ณ มุมตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปซีโจว บนบัลลังก์เหนือปากปล่องภูเขาไฟ
ราชาภูผาคลั่งเบิกตากว้างขึ้นกะทันหัน ก้มหน้าพ่นเลือดสีดำออกมาคำโต ร่างกายกำยำสั่นเทาไม่หยุด
——เมื่อครู่เขาฝืนกระตุ้นวิญญาณปีศาจให้จุติลงไป ทว่าพิธีกรรมร่ายรำกลับถูกขัดจังหวะอย่างกะทันหัน จึงได้รับผลสะท้อนกลับเล็กน้อย
ปีศาจวัวตนนี้แหงนหน้าคำรามลั่น โกรธเกรี้ยวจนเกินขีดจำกัด ฝูงสัตว์ประหลาดที่ปากปล่องภูเขาไฟต่างก้มหน้าสั่นงันงก
เสียง "มอ" นั้นหากแปลเป็นภาษาเผ่ามนุษย์ ถ้าเอาแบบสุภาพหน่อยก็คือคำด่าว่า "ไอ้พวกลูกไม่รักดี" นับสิบครั้ง แต่ถ้าเอาแบบหยาบคายก็คือ "มารดามันเถอะ"
ไอ้พวกบัดซบเอ๊ย!
เผ่ามนุษย์หนุ่มสาวพวกนี้รังแกวัวเกินไปแล้ว!
ขณะเดียวกัน ณ สถานที่ทดสอบทะเลตะวันออก
เสี้ยววิญญาณปีศาจของราชาภูผาคลั่งยังไม่สลายไปจนหมด ทว่ายามนี้นอกจากเบิกตาโพลงแล้ว ก็ไม่อาจขยับเขยื้อนทำสิ่งใดได้อีก
เสี้ยววิญญาณปีศาจนี้ไม่หวั่นเกรงต่อการปะทะของพลังวิญญาณทั่วไป พลังวิญญาณที่ระเบิดพุ่งออกมาเพียงแค่ระเหยไอพิษเหล่านั้นจนแห้งเหือดไปเท่านั้น
ใต้ก้นทะเลตะวันออก
หลี่ผิงอันเดิมทีคิดจะถอยไปอยู่ด้านหลังศิษย์ร่วมสำนัก ทว่าเขายังไม่ทันได้ขยับตัว ก็รู้สึกได้ถึงดวงตาสีแดงก่ำคู่หนึ่งที่จ้องเขม็งมายังตน ข้ามผ่านห้วงฟ้าดินที่ห่างไกลออกไปไม่รู้เท่าใด
สถานการณ์อะไรกันเนี่ย?
กระแสน้ำทะเลที่ปั่นป่วนอยู่ทั่วทุกแห่งถูกเหล่าเซียนลงมือสะกดไว้อย่างง่ายดาย เงาร่างลวงตาของราชาภูผาคลั่งลอยนิ่งอยู่เหนือศูนย์กลางการระเบิดของพลังวิญญาณเมื่อครู่
มหาปีศาจตนนี้มีหัวเป็นวัวตัวเป็นคน แววตาดุร้าย รูปร่างสูงใหญ่กำยำ เพียงแค่แผ่กลิ่นอายกดดันออกมาบางเบา ก็ทำเอาวิญญาณดั้งเดิมของเหล่าศิษย์สั่นสะท้าน
แสงเซียนนับสิบสายสว่างวาบ เหล่าเซียนปรากฏกายขึ้นเบื้องหลังศิษย์ของแต่ละสำนัก
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งและเซียนแท้จริงอีกหลายท่านเผยร่างให้เห็น กลิ่นอายกดดันของพวกเขาช่วยลบล้างแรงกดดันของปีศาจวัวตนนี้ไปได้กว่าครึ่ง
เมื่อเห็นว่าปีศาจวัวตนนี้เอาแต่จ้องมองตน หลี่ผิงอันแม้จะไม่เข้าใจสาเหตุ แต่ก็รู้ดีว่าเมื่อเผชิญหน้ากับแรงกดดันเช่นนี้ ตนจะแสดงความอ่อนแอใดๆ ออกมาในยามนี้ไม่ได้เด็ดขาด
จิตเต๋าไม่อาจด่างพร้อย ศัตรูที่แข็งแกร่งเป็นเพียงหินลับเต๋า
หลี่ผิงอันกล่าวเสียงดังฟังชัด
"ดินแดนเผ่ามนุษย์ ปีศาจร้ายจงถอยร่น
"หากพวกเจ้ายังกล้ามากำเริบเสิบสานในอาณาเขตของสำนักชมสมุทร ผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์อย่างพวกเราย่อมไม่ละเว้นเจ้าแน่!"
