พลังอานุภาพของปีศาจในชั้นแรก หลินจิ้งกลับไม่รู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อย คำวิจารณ์ของเขาก็คือสู้โอสถลวงวิญญาณไม่ได้ด้วยซ้ำ
เขาก้าวเดินไปข้างหน้า มุ่งสู่บันไดทางขึ้นชั้นสอง รอคอยให้แสงพุทธะสาดส่องลงมาอาบไล้เพื่อเสริมสร้างจิตใจให้แข็งแกร่ง
ทว่าเขารออยู่นาน ฝีเท้าก็ยิ่งก้าวช้าลง แสงพุทธะที่ว่ากลับไม่ปรากฏขึ้นมา ในทางกลับกัน กำแพงของชั้นนี้กลับแผ่ซ่านคลื่นพลังปีศาจออกมามากขึ้น ทำให้หลินจิ้งต้องขมวดคิ้ว
กระรอกใบสนก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ มันมุดออกมาจากหมวกนักบวชแล้วสะกิดหลินจิ้ง ทำไมถึงไม่เหมือนกับที่ท่านผู้เฒ่าโม่อธิบายไว้ล่ะ? แล้ววาสนาล่ะ? คงไม่ใช่ว่าปากอัปมงคลของหลินจิ้งจะทักแม่นหรอกนะ ที่ว่าพวกเขามาถึงปุ๊บก็เกิดเรื่องปั๊บ
ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด...
หลินจิ้งลังเล ถอยหลังไปเล็กน้อย พลางคิดว่าควรจะกลับไปก่อนดีหรือไม่
ตอนนี้เขาลองคิดดูแล้ว การบำเพ็ญเพียรยังไงก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป ก้าวไปทีละก้าวอย่างมั่นคงถึงจะดีที่สุด
"กลับกันเถอะ"
กระรอกใบสนแสดงความเห็นด้วย พอพูดจบหลินจิ้งก็หันหลังเดินกลับไป พร้อมกับกดข่มความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองเอาไว้จนมิด
น่าเสียดายที่ในที่สุดความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้น พลังปีศาจที่แผ่ซ่านออกมาได้ควบแน่นกลายเป็นงูตัวหนึ่ง เพียงแต่งูตัวนี้... ตัวเล็กราวกับปลาไหลโคลน มีท่าทางอ่อนแอถึงขีดสุด ราวกับว่าวินาทีต่อไปก็จะขาดใจตายอย่างไรอย่างนั้น
"ไต้ซือโปรดรั้งรอด้วย!" ปลาไหลโคลนดำตะโกนลั่น
หลินจิ้งหยุดฝีเท้าที่แข็งทื่อ มองไปยังปลาไหลโคลนดำด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม
ไต้ซือ?
ข้าเนี่ยนะ?
หลินจิ้งครุ่นคิดในใจ
เขาเอ่ยหยั่งเชิง "ผ่านไปหลายปีเพียงนี้ ดูเหมือนว่าจะถึงเวลาเสริมความแข็งแกร่งให้ผนึกของเจดีย์องค์นี้เสียที"
"ไต้ซือ!" ปลาไหลโคลนดำสะดุ้งตกใจ "ปีศาจน้อยรู้สำนึกผิดแล้ว โปรดให้โอกาสปีศาจน้อยได้กลับตัวกลับใจด้วยเถิด!"
"ผนึกของเจดีย์ยังคงแน่นหนามาก! เป็นปีศาจน้อยที่ต้องยอมจ่ายค่าตอบแทนอย่างมหาศาล แสนสาหัส และไม่อาจกอบกู้คืนมาได้... ถึงได้เล็ดลอดจิตสำนึกออกมาเพียงน้อยนิด ไม่สามารถสร้างผลกระทบใดๆ ได้เลยขอรับ"
"ถูกผนึกไว้ที่นี่มาหลายปี ปีศาจน้อยสำนึกผิดอย่างจริงใจแล้ว ขอร้องไต้ซือโปรดคลายผนึกพุทธะ ข้าน้อยยินดีรับไต้ซือเป็นเจ้า กลายเป็นทาสปีศาจ ติดตามรับใช้ข้างกายเพื่อกลับตัวกลับใจใหม่"
หลินจิ้งจ้องมองมันด้วยสายตาเย็นชา สีหน้าเริ่มโอหังขึ้นเรื่อยๆ
"ปีศาจบังอาจ ยังกล้ามาล่อลวงจิตใจคนอีก!"
