"ต้าจื้อ?"
"โอ๊ะ! ท่านเจ้าสำนัก ท่านมาได้อย่างไรขอรับ?"
หลี่ต้าจื้อสะดุ้งโหยงกระโดดขึ้นมา ก่อนจะโค้งคำนับทำความเคารพท่านเจ้าสำนักพร้อมกับเหล่าผู้อาวุโสและผู้คุมกฎในบริเวณใกล้เคียง
เจ้าสำนักหมื่นเมฆายังคงรักษารูปลักษณ์ของชายวัยกลางคน น้ำเสียงยามเอ่ยปากนั้นนุ่มนวล สายตายามทอดมองผู้คนก็อ่อนโยน เขาแทบจะไม่เคยเกรี้ยวกราดกับคนในสำนัก จึงได้รับความเคารพรักจากเหล่าศิษย์อย่างลึกซึ้ง
มีข่าวลือในสำนักว่า เจ้าสำนักอยู่ห่างจากขอบเขตอายุวัฒนะระดับจินเซียนอีกไม่ไกลแล้ว และมีความเป็นไปได้สูงที่จะกลายเป็นจินเซียนคนที่สี่ของสำนัก
ทว่าตอนที่เจ้าสำนักคนก่อนๆ ดำรงตำแหน่ง ทุกคนก็ลือกันแบบนี้ทั้งนั้น
เจ้าสำนักมีนามเดิมว่าลู่โม่ ฉายาเต๋าของเขาก็แค่เติมคำว่าอวิ๋นเข้าไป เขาเรียกขานตนเองว่านักพรตอวิ๋นโม่
"ศิษย์น้องต้าจื้อ มาทางนี้"
"อ๊ะ ขอรับ"
หลี่ต้าจื้อประสานมือคารวะผู้อาวุโสและผู้คุมกฎรอบด้าน พลางกำชับว่า
"รบกวนทุกท่านจัดการเรื่องการย้ายสถานที่ให้เรียบร้อยด้วย อย่าให้ทางยอดเขาเมฆาสายรุ้งเกิดความวุ่นวายขึ้นได้"
เหล่าเซียนประสานมือรับคำสั่ง
หลี่ต้าจื้อรีบสาวเท้าตามไปอยู่ข้างกายเจ้าสำนัก เหาะเหินอยู่บนเมฆก้อนเดียวกันและบินวนเวียนอยู่บนท้องฟ้าเบื้องบน
เหล่าศิษย์ในสำนักและแขกเหรื่อจากสำนักมิตรต่างพากันเคลื่อนย้ายไปยังยอดเขาเมฆาสายรุ้งอย่างเป็นระเบียบภายใต้การนำของผู้คุมกฎฝ่ายนอกนับร้อยคน รวมตัวกันเป็นแม่น้ำสายยาวสามสายบนท้องฟ้า
"ศิษย์น้องต้าจื้อ" เจ้าสำนักทอดถอนใจ "การประลองใหญ่ครั้งนี้ เจ้าทำได้ดีมากจริงๆ สร้างความดีความชอบใหญ่หลวงให้กับสำนัก"
เจ้าสำนักใช้วิถีเต๋าปกปิดไว้เล็กน้อย บทสนทนาของพวกเขาทั้งสองจึงไม่มีใครสามารถลอบฟังได้
หลี่ต้าจื้อซุกมือทั้งสองข้างไว้ในแขนเสื้อ เอ่ยกลั้วหัวเราะ "เป็นผลจากความร่วมมือของศิษย์ร่วมสำนักทุกท่านขอรับ ข้าก็แค่บ่นพึมพำข้างหูพวกเขาเพิ่มอีกนิดหน่อย นับเป็นความดีความชอบอะไรไม่ได้หรอก"
"ทุกคำพูดและการกระทำของเจ้า ข้าล้วนเห็นอยู่ในสายตา"
สีหน้าของเจ้าสำนักดูอธิบายยากเล็กน้อย เขาเดาะลิ้นเบาๆ
"ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นหรอก แค่ท่าทางตอนที่เจ้านั่งอยู่ตรงนั้นแล้วพูดกับเหล่าผู้อาวุโสและผู้คุมกฎ ยังดูเหมือนเจ้าสำนักมากกว่าข้าเสียอีก"
หลี่ต้าจื้อใจหายวาบ
แย่แล้ว แย่แล้ว! ท่านเจ้าสำนักกำลังเตือนเขาอยู่สินะ!
