"รายงาน!!!"
สถานที่พำนักชั่วคราวของเจียงเกา องค์รัชทายาทแคว้นอิ้ง มีเสียงตะโกนดังขึ้น จากนั้นมีคนวิ่งเหยาะๆ เข้าไป บนไหล่มีนกสง่างามขนสีแดงดั่งเปลวเพลิงเกาะอยู่ สองมือประคองจดหมายฉบับหนึ่ง บนซองจดหมายติดขนนกสีเลือดสองเส้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความสำคัญ
"เป็นจดหมายของราชครู"
เจียงเการับจดหมายมา ใบหน้ามีแววเคารพนบนอบ
พิธีบวงสรวงใหญ่ของแคว้นเฉินผ่านไปหลายวันแล้ว ใต้หล้าดูเหมือนจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ดูเหมือนทุกอย่างไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ราษฎรยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม ยังคงพูดคุยเรื่องหยุมหยิมเหมือนเดิม แต่ดูเหมือนมีเรื่องสำคัญมากมายเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นแล้ว
ทว่าเรื่องสำคัญที่ว่านี้ สำหรับราษฎรแล้ว ดูเหมือนจะไม่สำคัญเลยสักนิด
หน้าตาของฮ่องเต้ยังไม่ทำให้ราษฎรรู้สึกไม่สบายใจเท่าผักกาดขาววันนี้ไม่สดเสียด้วยซ้ำ
เจียงเกาแกะซองจดหมาย ลายมือบนจดหมายยังคงนิ่งสงบ ราวกับตัวเทพยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้าผู้นั้นเอง เจียงเกาชะงักไปเล็กน้อย อวี้เหวินเลี่ยนั่งดื่มชาอยู่ที่นี่ เขาเองก็อ่านจดหมายแล้ว ทั้งสองต่างเงียบงัน
ราชครูต้องการให้พวกเขากลับไปแล้ว
อวี้เหวินเลี่ยมองจดหมาย กวาดสายตามองตัวอักษรทีละตัว:
"แคว้นเฉินแตกแยกแล้ว ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เฉินฝู่คือหมาป่าดุร้าย ส่วนเซวียเต้าหย่งคือพยัคฆ์ร้ายในยุคโกลาหล เฉินติ่งเยี่ยคือผู้ปกครองที่ไร้ความสามารถระดับกลางๆ การมีอยู่ของถานไถ่เซี่ยนหมิง ทำให้เขาประเมินตัวเองผิดพลาด ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองสามารถสร้างสมดุลระหว่างขุนนางบุ๋นบู๊ ตระกูลผู้ดีและเครือญาติฝ่ายหญิงได้"
"ถานไถ่เซี่ยนหมิงทำให้เฉินติ่งเยี่ยหลงคิดไปว่า เพียงแค่ตนเองตั้งใจกับวิถีแห่งการคานอำนาจ สรรพสิ่งก็จะอยู่ในกำมือของตน ทว่ากลับลืมไปว่า การคานอำนาจจำเป็นต้องมีเสาหลักที่แข็งแกร่งพอในการแบ่งแยกบุ๋นบู๊ เมื่อเสาหลักนี้จากไป สมดุลก่อนหน้านี้จะพังทลายลงในพริบตา"
"ยามนี้ แคว้นเฉินวุ่นวาย ดินแดนประจิมถูกตัดขาด พยัคฆ์ร้ายของตระกูลเซวียกุมอำนาจในราชสำนัก"
"แผนการของถานไถ่เซี่ยนหมิงสำเร็จแล้ว พวกเจ้าจงรีบกลับมาเถิด ข้อเรียกร้องของอ๋องเจ็ดแห่งทูเจวี๋ย ก่อนหน้านี้เพียงบอกพวกเจ้าว่าเวลายังไม่เหมาะสม ตอนนี้ฝ่าบาทก็ทรงเห็นชอบแล้ว พวกเจ้าจงกลับมาพร้อมกับเขาได้เลย"
อวี้เหวินเลี่ยมองมาถึงตรงนี้ ก็สามารถสัมผัสได้ถึงคลื่นลมโหมกระหน่ำภายใต้ตัวอักษรที่นิ่งสงบเหล่านี้ สถานการณ์ของใต้หล้า กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ของพิธีบวงสรวงใหญ่นี้เอง ราชครูและฮ่องเต้แคว้นอิ้งเห็นชอบกับข้อตกลงของทูเจวี๋ยแล้ว
เช่นนี้ทูเจวี๋ยจะถูกแบ่งแยกออกเป็นสองส่วนตะวันออกและตะวันตก
อวี้เหวินเลี่ยเงียบงัน
(ดินแดนประจิมล่มสลาย ทูเจวี๋ยแตกแยก แคว้นเฉินวุ่นวาย ส่วนแคว้นอิ้งทหารแข็งแกร่งม้าอ้วนท้วน ผู้ปกครองปราดเปรื่อง เทพยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า นี่คือแผนการทำให้อีกแคว้นอ่อนแอ เพื่อเสริมสร้างใต้หล้า)
เขาเคยคิดว่าแผนการนี้เหลวไหลน่าขัน
บัดนี้ แผนการอันเหลวไหลนี้ถูกกางออก กลับเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ เป็นสิ่งที่เทพยุทธ์อย่างอวี้เหวินเลี่ยเห็นแล้ว ไม่มีทางที่จะไม่หวั่นไหว เรียกได้ว่าเป็นโอกาสทำศึกที่สมบูรณ์แบบ และเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการรวมจงหยวนเป็นหนึ่งมากที่สุดในรอบสามร้อยปี
ท้ายจดหมายของราชครูแห่งแคว้นอิ้งมีข้อความหนึ่งบรรทัด
"ช่วยข้าจุดธูปหนึ่งดอก เทเหล้าหนึ่งจอก หน้าหลุมศพของถานไถ่เซี่ยนหมิง"
"แสดงความยินดีกับเขา"
"ที่ได้สิ่งที่เขาต้องการ ชื่อเสียงฉาวโฉ่ชั่วกัปชั่วกัลป์!"
