วันประลองทำเนียบมนุษย์ บนยอดเขาเมฆาอรุณ
หลี่ผิงอันกำลังรอคอยการปรากฏตัวครั้งแรกของตนเอง
การประลองใหญ่ภายในสำนักหมื่นเมฆาครั้งนี้ ลานประลองหลักทั้งสามแห่งจัดขึ้นที่ยอดเขาเมฆาอรุณ (ศึกทำเนียบมนุษย์) ยอดเขาเมฆาสายรุ้ง (ศึกทำเนียบปฐพี) และยอดเขาประธาน (ศึกทำเนียบสวรรค์) ตามลำดับ
ตาม 'ข่าววงในของแท้' ที่หลี่ผิงอันได้รับมา การแย่งชิงสิทธิ์เป็นยอดเขาเจ้าภาพในครั้งนี้ดุเดือดเป็นอย่างมาก
เหล่าเซียนจากยอดเขาต่างๆ แสดงความกระตือรือร้นต่อเรื่องนี้อย่างสูง ยอดเขาทั้งหมดภายในสำนักมีสามสิบหกแห่ง ภายในสองวันมียอดเขาถึงยี่สิบเจ็ดแห่งที่ยื่นคำร้องเข้ามาด้วยความสมัครใจ
ข้อเสียของการที่หลี่ต้าจื้อคบหาสหายไว้กว้างขวางก็ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ สหายที่คุ้นเคยจากยอดเขาต่างๆ พากันมาหาเขา ทำให้หลี่ต้าจื้อถึงกับหัวหมุน
ถึงขั้นที่ว่าบรรดาเจ้ายอดเขา ผู้อาวุโส และเซียนเฒ่าของแต่ละยอดเขา ต่างก็ต้องการแย่งชิงโอกาสสร้างชื่อเสียงให้กับยอดเขาของตนในครั้งนี้ จนสะเทือนไปถึงท่านเจ้าสำนักโดยตรง
โชคดีที่หลี่ต้าจื้อทนรับแรงกดดันจากทุกฝ่ายไว้ได้ และท้ายที่สุดก็ใช้วิธีการที่ค่อนข้างยุติธรรม นั่นคือการจับฉลาก
หอเตรียมการยังได้ตั้งกฎไว้ว่า ยอดเขาที่จับฉลากได้ในครั้งนี้จะไม่ได้เข้าร่วมการจับฉลากในครั้งต่อไป จนกว่าจะวนครบทุกยอดเขา
ในขณะที่ยอดเขาต่างๆ ภายในสำนักกำลังรอคอยที่จะจับฉลากโควตาทั้งสามนี้อย่างใจจดใจจ่อ ท่านเจ้าสำนักก็แวะมาเดินเล่นที่ตำหนักธุรการอย่างกะทันหัน และได้พูดคุยกับหลี่ต้าจื้อรวมถึงผู้อาวุโสอีกหลายท่านอย่างเป็นกันเองอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้น หอเตรียมการก็พิจารณาอย่างรอบคอบ และกำหนดให้สถานที่จัดศึกทำเนียบสวรรค์อยู่ที่ยอดเขาประธานอย่างถาวร การจับฉลากจะสุ่มเลือกเพียงสถานที่จัดศึกทำเนียบปฐพีและทำเนียบมนุษย์เท่านั้น
【เสน่ห์ของเจ้าสำนัก】
เป็นไปตามที่หลี่ผิงอันคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ยอดเขาเมฆาอรุณและยอดเขาเมฆาสายรุ้งที่จับฉลากได้ แสดงความกระตือรือร้นออกมาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