"นี่ไม่เหมือนความจริงใจที่เจ้าสำนึกผิดแล้วเลยนะ"
กระรอกใบสนใจเต้นระรัวอยู่ในหมวก ผู้ควบคุมอสูร เจ้ากำลังทำอะไรอยู่เนี่ย?
"อ๊ะ!" ปีศาจตนนั้นตัดใจเอ่ยว่า "ปีศาจน้อยเข้าใจแล้ว ยินดีบอกสถานที่ซ่อนสมบัติในอดีต เพื่อแสดงความจงรักภักดี"
หลินจิ้งพอได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกว่าในเรื่องนี้ต้องมีความลับซ่อนอยู่อย่างแน่นอน จึงมองงูปีศาจด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
"สถานที่ซ่อนสมบัติของปีศาจน้อย อยู่ตรงรอยต่อระหว่างแดนรกร้างกับแดนนภา 'ภูเขาเทียนอิน' ทว่า ทางเข้าที่ซ่อนสมบัติมีเพียงข้าเท่านั้นที่เปิดได้ ไต้ซือสามารถไปค้นหาดูได้ หากหาพบ ก็สามารถมารับข้าเป็นทาสรับใช้ ปีศาจน้อยยินดีมอบสิ่งที่ได้จากถ้ำสวรรค์ให้ทั้งหมด!"
หลินจิ้งยังไม่ทันเอ่ยปาก จู่ๆ แสงพุทธะสีทองสายหนึ่งก็สาดทะลุกำแพงเจดีย์สูงที่ถูกห่อหุ้มด้วยคลื่นพลังปีศาจ ส่องสว่างไปทั่วทั้งชั้นของเจดีย์พุทธะจากทุกทิศทาง
พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของงูปีศาจ เงาร่างสายหนึ่งก็ควบแน่นขึ้นท่ามกลางแสงพุทธะ
เป็นนักบวชหนุ่มชุดขาวที่หน้าตาหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาผู้หนึ่ง
เขามองไปยังงูปีศาจที่ดูเหมือนปลาไหลโคลนดำ แล้วมองไปยังหลินจิ้ง พลางครุ่นคิดเล็กน้อย
"ท่าน ท่าน ท่าน..." ปลาไหลโคลนดำพอเห็นนักบวชชุดขาวผู้นี้ก็มีสีหน้าตื่นตระหนก ทว่านักบวชผู้นี้กลับเพียงแค่ถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า "ผ่านไปหลายปีเพียงนี้ งูเสวียนอมตะ การรับรู้ของเจ้ากลับถดถอยลงไปมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ"
"สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงไปตั้งมากมาย เพียงเพื่อจะปล่อยจิตสำนึกออกมาน้อยนิด เพื่อขอความช่วยเหลือจาก 'ไต้ซือ' ที่จำแลงกายมาจาก 'ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเลี่ยนชี่ (รวบรวมลมปราณ)' งั้นหรือ?"
"หากให้ราชันย์ปีศาจใต้บังคับบัญชาของเจ้าในอดีตล่วงรู้เข้า ไม่รู้ว่าจะหัวเราะเยาะเจ้าเช่นไร"
เมื่อนักบวชชุดขาวกล่าวจบ ปลาไหลโคลนดำก็ชะงักงัน มันมองพินิจหลินจิ้งอย่างละเอียด แต่ก็ยังมองสิ่งใดไม่ออกอยู่ดี
เป็นนักบวชชุดขาวที่สะบัดมือ พลังปราณวิถีมายาที่ปกคลุมร่างของพวกหลินจิ้งเอาไว้ถึงได้สลายไป
เมื่อเห็นไต้ซือผู้บรรลุธรรมที่เคยมีอิทธิฤทธิ์ไร้ขอบเขตกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายควบคุมอสูรที่ยังเยาว์วัย ปลาไหลโคลนดำก็กลิ้งตัวไปมาในแอ่งน้ำอย่างไม่ทันตั้งตัว บรรยากาศในบริเวณนั้นเงียบสงัดราวกับป่าช้า
"ผู้บำเพ็ญเพียรสำนักพิชิตอสูร..."
"ขั้นเลี่ยนชี่..."
