ท่านปู่ใหญ่เห็นหลี่กวนอีรับคำก็พยักหน้ายิ้มๆ แล้วกล่าวว่า
"ซวงเทาก็มาด้วยเถอะ ฉางชิงล่ะ?"
เซวียฉางชิงไม่ใส่ใจเลยสักนิด เขาโบกไม้โบกมือแล้วพูดว่า "ข้าไม่ไปหรอก ท่านปู่คุยทีไรน่าเบื่อทุกที ข้าจะอยู่ยิงธนูต่อที่นี่แหละ!" เขากำลังคึกคักเหมือนเด็กที่ได้ของเล่นชิ้นโปรด มือจับคันธนูพร้อมกระตุ้นพลังปราณภายใน
เมื่อครู่ตอนที่ยิงดอกสุดท้ายจบ ฝ่ามือของเขายังสั่นเทาเล็กน้อย ทว่าตอนนี้กลับเริ่มฟื้นตัวและสามารถง้างธนูได้อีกครั้งแล้ว
หลี่กวนอีเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะเอ่ยเตือนว่า "ทำอะไรเกินพอดีมักไม่เกิดผลดี ระวังจะบาดเจ็บเอาได้นะ"
ท่านปู่ใหญ่เห็นสายตาของหลี่กวนอีจึงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนักว่า "เคล็ดวิชาลมปราณสืบทอดสายตรง 'เคล็ดใจธนูเทพ' ของตระกูลเซวียเรา นับว่าไร้ผู้ต่อต้านในใต้หล้าในด้านการเสริมสร้างสัมผัสทั้งห้าและพละกำลังแขนทั้งสองข้าง ฉางชิงฝึกปราณตั้งแต่ห้าขวบจนมีความสำเร็จอยู่บ้าง อาจารย์น้อยไม่ต้องเป็นห่วงเขาหรอก"
"เจ้าเด็กนี่นิสัยดื้อรั้น ในเมื่อชอบฝึกวิชาก็ปล่อยเขาไปเถอะ อาจารย์น้อย เชิญ"
"ชายชราอย่างข้าชักจะสงสัยใคร่รู้ มีเรื่องมากมายอยากจะสนทนากับเจ้าสักหน่อย"
ท่านปู่ใหญ่หมุนตัวเดินนำออกไปทางประตูใหญ่
พยัคฆ์ขาวตวัดหาง เดินตามไปอย่างเกียจคร้าน
หลี่กวนอีเคลื่อนไหวตามรูปลักษณ์ธรรมพยัคฆ์ขาวโดยปริยาย รักษาระยะห่างที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้ติ่งสัมฤทธิ์สะสมหยาดน้ำหยก
เขาสงสัยว่าความสามารถในการสะสมและขอบเขตการดูดซับของติ่งสัมฤทธิ์นั้น น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับระดับความแข็งแกร่งของตัวเขาเอง
ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าความสามารถในการดูดซับนั้นแข็งแกร่งกว่าตอนที่อยู่วัดเทพารักษ์มาก
เซวียซวงเทาตักเตือนเซวียฉางชิงผู้เป็นน้องชายอีกครู่หนึ่ง จึงค่อยซอยเท้าวิ่งตามมาอย่างเร่งรีบแล้วปิดประตูลง เสียงยิงธนูค่อยๆ เงียบหายและถูกกันไว้นอกประตู คิดดูแล้วเมื่อครู่นี้ท่านปู่ใหญ่น่าจะยืนฟังเงียบๆ อยู่ตรงหน้าประตูนี่เอง
เซวียซวงเทาเดินเข้าไปควงแขนผู้เป็นปู่พลางถามอย่างสงสัย "ท่านปู่มาตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าคะ"
ท่านปู่ใหญ่ลูบข้าหลานสาวพลางหัวเราะอย่างอ่อนโยน "หึ มาตั้งนานแล้วล่ะ แค่กลัวว่าจะไปกวนการยิงธนูของฉางชิงเข้าก็เลยยังไม่เข้าไป พวกเจ้าแต่ละคนไม่มีใครสังเกตเห็นข้าเลย"
"ทว่าวิชาคำนวณของอาจารย์น้อยเช่นนี้ ชายชราอย่างข้าก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก หากทุกคนสามารถทำได้เช่นนี้ มิใช่ว่าทุกคนจะกลายเป็นนักรบธนูเทพกันหมดหรอกหรือ? สามารถยิงร้อยครั้งเข้าเป้าร้อยครั้ง?"
