่อายุมากกว่าเล็กน้อยเท่านั้น"
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งถอนหายใจแล้วกล่าว "ท่านดูสหายผิงอันแล้ว เห็นว่าพอจะเรียกได้ว่าเป็นผู้มีความสามารถที่ปั้นได้หรือไม่?"
เซียวเยว่พยักหน้าเบาๆ ผิวขาวกระจ่างใสสะท้อนแสงอาทิตย์ อกเสื้อสีขาวบริสุทธิ์แทบจะปริแตก เอวบางที่รัดด้วยแถบผ้านุ่มนั้นเล็กจนแทบกำไม่รอบ
เซียวเยว่ผู้เปี่ยมด้วยเสน่ห์ของสตรีเต็มวัยผู้นี้ แท้จริงแล้วยังไม่มีคู่บำเพ็ญ ในสำนักเคยมีเซียนแท้จริงหลายคนพยายามจะผูกสัมพันธ์เป็นคู่บำเพ็ญกับนาง แต่สุดท้ายล้วนถูกนางเหยียดหยามเย้ยหยันจนเสียหน้าไปตามๆ กัน
ก็ได้ยินเซียวเยว่หัวเราะแล้วกล่าวว่า
"เจ้าเด็กนี่ก็น่าสนใจอยู่เหมือนกัน ก่อนหน้านี้ข้านึกว่าเขาเป็นแค่ศิษย์หัวโบราณโง่เขลา เอาแต่ซ่อนตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ที่สำนักเมฆาคล้อย ในสำนักให้เขาไปที่ยอดเขาประธานเขาก็ไม่ไป ยังบอกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา ช่างน่าหัวเราะเสียจริง"
"ครั้งนี้ได้พบปะกัน ถึงได้รู้ว่าเขาก็มีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้าง ดีกว่าบิดาของเขาที่เอาแต่ดื่มสุราหาเรื่องกับคนอื่นไปวันๆ อยู่มาก"
"น่าเสียดายเพียงแค่พรสวรรค์ของเขายังขาดไปเล็กน้อย ไม่รู้ว่าจะสามารถไปถึงขอบเขตเซียนได้หรือไม่"
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งพยักหน้าพลางยิ้ม แล้วกล่าวต่อ "การที่ผู้อาวุโสฝ่ายนอกปรับเปลี่ยนการทดสอบของศิษย์ฝ่ายนอกชั่วคราว เดิมทีก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตำหนิ แต่บิดาของสหายผิงอันได้ขอร้องข้าเป็นการส่วนตัว ให้ข้าคุ้มครองเขาให้ปลอดภัยตลอดทาง จึงอยากขอให้ผู้อาวุโสเซียวเห็นแก่หน้าข้า ยกเว้นความลำบากจากค่ายกลมายาครั้งนี้ให้เขา จะเป็นไรหรือไม่?"
เซียวเยว่ยกมือปิดปากหัวเราะเบาๆ "ดูท่านพูดจริงจังถึงเพียงนี้ ท่านมีคำสั่งสอน เยว่เอ๋อร์ไหนเลยจะไม่ฟัง? เพียงแต่ ค่ายกลมายานี้ข้าอุตส่าห์ตั้งขึ้นมาแล้ว จะให้ถอนออกไปดื้อๆ เช่นนี้ก็คงไม่ได้"
เวยเหยียนจื่อขมวดคิ้ว "ความหมายของผู้อาวุโสเซียวคือ?"
"ก็ให้เขาเข้าไปในค่ายกลเสียสิ"
เซียวเยว่ยกจอกเรืองแสงขึ้น จิบสุราเซียนในจอกเบาๆ นิ้วเรียวยาวดุจหยกเคาะจอกในมือเบาๆ
"เขาล้อเล่นกับศิษย์ลงนามของข้าถึงสองครั้ง ก็ถือว่าทำให้ข้าเสียหน้า หากไม่ทำให้เขาได้ลิ้มรสความลำบากบ้าง ต่อไปข้าคงอยู่ในสำนักได้ลำบาก"
"ที่นี่เป็นเพียงค่ายกลมายา ไม่มีค่ายกลสังหารแม้แต่น้อย"
"หากเขาสามารถผ่านค่ายกลมายานี้ไปได้ ต่อไปข้าย่อมไม่สร้างความลำบากใดๆ ให้เขาอีก ทั้งยังจะกลับไปที่สำนักเพื่อกล่าวชมเขาอีกสองสามคำ"
"หากเขาผ่านค่ายกลมายานี้ไปไม่ได้ ก็ให้เขาอยู่ในนั้นสักสามห้าวันแล้วค่อยดึงตัวออกมา สองท่านคิดว่าอย่างไร?"