เจียงเกาถอนหายใจ มองไปทางอวี้เหวินเลี่ย กล่าวว่า "ท่านแม่ทัพ ถึงเวลาที่เราต้องออกเดินทางกลับแคว้นแล้ว พิธีบวงสรวงใหญ่ครั้งนี้ ได้เห็นวีรบุรุษในใต้หล้า แต่ใต้หล้ากว้างใหญ่ ฝีเท้าของพวกเราไม่อาจหยุดนิ่งอยู่ที่นี่ได้"
อวี้เหวินเลี่ยยิ้มบางๆ กล่าวว่า "ตกลง"
...
อ๋องเจ็ดแห่งทูเจวี๋ยรู้เรื่องที่แคว้นอิ้งยินดีเจรจาด้วย จึงดีใจมากไปหาผั่วจวิน ผั่วจวินดื่มชาเงียบๆ เห็นความดีใจของอ๋องเจ็ด กลับกล่าวว่า "ไม่ใช่เรื่องดีอะไร พวกเขาต้องการแบ่งแยกทูเจวี๋ย เช่นนั้นเป้าหมายก็มีเพียงหนึ่งเดียวแล้ว"
"มังกรเฒ่าของแคว้นอิ้งตัวนั้น ทนไม่ไหวแล้ว"
อ๋องเจ็ดสงสัย จากนั้นก็กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "โปรดชี้แนะด้วยเถิดท่าน"
ผั่วจวินนั่งอย่างเกียจคร้านอยู่ที่นี่ เขาชี้ไปที่ปากตัวเอง เป็นเชิงบอกว่าตนเองกระหายน้ำแล้ว ดังนั้นอ๋องเจ็ดแห่งทูเจวี๋ยผู้สง่างามจึงหัวเราะฮ่าๆ รินชาให้ผั่วจวินอย่างกระตือรือร้น กล่าวว่า "ท่าน อย่ามัวแต่อมพะนำอยู่เลย พูดมาเถอะ"
ผั่วจวินกล่าวว่า "พวกเขาจะลงมือกับแคว้นเฉินแล้ว"
"ปล่อยให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มีอำนาจมากไม่ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องเจาะทะลวงแคว้นเฉิน อย่างน้อยก็ต้องให้แคว้นเฉินลงมือกับฝั่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ฮ่องเต้แคว้นอิ้งทรงพระชรามากแล้ว นั่นคือวีรบุรุษในยุคเดียวกับเซวียเต้าหย่ง"
"วรยุทธ์ของเขาไม่เลว วิชาการต่อสู้ของโอรสสวรรค์ที่ว่า ภายใต้การหนุนนำของโชคชะตา ย่อมไม่ด้อยไปกว่าปรมาจารย์ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่อาจเป็นพวกตาเฒ่าที่อายุยืนยาวเหล่านั้นได้"
"เขากลัวตาย"
"ที่กลัวยิ่งกว่าคือ หลังจากเขาตาย ลูกชายสองคนของเขาจะเข่นฆ่ากันเอง"
"ข้าเคยสนทนากับพวกเขา เจียงเกาถูกฟูมฟักมาเพื่อยุคสมัยอันยิ่งใหญ่ของใต้หล้า เป็นผู้ปกครองที่สง่างามเปิดเผย ปราดเปรื่องเรื่องการฟื้นฟูบ้านเมือง ทว่าองค์ชายรองเจียงหย่วน กลับเป็นหมากตาหลังที่เตรียมไว้เพื่อป้องกันไม่ให้การใหญ่ไม่สำเร็จ เพื่อให้ราษฎรได้ฟื้นฟูบ้านเมืองจึงหยุดการทำสงคราม ถอยร่นไปตั้งหลักอยู่มุมหนึ่ง"
"ดังนั้น คนหนึ่งมีเมตตาธรรม อีกคนหนึ่งทำตามอำเภอใจ"
"เทพยุทธ์สิบอันดับแรกของใต้หล้าสองคน คนหนึ่งสนับสนุนองค์รัชทายาท อีกคนหนึ่งสนับสนุนองค์ชายรอง"
"ฮ่องเต้แคว้นอิ้งต้องการรวมจงหยวนและแคว้นเฉินเป็นหนึ่งก่อนที่ตนเองจะตาย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกชายสองคนเข่นฆ่ากันเอง"
อ๋องเจ็ดสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย "ด้วยชื่อเสียงอันน่าเกรงขามของฮ่องเต้พระองค์นั้น หลังจากรวมจงหยวนเป็นหนึ่งแล้ว ข้าเกรงว่ายังไม่ทันได้เติบโต ก็คงได้เป็นแค่ลูกเขยใต้บังคับบัญชาของเขาเท่านั้น คนเขาว่าแต่งเข้าบ้านภรรยานั้นด้อยกว่าผู้อื่น เป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้านฮ่องเต้สู้เป็นขันทียังจะดีกว่า ท่าน จะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไม่ได้นะ"
ผั่วจวินหัวเราะกล่าว "ย่อมไม่เป็นเช่นนั้น แคว้นอิ้งก็มีปัญหาของตัวเอง"
"วางใจเถอะ ในจุดนี้ ข้าจะช่วยเจ้าเอง"
ดวงตาทั้งสองของที่ปรึกษาหนุ่มเปล่งประกายสีม่วง รอยยิ้มอ่อนโยน "เพียงแค่เจ้าฟังการจัดเตรียมของข้า"
เขาช้อนตามองไปไกลๆ
มุมปากของที่ปรึกษาหนุ่มยกขึ้น
(สับใต้หล้าให้แหลกละเอียดแล้วป้อนให้แคว้นอิ้งกิน หมาแก่ถานไถ่ แผนการของเจ้าดูถูกข้าเกินไปแล้ว ทุกคนเอาแต่บอกว่าเจ้าหัวรุนแรง แต่ข้าลองคิดดูแล้ว รู้สึกว่าเจ้ายังคงอนุรักษ์นิยมเกินไปสักหน่อย ทำไมถึงทำลายแค่แคว้นเฉินล่ะ? ก่อนหน้าแคว้นอิ้งคือแคว้นเว่ย ก็ตั้งห้าร้อยปีแล้วนะ)
(แม้จะมีผู้ปกครองที่ปราดเปรื่อง แต่รากฐานที่หยั่งลึกซับซ้อน ก็เน่าเฟะไปมากแล้ว)
(ในเมื่อทำลายแคว้นเฉินจนแหลกเหลวแล้ว)
(แล้วทำไม ไม่ทำลายแคว้นอิ้งให้แหลกเหลวไปด้วยเลยล่ะ!)