??นี่กะจะให้เขาสอนลูกหลานตระกูลเซวียทุกคนเลยหรือ? หลี่กวนอีตอบกลับไปว่า "เป็นไปไม่ได้หรอกขอรับ"
"ที่เพิ่งจะทำสำเร็จไปเมื่อครู่ เป็นเพราะว่ายิงเป้านิ่ง แล้วฉางชิงก็มีเคล็ดวิชาของตระกูลเซวีย ซ้ำยังอยู่ในลานประลองที่ลูกหลานตระกูลเซวียใช้ฝึกซ้อมยิงธนู หากฝนตกขึ้นมาล่ะ? หากลมพัดล่ะ? อีกอย่าง ธนูในลานฝึกก็ถูกปรับแต่งเอาไว้เป็นอย่างดีแล้วด้วย"
"และประเด็นสำคัญคือ หากต้องถือธนูต่อสู้กับคน คู่ต่อสู้ย่อมไม่ใช่เป้านิ่ง แต่เป็นสิ่งที่ขยับได้"
ท่านปู่ใหญ่กล่าวอย่างสนใจยิ่ง "แล้วเหตุใดอาจารย์น้อยจึงบอกฉางชิงว่า วิชาคำนวณสามารถเกื้อหนุนวิทยายุทธ์ได้ล่ะ"
หลี่กวนอีตอบ "ก็แค่การสอนตามความถนัดของแต่ละบุคคลเท่านั้นขอรับ"
"หมายความว่าอย่างไรหรือ?"
"ในเมื่อเขาชอบวิทยายุทธ์ การชี้แนะให้เขาเรียนรู้วิชาคำนวณผ่านวิถีแห่งวิทยายุทธ์ ย่อมทำให้ได้ผลลัพธ์ที่มากขึ้นโดยใช้แรงน้อยลงตามธรรมชาติ"
ท่านปู่ใหญ่ประหลาดใจพลางยิ้มถาม "สอนตามความถนัดของแต่ละบุคคล คำกล่าวนี้ช่างแปลกใหม่นัก วันวานไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย"
"อาจารย์น้อยคิดค้นขึ้นมาเองหรือ?"
หลี่กวนอีตอบ "เป็นคำกล่าวของชายชราแซ่ขงท่านหนึ่งที่บังเอิญพบเจอก่อนจะมาที่นี่ขอรับ"
ชายชราขบคิดประโยคนี้ ก่อนจะถอนหายใจด้วยความชื่นชมในที่สุด "คำพูดประโยคนี้ ล้ำลึกกว่าพวกอาจารย์ในสำนักศึกษาเอกชนหรือสถานศึกษาตามบ้านในยุคนี้ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ โลกหล้านี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก มีบุคคลเช่นนี้อยู่ ข้ากลับไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาก่อนเลย"
"เช่นนั้น วิชาคำนวณของอาจารย์น้อยเล่า เรียนรู้มาจากที่ใดหรือ?"
ตอนที่พูดประโยคนี้ ท่านปู่ใหญ่เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม รูปลักษณ์ธรรมพยัคฆ์ขาวก็จ้องมองหลี่กวนอีเล็กน้อย คล้ายจะสงสัยทว่าไร้ซึ่งเจตนาร้าย หลี่กวนอีจึงใจเต้นกริ๊กก่อนจะหัวเราะร่วน "นั่นก็ย่อมต้องเป็น ตอนที่ลี้ภัยมา ข้าบังเอิญพบกับชายชราท่านหนึ่งระหว่างทาง ชายชราท่านนั้นเป็นผู้ถ่ายทอดและสั่งสอนข้าขอรับ"
เซวียซวงเทาเบิกตากว้าง มองดูเด็กหนุ่มที่พูดโกหกได้เป็นธรรมชาติราวกับหายใจเข้าออก ดูเหมือนนางจะได้รู้จักหลี่กวนอีในมุมมองใหม่เสียแล้ว
เพลงดาบของเจ้า ท่านลุงข้างทางเป็นคนสอน แนวคิดการสอน ชายชราข้างทางเป็นคนสอน
แม้แต่วิชาคำนวณก็ด้วยหรือ?