—เซียนส่วนใหญ่มักรักหน้าตา ยิ่งเป็นเซียนของสำนักใหญ่ก็ยิ่งให้ความสำคัญกับชื่อเสียง
ศิษย์ของทั้งสองยอดเขาที่อยู่ต่ำกว่าขั้นหยวนเซียนออกโรงมาช่วยทีมเตรียมการจัดสถานที่ถึงราวๆ แปดส่วน ผู้บำเพ็ญเพียรเหาะเหินเดินอากาศวุ่นวายกันไปหมด ใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็จัดเตรียมสถานที่ได้อย่างเรียบร้อยสมบูรณ์
ลองดูความอลังการของยอดเขาเมฆาอรุณสิ แท่นหินสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างยาวร้อยจั้งลอยอยู่กลางอากาศบริเวณครึ่งทางขึ้นเขา มีอัฒจันทร์ชมการประลองสร้างขึ้นตามแนวเขา ส่วนอีกสามด้านเป็นแท่นเมฆที่บรรดาเซียนใช้เวทมนตร์ควบแน่นขึ้นมา
ศิษย์สายในและสายนอกสองถึงสามพันคน เซียนจากยอดเขาต่างๆ นับร้อย และแขกผู้มีเกียรติจากสำนักพันธมิตรเกือบร้อยคน มารวมตัวกันที่นี่เพื่อชมการประลอง
นี่เป็นเพียงศึกทำเนียบมนุษย์เท่านั้น และยอดเขาเมฆาอรุณเองก็ไม่ได้มีจุดเด่นอะไรที่ดึงดูดใจมากนัก
สถานที่จัดศึกทำเนียบปฐพีทางฝั่งยอดเขาเมฆาสายรุ้งนั้นใหญ่กว่าที่นี่ถึงกว่าเท่าตัว! เมื่อพิจารณาถึงสถานะพิเศษของยอดเขาเมฆาสายรุ้งในฐานะ 'บ้านเดิมของยอดเขาทั้งหลาย' รวมถึงการที่เหล่าผู้บำเพ็ญหญิงของยอดเขาเมฆาสายรุ้งเร่งทำ 'ของที่ระลึกสำหรับผู้เข้าชม' นับหมื่นชิ้นข้ามคืน คาดว่าเซียนที่มาชมศึกทำเนียบปฐพีจะมีจำนวนถึงหลักพัน และมีศิษย์เข้าร่วมทะลุสี่พันคน หรืออาจจะถึงห้าหกพันคนด้วยซ้ำ! ความยิ่งใหญ่ระดับนี้ เป็นสิ่งที่หาดูได้ยากในรอบพันปีของสำนักหมื่นเมฆา! ที่ด้านบนสุดของอัฒจันทร์ชมการประลอง นักพรตอวิ๋นโม่ เจ้าสำนักหมื่นเมฆาที่กำลังนั่งคุยและชมการประลองเป็นเพื่อนเจ้าสำนักพันธมิตรหลายท่าน มีรอยยิ้มประดับอยู่ที่มุมปากตลอดเวลา
เมื่อท่านเจ้าสำนักมองดูเซียนขั้นหยวนเซียนร่างท้วมคนหนึ่งที่ขี่เมฆวุ่นวายอยู่รอบๆ ก็ยิ่งมองยิ่งรู้สึกถูกชะตา
แน่นอนว่าตอนนี้หลี่ผิงอันไม่ได้ยินเสียงในใจของท่านเจ้าสำนัก สิ่งที่เขาได้ยินมีเพียงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เสียงพูดคุยหัวเราะรอบด้าน และเสียงตะโกนของกรรมการอาวุโสขั้นหยวนเซียนผู้นั้น
"คู่ต่อไป! อักษรมนุษย์สามสิบห้าพบอักษรมนุษย์สิบสอง! ศิษย์ทั้งสองขึ้นเวทีได้!"
