กว่าจะถึงอาคารผู้โดยสาร T2 และผ่านจุดตรวจความปลอดภัยตรงประตูทางเข้า ก็ปาเข้าไปสี่โมงครึ่งแล้ว
ทั้งสองเดินมาถึงหน้าประตูทางออกผู้โดยสารขาเข้าภายในประเทศชั้นหนึ่ง บริเวณใกล้เคียงมีผู้คนมารอรับผู้โดยสารรวมตัวกันอยู่ไม่น้อย เฉินจืออวี๋ดึงดันลากกู้จีแทรกตัวเข้าไปอยู่ด้านหน้าจนได้
ราวๆ สิบกว่านาทีต่อมา เที่ยวบินจากจิงโจวก็ลงจอดในที่สุด ผู้โดยสารลากกระเป๋าเดินทางต่อแถวยาวเหยียดเดินออกมาจากทางออก
"แม่บุญธรรม! ทางนี้ค่ะ~"
เฉินจืออวี๋จำต่งอิ๋ง แม่ของกู้จีได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็นท่ามกลางฝูงชน เธอโบกมือหยอยๆ ด้วยความตื่นเต้น
ต่งอิ๋งไว้ผมสั้นเหมือนกับเธอ สวมเสื้อเชิ้ตตัวเล็กสีเขียวถั่ว ถึงจะอายุสี่สิบแล้วแต่เพราะออกกำลังกายเป็นประจำจึงดูแลตัวเองได้ดีมาก เวลาเดินดูทะมัดทะแมงและมีสง่าราศี
ส่วนกู้เจี้ยน พ่อของกู้จีนั้นตรงกันข้ามกับเธออย่างสิ้นเชิง มองแวบเดียวก็รู้ว่าแต่งตัวสไตล์ปัญญาชน ดูเป็นกันเองกว่ามาก เขาสวมเสื้อเชิ้ตลำลองสีเทา รูปร่างค่อนข้างผอม หน้าตาคล้ายกับจางอี้อยู่บ้าง
ข้างกายเขายังมีคุณลุงวัยกลางคนรูปร่างท้วมเดินตามมาด้วย จอนผมมีสีเทาขาวเล็กน้อย สวมแว่นตากรอบดำทรงกลม เขาคือเฉินหงเซิง พ่อของเฉินจืออวี๋
เมื่อได้ยินเสียงเรียก ทั้งสามคนก็เร่งฝีเท้าเดินออกมา
เฉินจืออวี๋เหลือบมองพ่อของตัวเองแวบหนึ่ง ก่อนจะโผเข้ากอดต่งอิ๋งแล้วออดอ้อนว่า "แม่บุญธรรม หนูคิดถึงแม่จังเลยค่ะ~"
"ไม่ได้เจอกันครึ่งปี เสี่ยวอวี๋สวยขึ้นอีกแล้วนะ แถมยังเรียนเก่งขนาดนี้ เหล่าเฉิน ลูกสาวนายนี่เกิดมาดีจริงๆ!"
ต่งอิ๋งลูบหัวเฉินจืออวี๋ด้วยความเอ็นดูพลางเอ่ยชม
เฉินหงเซิงยิ้ม "กู้จีบ้านเธอก็ไม่เลวเหมือนกันนะ ทั้งสูงทั้งหล่อเลย"
"เขาน่ะเหรอ? วันๆ เอาแต่เล่น..."
ต่งอิ๋งเพิ่งจะอ้าปากบ่นกู้จีได้สองประโยค พูดไปได้ครึ่งเดียวสีหน้าก็เปลี่ยนไปฉับพลัน ราวกับกำลังมองนักโทษ สายตาของเธอกวาดมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน "กู้จี ช่วงนี้ลูกไปทำเรื่องไม่ดีอะไรมาหรือเปล่า?"
"แม่ ผมจะไปทำเรื่องไม่ดีอะไรได้ล่ะ?"
แววตาของแม่เฉียบคมราวกับมีด แต่ใบหน้าของกู้จียังคงเรียบเฉยและสงบนิ่งอยู่ตลอด
ทว่าในใจกลับอดไม่ได้ที่จะเลื่อมใส:
สมกับเป็นอดีตตำรวจสายสืบ ทักษะการสืบสวนเฉียบขาดจริงๆ
เขารู้ว่าแม่ต้องมองเห็นอะไรบางอย่างจากแววตาของเขาแน่ๆ ทว่าคนที่เพิ่งผ่านคดีโจมตีสนามบินมาอย่างเขาก็นับว่าเคยเห็น 'คลื่นลมลูกใหญ่' มาแล้ว โดยเฉพาะหลังจากที่เกมสะท้อนสู่โลกความเป็นจริง การที่เขาสังหารผู้ก่อการร้ายก็เป็นความจริง เขาจึงไม่ใช่เด็กหนุ่มอ่อนหัดคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
กู้จีเคยได้ยินเพื่อนที่เรียนสืบสวนอาชญากรรมบอกว่า แววตาของฆาตกรจะไม่เหมือนคนปกติ ให้ความรู้สึกเหมือนอยากจะช่วงชิงอะไรบางอย่างไปจากตัวคุณ ยิ่งฆ่าคนมากเท่าไหร่แววตาก็จะยิ่งว่างเปล่า ราวกับคุ้นชินกับความเย็นชาบนโลกมนุษย์ เหมือนค่ำคืนที่ไร้แสงจันทร์ ดูหม่นหมอง
ถึงแม้เขาจะไม่ได้ฆ่าคนเพราะก่ออาชญากรรม แต่แววตาก็ย่อมมีความเปลี่ยนแปลงไปบ้างไม่มากก็น้อย
รูม่านตาของต่งอิ๋งหดเล็กลงเล็กน้อย เธอไม่ได้พูดอะไร
"แม่บุญธรรมคะ กู้จีไม่ได้ทำเรื่องไม่ดีจริงๆ อย่างมากก็..."