(หากข้าจะบอก ก็ควรทำลายดินแดนประจิมให้ย่อยยับ ทำให้ใต้หล้าวุ่นวาย เปลวเพลิงสงครามแห่งการแย่งชิงของเหล่าวีรบุรุษลุกโชนขึ้น จากนั้นค่อยปราบปรามวีรบุรุษทั่วสารทิศอย่างสง่าผ่าเผย ได้แผ่นดินมาอย่างชอบธรรม ไม่ด้อยไปกว่าจักรพรรดิแดง!)
(ทำลายแค่แคว้นเดียว ก็เป็นเพียงการช่วงชิงผลประโยชน์ของอีกแคว้นหนึ่งเท่านั้น ปณิธานของข้า ยิ่งใหญ่กว่าเจ้ามาก)
(ข้าต้องการ ช่วงชิงใต้หล้า!)
ผั่วจวินกล่าวว่า "อ๋องเจ็ด พวกเรา ควรออกเดินทางได้แล้ว"
เขาลุกขึ้น มองไปไกลๆ ตบไหล่อ๋องเจ็ด เขายิ้มกล่าวว่า:
"ดูสิ ใต้หล้ากว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ แคว้นเฉินเจริญรุ่งเรือง เสียงดนตรีทำให้จิตใจคนอ่อนระทวย ทว่า อ๋องเจ็ด เจ้าลืมความสำราญในการควบม้าทะยานไปบนทุ่งหญ้า ลืมปณิธานของตัวเองที่ต้องการพิชิตดินแดนแห่งนั้นไปแล้วหรือ?"
"หากยังไม่ลืม ก็จงหยิบดาบขึ้นมา ขึ้นม้าอีกครั้ง"
"พวกเรายังหนุ่ม แต่ท้ายที่สุดพวกเราก็ต้องแก่ตัวลงในสักวัน การอยู่ในสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองและงดงามเช่นนี้ ทุกวันที่อยู่ ก็ยิ่งห่างไกลจากเป้าหมายของพวกเราไปอีกหนึ่งวัน"
"ข้าและเจ้าต่างยังหนุ่ม เหล่าวีรบุรุษในใต้หล้านี้กำลังแก่ตัวลงทีละคน"
"เป็นยุคสมัยของพวกเราแล้ว"
ดวงตาของอ๋องเจ็ดสว่างวาบ เขาสละความเพลิดเพลินอันหรูหราในจงหยวนนี้อย่างเด็ดเดี่ยว ยอมละทิ้งสิ่งเหล่านั้น หญิงงาม ทิวทัศน์งดงาม อาหารเลิศรส เครื่องใช้ล้ำค่าที่ไม่มีในทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ คืนนี้ อ๋องเจ็ดลับคมดาบของตนด้วยตัวเอง หลังจากหารือลับกับเจียงเกาแล้ว ก็ขอลาจากแคว้นเฉิน
พระพุทธเจ้ามีชีวิตแห่งดินแดนประจิมและเฉินเฉิงปี้เข้าร่วมงานศพของจู่เหวินหย่วน
ในยุคสมัยที่ใต้หล้ามีคลื่นลมโหมกระหน่ำเช่นนี้ ไม่มีใครจดจำการจากไปของอันดับหนึ่งแห่งวิชาคำนวณผู้นี้ การจากไปของเขา เป็นดั่งใบไม้ร่วงหล่นลงมาใบหนึ่ง พระพุทธเจ้ามีชีวิตแห่งดินแดนประจิมสวดมนต์ส่งวิญญาณ ท้ายที่สุดก็มองดูธูปไหม้จนหมดดอก
เฉินเฉิงปี้ที่กำลังรักษาอาการบาดเจ็บมองท้องฟ้าอันห่างไกล ผมขาวทิ้งตัวลง สีหน้าของชายชราดูอ้างว้าง กล่าวว่า "นี่ หลวงจีนเฒ่า"
พระพุทธเจ้ามีชีวิตลืมตาขึ้น
เฉินเฉิงปี้กล่าวว่า "เจ้าว่า มีการเวียนว่ายตายเกิดและการกลับชาติมาเกิดหรือไม่?"
พระพุทธเจ้ามีชีวิตกล่าวว่า "อาตมาไม่รู้"
เฉินเฉิงปี้กล่าวว่า "เจ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้ามีชีวิตหรือ? เจ้าจะไม่รู้ได้อย่างไร?"
หลวงจีนกล่าวว่า "หากบอกว่าไม่มี ข้าบำเพ็ญเพียรในทางพุทธก็ดูเหมือนจะโง่เขลาไปสักหน่อย หากบอกว่ามี แต่หากตัดเรื่องการสืบทอดตำแหน่งพระพุทธเจ้ามีชีวิตที่ดูคลุมเครือนี้ออกไป ข้าก็ไม่เคยเห็นสิ่งที่เรียกว่าร่างกลับชาติมาเกิดจริงๆ ในเมื่อไม่เคยเห็น เช่นนั้นก็พูดได้ว่ามี และก็พูดได้ว่าไม่มี"
"แต่ทว่า ไม่ว่าจะมีหรือไม่ หากมีอยู่จริง ด้วยสติปัญญาของจู่เหวินหย่วน ย่อมต้องหาพบได้ดีกว่าเจ้าและข้าแน่นอน"
เฉินเฉิงปี้ยิ้มกว้างกล่าว "เจ้าพูดถูก"
เขาลุกขึ้นยืน หลวงจีนเฒ่ากล่าวว่า "เจ้าจะไปไหน?"
