น้องเมียนี่บ่นถึงไม่ได้เลยจริงๆ เมื่อเช้าหลินเฉาหยางเพิ่งจะนึกถึงเขา พอตกเย็นเจ้าตัวก็โผล่มาซะแล้ว
"คุณอา คุณอาเขย สุดสัปดาห์นี้พ่อผมจะเลี้ยงข้าวพวกคุณครับ"
ตู้เฟิงเดินเข้าประตูมาก็พูดกับพ่อตาเถาและแม่ยายเถา
"อยู่ดีๆ จะมาเลี้ยงแขกอะไรกัน" แม่ยายเถาถาม
"นี่ใกล้จะถึงวันชาติแล้วไม่ใช่เหรอครับ" เหตุผลของตู้เฟิงเห็นได้ชัดว่าฟังไม่ขึ้น เขาจึงพูดปนหัวเราะอีกว่า "ที่จริงหลักๆ คือจะเลี้ยงพี่เขยผมน่ะครับ"
"เลี้ยงเฉาหยาง?" ทุกคนมีสีหน้าประหลาดใจ พี่เมียเถาอวี้เฉิงถามขึ้นว่า "มีข้ออ้างอะไรล่ะเนี่ย"
บนใบหน้าของตู้เฟิงปรากฏแววภาคภูมิใจอยู่บ้าง "ก็เพราะนิยายของพี่เขยไงครับ เรื่อง 'พวงมาลาใต้เชิงผา' นั่นน่ะ"
ทุกคนในตระกูลเถาถึงกับบางอ้อ
'พวงมาลาใต้เชิงผา' ตีพิมพ์ใน 'วรรณกรรมประชาชน' มาได้หนึ่งเดือนแล้ว ช่วงที่ผ่านมาคนตระกูลเถาได้ยินคนรอบข้างวิพากษ์วิจารณ์นิยายเรื่องนี้มาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ไม่เพียงแต่นักอ่านที่ชอบอ่านหนังสือเป็นทุนเดิมเท่านั้นที่พูดถึง แม้แต่คนที่เดิมทีไม่ได้สนใจวรรณกรรมก็ยังวิจารณ์นิยายเรื่องนี้เช่นกัน
การที่ 'พวงมาลาใต้เชิงผา' สามารถสร้างอิทธิพลได้ถึงเพียงนี้ ไม่เพียงเพราะตัวนิยายได้ทำลายกำแพงของนิยายแนวทหารในอดีต แต่จุดสำคัญยิ่งกว่าคือการเกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน
สงครามทางตอนใต้ทอดยาวมานานกว่าครึ่งปี กระทบกระเทือนจิตใจของคนในชาติจำนวนนับไม่ถ้วน แม้ตอนนี้เวลาจะค่อยๆ ผ่านไป ความสนใจในเรื่องสงครามจะไม่ร้อนแรงเหมือนช่วงแรกๆ แล้วก็ตาม
แต่ถึงอย่างไร 'พวงมาลาใต้เชิงผา' ก็เป็นนิยายเรื่องแรกที่สะท้อนภาพสงครามครั้งนี้ได้อย่างใกล้ชิดกับความเป็นจริงมากที่สุด ขอเพียงเป็นชาวบ้านที่ใส่ใจเรื่องสงคราม ล้วนเป็นกลุ่มผู้อ่านแฝงของนิยายเรื่องนี้ทั้งสิ้น
บางคนถึงแม้จะไม่อ่านนิยาย แต่ก็ทนไม่ได้ที่คนรอบข้างเอาแต่พูดถึง กระแสพูดคุยในระดับนี้เป็นสิ่งที่นิยายทั่วไปไม่มีทางเทียบติด
คุณภาพระดับบุกเบิก กระแสที่คนทั้งประเทศให้ความสนใจ กลุ่มผู้อ่านแฝงจำนวนมหาศาล...