เงาลวงตาของปีศาจวัวหรี่ตาลงเล็กน้อย ค่อยๆ เลือนหายไปจากน้ำทะเล
ทุกคนเพียงแว่วเสียงดังขึ้นลางๆ ว่า
"สำนักชมสมุทร... ฝากไว้ก่อนเถอะ... ฝากไว้ก่อน..."
ราชาปีศาจตนนี้ดูเหมือนจะโกรธแค้นอย่างหาที่สุดไม่ได้
เหล่าเซียนจากสำนักชมสมุทรพากันชะงักงัน จากนั้นก็หันไปมองหลี่ผิงอันเป็นตาเดียว
หลี่ผิงอันที่เพิ่งก่อวีรกรรมเสร็จ ถอยกลับไปอยู่ด้านหลังผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งอย่างสงบเยือกเย็น
เขาพูดอะไรผิดไปตรงไหนหรือเปล่า?
เขาพูดว่า [อาณาเขตของสำนักชมสมุทร] การทดสอบหกสำนักในครั้งนี้เดิมทีพวกเขาก็เป็นคนจัด สำนักใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่นี่ที่สุดก็คือสำนักชมสมุทรไม่ใช่หรือไง?
ส่วนเรื่องที่ถูกมหาปีศาจตนนี้หมายหัว...
นั่นก็ไม่ใช่เพราะศิษย์สำนักชมสมุทรพวกนี้เป็นต้นเหตุหรอกหรือ?
——เขาเริ่มเข้าใจคร่าวๆ แล้วว่าความผิดปกติของปู้หลินไห่มาจากไหน
ใครจะไปคาดคิด
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งมีสีหน้าซับซ้อน ส่งเสียงทางจิตตำหนิเขาเป็นครั้งแรก
"ผิงอันเอ๊ย! โอกาสสร้างชื่อเสียงดีๆ แบบนี้ เจ้ากลับยกให้สำนักชมสมุทรไปเสียได้! วันหลังถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ เจ้าต้องประกาศชื่อสำนักของเราสิ!"
หลี่ผิงอันถึงกับอึ้งไป งงงวยจนจับต้นชนปลายไม่ถูก
ราวกับมองความสงสัยของหลี่ผิงอันออก ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งจึงส่งเสียงอธิบาย "การถูกราชาปีศาจผู้ยิ่งใหญ่หมายหัว ถือเป็นเกียรติยศอันสูงสุดของสำนักเซียนเผ่ามนุษย์เรา!"
เหล่าเซียนจากสำนักชมสมุทรยามที่มองมายังหลี่ผิงอันในตอนนี้ จู่ๆ ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกสนิทสนมเอ็นดู
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเซียนจากสำนักชมสมุทรผู้หนึ่งประสานมือคารวะหลี่ผิงอันตามวิถีเต๋า เอ่ยเสียงดังว่า
"หลานชาย! ฮ่าๆๆ! ขอบใจมาก! ขอบใจ! ไปดื่มสุราที่สำนักชมสมุทรของข้าสักสองสามจอกเถิด!"
มุมปากของหลี่ผิงอันกระตุกเล็กน้อย จากนั้นก็หลุบตาลงต่ำหลบอยู่หลังผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งอย่างว่าง่าย เริ่มทบทวนตัวเอง
หวังว่าปีศาจวัวตนนั้นจะจำกลิ่นอายและหน้าตาของเขาไม่ได้นะ
เป็นเขาเองที่ประมาทไป คิดเพียงว่าครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่สำนักจัดขึ้น มีเหล่าเซียนคอยปกป้องคุ้มครองมากมาย จึงใช้แค่วิชาเร้นธุลี ไม่ได้สวมหน้ากาก ไม่ได้เปลี่ยนกลิ่นอาย และไม่ได้ซ่อนวิญญาณดั้งเดิม
ต้องจำไว้เป็นบทเรียน
พอกลับไป เขาจะลงโทษตัวเองด้วยการกักตัวสำนึกผิดสักสองปีครึ่ง ขอให้ท่านพ่อถ่ายทอดพลังให้สักเจ็ดแปดครั้ง แล้วพยายามทะลวงสู่ขั้นเหอเจินให้จงได้
ต่อไปนี้ไม่ว่าจะออกไปไหน ไม่ว่าในสถานการณ์ใด ต่อให้ออกไปเดต เขาก็ต้องปลอมตัวล่วงหน้าไว้ก่อน
โดยเนื้อแท้แล้ว ที่นี่คือโลกที่ไร้ซึ่งระเบียบกฎเกณฑ์ในทุกพื้นที่
"ท่านผู้อาวุโส" หลี่ผิงอันถาม "การทดสอบของพวกเรา ยังจะทำต่อไหมขอรับ?"