เวยเหยียนจื่อขมวดคิ้ว "ค่ายกลมายานี้ขนาดเซียนยังขังได้ เขาเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหนิงกวงตัวเล็กๆ ถ้าเดินออกมาได้ก็ผีหลอกแล้ว!"
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งเหลือบมองเซียนใหม่ในสำนักผู้นี้ เวยเหยียนจื่อจึงส่ายหน้าไม่พูดอะไรอีก
"ในเมื่อผู้อาวุโสเซียวอยากจะขัดเกลาสหายผิงอันสักหน่อย ย่อมเป็นวาสนาของสหายผิงอันเช่นกัน"
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งหัวเราะ "เพียงแต่ต้องขอให้ผู้อาวุโสเซียวเตรียมรางวัลไว้บ้าง หากเขาเดินออกจากค่ายกลมายาได้ ผู้อาวุโสจะมอบรางวัลให้เขาสักหน่อยเป็นอย่างไร?"
"โอ้?"
เซียวเยว่เข้าใจนิสัยของผู้อาวุโสเหยียนเซิ่ง เมื่อได้ยินเซียนชราผู้นี้กล่าวเช่นนี้ ในแววตาก็ปรากฏความสงสัยขึ้นหลายส่วน
"หรือว่าเขายังมีความรู้ความสามารถด้านค่ายกลอยู่บ้าง?"
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งดูดยาเส้นไปหนึ่งปื้ด แล้วกล่าวเพียงว่า "ใครๆ ก็รู้ว่าผู้อาวุโสเซียวนั้นมีของวิเศษมากมาย อย่าได้ทำให้สหายผิงอันรู้สึกว่าผู้อาวุโสเป็นคนขี้เหนียวไปเล่า"
"ดูท่านพูดเข้าสิ หากสหายผิงอันสามารถเดินออกจากค่ายกลนี้ได้ ย่อมเป็นอัจฉริยะด้านค่ายกลที่หาได้ยาก ในสำนักก็จะมีคนประหลาดเพิ่มอีกคน ข้าดีใจยังไม่ทันเลย... หืม?" ขณะที่เซียวเยว่กำลังพูด สร้อยข้อมือของนางก็สั่นเบาๆ แผ่นหยกบนนั้นเปล่งประกายระลอกคลื่นจางๆ ออกมา
สร้อยข้อมือนี้เป็นของวิเศษสำหรับส่งเสียงที่ล้ำค่าอย่างยิ่ง สามารถส่งเสียงได้ไกลหมื่นลี้ มีข้อจำกัดในการใช้งานมากมาย หากไม่ใช่สถานการณ์ฉุกเฉินจะใช้ไม่ได้
เวยเหยียนจื่อถามอย่างสงสัย "ในสำนักมีเรื่องด่วนอะไรหรือ?"