เฉินเฉิงปี้กล่าวว่า "ไปไหนน่ะหรือ?" เขามองท้องฟ้าอันห่างไกล บนใบหน้ายังคงปรากฏความสับสนเล็กน้อย ท้ายที่สุดเขาก็หัวเราะออกมา เกาหัว กล่าวว่า "ไปไหน? คำถามนี้ของเจ้า ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะบอกเจ้าอย่างไรดี"
"วันพิธีบวงสรวงใหญ่ เทพคำนวณเจ้านั่นจู่ๆ ก็เหมือนคนบ้า"
"จู่เหวินหย่วนอยู่ที่ไหน เขาก็จะตามไปที่นั่น วันนั้นจู่ๆ เขาก็ทุบไม้ติ้วคำนวณทั้งหมดของตัวเองทิ้ง จากนั้นก็มาที่หน้าอารามเต๋า รวบรวมคัมภีร์วิชาคำนวณทั้งหมดในรวดเดียว เอาคัมภีร์วิชาคำนวณที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้าที่เขาบอกว่าจะแต่งขึ้นมา เผาเป็นเถ้าถ่านต่อหน้าจู่เหวินหย่วน"
"จากนั้นก็ร้องไห้ฟูมฟายหัวเราะลั่นพูดอะไรประมาณว่า ข้าไม่มีวันตามเจ้าทัน ไม่มีวันเทียบเจ้าได้"
"จากนั้นก็เหมือนคนบ้า ดูเหมือนจะได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างหนัก ร้องไห้สลับหัวเราะวิ่งหนีไป ไม่รู้ว่าไปที่ไหนแล้ว..."
"ส่วนหลานสาวคนโตของข้าล่ะ วันนี้ดูเหมือนจะคิดเรื่องอะไรตกแล้วกระมัง?"
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เจ้ารู้ดี ข้าไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่"
"แค่จู่ๆ นางก็ย้ายออกจากหอตำราแห่งนั้น ส่วนไปที่ไหน ข้าได้ยินมาว่า นางรู้สึกว่าแม่หนูน้อยตระกูลเซวียไม่เลว จึงไปบอกผู้เฒ่าเซวียว่า จะไปพักที่ตระกูลเซวียสักระยะ เพื่อสอนวรยุทธ์ให้แม่หนูน้อยคนนั้น"
"เฮอะ ข้าว่านะ เกรงว่านางจะกังวลว่าหลานชายคนโตของข้าที่โกรธจนลืมตัวจะทำอะไรแม่หนูน้อยนั่น จึงชิงไปก่อนเสียมากกว่า แม้เขาจะไม่เอาไหน แต่ฮ่องเต้ก็คือฮ่องเต้วันยังค่ำ ของบางอย่าง ประทับตรามาหลายปีปานนี้ ถึงอย่างไรก็ลืมไม่ลงหรอก"
"ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ที่นี่ยังคึกคักถึงเพียงนี้"
"แต่จู่ๆ หลี่กวนอีก็ไปแล้ว เซียวอู๋เลี่ยงก็ไปแล้ว ตาเฒ่าผูหยางนั่นมาแล้วก็ไป ถานไถ่เซี่ยนหมิงจู่ๆ ก็หัวหลุด ใต้หล้านี้เคยคึกคัก กลับกลายเป็นเงียบเหงาไปในพริบตา รู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไหร่"
"ข้าคิดว่า ข้าจะไปท่องยุทธภพละมั้ง"
เฉินเฉิงปี้ยิ้มกล่าวว่า "ข้าแก่แล้ว"
"จู่เหวินหย่วนตายแล้ว เจ้าก็เป็นหลวงจีนเฒ่าแล้ว ลูกหลานวัยเยาว์เติบใหญ่ในยุทธภพ เราต่างต้องกลับไปในที่สุด" เขาลุกขึ้น ก้าวออกไปหนึ่งก้าว แขนเสื้อสะบัดพลิ้ว จู่ๆ ก็ก้าวออกไปได้หลายจั้ง ผมขาวปลิวไสว "ข้าจะไปเดินเล่นในยุทธภพเสียหน่อย"
"ไปพบคุณหนูกงซุนสักหน่อย ได้ยินมาว่าการประลองระหว่างตาเฒ่ามู่หรงหลงถูกับเซียนกระบี่ใกล้จะถึงแล้ว จะไปร่วมวงสนุกที่นั่นสักหน่อย หลวงจีนเฒ่า ยุทธภพกว้างใหญ่ปานนี้ ใต้หล้ากว้างขวางปานนี้ เจ้ากับข้า พวกเรา หนทางยังอีกยาวไกล"
"แล้วพบกันใหม่ในยุทธภพนะ"
ตาเฒ่าหัวเราะลั่น ทว่าไม่รู้ว่าไปที่ไหนแล้ว แต่คำพูดประโยคนี้ ก็ยังทำให้หลวงจีนเฒ่ายิ้มออกมา พนมมือหลับตาอย่างจนใจ ราวกับว่าพอหลับตาลง สหายเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ตรงหน้า
แม่ทัพหนุ่มผู้ห้าวหาญ ท่านอ๋องผู้หล่อเหลาเป็นอิสระ นักพรตผู้มีรอยยิ้มอ่อนโยน เด็กสาวผู้งดงาม และยังมีเณรน้อยผู้ซื่อสัตย์จริงใจอีกคนหนึ่ง
ทว่าพอลืมตาขึ้น ศัตรูในอดีตไม่ตายก็สูญสิ้น สหายเก่าแก่ ล้วนร่วงโรยจากลา
เรื่องราวต่างๆ ในวันวาน มลายหายไปดั่งควันหมอก
สังขารทั้งปวง อุปมาดั่งความฝัน ภาพลวงตา ฟองน้ำ เงา ดั่งน้ำค้างและสายฟ้าแลบ พึงพิจารณาเช่นนี้แล
ดวงตาของเขาสงบอ่อนโยน พนมมือสองข้าง หลุบตาลง:
"อมิตาภพุทธ"
ภายในอารามเต๋า เสียงระฆังดังขึ้น
เจ้าและข้าต่างรู้แจ้ง เหตุใดต้องแบ่งแยกสามศาสนา?