มาแล้ว
หลี่ผิงอันพ่นลมหายใจออกแผ่วเบา เดินแกมวิ่งไปที่โต๊ะข้างสนาม ส่งป้ายหยกที่เขียนว่า 'อักษรมนุษย์สิบสอง' ให้กับผู้ดูแลอาวุโสตรงหน้า แล้วหันหลังกระโดดขึ้นไปบนลานประลองที่ลอยอยู่กลางอากาศ
คู่ต่อสู้ในศึกแรกของเขาคือเซียนเด็กหญิงที่มีใบหน้าไร้เดียงสา อีกฝ่ายอุ้มเชิงเทียนของวิเศษไว้ในอ้อมแขน และประสานมือคารวะหลี่ผิงอันอย่างน่ารักน่าเอ็นดู
ช่วยไม่ได้ เกณฑ์ของทำเนียบมนุษย์คือ 'ศิษย์ที่เข้าสำนักมาไม่เกินห้าปี' ประกอบกับหลี่ผิงอันเริ่มบำเพ็ญเพียรตอนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดสถานการณ์ผู้ใหญ่รังแกเด็กเช่นนี้
หลี่ผิงอันใช้วิชายันต์เพียงเล็กน้อย ก็สามารถส่งศิษย์พี่หญิงที่ใกล้จะสร้างรากฐานสำเร็จผู้นี้ออกนอกเขตลานประลองได้อย่างง่ายดาย คว้าชัยชนะมาได้อย่างกล้วยๆ
เด็กหญิงผู้นี้เบะปากแทบจะร้องไห้ออกมา
หลี่ผิงอันก้มหน้าทำความเคารพแบบนักพรตด้วยความกระอักกระอ่วน "ล่วงเกินแล้ว"
ศิษย์ที่อยู่ทั้งสามด้านพากันอมยิ้มขำ หลี่ผิงอันรีบหนีลงจากลานประลอง รับป้ายหยกคืน และเข้าไปต่อแถวศิษย์ที่จะประลองเวทในรอบต่อไป
การประลองในช่วงแรกของศึกทำเนียบมนุษย์นั้น ความน่าชมยังถือว่าขาดตกบกพร่องไปบ้างจริงๆ
แต่ยังดีที่บรรดาศิษย์ต่างก็เคยฝึกฝนทักษะการประลองเวทกันมาแล้ว เวลาต่อสู้จึงค่อนข้างจริงจัง ซัดกันอย่างดุเดือดและมีสีสัน
เส้นทางการประลองของหลี่ผิงอันและมู่หนิงหนิงนั้นค่อนข้างราบรื่น
การประลองสี่รอบติดต่อกัน ไม่มีใครสามารถบีบให้หลี่ผิงอันแสดงท่าไม้ตายอื่นนอกจากวิชายันต์ได้เลย
มู่หนิงหนิงอาศัยเสาหลบนางแอ่น เอาชนะศิษย์สามคนมาได้อย่างง่ายดาย ในการประลองรอบที่สี่ นางได้พบกับคู่ต่อสู้ระดับขั้นเลี่ยนซวีตอนต้น การต่อสู้เต็มไปด้วยความหวาดเสียว ท้ายที่สุดก็อาศัยการพลิกแพลงทางกระบี่จนสามารถเอาชนะมาได้อย่างหวุดหวิด
ศึกครั้งนี้ มู่หนิงหนิงใช้ระดับขั้นหนิงกวงเอาชนะขั้นเลี่ยนซวีได้ ถือว่าสร้างความตื่นตะลึงไปทั่วทั้งงาน
สามอันดับแรกของทำเนียบมนุษย์จะได้เข้าร่วมการประลองในทำเนียบปฐพี
มู่หนิงหนิงทุ่มเทสุดกำลัง เพียงเพื่อให้ได้กลับไปยังยอดเขาของตนเอง และนำของวิเศษที่ศิษย์พี่มอบให้ไปอวดต่อหน้าเหล่าศิษย์พี่หญิง
หลังจากการประลองเวทสี่รอบผ่านไป หลี่ผิงอันและมู่หนิงหนิงก็ทะลุเข้าสู่แปดอันดับแรกของทำเนียบมนุษย์ หลังจากนี้ขอเพียงผ่านการประลองอีกแค่สามรอบ ก็จะสามารถตัดสินอันดับในทำเนียบมนุษย์ได้แล้ว
นี่ยังเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า คู่ต่อสู้หลังจากนี้จะประมาทไม่ได้อีกต่อไป
และก็เป็นอย่างที่คิด คู่ต่อสู้ที่หลี่ผิงอันพบในการประลองรอบที่ห้า บีบให้เขาต้องงัดค่ายกลทวนออกมาใช้
นี่คือผู้บำเพ็ญชายอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี รูปร่างกำยำล่ำสัน ผิวคล้ำ พลังเวทในร่างสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง เผยให้เห็นถึงความแข็งแกร่งระดับขั้นเลี่ยนซวีตอนต้น
คนผู้นี้ใช้คทาปราบมาร ดูเหมือนจะเดินบนเส้นทางบำเพ็ญกายาที่ค่อนข้างหาได้ยาก ตอนที่แนะนำตัว น้ำเสียงก็แหบพร่าดุดันไม่เบา
"ยอดเขาเมฆาอรุณ อวี่อิ้งซู ขั้นเลี่ยนซวีระดับสี่!"
