หลังจากซาบซึ้งใจแล้ว เถาอวี้ซูก็ไปเปิดกระเป๋าผ้าใบที่เธอใช้สะพายไปเรียน
"เดิมทีคิดว่าจะรอให้ถึงช่วงปีใหม่แล้วค่อยให้คุณ"
เถาอวี้ซูพูดพลางหยิบกล่องสีฟ้าออกมาจากกระเป๋าผ้าใบของตัวเอง ด้านหน้าเป็นเครื่องหมายการค้าที่ประกอบด้วยตัวอักษรจีนคำว่า 'ฮู่ซ่าง' ด้านล่างยังมีพินอินคำว่า 'ฮู่ซ่าง' กำกับไว้ด้วย
"นาฬิกาข้อมือเหรอ"
"อืม"
เถาอวี้ซูเปิดกล่องนาฬิกา เผยให้เห็นนาฬิกาข้อมือสีเงินแวววาวด้านใน มันเป็นนาฬิกายี่ห้อฮู่ซ่างรุ่น 7120 สายทำจากเหล็กกล้าล้วน หน้าปัดใช้กระจกออร์แกนิก ในยุคนี้ การสวมนาฬิกาเรือนนี้ถือเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกฐานะอย่างแน่นอน
"ลองใส่ดูสิ"
เถาอวี้ซูลงมือสวมนาฬิกาเข้ากับข้อมือของหลินเฉาหยาง มองดูซ้ายทีขวาที แล้วพูดด้วยความดีใจว่า "เหมาะมากเลย!"
"หมดเงินไปเท่าไหร่ล่ะเนี่ย"
"รวมทั้งนาฬิกาทั้งคูปอง หมดไปร้อยหกสิบ"
หนึ่งร้อยหกสิบหยวน เกือบจะเท่ากับเงินเดือนสี่เดือนของหลินเฉาหยางแล้ว
"แพงเกินไปแล้ว!"
หลินเฉาหยางรู้สึกเสียดายเงินอยู่บ้าง เขาวุ่นวายมาตั้งสามเดือน เงินเก็บส่วนตัวยังมีไม่พอซื้อนาฬิกาข้อมือสักเรือนเลย
ชีวิตบ้าบอนี่!
เถาอวี้ซูยกแขนของเขาขึ้นมาดูอีกครั้ง พูดอย่างไม่ค่อยใส่ใจนักว่า "เดิมทีก็คิดว่าจะเอาออกมาตอนปีใหม่นั่นแหละ อีกอย่างคุณทำงานข้างนอก มีนาฬิกาไว้ดูเวลาก็สะดวกดี"
ในยุคนี้ การมีนาฬิกาข้อมือไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวกในการดูเวลาเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับฐานะของคนทำงานอย่างแนบเนียนอีกด้วย หากเปรียบเทียบกับตัวอย่างในยุคหลัง ก็คงคล้ายกับการถือไอโฟนเมื่อสิบสามปีก่อน
สองสามีภรรยามอบของขวัญให้แก่กัน พลอดรักกันหวานชื่น ตัวติดกันแจราวกับตังเม
หากไม่ติดว่าเตียงเก่าคร่ำคร่าที่บ้านจะเป็นอุปสรรค หลินเฉาหยางคงควบม้าออกศึกไปตั้งนานแล้ว
ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกปวดใจลึกๆ เพราะเรื่องเงินเก็บส่วนตัว
"นี่ ตอนนี้บ้านเรามีเงินฝากอยู่เท่าไหร่แล้ว" หลินเฉาหยางถามเถาอวี้ซู
"รวมที่แม่ให้มาด้วย ก็ยังมีอีกหกร้อยแปดสิบห้าหยวน"
"ยังมีเยอะขนาดนี้เลยเหรอ" หลินเฉาหยางประหลาดใจเล็กน้อย ภรรยาซื้อนาฬิกาข้อมือให้เขาหมดไปตั้งหนึ่งร้อยหกสิบหยวนเชียวนะ
"เงินเดือนของคุณ เงินอุดหนุนของฉัน แล้วก็เดือนที่แล้วพ่อให้ฉันมาอีกยี่สิบหยวน"
หลินเฉาหยางมองภรรยาอย่างพูดไม่ออก คุณเอาแต่บอกว่าแม่ยายเข้าข้างพี่เมีย แต่เรื่องที่พ่อตาเข้าข้างคุณนี่ไม่ปริปากพูดสักคำเลยนะ!