หลี่ต้าจื้อรีบพูด "เรื่องนี้... ท่านเจ้าสำนักโปรดอย่าเข้าใจผิด ตอนนั้นข้าแค่ลนลานจนไม่รู้จะรับมืออย่างไร ด้วยความรีบร้อนก็เลยวางท่าไปบ้าง ความจริงแล้ว..."
"เจ้าจะลนลานไปทำไม" เจ้าสำนักแทบจะหลุดหัวเราะออกมา "ข้ากำลังชมเจ้าจริงๆ ไม่ได้มีความหมายแอบแฝงอะไร เจ้าเนี่ยนะ อย่าเอาแต่ระมัดระวังตัวแบบนี้สิ แสดงความองอาจในฐานะศิษย์ของปรมาจารย์ออกมาบ้าง"
หลี่ต้าจื้อถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"เจ้าดูสิ"
เจ้าสำนักจ้องมองเมฆขาวที่ลอยผ่านไปไกลๆ พลางยิ้มกล่าว
"วันนี้มีเจ้าสำนักมาห้าท่าน มาจากสำนักเหว่ยหยวน สำนักหวนหลิง สำนักชื่อเยี่ยน ภูเขาไป่กั่ว และสำนักห้วงสวรรค์ ล้วนเป็นสำนักเซียนฝ่ายธรรมะที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสำนักหมื่นเมฆาของเรา หากสำนักใดประสบภัยพิบัติ สำนักอื่นๆ ก็จะนำกำลังไปช่วยเหลือ
"ยังมีรองเจ้าสำนักและผู้อาวุโสจากอีกหลายสำนัก แต่ละสำนักถือว่าให้เกียรติสำนักหมื่นเมฆาของเรามาก
"ก่อนหน้านี้ การประลองใหญ่ฝ่ายในของเราจัดขึ้นประมาณยี่สิบปีต่อครั้ง ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน
"เจ้าพูดถูก วันหน้าก็กำหนดวันให้แน่นอนเสีย จะได้สะดวกในการเชิญแขกเหรื่อเหล่านี้ล่วงหน้า
"ศิษย์น้องต้าจื้อ"
"ข้าอยู่นี่ขอรับ" หลี่ต้าจื้อรีบขานรับ "ท่านเจ้าสำนักโปรดกล่าว"
เจ้าสำนักถอนหายใจ "สำนักเหล่านี้ส่วนใหญ่ผูกมิตรกับเรามาตั้งแต่สองสามหมื่นปีก่อน เจ้าตระหนักหรือไม่ว่า ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ มีกี่สำนักที่หายสาบสูญไปแล้ว และมีอีกกี่สำนักที่กำลังเดินไปสู่ขอบเหวแห่งการหายสาบสูญ?"
หลี่ต้าจื้อหัวเราะร่วน "เรื่องนี้ ข้าไม่เคยศึกษามาก่อนเลยจริงๆ ขอรับ"
"หกส่วน หายไปแล้วหกส่วน"
ในแววตาของเจ้าสำนักเต็มไปด้วยความทอดถอนใจ
"สามสำนักที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งที่สุดกับสำนักหมื่นเมฆาของเรา สำนักเหว่ยหยวน สำนักห้วงสวรรค์ และหุบเขาหงเยี่ยน ตอนนี้ล้วนตกต่ำลงแล้ว และความตกต่ำของพวกเขาก็เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่พันปีมานี้เอง"
หลี่ต้าจื้อกระซิบถาม "เป็นเพราะเกิดเหตุพลิกผันอันใดขึ้นหรือขอรับ?"
"เหตุพลิกผันก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่สาเหตุหลักคือตัวสำนักเองยากที่จะประคับประคองต่อไปได้"
เจ้าสำนักยิ้มกล่าว
"โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรก็เป็นเช่นนี้ มีเทียนเซียนคนใหม่ถือกำเนิดขึ้น ก็มีขุมกำลังใหม่เริ่มเติบโต ทวีปบูรพาแม้จะกว้างใหญ่ แต่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ชั้นยอดของเซียนนั้นมีจำนวนจำกัด
"โดยเฉพาะในช่วงสองสามพันปีมานี้ โบราณสถานที่หลงเหลือมาจากยุคบรรพกาลมีน้อยลงเรื่อยๆ ร้อยเผ่าพันธุ์ถูกประมุขทั้งสองของศาสนาตะวันตกรับไว้ จึงถอยร่นไปยังทวีปซีโจว ทำให้ความขัดแย้งกับเผ่ามนุษย์ของเราลดน้อยลง
"จากนั้นขุมกำลังภายในเผ่ามนุษย์ก็ผลัดเปลี่ยนอำนาจ เข่นฆ่าแย่งชิงกันเอง ยอดฝีมือยุคเก่าร่วงหล่น ยอดฝีมือหน้าใหม่ผงาดขึ้น...
