ทายถูกแฮะ... จางหยวนชิงโล่งใจขึ้นเล็กน้อยอันที่จริงหลังจากสำรวจศาลเจ้าแม่ภูเขาเสร็จและจัดการซอมบี้ได้ ทางเข้าถ้ำก็จะเปิดออก แต่รุ่นพี่ทีมก่อสร้างดันหยิบวัชระปราบมารไปก่อนหน้านั้นเสียแล้วหากมองรายละเอียดตรงนี้ไม่ออกแล้วนำวัชระปราบมารมาคืน เขาคงต้องติดแหง็กอยู่ตรงนี้ไปตลอดกาลแน่จางหยวนชิงรอคอยอย่างอดทน เขาเกร็งประสาทสัมผัสอย่างเงียบงัน รวบรวมสมาธิ ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย เพราะเบื้องล่างของถ้ำอาจมีต้นตอที่ทำให้ศาลเจ้าแม่ภูเขาต้องเสื่อมโทรมลงซ่อนอยู่ผ่านไปพักใหญ่ เมื่อเห็นว่าปากถ้ำที่ถล่มลงมาไม่มีความผิดปกติใดๆ เขาจึงเรียก 'รองเท้าเต้นรำสีแดง' ออกมาอีกครั้ง เปิดใช้งานร่างที่สองให้มันสวมทับเท้าแทนรองเท้าวิ่งจากนั้นก็เดินไปที่หน้าถ้ำอันมืดมิดลึกล้ำ แล้วกระโดดลงไปเบาๆตุบ... ฝ่าเท้าของเขาสัมผัสพื้นอย่างรวดเร็ว รองเท้าเต้นรำสีแดงช่วยดูดซับแรงกระแทกจากการร่วงหล่นให้เขาจางหยวนชิงหาวัชระปราบมารจนเจอในกองเศษหิน เขาก้มลงเก็บมันขึ้นมา และกลับมาครอบครองไอเทมอันทรงพลังชิ้นนี้อีกครั้งเมื่อมีรองเท้าเต้นรำสีแดงกับวัชระปราบมาร เขาก็มั่นใจว่าสามารถรับมือกับอันตรายในถ้ำได้โดยตรงแสงเทียนส่องลอดลงมาจากด้านบน ส่องสว่างได้ในวงจำกัด เบื้องหน้าคือโถงทางเดินอันมืดมิดไร้สรรพเสียง เต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้จักในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การคลำทางเดินฝ่าความมืดไปเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลยจางหยวนชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเบนสายตาไปมองไอเทมในมือคำอธิบายไอเทมระบุไว้ว่า นี่คือไอเทมที่แฝงไปด้วยพลังแห่งเทพสุริยัน หากสังเวยด้วยเลือดสดๆ ก็จะได้รับพลังศักดิ์สิทธิ์นั้นมาพลังแห่งเทพสุริยันของแท้ ก็น่าจะขับไล่ความมืดมิดและนำพาแสงสว่างมาให้ได้ใช่ไหม?คุ้มค่าที่จะลองดู จะมีก็แค่ 'หมายเหตุ' ในคำอธิบายคุณสมบัติที่ทำเอาใจคอไม่ค่อยดี... จางหยวนชิงพ่นลมหายใจออกมายืดยาวไร้เสียง แล้วปักหนามแหลมสามเหลี่ยมอันคมกริบลงบนต้นขาของตัวเองความเจ็บปวดแหลมปรี๊ดแล่นพล่าน เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมา แต่มันไม่ได้ไหลย้อยลงไปตามขากางเกง กลับกลายเป็นเส้นเลือดสายเล็กๆ พุ่งเข้าไปในไอเทมทองเหลืองชิ้นนี้จางหยวนชิงสัมผัสได้เพียงพลังอันอบอุ่นขุมหนึ่งที่ทะลักล้นออกมาจากวัชระปราบมาร ไหลเวียนไปตามท่อนแขนเข้าสู่ร่างกาย