"เป็นข่าวจากทางเมืองการค้า ที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกมีโบราณสถานแห่งหนึ่งปรากฏขึ้น"
เซียวเยว่หัวเราะแล้วกล่าวว่า
"อยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งของเมืองการค้าสำนักหมื่นเมฆาของเราเท่าใดนัก ศิษย์ร่วมสำนักสองสามคนที่อยู่ใกล้ที่สุดได้รีบไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะได้รับวาสนาบ้างหรือไม่"
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งถอนหายใจ "โบราณสถานปรากฏขึ้นมักมีเคราะห์ภัยถึงชีวิต ยากที่จะเป็นวาสนา"
เซียวเยว่กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "ที่นั่นอยู่ไม่ไกลจากพวกเรามากนัก หากภายหลังต้องการกำลังคนสนับสนุน พวกเราก็ต้องไปด้วย"
"นั่นแน่นอน" เวยเหยียนจื่อหัวเราะ "นี่เป็นเรื่องใหญ่ของสำนัก ถ้าไม่ได้ก็ให้สหายผิงอันหลบอยู่ที่นี่สักสองสามวัน พวกเราค่อยกลับมาคุ้มครองเขากลับไป"
"ดูสิ" ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งกล่าว "เขาเข้าค่ายกลไปแล้ว"
เซียวเยว่และเวยเหยียนจื่อก้มลงมอง ก็เห็นร่างของหลี่ผิงอันลอยเข้าไปในม่านหมอกสีขาวที่ปกคลุมอยู่ใกล้เหมืองแร่วิญญาณจริงๆ เด็กสาวที่พาเขามาที่นี่ก็ยืนนิ่งอยู่บนหัวเรือ
ริมฝีปากของเซียวเยว่ขยับเล็กน้อย ที่แท้กำลังส่งเสียงให้เวินหลิงเอ๋อร์
"ตามเขาเข้าไปในค่ายกล ไม่ว่าเขาจะทำอะไรจดจำไว้ให้หมด"
เวินหลิงเอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง รีบร้อนกระโดดเข้าไปในค่ายกลมายา ในปากยังไม่ลืมร้องเรียกชื่อ 'พี่ผิงอัน'
มือเรียวของเซียวเยว่ปัดผ่านโต๊ะเบื้องหน้า กลุ่มหมอกสายหนึ่งลอยผ่าน บนโต๊ะปรากฏภาพที่ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นจากความเลือนราง
นางใช้วิชาเมฆากระจกส่องให้เห็นสถานการณ์ภายในค่ายกลทั้งหมด
หลี่ผิงอันยืนไพล่หลังนิ่งไม่ไหวติง ราวกับกำลังสัมผัสอะไรบางอย่าง
เวินหลิงเอ๋อร์ยืนอยู่ข้างกายเขา สังเกตหมอกหนาทึบโดยรอบอย่างระมัดระวัง
เวยเหยียนจื่อสงสัย "ผิงอันทลายค่ายกลเป็นจริงๆ หรือ? ท่านผู้อาวุโส ข้าไม่พูดว่าเฝ้าดูเขาทุกวัน แต่ก็พอจะรู้เกี่ยวกับวิชาอาคมที่เขาเรียนและเชี่ยวชาญอยู่บ้าง ข้ารู้ว่าผิงอันเก่งเรื่องการปรุงยา ยังมีเคล็ดวิชาปรุงยาที่คิดค้นขึ้นเอง... แต่ค่ายกลนี่ ข้าไม่เคยเห็นเขาใช้มาก่อนเลยจริงๆ"
"เขาคงไม่ถนัดการวางค่ายกล แต่ถนัดการทลายค่ายกล โดยเฉพาะค่ายกลมายาที่ลวงประสาทสัมผัสทั้งหกเช่นนี้"
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งหัวเราะ "เจ้าไม่รู้เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องปกติ"
"เมื่อประมาณปีก่อน อาจารย์อาต้าจื้อมาหาข้าดื่มสุรา มอมเหล้าข้าจนเมาหัวราน้ำ แล้วฉวยเอา 'แผนภาพอธิบายค่ายกลอย่างละเอียด' ที่ข้าภูมิใจที่สุดในชีวิตไป"
"แม้ข้าจะรับปากไปตอนเมา แต่ก็ไม่อาจทวงแผนภาพนั้นคืนมาได้ ได้แต่ยอมรับความพ่ายแพ้... แต่ถึงอย่างไรนั่นก็เป็นน้ำพักน้ำแรงครึ่งชีวิตของข้า ก็ต้องดูว่าอาจารย์อาต้าจื้อจะเอาไปทำอะไร"
"ใครจะรู้ว่าอาจารย์อาต้าจื้อไม่ได้จะศึกษาด้วยตนเอง แต่นำไปให้สหายผิงอัน"
"ตั้งแต่นั้นมา ข้าก็เริ่มใส่ใจเรื่องที่สหายผิงอันศึกษาค่ายกล"
เซียวเยว่กล่าวอย่างประหลาดใจ "เขาเป็นอัจฉริยะด้านค่ายกลจริงๆ หรือ? ตอนนี้เขาอยู่เพียงขั้นหนิงกวง จะสามารถเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของค่ายกลใหญ่ที่ล้ำลึกถึงเพียงนั้นได้อย่างไร?"