หลี่ผิงอันประสานมือยิ้ม "ศิษย์เซียนชิงซู่ หลี่ผิงอัน ขั้นหนิงกวงระดับห้า"
"ข้ารู้จักเจ้า" อวี่อิ้งซูแสยะยิ้ม "ตอนที่อาจารย์ของเจ้ารับเจ้าเป็นศิษย์ ข้าก็เห็น เจ้าอยู่สำนักเมฆาคล้อยมาสามปี พื้นฐานค่อนข้างอ่อนแอ ข้าต่อให้เจ้าแขนข้างหนึ่งดีหรือไม่?"
"สหายเต๋าลงมืออย่างสุดกำลังเถิด" หลี่ผิงอันกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "พวกเราแค่ประลองกันพอเป็นพิธี ไม่จำเป็นต้องออมมือให้กันถึงเพียงนี้"
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ดี! ถ้างั้นเจ้าก็หลบกระบองของข้าให้ดีล่ะ!"
อวี่อิ้งซูตะโกนลั่น ร่างราวกับพยัคฆ์ร้ายกระโจนไกลหลายสิบจั้ง คทาปราบมารในมือเปล่งแสงสีทองเจิดจ้า หลี่ผิงอันถึงกับได้ยินเสียงสวดมนต์ดังขึ้นในหู
ทักษะการต่อสู้ทางกายาหลอมรวมกับวิชาปราบมารของพุทธศาสนาหรือ?
หลี่ผิงอันรู้ดีว่าตอนนี้จะหลบไม่ได้ มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับการโจมตีอันรุนแรงดุจสายฟ้าฟาดจากอีกฝ่ายอย่างแน่นอน เขากำมือซ้ายหลวมๆ งอเข่ากระโดด ทวนยาวสีเงินขาวเล่มหนึ่งก็ปรากฏในมือ ร่างดุจมังกรวารีทะยานขึ้นจากทะเล ปลายทวนพุ่งตรงไปยังหัวไหล่ของอวี่อิ้งซู!
"มาได้ดี!"
แสงสีทองรอบกายอวี่อิ้งซูพองตัวขึ้น เขาเงื้อคทาปราบมารทุบลงมาตรงๆ กระบวนท่าดูเหมือนจะเรียบง่าย ทว่าแท้จริงแล้วแฝงความเปลี่ยนแปลงไว้อย่างมากมาย
หลี่ผิงอันเข้าใจดีว่า หากเขาหลีกเลี่ยงเพียงเล็กน้อย ก็จะถูกอีกฝ่ายแย่งชิงความได้เปรียบและข่มขวัญไป ทำให้คู่ต่อสู้สามารถดึงความแข็งแกร่งออกมาได้ถึงสิบสองส่วน
การประลองเวทกับผู้บำเพ็ญเพียรเช่นนี้ ต่อให้อีกฝ่ายจะมีตบะสูงกว่าตนเองมาก ก็ต้องสกัด 'ปณิธาน' ของอีกฝ่ายให้ขาดสะบั้นเสียก่อน! ดังนั้น หลี่ผิงอันจึงจับทวนยาวด้วยสองมือ ร่างกายเอนซ้ายขวา พลังเวททั่วร่างพวยพุ่งออกมา ปลายทวนสาดประกายแสงเย็นเยียบ
เคร้ง! เสียงอาวุธปะทะกันดังกล้องไปทั่วขุนเขา คลื่นกระแทกแผ่กระจายออกไปในแนวนอนกลางอากาศ
ร่างของอวี่อิ้งซูหงายไปด้านหลัง ส่วนร่างของหลี่ผิงอันพุ่งตกลงสู่พื้นดินราวกับลูกศร
หลี่ต้าจื้อที่ชมการประลองอยู่ข้างสนามใจหายวาบ ลุกขึ้นยืนจ้องมองร่างบนลานประลองเขม็ง
อวี่อิ้งซูปรับท่าทาง แล้วรีบพุ่งตัวลงมาทันที
ก่อนที่ร่างของหลี่ผิงอันจะร่วงถึงพื้น เขาก็พลิกตัวกะทันหัน โยกซ้ายขวาราวกับใบไม้ร่วง เสียงดังปุ๊ระเบิดร่างเงาเมฆาออกมาสามสาย ลานประลองเต็มไปด้วยเมฆหมอกหนาทึบ
วิชาเซียนสำนักหมื่นเมฆา: ทะยานเมฆามายา!