รูม่านตาของเขาทอประกายแสงสีทองอ่อนๆ กลายเป็นดวงตาสีทองสุกสกาววัชระปราบมารไม่ได้ขับไล่ความมืด แต่ได้มอบความสามารถในการมองทะลุความมืดให้กับเขาในขณะเดียวกัน สถานะผิดปกติทั้งอาการวิงเวียน หายใจลำบาก และเจ็บปวดบริเวณหัวใจกับปอดก็มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกอ่อนแรงจากการเสียเลือดมากเท่านั้นพิษศพในร่างกายถูกชำระล้างออกไปแล้วเป็นการเอาชีวิตเข้าแลกกับพลังจริงๆ แต่วิธีนี้เขายังพอรับได้... เขารวบรวมพลังสายตาเพ่งมองไปเบื้องหน้า ตรงหน้าคือโถงทางเดินอันกว้างขวางที่ทอดยาวลึกเข้าไปในความมืดผนังสองข้างของโถงทางเดินมีร่องรอยการขุดเจาะด้วยฝีมือมนุษย์ ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจางหยวนชิงเดินไปตามโถงทางเดินด้วยจังหวะก้าวที่ไม่ช้าและไม่เร็วเกินไป เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องไปทั่วพื้นที่อันเงียบสงัดเดินไปได้สิบกว่าวินาที ผนังสองข้างของโถงทางเดินก็ปรากฏรากไม้ให้เห็น พวกมันเลื้อยพันกันยั้วเยี้ยเกาะเต็มกำแพงไปหมด"ช่วยด้วย ช่วยด้วย..."จู่ๆ ในความมืดเบื้องหน้าก็มีเสียงร้องขอความช่วยเหลืออันน่าขนลุกดังแว่วมา น้ำเสียงนั้นราวกับกำลังร้องไห้คร่ำครวญเดินตามเสียงไปได้ครู่หนึ่ง เบื้องหน้าก็พลันเปิดกว้างเผยให้เห็นถ้ำหินขนาดมหึมา ตรงกลางถ้ำหินมีลำต้นของต้นไม้ขนาดใหญ่แทงทะลุเพดานถ้ำเจริญเติบโตออกไปสู่โลกภายนอกที่โคนของลำต้นอันใหญ่โตนี้ มีรากไม้พันเกี่ยวสลับซับซ้อน รัดรึงโลงหินใบหนึ่งเอาไว้สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ภายในลำต้นอันใหญ่โตนั้น มีท่อนแขนซีดเซียวหลายข้างยื่นออกมา ปรากฏใบหน้าคนซีดเผือดหลายต่อหลายใบหน้า พวกเขาส่งเสียงร้อง "ช่วยด้วย" ออกมาอย่างเลื่อนลอยท่อนแขนที่ยั้วเยี้ยเบียดเสียดพากันไขว่คว้าสะเปะสะปะ ราวกับกำลังมองหาฟางเส้นสุดท้ายเพื่อเอาชีวิตรอดโรคกลัวรูของผมกำเริบซะแล้ว... แสงเทียนและวัชระปราบมารช่วยมอบความกล้าให้กับจางหยวนชิง เขารู้สึกเพียงแค่อาการขนลุกซู่เล็กน้อย ไม่ได้หวาดกลัวจนเกินไปนักตอนนั้นเอง น้ำเสียงแหบพร่าและผ่านโลกมาอย่างโชกโชนก็ดังขึ้น"หลายปีมานี้ เพิ่งจะมีสิ่งมีชีวิตที่ยังมีลมหายใจมาเยือนที่นี่เป็นครั้งแรก"สิ้นประโยคนั้น เสียงร้องขอความช่วยเหลือก็หยุดลง ท่อนแขนที่โบกสะบัดราวกับสาหร่ายทะเลต่างพากันหดกลับเข้าไปในลำต้น ใบหน้าคนเหล่านั้นซ่อนตัวเข้าไปในเนื้อไม้ด้วยความหวาดผวา"ใครน่ะ?"