ปัจจัยหลายประการรวมเข้าด้วยกัน ทำให้ 'พวงมาลาใต้เชิงผา' ได้รับความรักและการยกย่องจากผู้อ่านนับล้านคนในระยะเวลาอันสั้น
กระแสนิยมนี้ยังก่อตัวเป็นพลังมติมหาชนที่แข็งแกร่งภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน รวบรวมเจตนารมณ์ของประชาชนที่ค่อนข้างหละหลวมไปบ้างแล้วให้กลับมารวมกันอีกครั้ง ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่ทางการต้องการเห็นเช่นกัน
หลินเฉาหยางเดาว่า การที่ลุงใหญ่ตู้รั่วหลินจะเลี้ยงข้าว ดูเหมือนว่ากระแสสังคมที่เกิดจากนิยายเรื่องนี้จะบรรลุผลตามที่กองทัพคาดหวังไว้แล้ว
เมื่อส่งข่าวเสร็จ ตู้เฟิงกำลังจะกลับ หลินเฉาหยางก็ดึงตัวเขาไว้
"ช่วงนี้ไม่ได้มีความรักเหรอ"
"ไม่มีครับ" ตู้เฟิงทำหน้าเหมือนอยากจะบอกว่า 'ถามอะไรไม่เข้าเรื่อง'
หลินเฉาหยางรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ อดได้ค่าจ้างเขียนซะแล้ว
เขาพูดอีกว่า "หาบุหรี่ให้ฉันสักสองคอตตอนสิ"
"ผมนึกว่าเรื่องอะไรเสียอีก ได้ครับ วันอาทิตย์ตอนกินข้าวเดี๋ยวผมเอาให้"
ตู้เฟิงนึกว่าหลินเฉาหยางมีธุระแค่นี้ รับปากเสร็จก็เตรียมจะเดินออกไป แต่หลินเฉาหยางกลับพูดขึ้นว่า "เรื่องสำคัญยังไม่ได้พูดเลยนะ"
"ยังมีเรื่องอะไรอีกเหรอครับ"
"ถ้านายมีเวลา ช่วยมองหาบ้านให้ฉันหน่อยสิ"
ตู้เฟิงประหลาดใจ "พี่เขย พี่จะเช่าบ้านอยู่เหรอ"
"ไม่ใช่เช่า แต่จะซื้อ สภาพในบ้านตอนนี้นายก็เห็น คนเยอะ ที่แคบ อีกสองปีซีเหวินกับซีอู่ก็โตแล้ว จะปล่อยให้อวี้โม่เบียดอยู่กับสองคนนั้นตลอดก็คงไม่เหมาะ อีกอย่าง ต่อไปฉันกับพี่สาวนายก็ต้องมีลูกด้วย
ดังนั้น การมีบ้านเป็นของตัวเองจึงเป็นเรื่องจำเป็น"
ตู้เฟิงพยักหน้า "พี่คิดแบบนี้ก็ถูก แต่ทำไมต้องเอาเงินตัวเองไปซื้อบ้านด้วยล่ะ ไปหาหน่วยงานสิ"
"ฉันเป็นลูกจ้าง(สถานะ)ชั่วคราว ส่วนพี่สาวนายก็ยังเป็นนักศึกษา นายคิดว่าถ้าพึ่งหน่วยงาน เมื่อไหร่เราสองคนถึงจะได้อยู่บ้านดีๆ ล่ะ"
"นั่นก็จริง แต่ตอนนี้บ้านมันไม่ได้หาซื้อกันได้ง่ายๆ นะครับ!"
"ก็ลองสืบๆ ดูก่อนสิ เผื่อจะมีที่เหมาะสมไง!" หลินเฉาหยางบอก
"ตกลงครับ ยังไงพี่ก็ไม่ได้รีบอยู่แล้ว เดี๋ยวถ้ามีเวลาผมจะช่วยสอดส่องให้" ตู้เฟิงรับปาก ก่อนจะเอ่ยแซวว่า "เอาเรื่องอยู่นะครับพี่เขย เป็นนักเขียนนี่มันทำเงินดีจริงๆ เพิ่งจะเขียนนิยายไปได้ไม่กี่เรื่อง ก็จะซื้อบ้านซะแล้ว"
คำพูดของตู้เฟิงแฝงไปด้วยความหยอกล้อและอิจฉา ถึงเขาจะเป็นลูกหลานทหารรุ่นที่สอง แต่ในยุคนี้ ไม่ว่าคุณจะมีฐานะอะไร ช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนของทุกคนก็ไม่ได้ห่างกันมากนัก