เซียนสำนักหมื่นเมฆาหลายคนนอกสนามต่างตาเป็นประกาย
เซียนส่วนใหญ่รู้ดีว่าวิชาเซียนแขนงนี้ซับซ้อนไร้ที่เปรียบ การฝึกฝนต้องอาศัยสติปัญญาขั้นสูง ทว่าไม่เคยคิดเลยว่า วันนี้พวกเขาจะได้เห็นมันจากศิษย์ระดับขั้นหนิงกวงคนหนึ่ง
ร่างของอวี่อิ้งซูพุ่งวืด เขาเตรียมจะหันกลับไปหลบหลีกทันที ทว่าเมฆหมอกรอบด้านก่อตัวขึ้นแล้ว เงาทวนสามสายพุ่งแหวกอากาศเข้ามา บีบให้เขาต้องปัดป้องพัลวัน
คนผู้นี้พลิกแพลงสถานการณ์ได้รวดเร็วมาก เพียงแค่เสื้อคลุมนักพรตถูกเงาทวนกรีดเป็นรอยยาว เขาก็ตัดสินใจได้แล้วว่าตนเองไม่สามารถรับมือกับค่ายกลทวนของหลี่ผิงอันรูปแบบนี้ได้ ร่างของเขาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที หมายจะฝ่าวงล้อมออกไปจากด้านบน
ร่างเงาสองสายพุ่งออกมาจากซ้ายขวากะทันหัน ทวนยาวของวิเศษอันสว่างวาบสองเล่มฟาดฟันลงมาอย่างแรง! คทาปราบมารในมือของอวี่อิ้งซูกวาดออกไปด้านข้าง กระแทกร่างเงาฝั่งซ้ายจนสลายกลายเป็นเมฆหมอก
ทว่าทวนยาวอีกเล่มหนึ่งกลับฟาดเข้าที่แผ่นหลังของอวี่อิ้งซูอย่างจัง ฟาดเขาให้ร่วงหล่นจากกลางอากาศ ตกลงไปในค่ายกลเมฆา! ข้างหูของอวี่อิ้งซูมีเสียงแหวกอากาศดังขึ้นอีกครั้ง เงาทวนพุ่งเข้าใส่เขาจากทุกทิศทุกทางอีกหน
อานุภาพการแทงตรงของเงาทวนเหล่านี้ ร้ายกาจยิ่งกว่าวิชาควบคุมกระบี่ในระดับขั้นเดียวกันเสียอีก!
อวี่อิ้งซูมีฝีมือล้นเหลือแต่กลับยากที่จะแสดงออกมา เขาทำได้เพียงหลบหลีกซ้ายขวาอยู่ท่ามกลางเมฆหมอก สถานการณ์ตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด
ที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อเงาทวนที่พุ่งเข้ามาแตกสลายอย่างต่อเนื่อง เมฆหมอกรอบกายของอวี่อิ้งซูก็ยิ่งหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ เมฆหมอกเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะขัดขวางสัมผัสวิญญาณของเขาเท่านั้น แต่ยังมีเสียงดนตรีดังขึ้นเป็นระลอก ทำให้อวี่อิ้งซูยากที่จะรวบรวมสมาธิได้
ค่ายกลทวน วิชามายา วิชายันต์ หลี่ผิงอันทำตามที่อาจารย์ของตนกล่าวไว้อย่างเคร่งครัด โดยใช้วิชาเวทเพียงสามแขนงเท่านั้น
ส่วนค่ายกลทวนของเขานั้นได้หลอมรวมวิชาควบคุมกระบี่ วิชาขี่เมฆา ค่ายกลลวงตา วิชาตัวเบา และวิชาอื่นๆ เข้าด้วยกัน ก็ถือว่าไม่ได้ผิดข้อตกลงที่ให้ไว้กับอาจารย์
หลังจากเงาทวนโจมตีอย่างบ้าคลั่งอยู่ครู่หนึ่ง
"ข้ายอมแพ้!"
