ตลอดทั้งเช้า เจียงเซี่ยใช้เวลาไปกับความมึนงงสับสน
เขาไม่ได้ฟังสิ่งที่ครูสอนเลยแม้แต่น้อย และดูเหมือนว่าตัวเขาเองก็ไม่มีความจำเป็นต้องตั้งใจเรียนอีกต่อไปแล้ว
เวลา 11:40 น. ตอนเที่ยง เสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น ครูสอนคณิตศาสตร์ลากยาวไปอีกห้านาทีถึงยอมปล่อยให้เลิกเรียน
ทันทีที่ครูก้าวเท้าออกจากห้องเรียน หวังเฟยที่นั่งอยู่ด้านหลังก็เดินเข้ามาโอบไหล่เจียงเซี่ย "ไป ไปกินข้าวด้วยกัน"
หวังเฟยมีใบหน้าสดใส ร่างกายแผ่กลิ่นอายความเป็นชายชาตรี มองจากภายนอกดูไม่ออกเลยว่ามีอะไรผิดปกติ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า ตอนนี้ประสาทการรับกลิ่นของเจียงเซี่ยถึงได้ไวเป็นพิเศษ เขาได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่แทบจะสังเกตไม่เห็นโชยมาจากตัวหวังเฟย
"เจียงเซี่ย ไปกินข้าวกันเถอะ!" หลี่ซือถงยืนอยู่บนโพเดียมหน้าชั้นเรียน สองมือซุกอยู่ในถุงน้ำร้อนกันหนาว
พอคำพูดนี้หลุดออกมา ห้องเรียนที่เดิมทีมีเสียงจอแจก็เงียบกริบลงในพริบตา
ทุกคนมองหลี่ซือถงที่ชวนเจียงเซี่ยไปกินข้าวด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะหันไปมองเจียงเซี่ยอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
หวังเฟยโอบไหล่เจียงเซี่ยเอาไว้ดูเหมือนไม่อยากจะปล่อย เขามองหลี่ซือถงแล้วพูดติดตลก "เดี๋ยวนะหัวหน้าห้อง ฉันหูฝาดไปหรือเปล่า เธอชวนเจียงเซี่ยไปกินข้าวเนี่ยนะ?"
หลี่ซือถงไม่พูดอะไร เพียงแค่มองไปที่เจียงเซี่ย
เจียงเซี่ยตบมือที่วางอยู่บนไหล่เบาๆ แล้วพูดเสียงเบา "โทษทีนะหวังเฟย มิตรภาพลูกผู้ชายมันก็สำคัญอยู่หรอก แต่คำเชิญด้วยความจริงใจของหัวหน้าห้องฉันก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกัน"
"เชี่ย! ไม่จริงน่า อย่าบอกนะว่าพวกนายสองคนแอบกิ๊กกัน?"
พอหวังเฟยพูดประโยคนี้ออกมา ในห้องเรียนก็คึกคักขึ้นมาทันที นอกเหนือจากพวกที่คอยผสมโรงโห่ร้องแล้ว เด็กผู้ชายหลายคนที่แอบชอบหลี่ซือถงต่างก็มีสีหน้าปั้นยากสุดๆ ในเวลานี้
"หวังเฟย นาย..." หลี่ซือถงคล้ายกับจะโกรธจนอาย เธอคว้าหนังสือเรียนบนโต๊ะทำท่าจะปาใส่หวังเฟย แต่ยังไม่ทันได้ขว้างออกไป ใบหน้ากลับแดงระเรื่อขึ้นมาเสียก่อน
หวังเฟยแกล้งทำเป็นหลบซ่อนตัวอยู่หลังเจียงเซี่ย หัวเราะฮี่ๆ แล้วพูดว่า "เขินแล้วสิ หน้าแดงหมดแล้ว พวกนายสองคนต้องแอบคบกันอยู่แน่ๆ บอกมาซะดีๆ เริ่มกันตั้งแต่เมื่อไหร่?!"
"หวังเฟย นาย... นายอย่ามาพูดซี้ซั้วนะ ฉันกับเจียงเซี่ยไม่ได้มีอะไรกันสักหน่อย ก็แค่ก่อนหน้านี้ฉันพนันแพ้เขา เลยบอกว่าจะเลี้ยงข้าวเขาทั้งอาทิตย์ ฉันต้องไปรูดบัตรกินข้าวให้เขาต่างหาก!"