จางหยวนชิงสะดุ้งตกใจ หันซ้ายแลขวาด้วยความระแวดระวัง"ข้าน่ะหรือ? ข้าก็แค่ต้นไม้ต้นหนึ่ง..."บนลำต้นปรากฏใบหน้าคนอันอัปลักษณ์ผุดขึ้นมา มันต่างจากใบหน้าของวิญญาณอาฆาตพวกนั้น ผิวหน้าของมันคือเปลือกไม้ ราวกับเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของต้นไม้ต้นนี้เองมันคือต้นไหวแก่ในลานกว้าง กลายเป็นปีศาจไปแล้วงั้นเหรอ? จางหยวนชิงไม่คาดคิดมาก่อนว่าในสถานที่บ้าๆ แบบนี้ จะยังได้เจอกับตัวตนที่สามารถสื่อสารกันได้ ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นต้นไม้ก็เถอะเขาไม่กล้าเข้าไปใกล้ จึงลองหยั่งเชิงดู"คุณเป็นคนฆ่าลูกศิษย์ในศาลเจ้าเหรอ?""ไม่ใช่ข้า เป็นนางต่างหาก"สายตาของปีศาจต้นไม้ตกลงเบื้องล่าง ราวกับกำลังจ้องมองโลงหินใบนั้น ทั้งที่มันมองไม่เห็นก็ตาม"เธอคือใคร?""นางคือเจ้าแม่ภูเขาสามวิถี"จางหยวนชิงรู้สึกเหมือนถูกหวดเข้าที่หัวอย่างจัง สมองมึนงงไปหมดคนที่นอนอยู่ในโลงหินคือเจ้าแม่ภูเขาสามวิถี เทพท่องราตรีผู้ทรงพลังที่ควรจะบรรลุเป็นเซียนไปตั้งแต่ต้นราชวงศ์หมิงแล้วคนนั้นน่ะเหรอ?ต้นตอของความวิปลาสคือเจ้าแม่ภูเขาสามวิถี เธอเป็นคนฆ่าลูกศิษย์ในศาลเจ้าพวกนั้นเหรอ?จางหยวนชิงโพล่งถามออกไป "ทำไมเธอต้องทำแบบนั้นด้วย""เพราะยุคสิ้นธรรมมาเยือน ผู้บำเพ็ญเพียรยากจะก้าวข้ามขีดจำกัดได้อีก เพื่อความเป็นอมตะ เจ้าแม่ภูเขาสามวิถีจึงร่วงหล่นสู่มรรคามาร นางสะกดตัวเองไว้ในโลงหิน ใช้ต้นไหวกักขังวิญญาณ ใช้หยินหล่อเลี้ยงหยิน เพื่อรักษาร่ายกายและจิตวิญญาณดั้งเดิมของตนไม่ให้ดับสูญ นางคือเทพท่องราตรีผู้ทรงพลัง และเทพท่องราตรีก็เกิดมาพร้อมกับความสามารถในการกลืนกินวิญญาณเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวเองอยู่แล้ว"ใบหน้าคนบนลำต้นถอนหายใจ "ต้นไหวรองรับดวงวิญญาณไว้มากเกินไป เมื่อรับรู้ถึงเจตจำนงของพวกมัน ก็ค่อยๆ ก่อเกิดสติปัญญาขึ้นมา นั่นก็คือข้า หลายปีมานี้ มีคนหลงเข้ามาที่นี่อย่างต่อเนื่องและต้องมาตายที่นี่ ท้ายที่สุดล้วนกลายเป็นสารอาหารของนาง ข้าแบกรับความเคียดแค้นและความไม่ยินยอมของวิญญาณอาฆาตเหล่านี้ และเฝ้ารอมาตลอดว่าจะมีใครสักคนมาที่นี่ เพื่อช่วยข้าปลิดชีพนาง"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง แบบนี้ถือว่าทริกเกอร์ภารกิจของ NPC แล้วหรือเปล่า? แววตาของจางหยวนชิงเป็นประกายวาบ "ผมต้องทำยังไง""เปิดโลงหินออก ใช้ศัสตราวุธในมือเจ้าแทงทะลุหัวใจของนาง ก็จะยุติทุกสิ่งได้ หึ ในวัชระปราบมารผนึกวิญญาณหยางครึ่งหนึ่งของนางเอาไว้ เมื่อแทงเข้าที่หัวใจ จะสามารถผนึกวิญญาณหยางที่เหลืออยู่ในร่างกายของนางเข้าไปในอาวุธได้ เมื่อไร้ซึ่งวิญญาณหยางคุ้มกาย ร่างเนื้อของนางก็จะตายลงทันที" ปีศาจต้นไหวพูดจบก็กล่าวช้าๆ ว่า"แล้วเจ้าก็จะสามารถไปจากที่นี่ได้"จางหยวนชิงไม่ขยับเขยื้อน เอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดจาปีศาจต้นไหวกล่าวอย่างเชื่องช้า "พ่อหนุ่ม เจ้ายังลังเลอะไรอยู่อีก?"จางหยวนชิงพูดขึ้นมาทันทีว่า"ผมกำลังคิดคำถามข้อหนึ่งอยู่..."ปีศาจต้นไหวตอบกลับอย่างอ่อนโยน "คำถามอะไรล่ะ?"จางหยวนชิงยืนอยู่ห่างๆ จ้องมองใบหน้าบนลำต้น แล้วเอ่ยทีละคำว่า"คุณคงไม่ได้เป็นผู้ดูแลศาลเจ้าหรอกใช่ไหม"ภายในถ้ำเงียบสงัดลงฉับพลัน ไม่กี่วินาทีต่อมา ปีศาจต้นไหวก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า"ผู้ดูแลศาลเจ้าคือคนแรกที่ถูกเจ้าแม่ภูเขาสามวิถีล่อลวง เขากลายเป็นหุ่นเชิดของนาง และต่อมาก็กลายเป็นสารอาหารของหญิงผู้นั้น หากเจ้าไม่เชื่อ ก็เดินมาเปิดโลงหินดู แล้วจะรู้ว่าข้าไม่ได้หลอกเจ้า""งั้นคุณก็ช่วยผมเปิดสิ""ข้าเปิดมันไม่ได้ ข้าเป็นแค่ต้นไม้""เปิดไม่ได้ หรือว่าไม่กล้าเปิดกันแน่?" จางหยวนชิงดูเหมือนจะได้รับคำตอบที่ต้องการแล้ว เขาเหยียดยิ้มมุมปาก"คนที่นอนอยู่ในโลงศพคือผู้ดูแลศาลเจ้าสินะ ส่วนคุณ ก็คือผู้พิทักษ์ของเขา หรือไม่ก็เป็นวิญญาณของเขางั้นสิ?"เมื่อพูดจาหยั่งเชิงจบ เขาก็เข้าสู่สภาวะระวังภัย เพื่อรอปฏิกิริยาของปีศาจต้นไม้ในฐานะโอตาคุสายเทคที่เชี่ยวชาญการเคลียร์เกม หลังจากผ่านวิกฤตมามากขนาดนี้ หากยังมองความลับของศาลเจ้าแม่ภูเขาไม่ออกอีก ก็ถือว่าห่วยแตกเต็มทีแล้วประการแรก เจ้าแม่ภูเขาสามวิถีบรรลุเป็นเซียนในช่วงต้นราชวงศ์หมิง หลังจากที่เธอตายไปแล้ว ทางการท้องถิ่นถึงได้สร้างศาลเจ้าแห่งนี้ขึ้นมาให้เธอทว่าการหายตัวไปอย่างลึกลับของลูกศิษย์ในศาลเจ้าเกิดขึ้นในรัชศกหย่งเล่อ ช่วงเวลาห่างกันอย่างน้อยก็ห้าหกสิบปี หรือก็คือหนึ่งถึงสองชั่วอายุคนประการที่สอง ข้อมูลใบ้ในตำหนักหลักระบุว่า เจ้าแม่ภูเขาสามวิถีเป็นฝ่ายธรรมะ ส่วนเรื่องที่ปีศาจต้นไหวบอกว่าเธอร่วงหล่นสู่มรรคามารนั้น เป็นเพียงคำกล่าวอ้างของมันฝ่ายเดียว จางหยวนชิงเต็มใจที่จะเชื่ออย่างแรกมากกว่าประการสุดท้าย ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่สุด เนื้อหาที่เขียนไว้ในบันทึกก็คือ: อย่าเชื่ออาจารย์!