"อ๊ากกกกกกกกก!" ปลาไหลโคลนดำเดือดดาลขึ้นมาทันที มันโกรธแค้นจนถึงขีดสุด มองหลินจิ้งที่มีสีหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ แล้วตะโกนลั่น "สำนักพิชิตอสูรบัดซบ บัดซบเอ๊ย เจ้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรวิถีควบคุมอสูร จะมาฝึกวิถีมายาหาหอกอะไร!! ทำให้ข้าโมโหแทบตายแล้ว!"
"บัดซบ ไอ้เด็กบัดซบ เจ้ารอก่อนเถอะ รอข้าออกไปได้เมื่อไหร่ ข้าจะสับร่างเจ้าเป็นหมื่นๆ ชิ้น จะทำลายล้างสำนักพิชิตอสูรของเจ้าให้สิ้นซาก!"
มันตะโกนลั่น ก่อนจะถูกแสงพุทธะสายหนึ่งชำระล้างจนสลายไป ทิ้งไว้เพียงหลินจิ้งที่มีสีหน้าใสซื่อบริสุทธิ์
สวรรค์เป็นพยานได้ เขาบริสุทธิ์ใจมาก นอกจากการคุยกับปีศาจเฒ่าตนนี้ไปสองสามประโยค เขาก็เป็นผู้เสียหายอย่างแท้จริง ไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด
ความแค้นอาฆาตมากมายมหาศาลของอีกฝ่าย มันมาจากไหนกันนะ?
"ที่มันตัดสินใจสู้สุดชีวิต ก็เป็นเพราะกลิ่นอายพุทธะที่เจ้าจำแลงกายมา อย่างไรเสียผนึกเจดีย์องค์นี้ ก็ต้องใช้วิถีแห่งพุทธะถึงจะคลายออกได้" นักบวชชุดขาวเอ่ย
"ไต้ซือที่เจ้าจำแลงกายมานั้นมีอิทธิฤทธิ์สูงส่ง ทำให้มันมองเห็นความหวังที่จะทำลายผนึก อย่างไรเสียรูปลักษณ์ที่เจ้าจำแลงมา ก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายพุทธะคนที่สองที่เข้ามาในเจดีย์องค์นี้ในรอบหลายปีที่ผ่านมา"
"ผู้น้อยศิษย์สำนักพิชิตอสูรหลินจิ้ง คารวะผู้อาวุโสขอรับ" หลินจิ้งอยากจะตบหน้าตัวเองสักสองฉาด ไม่รู้จะแปลงกายเป็นหลวงจีนฟาไห่หาอะไร
"ไม่ต้องตื่นเต้นไป"
"ศิษย์สำนักพิชิตอสูรถึงกลับฝึกฝนวิชามายาที่ลึกล้ำเช่นนี้ได้ ดูเหมือนว่าโลกภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย... นี่คือจิตสำนึกเสี้ยวหนึ่งของข้า ข้าผนึกจิตสำนึกเอาไว้ที่นี่ ก็เพื่อรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ในวันนี้นี่แหละ"
"เมื่อหลายพันปีก่อนมันก็เป็นมหาปีศาจที่ไม่เกรงกลัวฟ้าดินตนหนึ่ง ไม่คิดเลยว่าเวลานี้เพื่อจะทำลายผนึก กลับตกต่ำถึงขั้นน่าเวทนาเช่นนี้ ถึงกับต้องคลานมาขอความช่วยเหลือจากผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเลี่ยนชี่" นักบวชชุดขาวรู้สึกขบขัน
หลินจิ้งพูดไม่ออก ไม่ว่าใครที่ถูกผนึกมาหลายพันปี ก็ต้องเป็นบ้ากันทั้งนั้นแหละ
ขนาดลิงยังถูกทับไว้แค่ 500 ปีเองนะ
"สหายตัวน้อย ตอนนี้มีข่าวดีเรื่องหนึ่ง ข่าวร้ายเรื่องหนึ่ง เจ้าอยากฟังเรื่องใดก่อน?" นักบวชชุดขาวยิ้มถามต่อ
หลินจิ้งใจกระตุก มีลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก
"ผู้อาวุโส ข่าวร้ายคืออันใดหรือขอรับ?"