...
หลังจากเสนาบดีกังฉินถานไถ่เซี่ยนหมิงตาย เดิมทีศพควรจะถูกนำกลับไป แต่ทว่าอากาศร้อนอบอ้าว ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ดูเหมือนจะคำนึงว่าหากนำกลับไปดินแดนประจิมตลอดทาง ศพคงจะเน่าเปื่อย จึงหาสันเขาแห่งหนึ่ง ฝังบัณฑิตเฒ่าผู้มีชีวิตที่เต็มไปด้วยคลื่นลมโหมกระหน่ำผู้นี้ไว้
เฉินเหวินเมี่ยนโขกศีรษะสามครั้ง จึงจากไป
สถานที่แห่งนี้ถูกปกป้องไว้อย่างเงียบๆ แม้จะเป็นคนที่เกลียดชังการกระทำของถานไถ่เซี่ยนหมิง แต่ก็ยังหวาดกลัวคมหอกคมดาบของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กังวลว่าหากทำอะไรกับคนที่ตายไปแล้วผู้นี้ จะดึงดูดสายตาของราชันหมาป่าเฒ่าผู้นั้น ดังนั้นจึงได้แต่มองข้ามสถานที่แห่งนี้ไป
แต่วันนี้ก็ยังมีแขกมาเยือนคนหนึ่ง
เซวียเต้าหย่งเดินทอดน่องขึ้นมา เขาสวมชุดยาวสีเขียว ผมขาวปลิวไสวเล็กน้อย ท่าทียังคงน่าเกรงขาม ในมือหิ้วสุราหนึ่งกา มองดูป้ายหลุมศพนี้ แล้วก็ยกกาสุราขึ้น รินสุราหนึ่งจอก วางลงบนหลุมศพของถานไถ่เซี่ยนหมิงอย่างเรียบง่าย
"คำพูดประโยคเดียวของเจ้า ช่วยประหยัดเวลาให้ข้าไปได้มาก ถือเป็นการซื้อเวลาให้เด็กกวนอีคนนั้น ท่านอ๋องไท่ผิงเป็นที่เคารพยกย่องของคนทั้งใต้หล้า คนที่อยากฆ่าเขามีมากเท่ากับคนที่เคารพเขา เส้นทางของเขา เดินไม่ง่ายเลย"
"ข้าคิดว่าเสนาบดีกังฉินอย่างเจ้า สิ่งที่ทำต้องง่ายดายอย่างแน่นอน"
"แต่พอได้ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนี้ ถึงได้รู้ว่า เส้นทางสายนี้ของเจ้า ก็เดินไม่ง่ายเช่นกัน ฮ่าๆๆๆ จิตใจคนยากแท้หยั่งถึงดั่งก้นบึ้งมหาสมุทร เงินทองเป็นเพียงแค่หินเบิกทาง สิ่งที่เรียกว่าความปรารถนา ก็เหมือนดั่งเทาเที่ย ไม่มีที่สิ้นสุด"
"ข้ากดข่มตระกูลผู้ดี ขุนนาง แต่ก็ถูกพวกเขาตีกรอบไว้เช่นกัน"
"ขุนนางทรงอำนาจมาแต่โบราณ ล้วนตายไม่ดีทั้งสิ้น!"
"เป็นเพราะจิตใจคนล้วนแตกต่าง ยามรวมยามเปลี่ยน"
"เจ้าตายแล้ว แต่ข้าจะไม่ตาย รอสักสิบปีเถอะ รอดูว่าเด็กคนนั้นจะกลับมาหรือไม่ ถึงแม้จะมีประกาศจับลงไป แต่ข้าก็ได้กดข่มผลของมันไว้ต่ำที่สุดแล้ว เพียงแต่ ยุทธภพในยุคโกลาหลนี้ คนที่ปรารถนาในตัวกิเลนมีมากเกินไป"
"ใต้หล้าวุ่นวาย จอมยุทธ์ที่อยากฆ่าบุตรชายของท่านอ๋องไท่ผิงเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองยิ่งมีมากมายดั่งปลาหลีฮื้อข้ามแม่น้ำ"
"เส้นทางในอนาคต ท้ายที่สุดก็ต้องให้เขาฝ่าฟันออกไปเอง"
"แต่ว่า ถานไถ่เซี่ยนหมิง"
"เจ้าก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ว่ากฎตระกูลเซวียของข้า ห้ามรับราชการ แต่สุดท้ายหลังจากเจ้าจากไป สิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าข้า กลับเป็นการเดินตามรอยเท้าของเจ้า"
"ช่างเฒ่าเจ้าเล่ห์เสียจริง"
"หากตอนนี้เจ้าฟื้นขึ้นมาล่ะก็..."
เซวียเต้าหย่งดูเหมือนจะนึกถึงบัณฑิตคนหนึ่งในคืนฝนตกเมื่อหลายปีก่อน ที่ถูกซ้อมจนหน้าตาปูดบวม แต่ปากก็ยังแข็งกว่าเหล็ก กินหมั่นโถวอย่างตะกละตะกลามจนเกือบติดคอตาย แต่ก็ยังลั่นวาจาว่า ในอนาคตจะไว้ชีวิตเขา
พยัคฆ์ร้ายในยุคโกลาหลยิ้มบางๆ กล่าวว่า:
"ข้าจะกระทืบเจ้าให้ตายอีกรอบแน่!"
"แต่ตอนนี้ เจ้าตายไปแล้ว"
"วาระสุดท้าย ก็ขอคารวะสุราเจ้าหนึ่งจอก ความแค้นนับร้อยปี ข้าจะบ่นถึงไปจนตายแน่นอน จะด่าเจ้าว่าไอ้หมาแก่ แต่ว่า..."