นึกไม่ถึงว่าเฉินจืออวี๋จะออกโรงช่วยพูดแทนเขา เพียงแต่ประโยคครึ่งหลังนั้น เธอแนบหูกระซิบกับต่งอิ๋งอย่างแผ่วเบา
แต่สีหน้าของแม่ก็ดูผ่อนคลายลงมากจริงๆ เธอถลึงตาใส่เขาด้วยความหมายที่อธิบายไม่ถูก
กู้จีเลิกคิ้วขึ้น
ในใจรู้สึกแปลกๆ ยัยเด็กนี่คงไม่ได้นินทาอะไรฉันอีกหรอกนะ?
"เอาล่ะ บ่นให้น้อยลงหน่อยเถอะ ไม่ได้เจอลูกตั้งครึ่งปีแล้วนะ"
สุดท้ายก็เป็นกู้เจี้ยนที่ช่วยกู้สถานการณ์ให้เขา พ่อตบไหล่กู้จีเบาๆ "ไปหาที่กินข้าวกันก่อนเถอะ พ่อกับคุณอาเฉินของลูกยุ่งงานที่บริษัทเพิ่งเสร็จ จนป่านนี้ยังไม่ได้กินอะไรกันสักคำเลย!"
ตอนที่กู้จีอยู่มัธยมต้น สถาบันวิจัย 304 ที่พ่อเคยทำงานอยู่เกิดอุบัติเหตุขึ้น จึงลาออกจากหน่วยงาน แล้วมาร่วมงานกับบริษัทเทคโนโลยีการแพทย์ในปัจจุบันพร้อมกับเฉินหงเซิง แม้จะหาเงินได้มากกว่าตอนอยู่รัฐวิสาหกิจไม่น้อย แต่ก็ยุ่งกว่าเดิมมาก ต้องทำโอทีและออกไปทำงานต่างถิ่นบ่อยๆ ทำให้มีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยลง
ดังนั้นการที่วันนี้สามารถลางานมาร่วมพิธีจบการศึกษาของเขาได้อย่างราบรื่น จึงถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่เกินความคาดหมาย
เขารีบติดต่อรถตู้มารับที่สนามบิน หลังจากกินข้าวเย็นแถวโรงเรียนเสร็จ ก็จัดการให้พ่อแม่และคนอื่นๆ เข้าพักที่โรงแรมใกล้ๆ
วันรุ่งขึ้น
วันนี้อากาศที่เมืองหนิงโจวค่อนข้างดี ท้องฟ้าสีครามมีเมฆขาว แสงแดดสดใส แม้จะร้อนอบอ้าว แต่ก็ไม่อาจบดบังความตื่นเต้นและดีใจบนใบหน้าของเหล่านักศึกษาได้
เพราะวันนี้คือวันจบการศึกษา
ตั้งแต่เช้าตรู่ กู้จีก็ตื่นมาวุ่นวายกับการสวมเครื่องแบบตำรวจที่ไม่ได้ใส่มานาน
เขาเดินมาหยุดอยู่หน้ากระจกแต่งตัว มองดูเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอมน้ำเงิน เสื้อคลุมสีกรมท่า และอินธนูสีเงินในกระจก มันช่วยเพิ่มความสง่างามน่าเกรงขามให้เขาได้ไม่น้อยจริงๆ คิ้วรูปดาบเลิกขึ้นเล็กน้อย แววตานอกจากจะดุดันแล้ว ยังเพิ่มความก้าวร้าวแฝงอยู่สองส่วน
ตอนนั้นเองเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น กู้จีล้วงออกมาดูแวบหนึ่ง แล้วรีบกดรับสาย "แม่ เดี๋ยวผมลงไปเดี๋ยวนี้แหละ"
"แม่นายมาถึงแล้วเหรอ?"