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งปรายตามองปู้หลินไห่ที่หมดสติไปพลางหัวเราะ
"คาดว่าศิษย์สำนักชมสมุทรผู้นี้คงเผลอไผลชั่วขณะ จึงถูกจิตสัมผัสปีศาจของมหาปีศาจที่หลงเหลืออยู่ที่นี่ครอบงำจิตใจ ถึงได้กระทำการรุนแรงเช่นนี้ลงไป
"ในเมื่อศิษย์สำนักหมื่นเมฆาของเราไม่ได้รับบาดเจ็บอันใด เห็นแก่มิตรภาพของสำนักเซียนฝ่ายธรรมะ พวกเราก็จะไม่เอาความให้มากความ
"การทดสอบดำเนินต่อไปเถอะ... แม้ว่าในทะเลจะไม่มีสัตว์ประหลาดเหลืออยู่เท่าไหร่แล้วก็เถอะ"
เหล่าเซียนสำนักหมื่นเมฆาเหาะทะยานจากไป เซียนสำนักชมสมุทรสองคนนั้นจึงพาตัวปู้หลินไห่ที่ยังคงหมดสติจากไปเช่นกัน
ศิษย์ผู้นี้ไม่อาจกล่าวได้ว่าอนาคตดับวูบไปเสียทีเดียว แต่หากหวังจะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากสำนักชมสมุทรในช่วงร้อยปีนี้ เกรงว่าคงยากลำบากแสนสาหัส
เมื่อใต้ทะเลกลับมาสงบเงียบ หลี่ผิงอันทั้งสี่คนก็มารวมตัวกันที่มุมหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันไปมา
มู่หนิงหนิงกลั้นขำไม่อยู่จนหลุดหัวเราะออกมา
กู้ชิงเฉิงและอวี่อิ้งซูเองก็ทนไม่ไหวเริ่มหัวเราะร่วน
หลี่ผิงอันหันไปมองซากศพสัตว์ประหลาดที่ลอยเกลื่อนอยู่บนผิวน้ำ ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะนำทีมมุ่งหน้าลึกเข้าไปในซากโบราณสถาน
ซากศพสัตว์ประหลาดเหล่านี้ดึงดูดสัตว์ประหลาดในทะเลรอบนอกซากโบราณสถานได้ง่ายนัก ความจริงแล้วตอนนี้ส่วนลึกของซากโบราณสถานกลับปลอดภัยกว่า
"ศิษย์พี่! พวกเรายังจะไปจับแมงกะพรุนกันอีกไหม?"
"หาที่นั่งสมาธิฟื้นฟูพลังเวทกันก่อนเถอะ! เจ้ายังจะจับจนติดใจอีกเหรอ!"
"ก็สำนักหมื่นเมฆาของเราไม่ได้อยู่ติดทะเลนี่นา ที่นี่สนุกจะตายไป!"