หลี่ซือถงรีบอธิบายอย่างลุกลี้ลุกลน ทุกคนมีท่าทีครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย ระหว่างพนันแพ้กับการที่หัวหน้าห้องคบหากับเจียงเซี่ย คนส่วนใหญ่ยินดีที่จะเชื่ออย่างแรกมากกว่า โดยเฉพาะพวกที่แอบชอบหลี่ซือถง
หยางเจี๋ยเพื่อนร่วมโต๊ะของเจียงเซี่ยดึงมือเขาไว้ ใบหน้าบูดเบี้ยวอมทุกข์ "ไม่นะ อาเซี่ย นายจะทำแบบนี้ไม่ได้! ถึงแม้ว่านายจะมีแฟนแล้ว 'พ่อ' คนนี้จะดีใจด้วยจากใจจริงก็เถอะ แต่พอเห็นว่าคนที่นายคบคือหัวหน้าห้อง มันทรมานยิ่งกว่าฆ่าฉันให้ตายเสียอีก! เลิกกันเถอะ ขอร้องล่ะเลิกกับเธอเถอะ ค่าข้าวเดือนนี้นายเดี๋ยวฉันกัดฟันเลี้ยงเองได้ไหม?"
หลี่ซือถงพูดขึ้นทันที "หยางเจี๋ย นายอย่ามาผสมโรงมั่วซั่วสิ ก็บอกแล้วไงว่าฉันกับเจียงเซี่ยไม่ได้มีอะไรกัน"
เจียงเซี่ยลูบหัวหยางเจี๋ยราวกับลูบหัวลูกชายแสนดี แล้วพูดเสียงเบา "รอให้ 'พ่อ' จีบเธอติดจริงๆ ก่อนเถอะ แล้วจะแนะนำเพื่อนสนิทเธอให้แก"
บนสนามกีฬากลางแจ้ง เจียงเซี่ยและหลี่ซือถงเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันไป
พูดตามตรง ตอนที่สัมผัสได้ถึงสายตาอิจฉาริษยาที่ส่งมาจากรอบข้าง ในใจของเจียงเซี่ยก็รู้สึกลอยๆ อยู่บ้าง
"เธอไม่ได้บอกเหรอว่าอย่าให้คนอื่นรู้ความสัมพันธ์ของเราง่ายๆ น่ะ?"
น้ำเสียงของหลี่ซือถงเปลี่ยนไปอีกครั้ง เต็มไปด้วยกลิ่นอายความเผด็จการ "นายคิดว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ ฉันช่วยชีวิตนายไว้นะรู้หรือเปล่า?"
"ช่วยชีวิตฉัน? เธอหมายถึงหวังเฟยเหรอ?"
หลี่ซือถงกล่าวเสียงขรึม "ฉันเดาว่า นายถูกเขาหมายหัวเข้าให้แล้ว"
เจียงเซี่ยไม่เข้าใจ "ถูกเขาหมายหัว? ฉันไม่ใช่คนปกติแล้วนะ ทำไมถึงยังถูกเขาหมายหัวอีก?"
"พวกผู้ตื่นรู้ 'ลำดับเทพ' ที่ในหนึ่งแสนคนอาจจะไม่มีโผล่มาสักคนนึงนั่นน่ะ คนพวกนั้นส่วนใหญ่มักจะเรียกพวกเราว่า 'สายพันธุ์มาร'!"
หลี่ซือถงยังคงพูดต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยราวกับคุณครู พยายามบอกสิ่งที่ตัวเองรู้ให้เจียงเซี่ยฟังมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ดูเหมือนว่าพวกเราทุกคนจะเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน แต่ความจริงแล้วถ้าแยกย่อยลงไป ยังมีอีกหลายประเภท หวังเฟยก็คือหนึ่งในพวกนอกคอก พวกเราเรียกคนแบบเขาว่า 'อี้หมัว'! นอกจากเขาจะลงมือกับคนปกติได้เหมือนพวกเราแล้ว เขายังสามารถลงมือกับเผ่าพันธุ์เดียวกันอย่างพวกเราได้ด้วย ซ้ำเผ่าพันธุ์เดียวกันอย่างพวกเรา ยังให้สารอาหารแก่เขาได้มากกว่ามนุษย์ปกติหลายเท่านัก!"
ดวงตาของเจียงเซี่ยทอประกายวาบ!
เดี๋ยวก่อน!
หลี่ซือถงพูดถึงผู้ตื่นรู้ "ลำดับเทพ"!
ข้อมูลชุดนั้นในหัวของเขา คำนำหน้าก็คือ "ลำดับเทพ" ไม่ใช่หรือไง?