คำพูดแบบนี้ แม้แต่นางยังเดาออกเลยว่ากำลังพูดจาส่งเดชเพื่อปัดความรำคาญ
ปู่ของนางมีอำนาจบารมีน่าเกรงขามอย่างยิ่งในตระกูลเซวีย ไม่เคยมีใครกล้าใช้ถ้ำเสียงแบบนี้พูดจาเช่นนี้มาก่อน นางอดสงสัยไม่ได้ว่าผู้เป็นปู่จะบันดาลโทสะ ทว่ากลับได้ยินชายชราหัวเราะลั่นอย่างเบิกบานใจ "ฮ่าๆๆๆๆๆ ดูท่าทางอาจารย์น้อยจะมีอาจารย์อยู่เยอะทีเดียวนะ"
"อาจารย์วิชาคำนวณท่านนี้ หากมีโอกาส วันหน้าคงต้องขอพบหน้าสักครั้งเสียแล้ว!"
หลี่กวนอีคิดในใจว่า เหล่าอาจารย์ที่สอนวิชาคำนวณให้เขา ตอนนี้เกรงว่าคงยังอยู่ในอีกโลกหนึ่ง กำลังหัวเสียกับการสอบกลางภาคปลายภาค หรือไม่ก็เพราะนักเรียนดื้อรั้น มือถือกระติกน้ำร้อนแช่เก๋ากี้พลางบ่นว่า พวกนางเป็นนักเรียนรุ่นที่แย่ที่สุดเท่าที่ข้าเคยสอนมา
ใช้ชีวิตประจำวันอันแสนสงบสุขและจุกจิก มีคอมพิวเตอร์ มีโคล่า เป็นชีวิตที่ทำให้เขาในยามนี้รู้สึกอิจฉา
จะให้ท่านพบ 'อาจารย์วิชาคำนวณ' ท่านนั้นได้อย่างไร? เว้นเสียแต่ว่าจะมีปรมาจารย์ด้านวิชาคำนวณตกลงมาจากฟ้า แล้วหล่นใส่หัวเขานั่นแหละ
เด็กหนุ่มคิดเช่นนั้นในใจ แต่กลับเพียงแค่ยิ้มตอบว่า "หากมีโอกาส ต้องได้พบแน่นอนขอรับ"
ท่านปู่ใหญ่หัวเราะร่วน ทว่าก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
เดิมทีหลี่กวนอีไม่สามารถเข้าไปในเรือนชั้นในได้ แต่วันนี้มีท่านปู่ใหญ่คอยนำทาง ย่อมไม่มีใครกล้าขัดขวาง ตลอดทางเขาเห็นเรือนขนาดเล็กใหญ่เรียงราย บางเรือนมีกำแพงบังตาอยู่หน้าประตู มีรถม้าสลักลวดลายมังกรพยัคฆ์อย่างประณีตจอดอยู่ ในขณะที่บางเรือนกลับดูเรียบง่ายกว่า
เขารู้ว่าที่นี่คือสถานที่พักอาศัยของเหล่าแขกผู้มีเกียรติ
แขกผู้มีเกียรติของตระกูลเซวียมีเรือนแยกต่างหาก เป็นที่อิจฉาของคนอื่นๆ ในตระกูล
แต่พอเข้ามาดู เกรงว่าระหว่างแขกผู้มีเกียรติด้วยกันเอง ก็ยังมีความแตกต่างชั้นวรรณะ
เรือนชั้นในมีกำแพงสูงตระหง่าน แบ่งแยกพื้นที่ชั้นนอกและชั้นในของตระกูลเซวียออกจากกันอย่างชัดเจน บนกำแพงมีเชิงเทินราวกับกำแพงเมือง มีบ่าวไพร่ถือกระบองยาว เหน็บอาวุธไว้ที่เอว เดินลาดตระเวนอยู่เบื้องบนด้วยจังหวะก้าวที่มั่นคง ดูท่าทางน่าจะมีวรยุทธ์ติดตัวกันทุกคน
หลี่กวนอีคิดเงียบๆ
สมกับเป็นตระกูลผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น
สมกับเป็นยุคกลียุคของแผ่นดิน