เซวียเต้าหย่งหันหลังกลับ มองดูใต้หล้านี้ กล่าวว่า:
"หากพวกเรา ล้วนมีชีวิตอยู่ในยุคที่สงบสุขรุ่งเรือง"
"จะดีแค่ไหนกันนะ"
ชายชราสาดสุราในมือทิ้ง หันหลังเดินจากไป เดินทอดน่องจากไปไกล ตราบจนสิ้นชีวิต ก็ไม่เคยกลับมาที่นี่อีก เขาเดินจากไปไกล ก้าวเข้าสู่พระราชวัง มีเสียงหัวหน้าขันทีพิธีการประกาศชื่อเสียงเรียงนามดังแว่วมาแต่ไกล ภายในพระราชวังแคว้นเฉินอันโอ่อ่าน่าเกรงขามแห่งนี้ ดังแว่วมาแต่ไกล
"ประกาศ บัณฑิตหลวงแห่งสภาขุนนาง จงซูลิ่ง เสนาบดี พระราชทานถุงปลาทองคำม่วง"
"เซวียกั๋วกง เซวียเต้าหย่งเข้าเฝ้า!"
"สวมกระบี่สวมรองเท้าขึ้นตำหนัก!"
"เข้าเฝ้าไม่ต้องกราบไหว้!"
"เว้นการคุกเข่า!"
"ไคฝูอี๋ถงซานซือ!"
เซวียเต้าหย่งเดินห่างออกไปเรื่อยๆ ฝีเท้าไม่เคยเชื่องช้าลง
พวกเรา ล้วนมีเส้นทางของตัวเองที่ต้องเดิน ล้วนมีสนามรบของตัวเองที่ต้องมุ่งหน้าไป
นกตัวหนึ่งกระพือปีก บินห่างออกไปจากพระราชวังแคว้นเฉิน องค์รัชทายาทแคว้นอิ้งและอ๋องเจ็ดแห่งทูเจวี๋ยหัวเราะร่วน ราวกับเสียดายที่ได้รู้จักกันช้าไป รถม้าของพวกเขาออกจากแคว้นเฉินไปด้วยกัน มุ่งหน้าไปยังแคว้นอิ้งที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรในจงหยวน แผนการของแต่ละฝ่ายกำลังจะเข้าปะทะกัน
หลี่เจาเหวินก็ติดตามไปด้วย
อวี้เหวินเลี่ยกำลังคิดถึงวิถีแห่งราชันขององค์รัชทายาท วิถีแห่งผู้แกร่งกล้าขององค์ชายรอง ว่าท้ายที่สุดใครจะเหมาะสมกับแคว้นอิ้งในยุคสมัยนี้มากกว่ากัน และอวี้เหวินเลี่ยที่ตกอยู่ในภวังค์ความคิดก็ไม่ทันสังเกตเห็น หลี่เจาเหวินที่กำลังยิ้มมองพิจารณาองค์ชายทั้งสองอยู่ด้านหลัง โดยมีรอยขีดแนวตั้งสีแดงทองอยู่ที่หว่างคิ้ว
เฉินเฉิงปี้ก้าวเข้าสู่ยุทธภพ เฉินชิงเยี่ยนกลับไปตระกูลเซวีย
เมื่อรถม้าจากแคว้นเฉินใกล้จะถึงดินแดนประจิม ข่านคนสุดท้ายของเถี่ยเล่อนำสิ่งของเหล่านี้กลับไปยังชนเผ่าของตน จากนั้นก็ไปหารือกับเหล่าผู้อาวุโสในเผ่า ดังนั้นในวันที่สาม ธงโบราณผืนหนึ่งก็ถูกตั้งขึ้นใหม่ในดินแดนประจิม
[กองทหารม้าดาบโค้งทองคำ]!
ราชาแห่งพลม้าเบาในใต้หล้า เหยียบย่ำทะลวงช่วงเวลาพลบค่ำแห่งประวัติศาสตร์ กลับมาสู่ยุคสมัยนี้อีกครั้ง
เพียงแต่ธงที่เก่าแก่เช่นนี้ ท้ายที่สุดก็เพียงแค่ก่อให้เกิดคลื่นลมที่ไม่ใหญ่นักระลอกหนึ่ง
และในขณะเดียวกัน กองทัพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็เดินทางมาถึงพื้นที่สามร้อยลี้ที่เดิมทีเป็นของถู่อวี้หุนอีกครั้ง ราชันหมาป่าผู้ชราภาพพาบุตรชายของตน ทอดสายตามองลงมายังใต้หล้าอันกว้างใหญ่นี้อย่างเย็นชา เหยี่ยวบินตัวหนึ่งโฉบผ่านไหล่ของพวกเขาไป
นักประวัติศาสตร์ในยุคหลังเมื่อกล่าวถึงพิธีบวงสรวงใหญ่ของแคว้นเฉินในครั้งนี้ มักจะรู้สึกว่าสิ่งที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์นั้นเต็มไปด้วยความบังเอิญที่เหลือเชื่อ ยุคสมัยนี้ราวกับเมฆหมอกอันมืดมิดที่ปกคลุมไปทั่วทั้งใต้หล้า และเหล่าวีรบุรุษ ทั้งวีรบุรุษวัยชราและวีรบุรุษวัยเยาว์ต่างมารวมตัวกันดั่งดวงดาว
พวกเขามารวมตัวกันเพียงชั่วครู่ จากนั้นก็มุ่งหน้าไปในทิศทางที่แตกต่างกันอีกครั้ง
ครั้งนี้มีคนตายไปมากมาย แต่เหล่าวีรบุรุษที่จะเปล่งประกายเจิดจรัสในยุคหลังกลับรอดชีวิตมาได้เพราะความบังเอิญต่างๆ นานา ราวกับมีลิขิตสวรรค์ ที่นี่ราวกับเป็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว กระจายแสงสว่างเป็นสายๆ ดูเหมือนจะสาดส่องไปทั่วทั้งค่ำคืนอันมืดมิด
แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า พิธีบวงสรวงใหญ่ในครั้งนี้ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนของทั้งใต้หล้า เดิมทีเป็นพิธีบวงสรวงใหญ่ที่นำดินแดนประจิมมาเป็นอาหารบนโต๊ะอาหาร กลับกลายเป็นความรุ่งโรจน์ครั้งสุดท้ายของยักษ์ใหญ่อย่างแคว้นเฉิน ชื่อที่เจิดจรัสแต่ละชื่อ กลายเป็นเชิงอรรถก่อนตายของมัน
สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว การคานอำนาจที่เคยค้ำจุนยุคโกลาหลได้กลายเป็นหนึ่งแข็งแกร่งหลายอ่อนแอ
มหาราชผู้ชราภาพแห่งแคว้นอิ้งยกกระบี่ของเขาขึ้น พร้อมกับเทพยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดใต้บังคับบัญชา ทอดสายตามองไปยังใต้หล้านี้ เหล่าวีรบุรุษวัยชรามุ่งหน้าสู่สนามรบสุดท้ายของพวกเขา ส่วนวีรบุรุษวัยเยาว์ก็เริ่มเผยเขี้ยวเล็บออกมาทีละคน
...