อันที่จริงศัตรูตัวจริงคือใคร แดนวิญญาณได้บอกใบ้ไว้ในรายละเอียดพวกนี้ตั้งนานแล้วเพียงแต่จางหยวนชิงยังคิดไม่ตกว่า ทำไมผู้ดูแลศาลเจ้าถึงต้องฆ่าลูกศิษย์ของตัวเองด้วยตอนนี้เขารู้แล้วหากเปลี่ยนคนที่ปรารถนาความเป็นอมตะจนร่วงหล่นสู่มรรคามารมาเป็นผู้ดูแลศาลเจ้า ข้อสงสัยทุกอย่างก็จะคลี่คลายลงทันทีภายในถ้ำตกอยู่ในความเงียบงัน ปีศาจต้นไหวถอนหายใจ "เจ้ามีความระแวดระวังสูงเกินไปแล้ว ตั้งแต่ต้นจนจบ ข้าไม่เคยมีเจตนาร้ายต่อเจ้า และยิ่งไม่มีทางทำร้ายเจ้าด้วย""ไม่ทำร้าย หรือว่าทำร้ายไม่ได้กันแน่?" จางหยวนชิงค่อยๆ ก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว แล้วเอ่ยว่า"อืม ให้ผมทายนะ วิธีการฆ่าคนของคุณคือการหักคอ แต่วิธีลงมือน่าจะเกี่ยวข้องกับวิชาลวงตาหรือจิตใจใช่ไหมล่ะ เมื่อไม่นานมานี้ คุณก็อยากจะฆ่าผม น่าเสียดายที่ผมไม่ได้หันกลับไปมอง"คราวนี้ สีหน้าของปีศาจต้นไหวพลันเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันเมื่อจางหยวนชิงเห็นเช่นนั้น ก็รู้ได้ทันทีว่าข้อสันนิษฐานของตัวเองถูกต้องทุกประการเทพท่องราตรีในข้อมูลของสำนักไท่อีคนนั้น ชี้ให้เห็นถึงสองเรื่องอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง: หนึ่ง ต้นไหวอันตรายมาก สอง ห้ามหันหลังกลับไปมองดังนั้นที่เขาลงไปสำรวจลึกถึงในบ่อน้ำโบราณแล้วคว้าน้ำเหลว ก็เพราะว่าบ่อน้ำบ่อนั้นไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย สิ่งที่มีปัญหาคือต้นไม้ต่างหากนอกจากนี้ การที่เขาสามารถตัดสินเรื่อง 'วิชาลวงตา' ได้อย่างแม่นยำ ก็เพราะชื่อที่ผีสางตนนั้นเรียกคือจางหยวนชิง ไม่ใช่เทพบรรพกาลประการสุดท้าย ตอนที่จางหยวนชิงค้นพบบ่อน้ำโบราณ สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวก็คือภาพยนตร์สยองขวัญชื่อดังของประเทศหมู่เกาะแห่งหนึ่ง จึงทำให้เกิดเป็นเงาตามตัวในใจ และไม่กล้าชะโงกหน้าลงไปมองก้นบ่อหลังจากนั้น ผีสางที่โผล่ขึ้นมาจากบ่อน้ำ สวมชุดขาว ผมเผ้ายุ่งเหยิง ไร้ซึ่งใบหน้า ก็ตรงกับภาพความหวาดกลัวอันเลือนรางในหัวของจางหยวนชิงพอดิบพอดี"ที่คุณเสแสร้งแกล้งทำ พูดจาดีๆ กับผม ก็เพราะวิชาลวงตาไม่สามารถล่อลวงผมได้อีกแล้วใช่ไหมล่ะ ในเมื่อผมมีวัชระปราบมารของเจ้าแม่แล้ว ก็ย่อมมีภูมิคุ้มกันต่อวิชาลวงตา" จางหยวนชิงมีสีหน้าสงบนิ่งขณะชำแหละความจริง"ที่หลอกให้ผมเดินไปใกล้ๆ ก็เพราะอยากจะใช้วิธีอื่นฆ่าผม ถ้าวิชาลวงตาใช้กับผมไม่ได้ผล งั้นก็ต้องเป็นการโจมตีกายภาพสินะ?"เขาปรายตามองรากไม้ที่เลื้อยพันอยู่เต็มผนังโถงทางเดิน แล้วจู่ๆ ก็แทงวัชระในมือลงไป.......