"จะเล่นก็เล่นเถอะ" หลี่ผิงอันพูดพลางหัวเราะ "พวกเราไม่ต้องไปใส่ใจผลการทดสอบมากนักหรอก ครั้งนี้สังหารสัตว์ประหลาดไปได้มากขนาดนี้ ก็เท่ากับได้ช่วยชีวิตมนุษย์ธรรมดาไปมากมาย จิตเต๋าอิ่มเอมแล้ว"
ทั้งสามคนได้ฟังคำพูดสวยหรูนี้ ก็ดันเชื่อสนิทใจ
กระทั่งกู้ชิงเฉิงยังอดทอดถอนใจในใจไม่ได้
‘วิสัยทัศน์และจิตใจอันกว้างขวางของศิษย์พี่ผิงอัน ช่างน่านับถือเสียจริง’
พริบตาเดียวก็ถึงยามเย็น
เมฆขาวแต่ละก้อนก่อตัวขึ้นจากผิวน้ำ บรรทุกเหล่าศิษย์ที่เพิ่งกลับจากการสังหารปีศาจ มุ่งหน้าไปยังเมฆขาวทั้งหกก้อนเบื้องบน
บริเวณรอบนอกซากโบราณสถานมีผู้บำเพ็ญเพียรอิสระมารวมตัวกันหลายพันจนเกือบหมื่นคนแล้ว
มองปราดเดียวก็รู้ว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของผู้บำเพ็ญเพียรอิสระส่วนใหญ่อยู่ในขั้นหนิงกวงถึงขั้นเหอเจิน แต่ใครก็ตามที่บรรลุมรรคผลขั้นหยวนเซียน ย่อมไม่มายืนอยู่เหนือผืนน้ำในตอนนี้แน่ ทว่าคงซ่อนตัวสังเกตการณ์อย่างลับๆ อยู่ในหมู่เมฆแทน
พวกเขาจะพูดคุยถึงเรื่องราวในวันนี้อย่างออกรสออกชาติเพียงใด หลี่ผิงอันก็หาได้สนใจจะฟังไม่
เมื่อศิษย์ทั้งหกสำนักมารวมตัวกันครบ เหล่าเซียนแห่งสำนักชมสมุทรก็ทำหน้าดำคร่ำเครียด ยกกระจกทองแดงที่ใช้รวบรวมยอดสังหารปีศาจของแต่ละทีมออกมา
บรรดาศิษย์เพ่งมองดู ก่อนจะพากันอุทานด้วยความตกตะลึง
บนนั้นมีเพียงทีมที่ติดหกอันดับแรกเท่านั้น
ทีมอันดับสี่ ห้า หก มาจากสำนักเหว่ยหยวน สำนักห้วงสวรรค์ และสำนักแยกปฐพีเคลื่อนภูผาตามลำดับ ส่วนอันดับสองและสามถูกทีมศิษย์ขั้นเหอเจินระดับสูงสุดทั้งสองทีมของสำนักชมสมุทรเหมาเรียบ และอันดับหนึ่งกลับปรากฏตระหง่านว่าเป็น...
ทีม [ซิน] แห่งสำนักหมื่นเมฆา หรือก็คือทีมสี่คนทีมนี้นี่เอง
อันดับหก สังหารปีศาจกว่าเจ็ดร้อยตัว
อันดับสอง สังหารปีศาจกว่าหนึ่งพันเก้าร้อยตัว
ส่วนอันดับหนึ่งกำจัดปีศาจไป... กว่าสี่พันสองร้อยตัว!
นำโด่งทิ้งห่างอย่างไม่เห็นฝุ่น!
มู่หนิงหนิงชะงักไปครู่หนึ่ง "ทีมพวกเราคือทีมซินไม่ใช่เหรอ? ศิษย์พี่! พวกเราได้อันดับหนึ่ง!"
หลี่ผิงอันยังไม่ทันได้พยักหน้า มู่หนิงหนิงก็กำหมัดแน่นส่งเสียงร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้นดีใจ ก่อนจะรีบกลับมาตีหน้าขรึม แล้วกะพริบตาปริบๆ ให้หลี่ผิงอันไม่หยุด
หลี่ผิงอันหรี่ตาหัวเราะ
เขาแค่อยากจะอู้ทำตัวกลมกลืนไปเรื่อยๆ จริงๆ นะ แต่ทำไงได้... ฝั่งตรงข้ามดันมีราชาป่าแจกแต้มรัวๆ ซะงั้น
บางที นี่อาจจะเป็นผลบุญมหาโชคลาภของสหายหลี่ผู้เฒ่าที่ช่วยฉุดดึงล่ะมั้ง
ตอนรับรางวัลในเวลาต่อมา หลี่ผิงอันอ้างว่าต้องนั่งสมาธิปรับลมปราณจึงไม่ได้ขึ้นไปบนเวที จึงรอดพ้นจากโอกาสที่จะได้ทำตัวโดดเด่นไปอีกระลอก
ขณะที่หลี่ผิงอันคิดว่าเรื่องนี้คงจบลงเพียงเท่านี้ และตนสามารถเดินทางกลับได้อย่างสงบสุข จู่ๆ ที่ริมขอบฟ้าก็มีเสียงตะโกนเปี่ยมพลังดังแว่วมา
"บุตรชายของสหายเต้าต้าจื้ออยู่ที่นี่หรือไม่? ฮ่าๆๆๆ! ชายชราผู้นี้ตั้งใจมามอบของขวัญให้โดยเฉพาะ!"