"ดูเหมือนจะแน่ใจได้แล้วว่า ฉันจัดอยู่ในกลุ่มผู้ตื่นรู้ เป็นสายลับที่แฝงตัวอยู่ท่ามกลางสัตว์ประหลาดพวกนี้!" เจียงเซี่ยคิดในใจ เมื่อแน่ใจว่าตัวเองไม่ใช่สัตว์ประหลาดแต่เป็นผู้ตื่นรู้ จิตใจของเจียงเซี่ยก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาไม่น้อย
เมื่อรู้ซึ้งดีว่าสถานะสายลับจะถูกเปิดเผยไม่ได้ เจียงเซี่ยจึงตีหน้าตายแล้วพูดว่า "เพราะงั้นเธอเลยเตือนฉันล่วงหน้าว่าหวังเฟยอันตราย... แต่พวกเราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันนะ กระต่ายยังไม่กินหญ้าใกล้รังเลย..."
"อย่าไร้เดียงสาไปหน่อยเลย!" หลี่ซือถงมองเจียงเซี่ยด้วยสีหน้าจริงจัง "นายจำเอาไว้ พวกเราไม่ใช่มนุษย์ปกติอีกต่อไปแล้ว นิสัยและอารมณ์ความรู้สึกมันต่างจากคนปกติไปตั้งนานแล้ว หวังเฟยมีน้องชายคนหนึ่ง นายรู้ใช่ไหม?"
"รู้!"
"น้องชายเขาก็เหมือนกับเขานั่นแหละ เป็นสายพันธุ์มารเหมือนกัน แต่น้องชายเขาจู่ๆ ก็ตายไปเมื่อสองอาทิตย์ก่อน นายคิดว่าถูกใครฆ่าล่ะ?"
รูม่านตาของเจียงเซี่ยหดเกร็ง "เธอหมายความว่า..."
"แน่นอน ฉันก็แค่เดาเอา สำหรับพวกเราแล้ว ถ้าไม่ใช่นิสัยที่สุดโต่งจนเกินไป ก็คงไม่ลงมือกับคนใกล้ตัวหรอก..." หลี่ซือถงพูดพลางส่ายหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "แต่สำหรับหวังเฟยนี่พูดยาก... เขาเป็นคนที่สุดโต่งที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา สำหรับเขาแล้ว นายคือเผ่าพันธุ์เดียวกันที่เพิ่งเข้ามาใหม่ พลังยังไม่แข็งแกร่งเท่าไหร่ เลยยิ่งลงมือได้ง่ายกว่า!"
พอคิดถึงตอนที่นั่งเรียนแล้วมีคนนั่งอยู่ข้างหลัง จ้องมองตัวเองด้วยสายตาเหมือนมองอาหาร เจียงเซี่ยก็ถึงกับขนลุกซู่
คิดๆ ดูก็จริง จะมีกระต่ายไม่กินหญ้าใกล้รังที่ไหนกัน เมื่อคืนหลี่ซือถงก็เพิ่งจะลงมือกับสวีคุนไปไม่ใช่หรือไง?
เจียงเซี่ยถามอีก "ผู้ตื่นรู้ที่เธอพูดถึงน่ะ... ถ้าเป็นไปตามในนิยาย พวกเขาก็น่าจะเป็นฝ่ายธรรมะ ส่วนพวกเราเป็นฝ่ายอธรรมใช่ไหม?"
"จะแยกฝ่ายธรรมะฝ่ายอธรรมไปมีความหมายอะไร สุดท้ายก็ทำไปเพื่อเอาชีวิตรอดทั้งนั้นแหละ" หลี่ซือถงพูดต่อ "อีกไม่นาน โลกใบนี้จะต้องวุ่นวายครั้งใหญ่แน่ สิ่งที่พวกเราต้องทำก็คือ ก่อนที่เวลานั้นจะมาถึง ต้องพยายามแข็งแกร่งขึ้นให้ได้มากที่สุด!"
เจียงเซี่ยพยักหน้า ก่อนจะถามอีก "เธอเป็นแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว?"
"บอกได้แค่ว่า ตอนที่ฉันกลายเป็นแบบนี้ กลิ่นอายของเผ่าพันธุ์เดียวกันรอบๆ ตัวยังน้อยมาก" หลี่ซือถงพูดพลางหัวเราะ ก่อนจะขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเจียงเซี่ยเบาๆ "บอกไว้ก่อนเลยนะ ฉันก็เป็นอี้หมัวเหมือนกัน!"