บรรพชนตระกูลเซวียและหลี่กวนอีสนทนากันไปตลอดทาง ชายชรานับว่ามีอารมณ์ขัน หลี่กวนอีเองก็มีความรู้และประสบการณ์จากชาติก่อน เวลาตอบกลับและพูดคุยจึงไม่ถ่อมตัวหรือเย่อหยิ่งจนเกินไป บางครั้งก็มีคำคมหลุดออกมา ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของชายชราเข้มขึ้นไม่น้อย เหล่าแขกผู้มีเกียรติและสตรีตระกูลเซวียที่เดินผ่านไปมาต่างพากันตกตะลึง
ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มที่กำลังเดินคุยเล่นกับบรรพชนตระกูลเซวียผู้นี้มีฐานะอะไร ใครก็ตามที่ได้พบกับบรรพชนตระกูลเซวีย ล้วนแต่รู้สึกต่ำต้อยลงไปโดยสัญชาตญาณ ราวกับได้พบเทพเจ้าในใจ ต่างตัวสั่นงันงก เวลาพูดจาก็ต้องคิดหน้าคิดหลัง หวาดกลัวว่าจะพูดผิด มีน้อยคนนักที่จะพูดคุยหัวเราะได้อย่างเป็นธรรมชาติเช่นเด็กหนุ่มผู้นี้
ท่านปู่ใหญ่ยื่นนิ้วชี้ไปยังเรือนหลังหนึ่งแล้วเอ่ยถาม "อาจารย์น้อยคิดว่าเรือนหลังนี้เป็นอย่างไรบ้าง?"
เรือนหลังนี้มีสามลานเรือน ภายในมีศาลาริมน้ำ นับว่าโดดเด่นสะดุดตามากสำหรับที่นี่
หลี่กวนอีตอบ "ดีมากขอรับ"
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของท่านปู่ใหญ่ เขาเดินนำหน้าต่อไป "เรือนหลังนั้นเป็นของแขกผู้มีเกียรติท่านหนึ่ง ตัวเขาบรรลุระดับผู้ฝึกยุทธ์มานานแล้ว อีกทั้งยังแต่งงานกับสตรีสายรองของตระกูลเซวียเรา จึงอนุญาตให้เขาพาครอบครัวมาอาศัยอยู่ในตระกูลเซวียได้ หากอาจารย์น้อยชอบ ก็สามารถทำเช่นนี้ได้เหมือนกัน"
"ตระกูลเซวียมีสายรองอยู่สิบสามสาย ในบรรดานั้นมีสตรีที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับอาจารย์น้อยอยู่ไม่น้อย ผู้ที่มีรูปโฉมงดงามก็ยิ่งมีมาก"
หลี่กวนอีถาม "ผู้อาวุโสหมายความว่า..."
ท่านปู่ใหญ่เดินไปข้างหน้าอย่างไม่เร่งรีบ เอ่ยถามอย่างสบายๆ "อาจารย์น้อยน่าจะฟังออก ข้ากำลังถามว่าอาจารย์น้อยยินดีมาเป็นแขกผู้มีเกียรติของตระกูลเซวียหรือไม่"
เซวียซวงเทาชะงักไป เบิกตากว้าง
แขกผู้มีเกียรติวัยสิบสามปีหรือ? หลี่กวนอีจงใจถาม "แต่ว่า กฎระบุไว้มิใช่หรือขอรับว่าต้องบรรลุระดับผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้นจึงจะรับตำแหน่งแขกผู้มีเกียรติได้?"
ท่านปู่ใหญ่หัวเราะลั่น "ช่างเป็นความคิดแบบเด็กๆ เสียจริง คำพูดของข้าก็คือกฎของตระกูลเซวีย"
"ตระกูลเซวียเราออกห่างจากราชสำนักและสมรภูมิรบมาตั้งแต่สามร้อยปีก่อน จากนั้นก็ทำการค้าขายสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น อาจารย์น้อยคิดว่า ในฐานะพ่อค้า สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร?"