ช่างเป็นกลิ่นอายมรรคาวิถีของเทียนเซียนที่รุนแรงเสียจริง
...
สำนักหมื่นเมฆา หอหลอมเมฆา
"ท่านอาจารย์ปู่!"
เวินหลิงเอ๋อร์กอดกระจกหยินหยางพุ่งพรวดพราดเข้าไปหลังฉากกั้น
หลี่ต้าจื้อที่กำลังคิดบัญชีอยู่เงยหน้าขึ้นมองนางแวบหนึ่ง ขมวดคิ้วกล่าว
"มีเรื่องอะไรถึงได้ลนลานขนาดนี้อีกเนี่ย?
"เสี่ยวเวินเอ๊ย ข้าบอกไปตั้งหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือไง ว่าข้าอยากจะปั้นเจ้าให้เป็นนักบัญชีมืออาชีพคนแรกของสำนักหมื่นเมฆา ไม่ใช่ให้เจ้ามาเป็นสาวใช้คอยยกน้ำชา!
"เจ้าเล่นลุกลี้ลุกลนทั้งวันแบบนี้จะไปทำอะไรได้?"
เวินหลิงเอ๋อร์รีบก้มหน้า ริมฝีปากเล็กๆ ยื่นออกอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ เอ่ยเสียงแผ่ว "แต่ว่าท่านอาจารย์ปู่ ทางฝั่งท่านอาจารย์ปู่น้อยผิงอันมองไม่เห็นแล้วเจ้าค่ะ!"
"อะไรนะ?"
หลี่ต้าจื้อกระโดดพรวดขึ้นมาทันที คว้ากระจกหยินหยางมาไว้ในมือ แล้วตั้งสมาธิตรวจสอบอย่างละเอียด
ดูเหมือนว่ากระจกหยินหยางอีกบานจะถูกค่ายกลใหญ่ หรือไม่ก็ม่านพลังที่เซียนยอดฝีมือกางไว้ปิดกั้นเสียแล้ว
หลี่ต้าจื้อถาม "เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น? เล่ามาให้ละเอียด!"
"อ้อ! ได้เจ้าค่ะ! คือว่า!"
เวินหลิงเอ๋อร์เรียบเรียงคำพูด สองมือเล็กๆ ก็ทำท่าทางประกอบไม่หยุด
"กระจกหยินหยางอีกบานตอนแรกก็อยู่บนผิวน้ำเจ้าค่ะ ข้าเห็นแค่ว่าในน้ำทะเลมีปลาใหญ่กุ้งตัวโตลอยขึ้นมาไม่ขาดสาย ผู้อาวุโสของเรากับผู้อาวุโสสำนักอื่นเผชิญหน้ากันนิดหน่อย แล้วผู้อาวุโสของเราก็ชนะการเผชิญหน้า
"หลังจากนั้นก็มีลูกบอลแสงขนาดใหญ่โผล่มา แล้วก็ดังตู้ม พวกปลาพวกกุ้งในทะเลก็ถูกระเบิดปลิวว่อนไปหมด ทะเลก็ถูกระเบิดเป็นหลุมเบ้อเริ่มเลยเจ้าค่ะ
"จากนั้น กระจกหยินหยางฝั่งโน้นก็ตกลงไปในทะเล ท่านอาจารย์ปู่น้อยผิงอันชี้ไปที่เงาลวงตาของปีศาจวัว แล้วพูดอะไรสักอย่าง... ดินแดนเผ่ามนุษย์ ปีศาจร้ายจงถอยร่น
"แล้วหลังจากนั้น ท่านอาจารย์ปู่น้อยผิงอันก็เอาแต่ฆ่าสัตว์ประหลาดตัวเล็กๆ ในทะเล... ตอนหลังยังได้อันดับหนึ่งในการทดสอบด้วย แต่ท่านอาจารย์ปู่น้อยผิงอันไม่ได้ขึ้นไปรับรางวัล ผู้อาวุโสทุกท่านดูมีความสุขกันมาก แล้วตาแก่ที่ข้า คิ้ว หนวดเคราขาวโพลนไปหมดก็โผล่มา เขาตัวสูงมาก หนวดเคราสีขาวรอบหน้าชี้ฟูออกไปข้างนอก พอเขาเข้าใกล้ท่านอาจารย์ปู่น้อยผิงอัน แปะ! กระจกหยินหยางก็พังไปเลยเจ้าค่ะ!"