"เฮ้อ แม้จะบอกว่าเป็นเผ่ามนุษย์เราที่เข่นฆ่ากันเอง แต่นี่จะไม่ใช่มรรคาสวรรค์ได้อย่างไร?"
นัยน์ตาของเจ้าสำนักเต็มไปด้วยความหดหู่
หลี่ต้าจื้อทอดถอนใจ "เรื่องนี้ข้าเคยได้ยินผิงอันพูดถึงขอรับ สำนักใดที่ต้องการดำรงอยู่ยืนยาว ต้องใช้วิธีการต่างๆ นานาเพื่อรักษาความกลมเกลียวของสำนักไว้ หากสูญเสียใจคน สำนักก็จะเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว"
"คำพูดนี้ไม่เลว" เจ้าสำนักถามต่อ "แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่า สำนักหมื่นเมฆาของเราผ่านพ้นหกหมื่นกว่าปีมาได้โดยไม่ล่มสลาย ทำได้อย่างไร?"
หลี่ต้าจื้อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะให้คำตอบของตัวเอง "เรามีฝ่ายนอกขอรับ"
"โอ้?" ในแววตาของเจ้าสำนักมีประกายวาบขึ้นมา "เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น?"
หลี่ต้าจื้อ: ก็เพราะฝ่ายนอกของสำนักหมื่นเมฆาท่านเป็นคนก่อตั้งขึ้นมาตอนนั้นนี่นา
แน่นอนว่า จะพูดแบบนี้ออกไปไม่ได้
"เรื่องนี้อธิบายได้ง่ายมากขอรับ"
หลี่ต้าจื้อหัวเราะร่วน "สำนักนี้สามารถมองว่าเป็นบริษัท... อะแฮ่ม ก็คือโรงย้อมผ้าแห่งหนึ่ง เคล็ดวิชาที่สืบทอดก็คือสีย้อม ระดับการบำเพ็ญเพียรของเหล่าศิษย์ก็คือผืนผ้า เวลาจะย้อมสีขึงตึงเกินไปไม่ได้ สิ่งที่ต้องระวังที่สุดก็คืออุณหภูมิของน้ำเป็นอย่างไร
"เมื่อเหล่าศิษย์สวมใส่เสื้อผ้าหลากสีสัน นั่นก็คือกลายเป็นเซียน กลายเป็นคนของสำนัก
"ถึงตอนนี้ก็เกิดปัญหาขึ้นมาข้อหนึ่ง คนของสำนักที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เหล่านี้ จะจัดสรรที่ทางให้อย่างไร และจะเลี้ยงดูอย่างไร"
รอยยิ้มของเจ้าสำนักชัดเจนยิ่งขึ้น "พูดต่อสิ"
"การจัดสรรที่ทางมีความสำคัญมากกว่าการเลี้ยงดู การเลี้ยงดูความจริงแล้วค่อนข้างง่าย ก็แค่หาช่องทางทำเงินให้มากขึ้น"
หลี่ต้าจื้อประสานมือ น้ำเสียงยิ่งเบาสบายขึ้น "หากสั่งสมคนในสำนักมากเกินไป ขนาดของโรงงานก็มีแค่นี้ สถานที่ที่ต้องการคนทำงานก็มีแค่นี้ มันก็จะค่อยๆ แออัดขึ้นมา ซ้ำยังรวมหัวกันก่อเรื่องได้ง่ายอีกด้วย
"คนที่ทำงานเห็นพวกคนว่างงานเหล่านี้ ในใจก็ย่อมไม่สบอารมณ์ เดิมทีคนที่ทำงานได้ก็จะค่อยๆ ขี้เกียจตามไปด้วย
"แต่ถ้าคนในสำนักน้อยเกินไป เวลาที่โรงงานอื่นจงใจหาเรื่องเล่นงานท่าน ท่านก็ไม่มีกำลังคนมากพอไปสู้กับพวกเขา พอถูกรังแกแล้วยังไม่มีปัญญาเอาคืน หลายคนก็จะพิจารณาไปหาโรงงานใหม่
"นี่แหละคือเหตุพลิกผัน