"คือสายตาและความกล้าหาญ!"
ชายชรามองดูเด็กหนุ่ม เลิกคิ้วสีขาวขึ้น นัยน์ตาดุจพยัคฆ์ร้าย แสยะยิ้มพลางกล่าวว่า "ก็เหมือนกับสมรภูมิรบ ต้องมองจังหวะลงมือให้แม่นยำ จึงจะสามารถมีชีวิตรอด จึงจะสามารถสร้างความดีความชอบได้ การค้าขายก็เช่นกัน หากมัวแต่หวาดหวั่นพรั่นพรึง ก็ทำได้เพียงแค่หาเลี้ยงปากท้องไปวันๆ"
"ตั้งแต่โบราณกาลมา พ่อค้าใหญ่และวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในใต้หล้า ล้วนแต่เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ทั้งสิ้น!"
"เดิมพันชนะก็ร่ำรวยมหาศาล ชื่อเสียงจารึกไว้พันปี เดิมพันแพ้ก็หมดเนื้อหมดตัว แบกรับคำด่าทอไปชั่วกัปชั่วกัลป์!"
"ตอนอายุหกขวบ ข้าเดิมพันชนะได้ตำราประวัติศาสตร์มาหนึ่งม้วน จุดตะเกียงเปิดอ่านจนตาแดงก่ำบวมเป่ง นับแต่นั้นมาร้อยยี่สิบปี แคว้นเฉินเจริญรุ่งเรืองและเสื่อมถอย ทว่าทรัพย์สินของตระกูลเซวียเรากลับเพิ่มพูนขึ้นถึงสามเท่า สายตาคู่นี้ยังไม่เคยเดิมพันแพ้เลยสักครั้ง ครั้งนี้ ข้ารู้สึกถูกชะตากับเจ้ายิ่งนัก จึงตั้งใจจะเดิมพันอีกสักครั้ง โดยวางเดิมพันไว้ที่ตัวเจ้า"
หลี่กวนอีถาม "ผู้อาวุโสเดิมพันด้วยสิ่งใดขอรับ?"
ฝีเท้าไม่ช้าไม่เร็ว ตอนนี้ท่านปู่ใหญ่ได้พาเขาและเซวียซวงเทาเดินมาถึงหน้าสระบัวแห่งหนึ่ง ดอกบัวในสระยังไม่เบ่งบาน ชายชราหันกลับมาชี้มือไปทางหลี่กวนอีพลางกล่าวว่า
"อายุสิบสามปี เชี่ยวชาญวิชาคำนวณ พบพานยอดคนมานับครั้งไม่ถ้วน ลมปราณบรรลุขั้นสูง เกือบจะเข้าสู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว พฤติกรรมและวิถีทาง มีกฎเกณฑ์เป็นของตนเอง ชายชราอย่างข้าขอเดิมพันกับอนาคตของเจ้า ว่าจะต้องมีชื่อเสียงสะท้านแผ่นดิน เดิมพันว่าภายในสิบปี เจ้าจะได้เป็นยอดกุนซือแห่งใต้หล้า!"
"ส่งถ่านกลางหิมะ ย่อมประเสริฐกว่าเติมบุปผาบนผืนแพร"
"วางเดิมพันอย่างเปิดเผย จะอ่อนด้อยกว่าการลอบผูกมิตรได้อย่างไร?"
"วันนี้ข้าเห็นเจ้าแล้วรู้สึกยินดี จึงตัดสินใจเปิดอกคุยกันให้หมดเปลือก ขอถามเจ้า ว่าอย่างไร!"
ท่านปู่ใหญ่พูดจาเปิดเผยตรงไปตรงมา แฝงไว้ด้วยความห้าวหาญในตัว
เซวียซวงเทากลั้นหายใจ ไม่กล้าพูดแทรกขึ้นมาแม้แต่คำเดียว
หลี่กวนอีตอบ "ข้าย่อมปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง ทว่าผู้อาวุโสเพิ่งเคยพบข้าเพียงสองครั้ง ไม่กลัวว่าจะเดิมพันแพ้หรือขอรับ?"