เวินหลิงเอ๋อร์พรูลมหายใจออก ก่อนจะเสริมอย่างจริงจังว่า
"เรื่องก็เป็นแบบนี้แหละเจ้าค่ะ"
หลี่ต้าจื้อยกมือขึ้นนวดขมับ เอ่ยเสียงขรึม "ตาแก่คนหนึ่งงั้นรึ? เขาพูดว่าอะไร?"
เวินหลิงเอ๋อร์ตอบ "เขาพูดว่า บุตรชายของสหายเต้าต้าจื้ออยู่ที่นี่หรือไม่ ชายชราผู้นี้ตั้งใจมามอบของขวัญให้โดยเฉพาะเจ้าค่ะ"
"ทำเอาข้าตกใจหมด"
หลี่ต้าจื้อถอนหายใจอย่างโล่งอก เอามือไพล่หลังเดินวนไปวนมา ปากก็พึมพำ
"เดาว่าน่าจะเป็นยอดฝีมือจากสำนักพันธมิตรนั่นแหละ คงรู้ว่าผิงอันอยู่ที่นั่น เลยแวะไปมอบผลประโยชน์ให้สักหน่อย
"หึ ตอนนี้พวกเขากำลังรอสาขาย่อยหอหลอมเมฆาของเราตาวาวเลยล่ะสิ"
สิ้นเสียงเขา กระจกหยินหยางในมือก็สั่นเบาๆ พร้อมกับมีเสียงของผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งดังออกมาจากข้างใน
"อาจารย์อาต้าจื้อ อาวุโสสวีเซิง 'ผู้เฒ่าค้อนสวรรค์' เจ้าสำนักรุ่นแรกแห่งสำนักเหว่ยหยวนมาเยือนกะทันหัน ลากตัวผิงอันไปดื่มสุราสนทนากันที่ย่านการค้าใกล้ๆ แล้วขอรับ
"ผู้อาวุโสสวีเซิงคือเทียนเซียนผู้เลื่องชื่อแห่งทวีปบูรพา ห่างจากขั้นจินเซียนอีกเพียงไม่ไกล หากผู้อาวุโสท่านนี้สามารถหยั่งรู้ถึงขั้นอมตะได้ สำนักเหว่ยหยวนก็จะมีบรรพชนระดับจินเซียนคอยคุ้มครอง กลายเป็นสำนักอันแข็งแกร่งประจำถิ่น
"ทางฝั่งผิงอันนักพรตผู้นี้จะคอยติดตามไปเอง อาจารย์อาต้าจื้อวางใจได้ บรรดาศิษย์เริ่มเดินทางกลับกันแล้ว ผิงอันอาจจะกลับช้ากว่าพวกเขาสักครึ่งค่อนวัน"
หลี่ต้าจื้อเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "รบกวนแล้ว รบกวนท่านแล้ว มีท่านคอยตามไป ข้าก็ไม่ห่วงผิงอันแม้แต่น้อย"
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งกล่าว "ข้าขอตัวไปตามพวกเขาก่อน"
จากนั้นก็ตัดการติดต่อระหว่างกระจกหยินหยาง
หลี่ต้าจื้อเงยหน้ามองเวินหลิงเอ๋อร์พลางหัวเราะ "เจ้าดูสิ ข้าพูดผิดเสียที่ไหน สำนักเหว่ยหยวนถึงกับยอมเคลื่อนไหวเจ้าสำนักรุ่นแรกผู้ก่อตั้งสำนักเลยเชียว"
"อื้อๆ!"
เวินหลิงเอ๋อร์เอามือไพล่หลัง รูปร่างเล็กกะทัดรัดน่ารักน่าชัง กระโปรงสั้นสีฟ้าอ่อนบนร่างก็คือชุดประจำตัวของศิษย์สายนอก
นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแจ่มใส "ที่ท่านอาจารย์ปู่พูดมาถูกหมดเลยเจ้าค่ะ! ท่านอาจารย์ปู่เดาแม่นไปหมด!"
หลี่ต้าจื้อเงยหน้าถลึงตาใส่นาง ขมวดคิ้วว่า "ไปพักผ่อนไป๊! ประจบไม่เป็นก็ไม่ต้องประจบ หัดใส่ใจเสียบ้าง!"