อวี่อิ้งซูหอบหายใจหนักหน่วง เสื้อคลุมนักพรตบนร่างขาดวิ่น มือใหญ่ที่กำคทาปราบมารสั่นเทาไม่หยุด
ทว่าบนร่างของเขากลับไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย มีเพียงรอยขีดข่วนตื้นๆ สิบกว่ารอยเท่านั้น
นี่ไม่ใช่เพราะร่างกายของเขาแข็งแกร่งดุจทองคำและหินผา แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะหลี่ผิงอันออมมือให้ จึงไม่ได้ทำให้เขาต้องหลั่งเลือด
สายลมแผ่วเบาพัดผ่าน เมฆหมอกบนลานประลองก็สลายไปทันที
ร่างของหลี่ผิงอันปรากฏขึ้นที่มุมหนึ่ง ประสานมือคารวะอวี่อิ้งซู เสื้อคลุมนักพรตแทบจะไม่มีรอยยับเลยด้วยซ้ำ
"ออมมือให้แล้ว"
"ค่ายกลของเจ้านี่! ร้ายกาจจริงๆ! ฮ่าฮ่าฮ่า! ข้ายอมรับนับถือจากใจจริง!"
อวี่อิ้งซูหัวเราะเสียงดัง "ก่อนหน้านี้ข้ายังนัดแนะกับศิษย์พี่ชายศิษย์พี่หญิงที่คุ้นเคยกันหลายคน ว่าจะไปประลองกับพวกเขาในทำเนียบปฐพี พวกเขาขบคิดกันอยู่หลายวันว่าจะหาวิธีรับมือกับคทาปราบมารของข้าได้อย่างไร นึกไม่ถึงเลยว่า สุดท้ายสิ่งที่จะไปอยู่ตรงหน้าพวกเขากลับเป็นทวนทะยานเมฆาเล่มหนึ่ง!"
หลี่ผิงอันยิ้ม "ขอบคุณศิษย์พี่ที่ตั้งชื่อให้ ค่ายกลทวนของข้าแขนงนี้ ต่อไปก็จะเรียกว่าทวนทะยานเมฆาแล้วกัน"
อวี่อิ้งซูชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เงยหน้าหัวเราะร่วน ทำความเคารพแบบนักพรตให้หลี่ผิงอัน แล้วหันหลังกระโดดลงจากลานประลอง
เสียงฆ้องดังขึ้นจากด้านข้าง
"ผู้ชนะ ศิษย์ของชิงซู่ หลี่ผิงอัน!"
ข้างสนาม มู่หนิงหนิงชูนิ้วโป้งให้ด้วยความดีใจ จากนั้นก็กำหมัดน้อยๆ เตรียมตัวสำหรับการประลองเวทรอบต่อไปของตนเองอย่างตั้งใจ
...
ที่มุมอัฒจันทร์ชมการประลอง
หลี่ต้าจื้อฉีกยิ้มกว้าง สีหน้าเบิกบานใจเป็นที่สุด
ผู้อาวุโสและผู้ดูแลหลายคนที่อยู่ข้างกายเขา ต่างก็เอ่ยปากชมหลี่ผิงอันไม่ขาดสาย
"อาจารย์อาต้าจื้อ ผิงอันมีฝีมือถึงเพียงนี้เชียวหรือ!"
"ระดับขั้นหนิงกวงสามารถเอาชนะขั้นเลี่ยนซวีได้ ทั้งยังชนะได้อย่างง่ายดายสบายๆ เช่นนี้ ช่างน่าทึ่งจริงๆ!"
"นิสัยที่ไม่เย่อหยิ่งไม่ใจร้อนของผิงอันต่างหากที่ล้ำค่ายิ่งนัก!"
"โธ่!"
หลี่ต้าจื้อหัวเราะ "ทุกท่านอย่ามัวแต่ชมเลย อย่าชมเลย เดี๋ยวเด็กมันจะเหลิงเอาได้!