"ยังมีอีกจุดหนึ่ง ค่าจ้างของโรงงานคือรากฐานในการค้ำจุนทุกสิ่งทุกอย่าง คนในสำนักเหล่านี้ต่อให้ไม่ได้ช่วยทำงานโดยตรง ก็ต้องมีค่าจ้างที่จ่ายให้เป็นประจำอยู่ดี"
เจ้าสำนักพยักหน้าช้าๆ ครุ่นคิดอย่างละเอียด
หลี่ต้าจื้อเรียบเรียงความคิดเล็กน้อย ก่อนจะพูดคุยอย่างฉะฉานต่อไป
"ตอนที่ข้าปรึกษาหารือโครงสร้างภายในสำนักกับผิงอัน ก็พบว่าผู้อาวุโสที่ก่อตั้งฝ่ายนอกของสำนักหมื่นเมฆาขึ้นมา อัจฉริยะชัดๆ
"หลังจากฝ่ายนอกของสำนักหมื่นเมฆาของเราตั้งขึ้นมา ก็ถือเป็นการกำหนดการแบ่งแยกระดับชั้นภายในสำนักโดยตรง ทำให้เหล่าศิษย์ยอมรับการแบ่งสรรทรัพยากรตามพรสวรรค์ได้อย่างเปิดเผย
"ฝ่ายนอกดูแลร้านค้าในเมือง ดูแลราชวงศ์ในโลกมนุษย์ ทำงานจิปาถะในสำนัก เช่นนี้ไม่เพียงแต่จะจัดสรรคนในสำนักและศิษย์จำนวนมากได้ แต่ยังช่วยเพิ่มพูนทรัพย์สมบัติของสำนักเราได้อย่างมหาศาล
"ใช้ทรัพย์สินเลี้ยงดูผู้คน นี่คือสัจธรรมที่ไม่เคยเปลี่ยนมาตั้งแต่โบราณกาลขอรับ"
"ฮ่าๆๆๆ!"
เจ้าสำนักอดไม่ได้ที่จะแหงนหน้าหัวเราะร่วน โบกมือติดๆ กัน
"ไม่ได้เก่งกาจอย่างที่ศิษย์น้องพูดหรอก วิธีการก่อตั้งฝ่ายนอก นักพรตผู้นี้เรียนรู้มาจากที่อื่นต่างหาก"
หลี่ต้าจื้อกะพริบตา "หา? ท่านเป็นคนก่อตั้งฝ่ายนอกของสำนักหมื่นเมฆาหรือขอรับ?"
"เฮ้อ"
เจ้าสำนักถอนหายใจ เอ่ยเสียงเนิบนาบ "สำนักหมื่นเมฆาของเราประสบเหตุพลิกผันครั้งใหญ่เมื่อหมื่นปีก่อน ก่อนเกิดเรื่อง ภายในสำนักมียอดเขาอยู่ห้าสิบสี่ยอด
"ก็เป็นอย่างที่เจ้าพูดนั่นแหละ
"ตอนนั้นสำนักหมื่นเมฆาดูเหมือนจะเจริญรุ่งเรือง แต่ความจริงแล้วเป็นเพราะยอดเขาต่างๆ มีเซียนมากขึ้นเรื่อยๆ แหล่งเงินทุนในสำนักพึ่งพาได้แค่เหมืองแร่ปราณวิญญาณใกล้กับสำนักและร้านค้าในเมือง ไม่สามารถค้ำจุนสวัสดิการของคนในสำนักได้อีกต่อไป ท้ายที่สุดจึงลุกลามกลายเป็นหายนะของการต่อสู้กันเอง
"โชคดีที่ปรมาจารย์จินเซียนสามท่านที่ออกเดินทางไปนอกนภากลับมาได้ทันเวลา จึงยุติความวุ่นวายลงได้ จัดการเรื่องราวให้ถูกต้องและสะสางต้นตอของปัญหา
"ปรมาจารย์ทั้งสามท่านหลั่งน้ำตาประหารเทียนเซียนอาวุโสไปหลายคน สำนักหมื่นเมฆาของเราจากห้าสิบสี่ยอดเขาลดลงเหลือสามสิบหกยอดเขา อันดับสำนักในทวีปบูรพาร่วงหล่นไปอยู่อันดับที่สิบกว่าๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ สำนักหมื่นเมฆาของเราติดหนึ่งในแปดสำนักใหญ่ของทวีปบูรพาเชียวนะ
"นักพรตผู้นี้รับมอบหมายหน้าที่ในยามวิกฤต หมื่นปีมานี้... ราวกับเดินบนน้ำแข็งบางๆ สำนักหมื่นเมฆาที่อยู่ตรงหน้า ในที่สุดก็ฟื้นฟูพลังกลับมาได้"
หมื่นปี?