ในปัจจุบัน สาเหตุที่ทุกคนไม่ซื้อบ้าน เหตุผลสำคัญที่สุดแน่นอนว่าเป็นเพราะกรรมสิทธิ์บ้านมักจะไม่ได้อยู่ในมือของตัวเอง และอีกเหตุผลหลักก็คือ รายได้ของคนส่วนใหญ่ทำให้การซื้อบ้านไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ตอนนี้บ้านราคาถูกน่ะเป็นเรื่องจริง แต่รายได้ของทุกคนก็ไม่ได้สูงเช่นกัน นอกจากความแตกต่างเรื่องราคาบ้านกับรายได้แล้ว สิ่งที่ต่างจากยุคหลังมากที่สุดก็คือต้นทุนค่าเสื้อผ้าและอาหารที่สูงกว่ามาก
ยกตัวอย่างเนื้อหมู ตอนนี้ราคาเนื้อหมูในตลาดทั่วไปและร้านขายของชำในเยียนจิงอยู่ที่เจ็ดเหมาห้าเฟินต่อครึ่งกิโลกรัม ผันผวนไม่เกิน 10%
หากคำนวณจากรายได้เดือนละ 50 หยวน ก็จะซื้อเนื้อหมูได้ประมาณ 67 จิน ต้องรู้ไว้ก่อนว่าเงิน 50 หยวนในยุคนี้ ถือเป็นรายได้ระดับปานกลางค่อนข้างสูงแล้ว หากเทียบกับสี่สิบปีให้หลัง อย่างน้อยก็ควรจะอยู่ในระดับเงินเดือน 8,000 หยวน หากนำเงินจำนวนนี้ไปซื้อเนื้อหมู จะซื้อได้มากแค่ไหนกันเชียว ตอนที่เนื้อหมูราคาถูก เกรงว่าคงต้องคูณเข้าไปอีก 10 เท่า
ข้อดีของยุคนี้คือช่องว่างความเหลื่อมล้ำมีน้อย แต่ก็มีข้อเสียเช่นกัน มาตรฐานความเป็นอยู่ทางวัตถุที่ต่ำได้จำกัดดัชนีความสุขของประชาชนอย่างมาก
รายได้ส่วนใหญ่ของหลายๆ ครอบครัวในแต่ละปีต้องหมดไปกับเสื้อผ้าและอาหาร การใช้จ่ายก้อนโตอย่างการซื้อบ้านที่ต้องใช้เงินหลักพันหยวน ย่อมสร้างความกดดันอย่างหนักให้กับครอบครัวทั่วไป
ฐานะทางบ้านของตู้เฟิงดีเยี่ยมก็จริง แต่ตัวเขาเองไม่มีเงินเลยจริงๆ จัดว่าเป็นชนเผ่าแสงจันทร์ในยุคเจ็ดศูนย์
หลินเฉาหยางเขียนนิยายเรื่องเดียวก็หาเงินได้หลายร้อยหยวน สำหรับเขาในตอนนี้จึงอดอิจฉาไม่ได้
"ถ้านายอยากซื้อก็ซื้อได้นะ" หลินเฉาหยางพูดพลางหัวเราะ
"ผมไม่ซื้อหรอก!"
ในยุคนี้ นอกเสียจากจะถูกบีบบังคับจนหมดหนทาง ไม่อย่างนั้นใครจะควักเงินตัวเองออกมาซื้อบ้านกันล่ะ ไม่ใช่ว่าไม่มีหน่วยงานต้นสังกัดเสียหน่อย
แนวคิดแบบนี้ คนยุคหลังอาจจะเข้าใจยาก แต่ในยุคนี้กลับเป็นความคิดที่เป็นปกติที่สุดแล้ว
วันรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์ ตอนไปทำงาน หลินเฉาหยางอาศัยช่วงพักกินข้าวเที่ยง ไปที่ทำการไปรษณีย์นอกประตูทิศใต้ของมหาวิทยาลัยเพื่อส่งต้นฉบับที่เขารับปากกับ 'การเก็บเกี่ยว' ออกไป
ตั้งแต่เริ่มลงมือเขียนจนเขียนเสร็จ ต้นฉบับนี้ลากยาวมาเกือบห้าเดือน
ในช่วงเวลานี้ 'รองเท้าคู่เล็ก' ตีพิมพ์แล้ว 'การเติบโตและเสื่อมถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ของวรรณกรรมบาดแผล' ตีพิมพ์แล้ว 'พวงมาลาใต้เชิงผา' ก็ตีพิมพ์แล้ว