ในหัวของเจียงเซี่ยดังวิ้ง สีหน้าแข็งค้าง!
มาบอกฉันว่าหวังเฟยอันตราย แล้วเธอไม่อันตรายเหมือนกันหรือไง?
เมื่อเห็นสีหน้าที่แข็งทื่อของเจียงเซี่ย หลี่ซือถงก็หัวเราะคิกคัก น้ำเสียงยั่วยวน "เอาล่ะที่รัก อย่ากลัวไปเลย ถ้าฉันอยากทำร้ายนาย นายคงตายไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ฉันชอบนายจริงๆ นะ แค่นายเชื่อฟังฉัน อย่าทำให้ฉันไม่พอใจ ฉันก็จะปกป้องนายอย่างดีเลยล่ะ"
เมื่อมองดูสีหน้าของหลี่ซือถงที่ราวกับพวกยันเดเระ เจียงเซี่ยก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง เขาเริ่มรู้สึกว่านิสัยของหลี่ซือถงต่างหากที่สุดโต่งที่สุด!
ข่าวดี: แฝงตัวเข้าไปในดงศัตรูได้สำเร็จแล้ว
ข่าวร้าย: มีแฟนสาวโรคจิตสติแตกอยู่หนึ่งคน
ในโรงอาหาร หลังจากรูดบัตรซื้อข้าวให้เจียงเซี่ยเสร็จ หลี่ซือถงก็เดินไปนั่งกับเพื่อนสนิทห้องข้างๆ ของเธอ
ถึงแม้อาหารในปากจะกินไม่อิ่มท้อง แต่เจียงเซี่ยก็ยังคงกินเอาๆ คำโต
สมมติว่ารอบตัวพวกเขามีผู้ตื่นรู้อยู่ แล้วสังเกตเห็นว่าเขากินอะไรก็ไม่อิ่ม ดีไม่ดีอาจจะมองว่าเขาเป็นมอนสเตอร์แล้วจัดการฟาร์มเขาซะเลยก็ได้
ถึงเวลานั้น การจะไปบอกผู้ตื่นรู้ที่คิดจะฆ่าเขาว่าตัวเองเป็นสายลับก็ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์ ในเมื่อตัวเองมีสภาพเหมือนกับสายพันธุ์มารทุกประการ แถมยังกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดได้จริงๆ อีก ใครเขาจะไปเชื่อล่ะ?
"และห้ามให้พวกสายพันธุ์มารรอบตัวรู้เด็ดขาดว่าฉันเป็นผู้ตื่นรู้ หลี่ซือถงบอกเองนี่นา ว่าเมื่อเทียบกับคนปกติแล้ว ผู้ตื่นรู้สามารถให้สารอาหารกับพวกมันได้มากกว่าและอุดมสมบูรณ์กว่า ถ้าสถานะผู้ตื่นรู้ถูกเปิดเผยออกไป ใครจะไปรู้ว่าจะมีสายพันธุ์มารมากแค่ไหนแห่กันมาเพื่อจับฉันทำเป็นอาหารมื้อใหญ่"
"พอคิดดูแล้ว การเป็นสายลับของฉันนี่มันบัดซบจริงๆ! หันซ้ายหันขวาก็ไม่ใช่คนเลยนี่หว่า?"