ตัง ตัง ตัง !
เสียงตีกระฆังทองแดงใสกังวาน ดึงดูดความสนใจของทุกคนไป ที่นี่คือด่านแห่งหนึ่งของแคว้นเฉิน ทุกคนที่ต้องการออกจากที่นี่เพื่อไปยังอีกทิศทางหนึ่งล้วนต้องเดินผ่านที่นี่ นักเล่านิทานกำลังเล่าถึงความครึกครื้นของพิธีบวงสรวงใหญ่
พูดถึงขุนนางและแม่ทัพ พูดถึงบัณฑิตหนุ่มและหญิงงาม พูดถึงความขัดแย้งในใต้หล้า พูดถึงวีรบุรุษแม้วัยชราก็ยังมีความห้าวหาญ พูดถึงเยว่เผิงอู่นั้นดั่งนกเผิงกางปีก พูดถึงกังฉินถานไถ่เซี่ยนหมิงถูกตัดหัว ศีรษะกลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้น เล่าจนทุกคนใจลอย ได้แต่ร้องตะโกนชื่นชม
เด็กหนุ่มคนหนึ่งยื่นมือออกไปวางเหรียญทองแดงลงสองสามเหรียญ
"เถ้าแก่ เก็บเงิน"
เขาซื้อซาลาเปาไส้เนื้อสามลูก เขามีเกวียนเทียมวัวที่เพิ่งซื้อมาใหม่ บนเกวียนมีฟางข้าววางอยู่มากมาย เขานั่งอยู่บนฟางข้าว บนไหล่มีแมวขนยาวตัวหนึ่งหมอบอยู่ เขากินซาลาเปาไส้เนื้อคำโต เกวียนวัวค่อยๆ เดินไปข้างหน้า
บนกำแพงเมืองติดประกาศต่างๆ นานา
มีเรื่องในยุทธภพ มีเรื่องเช่าบ้าน มีเรื่องด่าคนเป็นชู้กับสามีชาวบ้าน
มีเรื่องตะโกนบอกว่าอย่าเทกระโถนปัสสาวะจากชั้นสองลงมาข้างล่าง
จากนั้นแผ่นที่ใหญ่ที่สุดคือประกาศจับ บนนั้นวาดรูปชายฉกรรจ์หนวดเคราเฟิ้ม มีคนพูดเป็นตุเป็นตะว่า "จำไว้ให้ดีนะ เจ้านี่ชื่อหลี่กวนอี! อดีตสารวัตรวังหลวง!"
"อายุสิบห้าหรือเท่าไหร่จำไม่ได้แล้ว ดุร้ายมาก ฆ่าเสนาบดีถานไถ่เซี่ยนหมิง ลงมือสำเร็จแล้วยังหนีไปได้ ได้ยินมาว่ายังฝ่าประตูด่านเมืองด้วย ดุเดือดจริงๆ"
ราษฎรรอบข้างมองดูชายหัวเสือดาวตาพองโตหนวดเคราเฟิ้มผู้นั้น "นี่น่ะหรือ สิบห้าปี?"
"ยี่สิบห้าปียังไม่ดูเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้เลยนะ"
คนติดประกาศเบิกตากว้าง "ไม่อย่างนั้นเขาจะทำเรื่องใหญ่โตแบบนี้ได้ยังไง?"
ราษฎรสงสัยกล่าวว่า "แต่ทำไมข้ามองดูนี่แล้ว มันช่างเหมือนกับ ไอ้คนที่ชื่อเยว่เชียนเฟิงที่เป็นผู้ร้ายหนีคดีก่อนหน้านี้เลยล่ะ?"
ดังนั้นเขาจึงถูกเตะกระเด็นไป
มีคนติดประกาศทำเนียบอีก เป็นทำเนียบยอดยุทธ์ในยุทธภพ มีคนไล่นับไปทีละคน "เซียนกระบี่น้อยซวีฮุ่ยหยางออกจากด่านมาต่อสู้ชนะรวด ตอนนี้อยู่อันดับที่ยี่สิบแปดแล้ว"
"แล้วก็มีอันดับของดาบคลั่งก็เลื่อนขึ้นเหมือนกัน"
"อืม แม่นางหลี่ในทำเนียบหญิงงามผู้นั้นดูเหมือนอันดับจะขึ้นไปถึงห้าสิบแล้วมั้ง"
"หืม?"
จู่ๆ ก็มีคนตกใจสงสัย ทุกคนมองไป พบชื่อชื่อหนึ่ง
อ่านออกเสียงว่า: "อันดับเลื่อนขึ้น ปัจจุบันอยู่อันดับที่สามสิบเอ็ด"
"คว้าแชมป์ประลองยุทธ์ในพิธีบวงสรวงใหญ่ เอาชนะเกอซู่อิ่น อวี่เหวินฮว่า เซียนกระบี่น้อยซวีฮุ่ยหยาง"
"สังหารถานไถ่เซี่ยนหมิง ช่วยเหลือเยว่เผิงอู่"
"ต่อสู้กับหลู่โหย่วเซียน ตีฝ่าเมืองหนีไป"
"มาด้วยคุณธรรม กลับอย่างเบิกบานใจ ทำตามอำเภอใจอย่างสุขุม ไม่เกรงกลัวฟ้าดิน อาจเรียกได้ว่า·คลั่ง"
"ทวนคลั่ง!"