"อันนี้" ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "เขาไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงมากมายของค่ายกล... และไม่จำเป็นต้องเข้าใจ เขากำลังขบคิดถึงอีกเส้นทางหนึ่ง"
ในดวงตาหงส์ของเซียวเยว่เต็มไปด้วยความสงสัยมากขึ้น
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งถอนหายใจ "ผิงอันบอกว่า ค่ายกลควรแบ่งออกเป็นสามส่วน"
"ส่วนแรกคือส่วนปรากฏ เป็นส่วนที่ค่ายกลใช้แสดงผลการทำงานของมัน ค่ายกลสังหารก็คือกระบวนท่าสังหารต่างๆ ค่ายกลมายาก็คือภาพลวงตาต่างๆ ส่วนที่ผู้เข้าค่ายกลสามารถสัมผัสได้เรียกว่าส่วนปรากฏ"
"ส่วนที่สองคือตัวค่ายกลเอง ประกอบขึ้นจากจานอาคมหลากหลายชนิดเข้ากับฐานอาคมที่แตกต่างกัน"
"ส่วนที่สามคือจานอาคมและฐานอาคมของค่ายกล จานอาคมและฐานอาคมเป็นพื้นฐานของค่ายกล ค่ายกลทำงานอยู่บนจานอาคมและฐานอาคม ดังนั้นจานอาคมและฐานอาคมจึงเป็นพื้นฐานของทุกสิ่ง เขาเรียกมันว่า... ฮาร์ดแวร์"
"ทั้งสามส่วนนี้ เชื่อมโยงกันจากภายนอกสู่ภายใน ด้วยปราณวิญญาณและพลังวิญญาณ"
เซียวเยว่หัวเราะ "ฟังดูก็ไม่มีอะไรล้ำเลิศนัก"
"ตอนแรกข้าก็คิดเช่นนี้ แต่พอได้ฟังสหายผิงอันพูดต่อ ก็รู้สึกเหมือนได้รับการเปิดปัญญา"
"การแบ่งเช่นนี้ เป็นเพียงพื้นฐานของวิถีทลายค่ายกลของเขาเท่านั้น"
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งส่ายหน้าพลางหัวเราะอย่างขมขื่น "เขาบอกว่า... ในบรรดาค่ายกล ที่รับมือยากที่สุดคือค่ายกลสังหาร นั่นคือการรวบรวมพลังของค่ายกลใหญ่เพื่อสังหารผู้ที่เข้ามา ทำได้เพียงหลบหลีกหรือต้านทานอย่างสุดกำลัง"
"ส่วนค่ายกลมายา ค่ายกลกักขัง กลับค่อนข้างไร้ประโยชน์"
"ค่ายกลใดๆ ก็ตาม ย่อมต้องมีฐานอาคม ฐานอาคมคือจุดรวมของพลังวิญญาณภายในค่ายกล เพียงแค่หาวิธีทำความเข้าใจเส้นทางเดินพลังวิญญาณในระดับพื้นฐาน ก็จะสามารถหาที่ซ่อนของฐานอาคมได้"
"และในค่ายกล ฐานอาคมแต่ละฐานมีหน้าที่แตกต่างกัน ธาตุทั้งห้าที่สังกัดก็แตกต่างกัน การแยกแยะฐานอาคมจะทำให้รู้ตำแหน่งเฉียนคุนของตนเองในค่ายกลได้... การทำเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องสัมผัสฐานอาคม เพียงแค่ตัดสินจากคุณลักษณะของฐานอาคมเองก็เพียงพอแล้ว"
"ที่เขาท่องจำเคล็ดวิชาค่ายกลตลอดครึ่งชีวิตของข้าได้ ก็เพื่อศึกษาวิจัยฐานอาคม จดจำคุณลักษณะของฐานอาคมประเภทต่างๆ"
"นอกจากนี้ สหายผิงอันยังสรุปกฎเกณฑ์ 36 ประการและกว่า 300 รูปแบบการเปลี่ยนแปลงย่อยของการหลอมฐานอาคม และจำแนกฐานอาคมของค่ายกลประเภทต่างๆ ใหม่ตามคุณลักษณะของมันเอง..."
เวยเหยียนจื่อพลันกล่าว "เขาเริ่มเดินแล้ว!"