ดูไปแล้ว น้องเมียที่ชอบทำตัวโผงผางอยู่ที่บ้าน กลับกลายเป็นลูกที่พ่อไม่รักแม่ไม่หลงงั้นเหรอ
หลินเฉาหยางคิดๆ ดูแล้ว จู่ๆ ก็รู้สึกรันทดใจแทนน้องเมียขึ้นมาเล็กน้อย
พอคิดว่าเงินฝากของสองสามีภรรยารวมกันแล้วมีมากเกือบเจ็ดร้อยหยวน ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเล็กๆ น้อยๆ ของหลินเฉาหยางก็มลายหายไปจนสิ้น อย่างน้อยฉันก็มีส่วนดีความชอบอยู่บ้างล่ะนะ
ปลายเดือนธันวาคมตรงกับช่วงสุดสัปดาห์พอดี จึงได้หยุดวันอาทิตย์ บวกกับวันหยุดวันปีใหม่อีกหนึ่งวัน ก็เท่ากับมีเวลาพักผ่อนสองวัน
ภายใต้การระดมพลของแม่ยายเถา บ้านสกุลเถาก็ได้ทำความสะอาดครั้งใหญ่ทั้งในและนอกบ้าน เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนก็จะถึงเทศกาลตรุษจีนปี 1979 แล้ว ตอนนี้เก็บกวาดให้เรียบร้อย พอถึงช่วงปีใหม่ก็จะได้เหนื่อยน้อยลง
หลังวันหยุดปีใหม่ ภายในวิทยาเขตของม.เยียนจิงก็เพิ่มความเงียบเหงาขึ้นมาหลายส่วน
คณะและภาควิชาต่างๆ กำลังเตรียมตัวสำหรับการสอบปลายภาค เงาร่างของนักศึกษาที่เคยพลุกพล่านในวิทยาเขตจึงลดน้อยลงกว่าปกติมาก
เมื่อถึงช่วงเวลานี้ทีไร ห้องอ่านหนังสือของห้องสมุดม.เยียนจิงจะอยู่ในสภาพคนแน่นขนัด กลับกลายเป็นว่างานตรงจุดยืมคืนหนังสือเบาลงกว่าเมื่อก่อนไม่น้อย นักศึกษาต่างจดจ่ออยู่กับการสอบปลายภาค ทุ่มเทพลังงานให้กับการเรียนและตำรา จนไม่มีเวลายืมหนังสือแล้ว
วันนี้ ในที่สุดหลินเฉาหยางก็ได้รับใบแจ้งค่าต้นฉบับจาก "ฮู่ซ่างวรรณศิลป์"
ครั้งนี้ต้นฉบับที่เขาส่งให้ "ฮู่ซ่างวรรณศิลป์" ยังคงเป็นเรื่องสั้น แต่ความยาวนั้นยาวกว่า "คนเลี้ยงม้า" ไม่น้อย มีถึงสองหมื่นแปดพันตัวอักษร
มาตรฐานค่าตอบแทนที่ "ฮู่ซ่างวรรณศิลป์" ให้คือหนึ่งพันตัวอักษรต่อหกหยวน ซึ่งใจป้ำกว่า "เยียนจิงวรรณศิลป์" มาก ทำให้เขาได้รับค่าต้นฉบับรวดเดียวถึง 168 หยวน สูงกว่าค่าต้นฉบับจากการตีพิมพ์สองเรื่องใน "เยียนจิงวรรณศิลป์" เสียอีก
จำนวนตัวอักษรเยอะๆ นี่แหละดี ได้เงินเป็นกอบเป็นกำจริงๆ!
ทว่ายังมีเรื่องน่าเสียดายอยู่อย่างหนึ่งก็คือ การส่งต้นฉบับให้ "ฮู่ซ่างวรรณศิลป์" เขาใช้ชื่อแฝงอันใหม่อีกแล้ว โดยสานต่อแนวคิดเดิม นั่นคือนามปากกาใช้ชื่อพระเอกของนิยายโดยตรง
ดังคำกล่าวที่ว่ากระต่ายเจ้าเล่ห์มีสามโพรง นักเขียนมือดีคนไหนบ้างจะไม่มีชื่อแฝงสักสองสามชื่อ
หากใช้ชื่อ 'สวี่หลิงจวิน' สามคำนี้ ไม่ว่าอย่างไรค่าต้นฉบับต่อพันตัวอักษรก็คงต้องเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย
เกิดเป็นคนต้องไม่โลภมากเกินไป หลินเฉาหยางตักเตือนตัวเอง
ช่วงบ่ายทำงานไม่มีอะไรทำ หลินเฉาหยางจึงประคองหนังสือ "หนทางสู่ความรุ่งโรจน์" ของเฮ่าหร่านขึ้นมาอ่าน
สมัยที่เขายังเป็นวัยรุ่นสายอาร์ต เพื่อแสดงความเท่ เขาอ่านวรรณกรรมคลาสสิกของต่างประเทศไปเป็นกอง แต่กลับไม่เห็นค่าวรรณกรรมของนักเขียนชื่อดังในประเทศหลายๆ เรื่อง
ตอนนี้เป็นผู้ใหญ่ขึ้นแล้ว ทั้งยังมีเวลา จึงอยากจะมาตามอ่านผลงานเหล่านี้ชดเชยให้เต็มที่
ผลงานของเฮ่าหร่านเป็นผลิตผลของหลักการสร้างสรรค์แบบ 'สามโดดเด่น' อย่างแท้จริง นั่นคือในบรรดาตัวละครทั้งหมดต้องชูตัวละครฝ่ายดีให้โดดเด่น ในบรรดาตัวละครฝ่ายดีต้องชูวีรบุรุษให้โดดเด่น และในบรรดาวีรบุรุษต้องชูวีรบุรุษตัวเอกให้โดดเด่น
ในช่วงยุค 50-60 "ฟ้าใสแดดสวย" และ "หนทางสู่ความรุ่งโรจน์" ได้สร้างช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ให้กับเขา แต่หลังจากยุคปฏิรูปและเปิดประเทศ สไตล์การเขียนเช่นนี้ของเขาก็กลายเป็นของเก่าล้าสมัยไปอย่างรวดเร็ว
ในเรื่องนี้ไม่เพียงแต่มีปัญหาการเปลี่ยนผ่านของสไตล์วรรณกรรมเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลจากปัจจัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมากด้วย
หากตัดปัจจัยทางการเมืองออกไป หลินเฉาหยางมักจะมองว่าผลงานอย่าง "หนทางสู่ความรุ่งโรจน์" เหล่านี้คู่ควรแก่การยอมรับและควรได้รับการสืบทอดต่อไป
มีคนบอกว่าวรรณกรรมไม่ควรเป็นการสรรเสริญเยินยอแบบจำเจซ้ำซาก แต่ก็ไม่ได้บอกว่าต้องมุ่งไปที่การพรรณนาถึงท่อระบายน้ำนี่นา?