หลี่ต้าจื้อยกนิ้วโป้งให้
เขานับถือเจ้าสำนักท่านนี้จริงๆ
เขาบริหารโรงงานมายี่สิบกว่าปีก็แทบจะเป็นโรคซึมเศร้าแล้ว ศิษย์พี่อวิ๋นโม่กุมบังเหียนสำนักหมื่นเมฆามาหมื่นปี นำพาสำนักที่ผ่านการต่อสู้กันเองภายในมาจนถึงจุดที่รุ่งเรืองในปัจจุบันได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
เจ้าสำนักเปลี่ยนเรื่อง "ศิษย์น้องต้าจื้อคิดว่า หากสำนักหมื่นเมฆาของเราต้องการพัฒนาต่อไป ควรจะไปในทิศทางใด?"
หลี่ต้าจื้อคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มกล่าว "ขยายยาก ควรตั้งรับขอรับ"
เจ้าสำนักถามอีก "แล้วศิษย์น้องต้าจื้อคิดว่า ฝ่ายนอกจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรต่อไปหรือไม่?"
"มีบางส่วนขอรับ"
หลี่ต้าจื้อเอ่ยเสียงขรึม
"ความจริงแล้วปัญหาหลักของฝ่ายนอกในตอนนี้ ก็คือเรื่องบัญชีที่ไม่ค่อยชัดเจน เซียนในสำนักหลายคนถูกเลี้ยงจนอ้วนพีเกินไป ร้านค้าในเมืองหลายแห่งมีปัญหาบัญชีสับสนวุ่นวาย ซื้อของอย่างมืดบอด จนทำให้สูญเสียศิลาวิญญาณไปไม่น้อย
"แน่นอนว่า สำหรับพวกเราแล้ว เรื่องพวกนี้ล้วนเป็นปัญหาเล็กน้อยเท่านั้น"
เจ้าสำนักถามด้วยความประหลาดใจ "ศิษย์น้อง เจ้าสังเกตเห็นเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เมื่อใด?"
หลี่ต้าจื้อฉีกยิ้ม "ผิงอันบอกข้าขอรับ"
"โอ้?"
เจ้าสำนักมองลงไปยัง 'แม่น้ำศิษย์' ที่เหาะเหินอยู่เบื้องล่าง แล้วก็พบนักพรตหนุ่มที่เดินเคียงคู่ไปกับมู่หนิงหนิง
หลี่ต้าจื้อรีบพูด "ท่านเจ้าสำนัก ข่าวลือในสำนักท่านก็รู้ดี ว่ากันว่าข้าอยากจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ ผิงอันก็เลยมักจะกังวลว่าข้าจะถูกคนคิดร้าย คอยรวบรวมข้อมูลต่างๆ ภายในสำนักอยู่ตลอด... ท่านลองดูนี่สิขอรับ นี่คือสิ่งที่ผิงอันเขียนขึ้น"
หลี่ต้าจื้อยื่นหยกพกชิ้นหนึ่งให้เจ้าสำนัก
เจ้าสำนักรับหยกพกมากวาดตามอง ในดวงตาเต็มไปด้วยประกายสว่างวาบ
นี่คือแผนงานการประลองใหญ่ฝ่ายในที่หลี่ผิงอันเป็นคนทำขึ้นมา
"ศิษย์น้องต้าจื้อ" เจ้าสำนักเอ่ยเสียงขรึม "ความหมายของเจ้าคือ..."