"อ่า เจ้าค่ะ"
เวินหลิงเอ๋อร์หลุบตาลงต่ำอย่างว่าง่าย บ่นพึมพำเสียงเบา
"ท่านอาจารย์ปู่เอาแต่ดุข้า ข้าก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย ตอนมาข้าออกจะหัวไว สองปีมานี้โดนท่านด่าจนโง่ไปหมดแล้ว"
หลี่ต้าจื้อเบิกตากว้าง "เจ้าโง่เพราะข้าด่างั้นรึ? นี่ก็สองปีแล้ว ให้เจ้าตรวจบัญชีก็ยังตรวจไม่รู้เรื่อง! ยังจะมีหน้ามาเถียงอีก! ออกไปๆ!"
เวินหลิงเอ๋อร์แค่นเสียงฮึดฮัดเบาๆ ก่อนจะขอตัวจากไปด้วยท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจ
หลี่ต้าจื้อยกมือขึ้นนวดขมับ
เขาปรายตามองลิ้นชักที่สองทางซ้ายมือ ดึงลิ้นชักออก แล้วหยิบหยกชิ้นบนสุดจากกล่อง 'หยกวิเศษประจำตระกูล' ขึ้นมา
หลี่ต้าจื้อเดิมทีตั้งใจจะทิ้งหยกวิเศษที่สลักคำว่า 'เวินหลิงเอ๋อร์' ชิ้นนี้ไป แต่พอยกมือขึ้นแล้ว ก็ค่อยๆ วางมันลงไปใหม่
‘โง่หน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก ยัยหนูนี่จิตใจดีทีเดียว’
‘อีกอย่าง ยุคสมัยนี้ เซียนหญิงคนไหนบ้างที่ไม่มีความเย่อหยิ่งทระนงตัว? ใครจะไปรู้จักรนนิบัติคนจริงๆ? ยัยหนูเวินแม้จะขี้ขลาดตาขาวไปบ้าง แต่ถ้าอบรมสั่งสอนให้ดี ให้คอยดูแลเรื่องกินอยู่หลับนอนของผิงอันก็คงไม่มีปัญหาอะไร’
‘ที่สำคัญคือ ยัยหนูนี่ชาติกำเนิดไม่ดี ลึกๆ ในใจรู้จักพอใจในสิ่งที่ตนมี ย่อมมีความสุขได้ยาวนาน’
หลี่ต้าจื้อหลุดขำออกมา วางจี้หยกชิ้นนี้กลับลงไปในลิ้นชัก แล้วมุ่งมั่นกับกิจธุระอันรัดตัวของหอหลอมเมฆาต่อไป
...
ขณะเดียวกัน ภายในสำนักชมสมุทร
ผู้อาวุโสหลายท่านหน้าดำคร่ำเครียด บรรดาศิษย์ต่างพากันก้มหน้า
ปัง!
มีผู้อาวุโสระดับเทียนเซียนท่านหนึ่งหน้าตาถมึงทึง ทุบโต๊ะที่ถูกห่อหุ้มด้วยม่านพลังแสงเซียนอย่างแรง ตวาดลั่น
"ไอ้พวกไร้ประโยชน์เอ๊ย!"
บรรดาศิษย์ต่างเงียบกริบดั่งจักจั่นฤดูหนาว ก้มหน้าไม่กล้าปริปาก
มีผู้อาวุโสที่อารมณ์ค่อนข้างอ่อนโยนท่านหนึ่ง เงยหน้าขึ้นทอดถอนใจในยามนี้
"ใครจะไปคิดว่า พวกเราวางแผนมาอย่างรัดกุมขนาดนี้ แต่กลับต้องพังทลายลงทั้งหมดเพียงเพราะจิตเต๋าของหลินไห่ถูกปีศาจแทรกซึม บางทีนี่คงเป็นโชคชะตาล่ะมั้ง"
ผู้ดูแลสำนักชมสมุทรท่านหนึ่งเอ่ย "ได้ยินมาว่าสำนักหมื่นเมฆามีผู้มีโชคชะตายิ่งใหญ่เพิ่มมาคนหนึ่ง เริ่มบำเพ็ญเพียรตอนวัยกลางคน สามปีบรรลุเป็นเซียน ตอนนี้ยังเป็นเซียนมหาเศรษฐีของสำนักหมื่นเมฆาอีก หอหลอมเมฆานั่นก็เป็นฝีมือของเซียนผู้นี้ เรื่องนี้จะมีผลกระทบอะไรหรือเปล่า?"