"ลำดับเทพ 001 สายลับ... มองเผินๆ เหมือนให้ฉันเป็นสายลับ แต่ความจริงแล้ว นี่น่าจะเป็นพลังอย่างหนึ่งของฉัน ที่สามารถทำให้กลายเป็นเหมือนกับสายพันธุ์มารได้ทุกประการ"
นี่คือการวิเคราะห์เบื้องต้นของเจียงเซี่ยเกี่ยวกับข้อมูลในหัวของตัวเองในตอนนี้ เพียงแต่ไม่รู้ว่านอกเหนือจากทำให้เขากลายเป็นเหมือนสายพันธุ์มารได้ทุกประการแล้ว ยังมีประโยชน์อะไรอย่างอื่นอีกไหม
เจียงเซี่ยไม่ได้รู้สึกว่าการที่ตัวเองสามารถกลายเป็นเหมือนสายพันธุ์มารได้จะเป็นเรื่องดี เพราะเขาก็ต้องทำเหมือนกับพวกมัน คือต้องลงมือกับคนปกติถึงจะกินอิ่มได้ แต่นิสัยของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เขารับไม่ได้ทั้งทางจิตใจและร่างกาย
เจียงเซี่ยยัดข้าวและกับข้าวเข้าปากคำโต ถึงแม้จะกินไม่อิ่ม แต่รสชาติก็หอมอร่อยดีจริงๆ พอจะให้คุณค่าทางจิตใจกับเขาได้บ้าง ความรู้สึกที่ต่อให้กินเข้าไปมากแค่ไหนแต่ท้องก็ยังคงหิวโหยอยู่ตลอดเวลานี้ ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองสามารถไปลงแข่งกินจุได้สบายๆ ตราบใดที่ไม่กลัวว่าท้องจะแตกตายไปเสียก่อน
โรงอาหารมีสองชั้น บนและล่าง มีนักเรียนมากินข้าวไม่ต่ำกว่าสองพันคน บางทีอาจจะเป็นเพราะพลังยังอ่อนแอเกินไป หากอยู่ห่างกันมากเจียงเซี่ยก็จะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเผ่าพันธุ์เดียวกัน แต่ตราบใดที่มีเผ่าพันธุ์เดียวกันปรากฏตัวในรัศมีร้อยเมตร เขาก็จะสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน
นักเรียนสองพันกว่าคน เผ่าพันธุ์เดียวกันที่เขาค้นพบในตอนนี้ เมื่อนับรวมหลี่ซือถงกับหวังเฟยเข้าไปด้วย จำนวนก็ปาเข้าไปสิบกว่าคนแล้ว
สิบคน ถ้าความถี่ในการกินอาหารอยู่ที่ครึ่งเดือนต่อครั้ง ในหนึ่งเดือนก็จะมีคนตกเป็นเหยื่ออย่างน้อยยี่สิบคน ถ้าเป็นสัปดาห์ละครั้งล่ะก็...
นี่เป็นแค่โรงเรียนมัธยมซิงเหอหมายเลขหนึ่งเท่านั้น และเป็นเพียงแค่สิ่งที่เขาเห็นในตอนนี้ ส่วนเมืองซิงเหอทั้งเมืองที่มีประชากรเกือบสิบล้านคน ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะมีเผ่าพันธุ์เดียวกันอยู่มากแค่ไหน
"หลี่ซือถงพูดถูก โลกใบนี้ไม่ช้าก็เร็วจะต้องเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ บางทีตอนนี้อาจจะกำลังใกล้ถึงจุดแตกสลายแล้ว เพียงแต่น่าจะมีคนกลุ่มหนึ่ง ที่กำลังพยายามรักษากฎระเบียบเอาไว้อยู่"
"สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนในตอนนี้คือ วิธีการแข็งแกร่งขึ้นของฉันคืออะไร จากที่หลี่ซือถงบอก สายพันธุ์มารอย่างพวกเธอ อาศัยการดูดซับสารอาหารจากมนุษย์ปกติเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง"
"วิธีแข็งแกร่งของฉันคงไม่ใช่แบบนี้หรอกมั้ง ถ้าเป็นงั้นมันจะต่างห่าอะไรกับสายพันธุ์มารล่ะ?"
แม้ในหัวจะมี 【ลำดับเทพ 001 — สายลับ】 แต่ตอนนี้เจียงเซี่ยแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าตกลงแล้วตัวเองเป็นคนหรือเป็นผีกันแน่
"ถ้าฉันจัดอยู่ในกลุ่มผู้ตื่นรู้ งั้นวิธีแข็งแกร่งขึ้นของฉัน ก็น่าจะเหมือนกับพวกผู้ตื่นรู้สิ?"
"นอกเหนือจากนั้น ก็คือมีวิธีอื่นที่จะทำให้ฉันกินอิ่มท้องได้ไหม ยังไงซะฉันก็ไม่ใช่สายพันธุ์มารจริงๆ สักหน่อย เป็นแค่สายลับเท่านั้น"
เวลา 21:00 น. ตอนกลางคืน คาบเรียนทบทวนบทเรียนภาคค่ำเลิกเรียน
เจียงเซี่ยขึ้นรถบัสที่หน้าประตูโรงเรียน มุ่งหน้าไปยังที่พักปัจจุบันของน้องสาว เมื่อเทียบกับตัวเองแล้ว ตอนนี้เขาเป็นห่วงครอบครัวมากกว่า
แต่ทันทีที่เขาก้าวเท้าขึ้นรถบัสแล้วหาที่นั่งลง หวังเฟยก็เดินตามขึ้นมาด้วย
ทั้งที่ทางกลับบ้านของหมอนั่น ไม่ใช่รถบัสสายนี้เลยสักนิด!