"วันนี้ท่านเจ้าสำนักมาหาข้า พูดเรื่องพวกนี้กับข้า ข้าพอจะเข้าใจความหมายของท่านอยู่บ้างขอรับ"
หลี่ต้าจื้อยิ้มกล่าว "ไม่ได้จะชมลูกชายตัวเองหรอกนะขอรับ แต่ในด้านนี้เขาเก่งกว่าข้ามากจริงๆ ข้าก็แค่มีวาสนาอยู่บ้าง มีพรสวรรค์อยู่หน่อย
"เขาดูเหมือนจะมีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าข้าเสียอีก"
"พูดเช่นนี้ สองพ่อลูกพวกเจ้าสำหรับสำนักหมื่นเมฆาของเราแล้ว ขาดใครไปไม่ได้เลยสินะ"
เจ้าสำนักยิ้มพลางคืนหยกพกให้หลี่ต้าจื้อ แล้วตบแขนหลี่ต้าจื้อเบาๆ
"เจ้าจงบำเพ็ญเพียรและทำงานอย่างสบายใจเถอะ ไม่ต้องไปสนใจเสียงนกเสียงกาในสำนัก รอให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเจ้ากลายเป็นเซียนเมื่อไหร่ ย่อมต้องมอบหมายหน้าที่สำคัญให้เขาแน่
"ทว่า... ศิษย์น้องต้าจื้อ
"ตอนนี้ผิงอันอยู่ข้างหลังเจ้าจะดีที่สุด จะได้ไม่เป็นที่ครหา เรื่องหยกพกนี้ก็อย่าได้พูดให้ใครฟังอีก"
"อ๊ะ ขอรับ ข้าก็แค่บอกท่านตามตรง"
หลี่ต้าจื้อรีบประสานมือ "ผิงอันเป็นพวกคลั่งไคล้ในมรรคาวิถี ในใจคิดแต่เรื่องจะบำเพ็ญเพียรอย่างไร
"พวกเราสองพ่อลูกไม่มีความคิดอื่นใดแอบแฝง สามารถลงหลักปักฐานในสำนักได้ก็พอใจแล้ว ต่อให้มีคนตั้งใจจะมุ่งร้าย เราก็จะพยายามคำนึงถึงส่วนรวมให้มากที่สุดขอรับ"
"ลงหลักปักฐานอะไรกัน วันพรุ่งนี้ของสำนักหมื่นเมฆา แปดส่วนยังต้องพึ่งพาวาสนาอันยิ่งใหญ่ของเจ้าค้ำจุนอยู่นะ"
เจ้าสำนักยิ้มกล่าว
"ไป ข้าจะพาเจ้าไปรู้จักกับเจ้าสำนักเหล่านี้
"นิมิตตอนที่เจ้าทดสอบพรสวรรค์ในเมืองหว่านอันแพร่สะพัดไปทั่วโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรแล้ว เราไม่จำเป็นต้องปิดบังข่าวที่สำนักหมื่นเมฆาของเราได้ผู้มีวาสนาอันยิ่งใหญ่มาอีกต่อไป
"เข้าสู่วิถีเต๋าในวัยกลางคน สามปีกลายเป็นเซียน!
"นักพรตผู้นี้แทบรอไม่ไหวที่จะได้เห็นท่าทางตื่นตะลึงของพวกเขาแล้ว! ฮ่าๆๆ!"
...
หลี่ผิงอันมองดูเฒ่าหลี่ของบ้านตนเองถูกเจ้าสำนักพาไปยังใจกลางแท่นชมพิธีของยอดเขาเมฆาสายรุ้งแต่ไกล ทักทายปราศรัยกับแขกเหรื่อจากภายนอก
เห็นได้ชัดว่า เป็นเพราะการประลองใหญ่ฝ่ายในครั้งนี้จัดขึ้นได้อย่างงดงามมีชีวิตชีวา สถานะของท่านพ่อในสำนักหมื่นเมฆาจึงมั่นคงขึ้นอีกหลายส่วน
"ศิษย์พี่" มู่หนิงหนิงที่อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้น "พวกเราไปทักทายศิษย์พี่หญิงแห่งยอดเขาเมฆาสายรุ้งกันเถอะ!"
"เจ้าไปเถอะ" หลี่ผิงอันกำชับ "เดี๋ยวเจ้าก็อยู่ที่นั่นแหละ อยู่ฝั่งข้าอาจจะถูกคนพุ่งเป้าเอาได้"
มู่หนิงหนิงกะพริบตาถาม "ศิษย์พี่ ท่านไม่ไปหรือ?"
หลี่ผิงอัน: ...