"ข่าวร้ายคือข้าผนึกจิตสำนึกนี้ไว้ในเจดีย์พุทธะ ผนึกนี้กับเจดีย์ถือเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อจิตสำนึกของข้าถูกคลายผนึก ก็หมายความว่าโครงสร้างผนึกทั้งหมดของเจดีย์พุทธะจะเริ่มคลายตัว ประสิทธิภาพในการผนึกปีศาจก็จะแย่ลงเรื่อยๆ"
"แผนสำรองนี้ เดิมทีตั้งใจจะให้มันทำงานในอีกเนิ่นนานหลังจากนี้ เมื่อมันมีความสามารถในการทำลายผนึกได้อย่างแท้จริง ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเพราะวิชาจำแลงกายที่ทำให้ทั้งสามฝ่ายต้องมาตกใจกันไปเองเสียได้" นักบวชชุดขาวส่ายหน้า เป็นผลลัพธ์ที่ไม่ได้คาดคิดเอาไว้เลย
หน้าของหลินจิ้งดำทะมึน
สรุปว่า เจดีย์สะกดอสูรผนึกกำลังจะคลายตัวจริงๆ งั้นหรือเนี่ย?
"นั่นเป็นเรื่องของอีกหลายสิบปีให้หลัง เจ้าไม่ต้องโทษตัวเองหรือกังวลไปหรอก เพียงแค่นำเรื่องไปรายงานสำนักตามความจริงก็พอ"
"แม้ความสามารถของมันจะแปลกประหลาดและฆ่าให้ตายยาก แต่ระดับตบะก็ไม่สูงนัก สามารถสะกดเอาไว้ได้ง่ายมาก มีกองปราบอสูรอยู่ทั้งคน ไม่เป็นอันใดหรอก"
"บางทีเจ้าอาจจะอยากฟังข่าวดีด้วย" นักบวชชุดขาวกล่าว "เมื่อครู่ที่งูเสวียนอมตะเปิดเผยเรื่อง 'ขุมทรัพย์' นั่นเป็นเพราะในอดีตมันเคยหลงเข้าไปในถ้ำสวรรค์ สังหารผู้มีพรสวรรค์ของสำนักใหญ่ต่างๆ และได้เมล็ดพันธุ์พืชวิเศษมาหลายเมล็ดจากถ้ำสวรรค์"
"ปีนั้นที่มันถูกสำนักใหญ่ต่างๆ ล้อมปราบ นอกจากจะเป็นเพราะมันสร้างความเดือดร้อนไปทั่วแล้ว ยังเป็นเพราะสำนักใหญ่เหล่านั้นอยากได้ของจากถ้ำสวรรค์ที่อยู่ในมือมัน ปีนั้นไม่ว่าอย่างไรมันก็ไม่ยอมปริปาก แต่วันนี้กลับยอมอ่อนข้อให้ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเลี่ยนชี่อย่างเจ้า เมื่อรู้ว่าถูกหลอกจึงเกิดความโกรธแค้นมหาศาล ก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลแล้ว"
โกรธไปเถอะ โกรธไปเลย หลินจิ้งไม่สนใจแล้ว อย่างไรเสียก็ไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้ว
"ข่าวคราวเรื่องสถานที่ซ่อนสมบัตินี้ สำหรับสำนักพิชิตอสูรของเจ้า อาจจะมีประโยชน์อยู่บ้าง เพียงแต่ไม่รู้ว่าข้อมูลจริงหรือเท็จ เรื่องนี้พวกเจ้าต้องไปแยกแยะกันเอาเอง" นักบวชชุดขาวกล่าว
"ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะขอรับ" หลินจิ้งสูดลมหายใจเข้าลึก ขอเพียงไม่ใช่เรื่องร้ายทั้งหมดก็พอ อย่างไรเสียทางฝั่งนั้น หวัง... ปรมาจารย์ป้าเทียนก็ดูดุร้ายไม่เบา
"ที่สหายตัวน้อยเข้ามาในเจดีย์สะกดอสูร คงเป็นเพราะแสงพุทธะ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จะปล่อยให้พวกเจ้ามาเสียเที่ยวไม่ได้ แสงพุทธะนี้คืออิทธิฤทธิ์โอสถพุทธะของข้า มีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างจิตใจให้แข็งแกร่งได้จริงๆ ข้าเห็นว่าสหายตัวน้อยมีวาสนากับวิถีพุทธของเรา หากไม่รังเกียจ ข้าจะมอบวาสนาให้สหายตัวน้อยสักครา ถือเป็นวาสนาที่เราได้พานพบกัน"
นักบวชหนุ่มเอ่ยพลางเผยรอยยิ้ม โดยไม่รอฟังคำตอบของหลินจิ้งและกระรอกใบสน เขาก็สาดแสงพุทธะลงมาปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