หากดูตามประสิทธิภาพของหลินเฉาหยาง ถือว่าอยู่ในระดับความเร็วเต่าคลานแล้ว
แต่เมื่อเทียบกับนักเขียนในยุคนี้ ประสิทธิภาพของเขาก็ยังถือว่าไม่เลว
ในช่วงเวลาหลายเดือน หลี่เสี่ยวหลินก็แค่ส่งจดหมายมาทวงต้นฉบับตามหน้าที่ไปอย่างนั้น ทว่าหล่อนเอาแต่ทวงต้นฉบับ ไม่รู้จักส่งตั๋วรายเดือนมาให้บ้าง แล้วหลินเฉาหยางจะเอาแรงผลักดันมาจากไหนล่ะ
แต่ในเมื่อตกลงกันไว้แล้ว ในที่สุดหลินเฉาหยางก็เร่งส่งต้นฉบับออกไปก่อนช่วงวันชาติ
พอจัดการต้นฉบับนี้เสร็จ เขาก็ถือว่าว่างอย่างสมบูรณ์แล้ว
ในช่วงเวลาสี่ห้าเดือน เขาเอาแต่เขียน เขียน เขียนทุกวัน ตอนทำงานก็เขียน เลิกงานก็เขียน รู้สึกเหนื่อยยิ่งกว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือนแบบ 996 เสียอีก
ทำงานชิ้นนี้เสร็จ ก็ควรจะได้พักผ่อนดีๆ สักที
พอถึงวันอาทิตย์ ครอบครัวใหญ่ตระกูลเถาก็เดินทางมาที่ค่ายทหารที่สือจิ่งซาน
หลังจากเข้าประตูและทักทายกันแล้ว ตู้รั่วหลินก็หัวเราะฮ่าๆ พูดกับแม่ยายเถาว่า "ตู้รั่วฮุ่ย เธอช่างหาลูกเขยได้ดีจริงๆ!"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา สายตาของคนตระกูลเถาก็พุ่งเป้าไปที่แม่ยายเถาอย่างพร้อมเพรียง ด้วยท่าทางเหมือนรอดูเรื่องสนุก
แม่ยายเถามีสีหน้าแข็งค้าง ฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อย "พี่ใหญ่ ก็แค่เขียนนิยายเรื่องเดียวเอง ไม่นับเป็นอะไรหรอกค่ะ"
"เอ๊ะ! พูดแบบนี้ได้ยังไง เธอไม่รู้อะไร หลังจาก 'พวงมาลาใต้เชิงผา' ตีพิมพ์ มันสร้างกำลังใจให้กับผู้บังคับบัญชาและทหารทั้งในแนวหน้าและแนวหลังของเรามากแค่ไหน!
นิยายเรื่องนี้ของเฉาหยางเขียนได้ดีมาก ปลุกขวัญกำลังใจให้กับกองทัพของเราอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งยังทำให้ชาวบ้านได้เห็นถึงความเสียสละของเหล่าทหารหาญ ทำให้เราได้ใจประชาชนมาครอง นี่สิถึงจะสำคัญที่สุด!"
ลุงใหญ่ตู้รั่วหลินมีนิสัยตรงไปตรงมา เสียงพูดก็ดังกว่าคนทั่วไปอยู่หลายส่วน
คำพูดถ่อมตัวของแม่ยายเถาถูกเขาตอบโต้กลับ หล่อนจะเถียงมากก็ไม่ได้ จึงทำได้เพียงหัวเราะเจื่อนๆ รับมือไปส่งๆ
สองพี่น้องเถาอวี้ซูคอยสังเกตสีหน้าของแม่ตลอดเวลา และแอบหัวเราะชอบใจอยู่เงียบๆ
ที่เถาอวี้ซูสะใจเป็นเพราะท่าทีที่แม่มีต่อสามีของตน ส่วนความสะใจของเถาอวี้โม่เป็นเพราะเรื่องการสลับห้องที่แม่ยายเถาเป็นคนจัดการเมื่อช่วงก่อนหน้านี้
"ดูท่าวันนี้คงเตรียมของดีไว้ไม่น้อยเลยนะเนี่ย!"