"พรสวรรค์ของผิงอันไม่ค่อยดีนัก แต่ปกติแล้วเขาก็มุ่งมั่นอุตสาหะมาโดยตลอด คนเป็นพ่ออย่างข้าเมื่อเทียบกับเขายังรู้สึกละอายใจเลย"
เหล่าผู้อาวุโสพากันเอ่ยปากชมอีกระลอก หลี่ต้าจื้อนั้นรู้สึกเบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น หลี่ต้าจื้อก็สัมผัสได้ถึงสัมผัสเซียนสายหนึ่งที่กำลังแอบมองตนอยู่ เขาเงยหน้าขึ้นมองไปไกลๆ โดยสัญชาตญาณ และบังเอิญสบตาเข้ากับเซียนหญิงรูปงามนางหนึ่งพอดี
สายตาของเซียนย่อมไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะเทียบได้
ผู้ที่สบตากับหลี่ต้าจื้อ ก็คือผู้อาวุโสเซียวเยว่ที่เพิ่งกลับมาชมการประลองที่สำนักเมื่อวานนี้นั่นเอง
วันนี้เซียวเยว่แต่งกายเรียบง่ายขึ้นมาก ไม่ได้สวมกระโปรงยาวที่เห็นชัดๆ ว่าใช้ผ้าเยอะแต่กลับปกปิดอะไรไม่ได้เลยพวกนั้น ชุดกระโปรงสีม่วงเรียบหรู ประกอบกับสัดส่วนอันโดดเด่น ใบหน้างดงาม และกลิ่นอายความเย้ายวนแบบผู้ใหญ่ ย่อมดึงดูดความสนใจจากผู้บำเพ็ญชายหนุ่มจำนวนไม่น้อยอย่างลับๆ
ตอนนี้นางกำลังมองหลี่ต้าจื้อ แววตาแฝงความหยอกเย้าอยู่หลายส่วน
หลี่ต้าจื้อมองเซียวเยว่ แม้ในใจจะรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็เผยรอยยิ้มที่เป็นมิตรและอ่อนโยนออกมาตามความเคยชิน พร้อมกับประสานมือคารวะเซียวเยว่
เซียวเยว่ค้อมกายลงเล็กน้อย จากนั้นก็หันไปมองบนลานประลอง
หลี่ต้าจื้อคิดในใจ '(แปลกจริง เมื่อครู่นี้ผู้อาวุโสเซียวท่านนี้เหตุใดจึงจ้องมองข้า? หรือว่าทางฝั่งรองเจ้าสำนักม่ออี้กำลังคิดแผนการร้ายอะไรอยู่?)'
เซียวเยว่ลอบครุ่นคิดในใจ '(หรือว่าคนผู้นี้จะเกิดความรู้สึกทางโลกกับข้า? เขามีวาสนาบารมียิ่งใหญ่ ทั้งยังเป็นศิษย์ของเซียนทองคำเหมือนกัน แม้ว่าอาจารย์ของข้าจะเป็นศิษย์ของปรมาจารย์คงหมิง แต่ก็ใช่ว่าจะลองพิจารณาดูไม่ได้... ตอนนี้จะทำตัวสนิทสนมกับเขามากเกินไปก็ไม่ได้ เฮ้อ เรื่องนี้ช่างยุ่งยากเสียจริง)'
"เยี่ยม!"