ฝั่งนั้นมีแต่ศิษย์หญิง เขาไปก็สะดุดตาเกินไปจริงๆ
"ท่านก็เป็นศิษย์ของยอดเขาเมฆาสายรุ้งนะ"
มู่หนิงหนิงกลั้นยิ้ม ขยับเข้าไปใกล้หูหลี่ผิงอัน แล้วพูดอย่างลึกลับว่า
"เมื่อวานศิษย์พี่หญิงหลายคนบอกว่า อยากให้ท่านไปพบหน้าสักหน่อยในวันนี้ พวกนางยังเตรียมของขวัญต้อนรับศิษย์ใหม่ของยอดเขาเมฆาสายรุ้งไว้ให้ท่านด้วยนะ!"
ของขวัญต้อนรับ? ของขวัญต้อนรับอะไร?
กระโปรงสีชมพูฟรุ้งฟริ้งหรือ? ดูจากสีหน้าของมู่หนิงหนิงแล้ว หลี่ผิงอันรู้สึกว่าไม่น่าจะมีเรื่องดีอะไร
หลี่ผิงอันเหลือบมองขบวนศิษย์ของยอดเขาเมฆาสายรุ้ง
เหล่าศิษย์ของยอดเขาเมฆาสายรุ้งกินพื้นที่กำแพงเมฆทิศตะวันออกไปเกือบครึ่ง มองปราดเดียวก็เห็นอิสตรีอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม บ้างก็อวบอั๋น บ้างก็อ้อนแอ้น ราวกับดอกไม้นานาพรรณที่เบ่งบานประชันความงามกัน
ยุคสมัยนี้ ไม่มีนักพรตหญิงที่ขี้เหร่หรอก มีแต่นักพรตหญิงที่ขี้เกียจจนไม่ยอมปรับแต่งหน้าตาของตัวเองเท่านั้นแหละ
"ข้าไปไม่ค่อยสะดวกน่ะ ช่างเถอะ"
หลี่ผิงอันกระซิบ
"ศิษย์น้อง เจ้าช่วยข้ารับหน้าหน่อยก็แล้วกัน บอกไปว่า หลังจบการประลองใหญ่ ข้าจะไปเยือนยอดเขาเมฆาสายรุ้งอย่างแน่นอน
"ข้าจะรอการประลองเริ่มอยู่ที่นี่แหละ"
"งั้นก็ได้" มู่หนิงหนิงพองแก้ม "เดี๋ยวข้าจะบอกว่า ศิษย์พี่หน้าบางเลยเขินอาย เอาของขวัญต้อนรับมาให้ข้าก็พอแล้ว!"
หลี่ผิงอันกล่าว "เจ้าคอยฟังเสียงเรียกของผู้คุมกฎให้ดี พวกเราเลื่อนขั้นมาจากทำเนียบมนุษย์ น่าจะได้ขึ้นเวทีก่อน"
"อื้ม งั้นข้าไปก่อนนะ ศิษย์พี่เดี๋ยวเจอกัน~"
หลี่ผิงอันยิ้มพลางโบกมือ มู่หนิงหนิงจึงเหาะจากไป
การส่งมอบเวทีประลองระหว่างยอดเขาเมฆาอรุณและยอดเขาเมฆาสายรุ้งเสร็จสิ้นลงอย่างราบรื่น
ที่บอกว่าส่งมอบ ความจริงก็แค่ผู้ชมเปลี่ยนสถานที่ ผู้คุมกฎอาวุโสแต่ละคนแบกโต๊ะเก้าอี้ของตัวเองรีบไปที่ลานประลองของยอดเขาเมฆาสายรุ้ง จากนั้นเจ้าแห่งยอดเขาเมฆาสายรุ้งก็ปรากฏตัวขึ้นมาให้กำลังใจเหล่าศิษย์สักหน่อย
โดยรวมแล้วก็เป็นขั้นตอนประมาณนี้
กฎของการต่อสู้ในทำเนียบปฐพีละเอียดอ่อนกว่าทำเนียบมนุษย์มาก และกฎเหล่านี้... ก็คือสิ่งที่หลี่ผิงอันเป็นคนทำขึ้น
ความตั้งใจของทางยอดเขาเมฆาสายรุ้ง คืออยากให้ทำเนียบปฐพีประลองกันหลายๆ รอบหน่อย เพื่อให้เหล่าศิษย์ได้ครึกครื้นอยู่ที่ยอดเขาเมฆาสายรุ้งนานขึ้นอีกนิด
เพื่อตอบสนองความต้องการเล็กๆ น้อยๆ ของผู้จัดงาน และเพื่อให้ทำเนียบปฐพีใช้เวลาประลองนานขึ้นอีกหน่อย หลี่ผิงอันจึงควักเอากฎการแข่งขันอีสปอร์ตที่เขาดูอยู่เป็นประจำออกมา
ลำดับต่อไป ศิษย์กว่าหกสิบคนจะต้องทำการ 'แข่งเก็บคะแนน' หกรอบก่อน การแข่งเก็บคะแนนจะคัดให้เหลือสามสิบสองคนสุดท้าย เพื่อเข้าสู่การแข่งขันแบบพบกันหมดในรอบแบ่งกลุ่ม จากนั้นจึงตัดสินหาผู้เข้ารอบสิบหกคนสุดท้ายเพื่อเข้าสู่รอบแพ้คัดออกและรอบชิงชนะเลิศ
การประลองใหญ่ครั้งนี้ เป้าหมายส่วนตัวของหลี่ผิงอันคือการทะลวงเข้าสู่ทำเนียบสวรรค์ และติดหนึ่งในห้าสิบอันดับแรกของทำเนียบสวรรค์ให้ได้
เน้นทำให้ท่านอาจารย์ดีใจเป็นหลัก
'ท่านอาจารย์ไม่ได้มาหรือ?'