"ฮึ! เรื่องเซียนมหาเศรษฐีนั่น นักพรตอย่างข้าก็พอได้ยินมาบ้าง สองสามปีมานี้ดวงชะตาของสำนักหมื่นเมฆามันดีเกินไปจริงๆ นั่นแหละ"
"ในราชวงศ์เซียนทางโลกหลายแห่งที่พวกเราควบคุมอยู่ ทำไมถึงไม่พบศิษย์แบบนี้บ้างเลยนะ?"
"ได้ยินมาว่าคนผู้นั้นเป็นพ่อค้าทางโลก... พวกเราลองจัดให้มีการทดสอบพรสวรรค์และโชคชะตาเสริมสำหรับบรรดาพ่อค้าทางโลกดูไหม?"
ผู้อาวุโสหลายท่านก็ดันติดนิสัยเสียของผู้บำเพ็ญเพียรสูงวัย คุยไปคุยมาชักจะออกทะเลไปกันใหญ่
มีผู้ดูแลระดับหยวนเซียนผู้หนึ่งรีบร้อนเดินเข้ามา ประสานมือคารวะตามวิถีเต๋าอยู่ด้านข้าง เอ่ยเสียงดัง
"ท่านผู้อาวุโส! สืบมาแน่ชัดแล้วขอรับ! อาวุโสสวีเซิงที่ปรากฏตัวก่อนหน้านี้ พาพวกศิษย์ตัวน้อยกับผู้อาวุโสสายนอกสำนักหมื่นเมฆาสองท่านนั้น ไปที่หอชมคลื่นในเมืองชมคลื่นแล้วขอรับ!"
"โอ้?"
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งขมวดคิ้วถาม "พวกเขาไปทำอะไรที่นั่น?"
"คือว่าเรื่องนี้" เซียนผู้นี้มีสีหน้าลำบากใจ "พูดไปก็เหลือเชื่ออยู่บ้าง อาวุโสสวีเซิงซึ่งเป็นยอดฝีมือระดับเทียนเซียนขั้นสูงสุดบริบูรณ์ ถึงกับดึงตัวศิษย์สำนักหมื่นเมฆาที่ชื่อหลี่ผิงอันไป... ดูสนิทสนมกันมากเลยขอรับ? แถมยังส่งคนไปเรียกยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของสำนักเหว่ยหยวนมา เพื่อให้พวกเขาได้สนทนาแลกเปลี่ยนวิถีเต๋ากับหลี่ผิงอันผู้นั้นด้วย?"
"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไรอยู่!"
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งตวาดลั่น
"ยอดฝีมือระดับเทียนเซียนขั้นบริบูรณ์ แถมยังเป็นปรมาจารย์ด้านการหลอมสร้างอย่างอาวุโสสวีเซิง เป็นฝ่ายไปผูกมิตรกับศิษย์คนหนึ่งเนี่ยนะ? หลี่ผิงอันคนนี้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ยุคโบราณกลับชาติมาเกิดหรือไง?"
"หลี่? ซี้ด... เซียนมหาเศรษฐีของสำนักหมื่นเมฆาผู้นั้นชื่อหลี่ต้าจื้อ..."
ผู้อาวุโสหลายท่านสบตากัน ในแววตาพลันมีความหมายลึกซึ้งแฝงอยู่หลายส่วน
"หอชมคลื่นรึ? พวกเขามาถึงหน้าประตูบ้านเราแล้ว พวกเราก็ควรจะแสดงน้ำใจเสียหน่อย"
ผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ตรงกลางเอ่ยเสียงเนิบนาบ
"ส่งคนไปเคลียร์พื้นที่ เหมาหอชมคลื่นเอาไว้ แล้วไปเรียกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่มีหน้ามีตาในเมืองไปที่นั่นให้หมด
"คัดเลือกศิษย์สำนักชมสมุทรของเราที่ระดับความเข้าใจสูงที่สุดและยังไม่บรรลุเป็นเซียนสักสองสามคน ให้ไปปรากฏตัวเสียหน่อย
"ไม่ใช่ว่าจะสนทนาธรรมหรอกหรือ? การที่อาวุโสสวีเซิงจัดการเช่นนี้ย่อมมีความหมายแอบแฝงแน่ แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดสำนักเหว่ยหยวนถึงยอมลดตัวลงมาขนาดนี้ แต่ในความผิดปกติต้องมีสิ่งเร้นลับซ่อนอยู่ พวกเราก็ไปร่วมวงสนุกด้วยสักหน่อยเถอะ"
"ขอรับ!"