"หลี่กวนอี"
เกวียนวัวหยุดอยู่ที่หน้าประตู ทหารยามรักษาประตูเมืองขอให้คนที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยบนเกวียนวัวลงมา คนผู้นั้นล้วงเอาเอกสารบวชใบหนึ่งส่งไปให้ ทหารยามรักษาประตูเมืองพอมองดู กลับเป็นเอกสารบวชที่หนึ่งในยี่สิบสี่บูชายัญสุราแห่งสำนักศึกษามอบให้ด้วยตัวเอง จึงตกตะลึง ถามขึ้นลอยๆ ว่า "เจ้าเป็นใคร?"
คนผู้นั้นยกนิ้วขึ้น ขยับหมวกสานเล็กน้อย เป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
ปอยผมปลิวไสวเล็กน้อย ปิ่นไม้รวบผม สวมชุดนักพรตสีฟ้าที่ซักจนซีดขาว ที่คอห้อยจี้หยก ที่เอวแขวนกระบี่โบราณลายสน ท่ามกลางเสียงอุทานชื่นชมชื่อของทวนคลั่ง เด็กหนุ่มถอดหมวกสานของตัวเองออกอย่างอ่อนโยน
"นักพรตยากไร้ หลี่เย่าซือ"
ใต้หล้ามีโรคร้าย!
พวกเราพึงรักษามัน!
"หลี่เย่าซือหรือ ดี เจ้าผ่านด่านได้!"
เอกสารบวชที่ระดับยี่สิบสี่บูชายัญสุรามอบให้ด้วยตัวเอง ใครๆ ก็รู้ถึงความสำคัญ ดังนั้นจึงคร้านที่จะสนใจว่าบนเกวียนวัวของเขามีอะไร นักพรตหนุ่มขี่เกวียนวัว ค่อยๆ เดินห่างออกไป เบื้องหลังคือเมืองที่เต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรืองของผู้คน มีเด็กหนุ่มวิ่งไล่ตามกันไปในเมือง พลางหัวเราะร่ายกวี:
"วีรบุรุษวัยเยาว์ผู้ห้าวหาญ!"
"คบหาวีรบุรุษทั้งห้านคร ตับถุงน้ำดีทะลุปรุโปร่ง เส้นผมตั้งชัน ยืนสนทนา ร่วมเป็นร่วมตาย"
"หนึ่งคำสัญญาหนักพันตำลึงทอง!"
กองทหารม้าดาบโค้งทองคำแห่งดินแดนประจิมปรากฏขึ้นอีกครั้ง คมหอกคมดาบของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ถูกยกขึ้น พยัคฆ์ร้ายในยุคโกลาหลกลายเป็นเสนาบดีผู้ทรงอิทธิพลที่กุมอำนาจแคว้น ที่ปรึกษาผู้เปี่ยมพรสวรรค์ใช้ตัวเองแบ่งแยกแคว้น ส่วนที่ปรึกษาทัพอัจฉริยะวัยเยาว์ก็แฝงตัวเข้าไปในค่ายของทูเจวี๋ย เดินทางไปยังจงหยวนพร้อมกับองค์ชายสองพระองค์ที่ยึดมั่นในวิถีแห่งราชันและวิถีแห่งผู้แกร่งกล้า
นักพรตหนุ่มช้อนตามองท้องฟ้า เดินห่างออกไปเรื่อยๆ
ปอยผมปลิวไสวเล็กน้อย
พายุเมฆาในใต้หล้า เกิดจากคนรุ่นเรา!
...
ในเวลาเดียวกัน สิบแปดโจวเจียงหนาน
ตระกูลมู่หรงแห่งศาสตราเทพ
ในที่สุดตาเฒ่าผมขาวโพลนคนหนึ่งก็เดินทางมาถึง เขาคือซือมิ่งที่หายตัวไปต่อหน้าหลี่กวนอีหลายวันนั่นเอง วรยุทธ์ของท่านปู่ไม่เอาไหน ต้องควบม้าอย่างบ้าคลั่งทั้งวันทั้งคืน ถึงได้เดินทางมาถึงที่นี่ ช่างหัวมารดามันประไรลูกหลานตระกูลมู่หรงที่ขวางทาง ปิดด่านบ้าบออะไรกัน
ซือมิ่งบุกทะลวงมาจนถึงเขตหวงห้าม
เขารู้ว่าจู่เหวินหย่วนต้องการทำอะไร และรู้ด้วยว่าหลี่กวนอีจะต้องเผชิญกับการถูกล้อมฆ่าในยุทธภพหลังจากนี้ แผนการชั่วร้ายแบบนั้นเกรงว่าคงไม่ด้อยไปกว่าในราชสำนัก ท่านปู่มุ่งตรงไปยังทางรอดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ยกเท้าขึ้นถีบตรงๆ เตะประตูใหญ่เขตหวงห้ามของตระกูลมู่หรงจนเปิดออก
ถูกคนกดตัวไว้แต่กลับดิ้นรนอย่างสุดกำลังราวกับปลาเค็มแก่ๆ ตะโกนลั่น:
"กระบี่คลั่งมู่หรงหลงถู"
"หลานสาวและเหลนชายของเจ้า ยังมีชีวิตอยู่!"
สิ้นเสียงก็ถูกหิ้วปีกออกไป แต่เสียงก็ยังดังออกไป กระบี่คลั่งที่ปิดด่านเป็นตาย และเข้าสู่วัยชราภาพอย่างถึงที่สุดแล้ว
เบิกตาโพลงขึ้นมาทันที
ศาสตราเทพเก้าสิบหกเล่มของตระกูลมู่หรง ส่งเสียงร้องคำรามพร้อมกัน
จิตวิญญาณ พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า!!!
[จบเล่ม]