พ่อตาเถารักภรรยา จึงดึงความสนใจของลุงใหญ่ตู้รั่วหลินมาที่ตน เขาพูดปนหัวเราะว่า "วันนี้พวกนายได้อานิสงส์จากเฉาหยางแล้ว เขาทำคุณงามความดีให้กับกองทัพของเราอย่างมาก วันนี้ต้องเลี้ยงฉลองให้เขาสักหน่อย ฉันอุตส่าห์ไปเชิญพ่อครัวใหญ่จากโรงอาหารมาเลยนะ"
คำพูดของตู้รั่วหลินแม้จะฟังดูหยาบ แต่ก็ไม่ได้แข็งกระด้างเลย ทุกคนฟังออกว่าเขาพูดเล่น แต่ก็เข้าใจดีว่าอาหารมื้อนี้เตรียมไว้สำหรับหลินเฉาหยางโดยเฉพาะจริงๆ
พ่อตาเถาพูดติดตลกว่า "พ่อครัวใหญ่มาทำอาหารมื้อพิเศษให้โชว์ฝีมือแท้ๆ แบบนี้ วันนี้ผมต้องขอชิมให้ดีๆ หน่อยแล้ว"
ตู้รั่วหลินอยู่คุยเล่นกับพ่อตาเถาและหลินเฉาหยาง ส่วนเถาอวี้ซูที่อยู่ข้างๆ ก็วิ่งเข้าไปในห้องครัวแล้วดึงตัวป้าสะใภ้ฉีหงอิงเอาไว้
"คุณป้าคะ รีบมาลองเสื้อโค้ตที่หนูซื้อมาให้สิคะ"
"อยู่ดีๆ จะซื้อเสื้อโค้ตมาทำไมกัน"
ที่จริงในใจของฉีหงอิงรู้ดีถึงเหตุผลที่เถาอวี้ซูซื้อเสื้อโค้ตมาให้หล่อน
ช่วงนี้ตู้เฟิงเที่ยวคุยโวโอ้อวดกับคนอื่นทั้งในบ้านและนอกบ้านไม่น้อยว่า 'พวงมาลาใต้เชิงผา' เป็นผลงานของพี่เขยเขา แถมตัวเอกของนิยายยังอ้างอิงมาจากประสบการณ์ส่วนหนึ่งของเขาด้วย
เพราะเรื่องนี้ ตู้เฟิงเกือบจะโดนเข็มขัดของพ่อฟาดเอา
'พวงมาลาใต้เชิงผา' อ้างอิงจากบุคคลจริงก็จริง แต่หลังจากเห็นข้อมูลพวกนั้นที่ตู้เฟิงหามาให้ ตู้รั่วหลินก็รู้ดีกว่าใครว่าในนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับตู้เฟิงเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าตู้เฟิงเป็นต้นแบบของตัวเอกในนิยาย ก็เป็นได้แค่จ้าวม่งเซิงเท่านั้น
อย่างนั้นก็เท่ากับบอกว่าฉีหงอิง ภรรยาของเขา คืออู๋ส่วง แม่ของจ้าวม่งเซิงในนิยายที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ก้าวก่ายกิจการทหารไปทั่วน่ะสิ แล้วเขาตู้รั่วหลินจะไม่กลายเป็นคนสั่งสอนลูกไม่เป็น ปกครองบ้านไม่เข้มงวดไปหรอกหรือ
ไอ้เด็กคนนี้เพื่อความสนุกปากของตัวเอง ทำให้คนทั้งบ้านต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย ไม่ฟาดมันแล้วจะให้ไปฟาดใคร
และในมุมมองของฉีหงอิง การมีกระทะดำร่วงหล่นจากฟ้าลงมาฟาดหัวหล่อนอย่างจังแบบนี้ ทำให้หล่อนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
สามีก็บอกแล้วว่าต้นแบบในนิยายไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตู้เฟิงเลย แต่ถึงยังไงในใจก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี
เถาอวี้ซูรู้ว่าตู้เฟิงเอาเรื่องต้นแบบนิยายมาอวดอ้างอยู่ตลอดเวลา ไอ้เด็กคนนี้เอาแต่จะทำตัวเด่นโดยไม่สนความเป็นตายของคนในครอบครัวเลยสักนิด และยังเป็นการจับหลินเฉาหยางไปย่างบนกองไฟโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย
ดังนั้นเมื่อช่วงบ่ายของวันก่อน หล่อนจึงตั้งใจไปที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อเสื้อโค้ตให้ฉีหงอิงหนึ่งตัว
ด้วยฐานะของตระกูลตู้นั้นย่อมไม่ขาดแคลนเสื้อโค้ตแค่ตัวเดียว แต่นี่เป็นอย่างน้อยก็เพื่อแสดงท่าทีที่ดี อย่างน้อยก็อย่าให้ความรู้สึกอึดอัดใจของฉีหงอิงไปตกอยู่ที่สามีของหล่อน
เถาอวี้ซูจะดึงฉีหงอิงเข้าไปลองเสื้อในห้อง แต่หล่อนกลับพูดปนหัวเราะว่า "ไม่ต้องหรอก ยัยเด็กคนนี้ ตั้งแต่เล็กจนโตก็คิดอะไรได้รอบคอบเสมอ เป็นเจ้าตู้เฟิงต่างหากที่วันๆ เอาแต่พูดจาเหลวไหล ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเฉาหยางบ้านหลานเลย"
"หนูรู้ค่ะ แต่ถึงยังไงมันก็ทำให้คนจินตนาการไปในทางที่ไม่ดีได้นี่คะ..."