ท่านปู่ใหญ่ชี้ไปที่เรือน ไม่ตอบแต่กลับถามกลับว่า "ตระกูลเซวียมีตำรานับพันม้วน ครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง ทั้งร้อยวิชาของสำนักหรู บทความของปรมาจารย์ บทกวีและคัมภีร์ ม้วนคัมภีร์พุทธและเต๋า อีกทั้งยังมีประวัติศาสตร์ขุนเขาแม่น้ำ ภูมิศาสตร์และฮวงจุ้ย หากอนุญาตให้เจ้ายืมอ่าน เจ้าจะยืมอะไร?"
หลี่กวนอีมองดูพยัคฆ์ขาวที่กำลังจ้องมองตนอย่างจดจ่อ ก่อนจะให้คำตอบของตัวเอง
"ประวัติศาสตร์ขุนเขาแม่น้ำ ภูมิศาสตร์และฮวงจุ้ยขอรับ"
ท่านปู่ใหญ่ถาม "เหตุใดล่ะ?"
"เพื่อเปิดหูเปิดตาขอรับ"
"เปิดตาดูสิ่งใด?"
หลี่กวนอีจ้องมองเขาพลางกล่าวว่า "เปิดตาดูใต้หล้านี้ขอรับ"
ได้ยินดังนั้นท่านปู่ใหญ่ก็หัวเราะลั่น ราวกับพยัคฆ์ร้ายคำรามบนยอดเขาในค่ำคืนใต้แสงจันทร์
เขาก้าวเดินฉับๆ ยกมือขึ้นผลักประตูหอสดับลมเปิดออกอย่างไม่ใส่ใจนัก แล้วกล่าวว่า
"แขกผู้มีเกียรติหลี่ เชิญ!"
เมื่อผลักประตูเข้าไปด้านใน ภายในนั้นดูเรียบง่ายยิ่งนัก
ท่านปู่ใหญ่ก้าวเดินฉับๆ เข้าไปชงชาด้วยตัวเอง ติ่งสัมฤทธิ์ภายในร่างของหลี่กวนอีสะสมหยาดน้ำหยกได้ถึงเก้าส่วนแปดแล้ว เหมือนกับมังกรแดงก่อนหน้านี้ พอมาถึงจุดนี้ก็ติดแหง็กไม่ขยับอีกเลย หากต้องการทะลวงผ่านไปจนถึงขั้นสุดท้าย เกรงว่าคงต้องใช้วิธีประทับรอยยอดวิชาระดับรูปลักษณ์ธรรมเหมือนกับเยว่เชียนเฟิงก่อนหน้านี้
แต่ต้องทำอย่างไรจึงจะสำเร็จล่ะ? เขารู้สึกเลือนรางว่าบนติ่งสัมฤทธิ์มีรูปร่างของพยัคฆ์ขาวก่อตัวขึ้นอย่างรางเลือน
ทว่ายังไม่แน่ชัด ยังไม่เสถียร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการโผล่หัวออกมาเหมือนมังกรแดงเลย
เพิ่งจะนั่งลง สายตากลับชะงักไปเล็กน้อย ถูกดึงดูดด้วยสิ่งของชิ้นหนึ่ง
นั่นคือคันธนู
คันธนูศึกอันเก่าแก่และเรียบง่าย!
แผ่ซ่านด้วยกลิ่นอายสังหาร วางอยู่บนแท่นสูงตรงกลางหอสดับลมแห่งนี้
พยัคฆ์ขาวอันรางเลือนบนติ่งสัมฤทธิ์กลางอกของหลี่กวนอีพลันรวมตัวเข้าด้วยกัน คล้ายกับต้องการจะส่งเสียงคำราม
ความปรารถนาอันแรงกล้าสายหนึ่งผุดขึ้นในส่วนลึกของจิตใจหลี่กวนอี—
จับมันให้แน่น! จับมันให้แน่น! นั่นคือ—
เด็กหนุ่มมองเห็นรอยสลักข้างคันธนู แฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณแห่งศาสตราวุธอันแหลมคม
【ธนูทลายเมฆาสะเทือนฟ้า】!