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งและผู้อาวุโสเซียวทั้งสองก้มมองกระจกเมฆาบนโต๊ะ ก็เห็นหลี่ผิงอันหยิบกล่องผ้าไหมออกมาจากอกเสื้อ แล้วหยิบของวิเศษรูปร่างคล้ายเข็มทิศออกมา
จากนั้น หลี่ผิงอันก็ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างสบายๆ ราวกับเดินเล่นในสวน
หนึ่งก้าว สองก้าว
เซียวเยว่เห็นเขาเดินลึกเข้าไปในค่ายกลมายา มุมปากก็ปรากฏรอยยิ้มดูแคลนขึ้นหลายส่วน
สามก้าว สี่ก้าว
หลี่ผิงอันหยุดเดินกะทันหัน ก้มหน้ามองพื้นหญ้าเบื้องหน้า
เวินหลิงเอ๋อร์เกือบจะชนเข้ากับแผ่นหลังของเขา แต่ถูกพลังอาคมขวางไว้ห่างออกไปสามฉื่อ
หลี่ผิงอันยิ้มละไม โบกฝ่ามือไปข้างหน้า หมอกเมฆสั่นไหวเล็กน้อย เข็มทิศในมือเขาส่งเสียงหึ่งๆ
เขาหันกลับไปเดินย้อนกลับมาทางเดิมเป็นก้าวที่ห้า จากนั้นหลับตาทั้งสองข้าง เคลื่อนตัวไปด้านข้างสองก้าวแล้วเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง
หมอกหนาเบื้องหน้าปรากฏแสงสีเลือดขึ้นประปราย
บนก้อนเมฆ เซียวเยว่ตะลึงงันไปเล็กน้อย
ในค่ายกล หลี่ผิงอันหันไปมองเวินหลิงเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ แล้วยิ้ม "สหายไปก่อนเลย"
เวินหลิงเอ๋อร์ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ก้มหน้าเดินเข้าไปในหมอกหนา
หลี่ผิงอันสัมผัสอย่างละเอียดแล้วก้าวตามไป ในหูพลันได้ยินเสียงเคาะดังติ๊งๆ ตั๊งๆ ทันทีที่เท้าขวาของเขาแตะพื้น หมอกหนาเบื้องหน้าก็หายไปในทันใด สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือเหมืองแร่แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในป่าทึบ
แม้จะเรียกว่าเหมืองแร่ แต่แท้จริงแล้วก็คือหลุมขนาดใหญ่ที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ชายฉกรรจ์ชาวบ้านธรรมดาหลายร้อยคนสวมเสื้อสั้น กำลังขุดเจาะแร่ธาตุอย่างระมัดระวังที่ก้นเหมือง เพื่อค้นหาสิ่งล้ำค่าในชั้นหินเหล่านี้
การทำเหมืองให้สำนักเซียน เป็นหน้าที่สำคัญของราชสำนักเซียนฝ่ายโลกีย์เหล่านี้
หลี่ผิงอันและเวินหลิงเอ๋อร์ยืนอยู่ที่ขอบเหมือง ทั้งสองคนทำให้ผู้ฝึกปราณของสำนักหมื่นเมฆาหลายคนที่เฝ้าอยู่ที่นี่ตกใจอย่างเห็นได้ชัด
บนก้อนเมฆ ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งยิ้มกว้าง ส่วนเซียวเยว่ขมวดคิ้วเรียวดั่งใบหลิวแน่น
เวยเหยียนจื่อกล่าวพลางยิ้ม "พวกเราจะขัดเกลาศิษย์น้องเพียงอย่างเดียว โดยไม่ให้ประโยชน์แก่ศิษย์น้องบ้างก็ไม่ได้ ท่านว่าจริงไหม"
เซียวเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "นั่นเป็นเรื่องธรรมดา วันนี้ได้เปิดหูเปิดตาแล้ว สหายผิงอันผู้นี้ไม่ธรรมดาอยู่หลายส่วนจริงๆ"
บนพื้นดินเกิดความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย
ผู้ฝึกปราณสองสามคนที่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำเหมือง รอคอยสิ่งที่เรียกว่า 'ผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายอธรรม' โผล่หน้าออกมา นักบำเพ็ญเพียรชายวัยกลางคนคนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะร้องตะโกน "ผิงอัน! ผิงอัน?"
หลี่ผิงอันหัวเราะอย่างสบายใจ
เป็นนักพรตเฉิน