เสียงโห่ร้องชื่นชมดังขึ้นรอบด้าน ตามมาด้วยเสียงเชียร์ของกลุ่มศิษย์หญิง
บนลานประลอง เสาหลบนางแอ่นของมู่หนิงหนิงหยุดลงอย่างมั่นคง ผู้บำเพ็ญหญิงระดับขั้นหนิงกวงตอนปลายคนหนึ่งถอนหายใจ ประสานมือคารวะมู่หนิงหนิง แล้วเดินคอตกออกจากสนามไป
ตอนนี้มู่หนิงหนิงเองก็เหงื่อชุ่มโชก นางกำลังมองหาร่างของหลี่ผิงอัน และเม้มปากยิ้มบางๆ ให้เขา
ทว่าระดับขั้นของนางก็ยังถือว่าต่ำเกินไป การทะลุเข้าสู่สี่อันดับแรกของทำเนียบมนุษย์ได้ก็ค่อนข้างจะกินแรงไปไม่น้อย
แต่ทว่า การประลองรอบต่อไปเพียงแค่นางไม่ได้พบกับหลี่ผิงอัน ก็จะสามารถผ่านเข้าสู่สามอันดับแรกของทำเนียบมนุษย์ กลับไปยังยอดเขาเมฆาสายรุ้งเพื่อประชันกับศิษย์ในทำเนียบปฐพีได้อย่างแน่นอน
สำหรับประเด็นนี้ หลี่ต้าจื้อได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว
เวยเหยียนจื่อมาปรากฏตัวที่ที่นั่งกรรมการได้ทันท่วงที เขาแบ่งชื่อศิษย์ทั้งสี่คนอย่างง่ายๆ และจัดหาคู่ต่อสู้ให้กับหลี่ผิงอันและมู่หนิงหนิงคนละคน
เหตุผลของเวยเหยียนจื่อก็ฟังขึ้นทีเดียว "ศิษย์ระดับขั้นหนิงกวงสองคนสามารถมาถึงจุดนี้ได้นับว่าไม่ง่ายเลย การเอาชนะคนที่แข็งแกร่งกว่าได้ ทุกคนล้วนชอบดู ก็คงต้องดูว่าพวกเขาจะสามารถสร้างตำนานบทใหม่ได้หรือไม่"
ผู้ดูแลอาวุโสหลายท่านพยักหน้ายิ้มรับ ไม่ได้มีข้อโต้แย้งใดๆ ในเรื่องนี้
ครึ่งชั่วยามผ่านไป
หลี่ผิงอันและมู่หนิงหนิงที่ต่างก็เอาชนะคู่ต่อสู้ในรอบต่อไปมาได้ ปรากฏตัวขึ้นที่ซ้ายขวาของลานประลอง
หลี่ผิงอันพยักหน้ายิ้มให้มู่หนิงหนิง แน่นอนว่าเขามีเจตนาจะยอมอ่อนข้อให้
อันดับหนึ่งและอันดับสองของทำเนียบมนุษย์ รางวัลก็ต่างกันแค่ศิลาวิญญาณไม่กี่ก้อน ให้นางได้ดีใจสักหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร
"ศิษย์น้องหญิง รอบนี้..."
"โอ๊ย โอ๊ยๆๆ"
มู่หนิงหนิงจู่ๆ ก็ทรุดตัวลงไปนั่งกองกับพื้นอย่างอ่อนปวกเปียก นัยน์ตาดอกท้อทอประกายระยิบระยับ นางยกมือขึ้นกุมหน้าอก ก้มหน้ากระอักเลือดออกมาเล็กน้อย ทันใดนั้นก็ทำตัวราวกับถูกไต้ยวี่ประทับร่าง เอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า
"แย่แล้ว เมื่อครู่สู้สุดกำลังเกินไป ตัวข้ากลับได้รับบาดเจ็บภายในเสียเอง จะทำอย่างไรดี
"ของวิเศษเหล่านี้ของข้า ล้วนเป็นศิษย์พี่ที่มอบให้ ยอมแพ้ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ยังไงก็สู้เขาไม่ได้อยู่แล้ว
"ข้ายอมแพ้ แค่ก แค่กๆ ศิษย์พี่รีบมาพยุงข้าที"
มุมปากของหลี่ผิงอันกระตุกเล็กน้อย มู่หนิงหนิงผู้บอบบางกะพริบตาปริบๆ ให้เขา ด้านข้างมีศิษย์พี่หญิงศิษย์น้องหญิงที่นัดแนะกันไว้แล้วเดินเข้าไปพยุง บนลานประลองเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วและเสียงหัวเราะไม่ขาดสาย
บรรดาเซียนต่างก็อมยิ้มขำ เซียนที่ชอบเรื่องสนุกสนานเริ่มส่งเสียงพูดคุยถึงเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของบรรดาศิษย์ตัวน้อยกันแล้ว
หลี่ผิงอัน ทะลวงเข้าสู่ศึกทำเนียบปฐพีด้วยฐานะอันดับหนึ่งของทำเนียบมนุษย์! นอกสนาม มือใหญ่ข้างหนึ่งค่อยๆ ลดระดับลง ตบลงบนไหล่ของหลี่ต้าจื้อที่กำลังมีรอยยิ้มของบิดาผู้เมตตาประดับอยู่บนใบหน้า