เกาโป๋จัดปกเสื้อให้เรียบร้อย "พอดีเลย ฉันลงไปพร้อมนายดีกว่า ไม่ได้เจอคุณน้ามาตั้งนานแล้ว"
ตอนปิดเทอมฤดูหนาวและฤดูร้อน เกาโป๋ไปหาเขาที่จิงโจวบ่อยๆ เลยสนิทกับพ่อแม่ของเขามาก
เมื่อถึงชั้นล่าง พ่อกับแม่กำลังมองดูบัณฑิตรอบๆ พลางพูดคุยกัน
"สวัสดีครับคุณอา"
เกาโป๋ฉีกยิ้มกว้าง เอ่ยทักทายอย่างอารมณ์ดี "คุณน้า... โอ้โห ไม่ได้เจอกันตั้งนาน คุณน้าสาวและสวยขึ้นขนาดนี้ ผมแทบจะไม่กล้าทักเลยครับ"
ต่งอิ๋งฟังแล้วก็เม้มปากยิ้ม "กู้จี ลูกหัดเรียนรู้จากเกาโป๋บ้างสิ มีมารยาทแถมยังปากหวานอีก!"
"แม่ หมอนั่นไม่ได้ปากหวานหรอกครับ แค่ชอบคน..."
"คนอะไร?"
"เอ่อ... ไม่มีอะไรครับ!"
เมื่อเห็นเกาโป๋เบิกตากว้าง กู้จีก็ตระหนักได้ว่าตัวเองเกือบจะพูดผิดไปแล้ว
ช่วงเช้า ทางมหาวิทยาลัยจัดให้แต่ละคณะและสาขาวิชาสลับกันถ่ายรูปจบการศึกษา ปิดท้ายด้วยการถ่ายรูปหมู่รวมทั้งมหาวิทยาลัย ก่อนเที่ยง ผู้บริหารมหาวิทยาลัยยังได้จัดงานกล่าวให้โอวาทจบการศึกษาสั้นๆ ส่วนเวลาที่เหลือก็ปล่อยอิสระ
กู้จีอาศัยช่วงเวลานี้ไปถ่ายรูปกับเพื่อนร่วมห้อง อาจารย์ และเพื่อนสนิทอีกหลายคน จากนั้นก็พาพ่อแม่ไปเช็กอินตามจุดเช็กอินที่เป็นสัญลักษณ์ของวิทยาลัยตำรวจอีกหลายแห่ง
พอตกบ่าย บนสนามกีฬาก็เริ่มวุ่นวายขึ้นมาทีละน้อย
คณะกรรมการองค์การนักศึกษาและเจ้าหน้าที่เริ่มขนย้ายอุปกรณ์ต่างๆ และเครื่องเสียง เพื่อจัดเตรียมเวทีสำหรับงานพิธีจบการศึกษาในช่วงเย็น เนื่องจากมีเรื่องของการซ้อมรบกลางแจ้งเข้ามาเกี่ยวข้อง แถมยังมีคนดูเยอะ สนามกีฬาจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
ไม่ทันจะสี่โมงเย็น บนอัฒจันทร์โดยรอบก็เต็มไปด้วยรุ่นน้องที่มาร่วมแจมความสนุกสนาน
กู้จีจัดหาที่นั่งให้พ่อแม่ทั้งสามคนเสร็จสรรพ ก็ตามเฉินจืออวี๋ไปหาเหล่าฟางซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
หลังเวที นักศึกษาที่เตรียมแสดงโชว์จำนวนไม่น้อยกำลังแต่งหน้าและซ้อมบทพูดอยู่ในเต็นท์สีแดงที่สร้างขึ้นชั่วคราวหลังหนึ่ง
ส่วนในเต็นท์สีน้ำเงินเข้มอีกด้านหนึ่ง เหล่าฟางที่หวีผมเรียบแปล้ไปด้านหลังกำลังกล่าวให้โอวาทนักศึกษาหน่วยสวาทที่เข้าร่วมการซ้อมรบชุดแรก
เกาโป๋เห็นกู้จีก็รีบส่งเสียงเรียก พลางชี้ไปที่รถบัสซึ่งจอดอยู่ริมถนน รวมถึงรถจู่โจมฟอร์ด F550 นำเข้าอิสระที่ดัดแปลงและพ่นสีเป็นสีน้ำเงินดำ เขาเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง "นายเห็นไหมเนี่ย แม่เจ้าโว้ย มหา'ลัยคราวนี้ทุ่มสุดตัวจริงๆ เอาของดีออกมาโชว์หมดเลย!"
"ก็แหงล่ะสิ มหา'ลัยหวังจะเอาหน้าจากการซ้อมรบครั้งนี้นี่นา วันนี้ฉันได้ยินเหล่าฟางอาจารย์ที่ปรึกษาของเราคุยกัน บอกว่าไม่ได้มีแค่ผู้บริหารระดับสูงจากกรมตำรวจนครบาลมานะ แต่แม้กระทั่งหัวหน้ากองกำกับการหน่วยสวาท แล้วก็หน่วยจู่โจมมังกรพยัคฆ์ก็ยังมาร่วมชมด้วย!"
หลี่จงเซวียนกล่าวเสียงเบา
"งั้นพวกเราก็ต้องทำผลงานให้ดีแล้วล่ะ"