หลี่ผิงอันมองหาไปรอบๆ ไม่นานก็พบร่างงดงามหมดจดที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ที่มุมแท่นชมพิธี
พื้นที่ครึ่งจั้งรอบตัวของชิงซู่ดูราวกับกลายเป็นเขตหวงห้าม ไม่มีใครเข้าไปทักทายปราศรัย ท่ามกลางความเงียบสงบนั้นแฝงไปด้วยความอ้างว้างอยู่สายหนึ่ง
นางดูเหมือนจะไม่ค่อยถนัดคุยกับคนอื่นสักเท่าไร
ขณะที่หลี่ผิงอันกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เวยเหยียนจื่อก็เดินทอดน่องเข้ามา นั่งยองๆ อยู่ข้างกายเขา ดึงแขนเขาไว้ พลางส่งเสียงถาม "ผิงอัน เจ้าอยากจะเปิดสนามประลองหรือไม่? เอาฤกษ์เอาชัยอะไรทำนองนั้น
"ผู้อาวุโสในสำนักต่างก็จับตามองอยู่ หากระดับควบรวมแสงของเจ้ายังสามารถเอาชนะคนที่แข็งแกร่งกว่าได้ต่อไป ย่อมต้องสร้างความประทับใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นให้กับเหล่าเซียนในสำนักได้อย่างแน่นอน
"ฝั่งนั้นคือศิษย์ทั้งหมดของยอดเขาเมฆาสายรุ้งเลยนะ นักพรตหญิงหน้าตาสะสวยตั้งมากมาย... เจ้าเล่นทวนก็เท่สุดๆ ไปเลยด้วย"
"ผู้คุมกฎ จับฉลากตามกฎเถอะขอรับ"
หลี่ผิงอันหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ลงจริงๆ
เขาไม่ใช่พวกบ้าตัณหาสักหน่อย ซ้ำยังเลยวัยที่อยากจะแสดงออกต่อหน้าเพศตรงข้ามมาแล้วด้วย
"ข้าเข้าใจแล้ว เฮ้อ นี่เป็นโอกาสที่ดีขนาดไหนเชียว!"
เวยเหยียนจื่อเผยสีหน้าเสียดาย ก่อนจะเดินจากไปอย่างช้าๆ
ผู้คุมกฎระดับหยวนเซียนท่านนี้เพิ่งจากไป หลี่ผิงอันก็กำลังจะสงบใจเดินลมปราณต่อ ทันใดนั้นกระแสเสียงสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาในหูของหลี่ผิงอัน
เขาไม่รู้จักน้ำเสียงแปลกหน้านี้เลย
อีกฝ่ายพูดว่า "เสี่ยวผิงอัน การต่อสู้ในทำเนียบปฐพีก็พยายามเข้าล่ะ หากสามารถติดหนึ่งในสิบอันดับแรกของทำเนียบปฐพีได้ เดี๋ยวเวียนกลับมานักพรตผู้นี้จะมอบของวิเศษให้เจ้าสักสองสามชิ้น"
นี่? ใครกัน? เปิดปากมาก็เรียกเสี่ยวผิงอัน มีมารยาทบ้างไหมเนี่ย? ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฆ้องกลองดังกึกก้องกัมปนาท เสียงเครื่องสายไพเราะล่องลอยอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ
การต่อสู้แห่งทำเนียบปฐพี เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ!