ฉีหงอิงพูดแทรกเถาอวี้ซู "ในใจหลาน ป้าเป็นคนไร้เหตุผลขนาดนั้นเลยเหรอ จะว่าไป เขายังช่วยงานลุงใหญ่ของหลานด้วยซ้ำ ป้าจะไปรับของของหลานได้ยังไง เอาเสื้อไปให้แม่หลานเถอะ"
เป็นพี่สะใภ้น้องสามีกันมาทั้งชีวิต ฉีหงอิงรู้จักนิสัยของตู้รั่วฮุ่ยดี ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร การที่เถาอวี้ซูซื้อเสื้อให้หล่อนแต่ไม่ซื้อให้แม่ตัวเอง ตู้รั่วฮุ่ยจะต้องโกรธอย่างแน่นอน
เถาอวี้ซูหัวเราะ "คุณป้าคะ ป้ารู้จักแม่หนูดีเกินไปแล้วค่ะ แต่ว่า ของที่คุณป้าไม่เอาแล้วเอาไปให้แม่ แม่ก็โกรธเหมือนกันแหละค่ะ"
"ถ้าหลานไม่ให้ หล่อนจะยิ่งโกรธนะ" ฉีหงอิงหัวเราะเบาๆ บนใบหน้าเผยความอิจฉาออกมาเล็กน้อย "ป้าล่ะอิจฉาแม่หลานจริงๆ ตั้งแต่เด็กก็อยู่อย่างสุขสบาย โตมาก็มีพ่อหลานคอยดูแลปกป้อง ถึงแม้ช่วงหลายปีก่อนจะลำบากไปบ้าง แต่อย่างน้อยลูกๆ อย่างพวกหลานก็เอาถ่านกันทุกคน"
"คุณป้าก็ไม่ได้แย่นี่คะ..."
เถาอวี้ซูกับฉีหงอิงคุยกันในห้องอยู่พักใหญ่ถึงได้ออกมา วันนี้ที่บ้านเชิญพ่อครัวใหญ่มา จึงไม่ต้องให้ทุกคนวุ่นวาย สองครอบครัวกระจายกันอยู่ตามจุดต่างๆ ในบ้านสองชั้นของตระกูลตู้ ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม
พ่อครัวใหญ่เป็นคนซานตง อาหารที่ทำจึงเป็นอาหารหลู่
ปลาแผ่นผัดซอสเหล้า ลูกชิ้นสี่สหาย เซี่ยงจี๊ผัดไฟแดง กุ้งใหญ่อบน้ำมัน...
พอใกล้จะถึงตอนเที่ยง อาหารแต่ละจานก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะ เด็กๆ ในบ้านหลายคนต่างรอคอยอยู่ข้างโต๊ะอาหารตาปริบๆ รอให้เริ่มงานเลี้ยงเสียที
ตู้รั่วหลินให้ตู้เฟิงเปิดเหล้าขาวสองขวด ปากบอกว่าเพื่อเลี้ยงฉลองให้หลินเฉาหยางผู้เป็นฮีโร่คนสำคัญ แต่ดูเหมือนตั้งใจจะมอมเหล้าเขาเสียมากกว่า
งานเลี้ยงดำเนินไปได้ครึ่งทาง ตู้รั่วหลินก็อาศัยความเมาถามขึ้นว่า "เฉาหยางเอ๊ย 'พวงมาลาใต้เชิงผา' เขียนได้ดีมาก ผู้นำในกองทัพหลายคนต่างก็มาชมเธอกับฉัน บอกว่าเธอเขียนนิยายแนวทหารได้ยอดเยี่ยมมาก กองทัพของเรากำลังต้องการบุคลากรที่มีความสามารถอย่างเธอพอดีเลย คำพูดที่ฉันเคยรับปากเธอไว้ก่อนหน้านี้ฉันยังไม่ลืมนะ เป็นยังไงล่ะ อยากมาไหม"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา สายตาทุกคู่รอบข้างก็พุ่งตรงไปที่ตู้รั่วหลินและหลินเฉาหยางทั้งสองคน