ดอกไม้บานเพียงดอกเดียวมิใช่ฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้นับร้อยบานสะพรั่งพร้อมกันจึงจะถือเป็นฤดูใบไม้ผลิที่เต็มสวน
"เฉาหยาง!"
ขณะที่หลินเฉาหยางกำลังอ่านหนังสืออยู่ ก็มีคนคุ้นหน้าเดินมาที่จุดยืมหนังสือแบบปิดชั้น
นับตั้งแต่หลิวเจิ้นอวิ๋นรู้ว่าหลินเฉาหยางอายุน้อยกว่าเขาหนึ่งปี ข่าวก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว พวกนักศึกษาภาควิชาภาษาจีนรุ่น 77 ไม่มีใครเรียกเขาว่า 'พี่' อีกแล้ว เพราะคนที่อายุน้อยที่สุดในชั้นเรียนก็มีอายุไล่เลี่ยกับเขาทั้งนั้น
เย่จวิ้นหย่วนที่อายุมากที่สุดในสาขาของพวกเขา ปีนี้อายุสามสิบสองแล้ว จึงได้รับการยกย่องจากเพื่อนร่วมชั้นอย่างสนิทสนมว่า 'เหล่าเย่'
หลินเฉาหยางทำจมูกฟุดฟิด กลิ่นครีมสโนว์ลอยมาในอากาศ มันโชยมาจากตัวของจางเย่าจง ซึ่งก่อนหน้านี้เขาไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนเลย
หลินเฉาหยางพินิจมองจางเย่าจงอย่างละเอียด หมอนี่คงไม่ได้กำลังมีความรักหรอกนะ
"นายมองฉันแบบนั้นทำไม" จางเย่าจงถูกเขาจ้องจนรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว
"ไม่มีอะไร แล้วนายว่างมาหาฉันที่นี่ได้ยังไง"
จางเย่าจงดึงเพื่อนร่วมชั้นที่อยู่ด้านหลังเข้ามา "ตั้งใจมาหานายโดยเฉพาะ มีเรื่องการเขียนอยากจะขอคำชี้แนะจากนายสักหน่อย"
หลินเฉาหยางรีบเหลือบมองไปด้านข้างทันที หูเหวินฉงกำลังตั้งใจอ่านหนังสือ ไม่น่าจะได้ยิน
เขาขยิบตาให้จางเย่าจงเป็นเชิงบอกว่าอย่าพูดจาซี้ซั้ว จากนั้นก็เอ่ยทักทายหูเหวินฉง แล้วเดินไปที่มุมหนึ่งของโถงรับแสงพร้อมกับทั้งสองคน
คนที่ตามจางเย่าจงมาหาหลินเฉาหยางคือเหลียงจั่ว เพื่อนร่วมชั้นของพวกเขา เป็นคนหน้ากลมตาตี่ บนสันจมูกสวมแว่นตากรอบทอง ดูสุภาพเรียบร้อยและมีโหงวเฮ้งเบิกบานใจอยู่บ้าง ไม่ต้องให้จางเย่าจงแนะนำหลินเฉาหยางก็รู้จัก
ก่อนหน้านี้เหลียงจั่วไม่รู้จักหลินเฉาหยาง เพิ่งจะมารู้จักก็ตอนที่ไปดูหนังที่เสี่ยวซีเทียนคราวนั้น เมื่อวานเขาบังเอิญรู้จากปากของจางเย่าจงว่า หลินเฉาหยางคือนักเขียนเรื่อง "คนเลี้ยงม้า" ที่กำลังโด่งดังอยู่ในช่วงนี้
นอกจากความตกตะลึงแล้ว สิ่งแรกที่เขาคิดได้ก็คือการลากจางเย่าจงมาหน้าด้านขอคำชี้แนะจากหลินเฉาหยาง







