"โอเคๆ รางวัลนี้ในระดับนานาชาติมีลักษณะเป็นยังไงครับ?"
"..."
"อ้อ เป็นรางวัลภาพยนตร์ระดับนานาชาติสำหรับมืออาชีพ พระเจ้าช่วย รางวัลนี้เทียบชั้นกับเบอร์ลินของเยอรมนีเลยเหรอครับ?"
"..."
"พระเจ้า มันน่าทึ่งมาก!"
"..."
"ถ้าเราจะสมัครต้องเตรียมอะไรบ้างครับ?"
"..."
"ค่าการฉายภาพยนตร์ในต่างประเทศหนึ่งพันดอลลาร์ คณะกรรมการมวลชนจะวิจารณ์ว่าหนังดีหรือไม่ดี ถ้าดีก็สามารถเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลได้เหรอครับ?"
"..."
"สามพันดอลลาร์ก็พอแล้วเหรอครับ?"
"..."
"สามพันดอลลาร์พอจริงๆ เหรอครับ?"
"..."
หลังจากวิกฤตการเงิน ภาพยนตร์จีนก็ได้รับผลกระทบไปบ้างไม่มากก็น้อย การลงทุนจากกลุ่มทุนเริ่มมีความระมัดระวังมากขึ้น ทุกคนต่างรู้ดีว่าตลาดทั้งหมดต้องการยาชูกำลังสักเข็ม
รายได้ คำวิจารณ์ อิทธิพล มูลค่าเชิงพาณิชย์ที่รวมสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน ย่อมเป็นปัจจัยหลักในการชี้วัดว่าภาพยนตร์เรื่องหนึ่งประสบความสำเร็จหรือไม่
ส่วนรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์...
ธรรมชาติแล้วก็เป็นมาตรฐานส่วนสำคัญที่ใช้อธิบายคุณค่าของภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเช่นกัน
แค่รางวัลภาพยนตร์ของจีน ก็ยังทำให้คนทำหนังแย่งชิงกันจนหัวร้างข้างแตก ส่วนรางวัลในต่างประเทศนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ทำให้คนทำหนังส่วนใหญ่คลั่งไคล้ได้อย่างแน่นอน!
ด้วยเหตุนี้ ในปี 17 ของโลกเดิม ซึ่งเป็นช่วงที่ยุคแห่งยอดวิว (Traffic Era) กำลังเฟื่องฟู รางวัลไก่ป่า (รางวัลเถื่อน) มากมายจึงผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ดาราวัยรุ่นหน้าใหม่นับไม่ถ้วนต่างพากันแห่แหนและแย่งชิงรางวัลเหล่านี้ แค่ได้รางวัลชายขอบมานิดหน่อยก็โหมโปรโมทอย่างบ้าคลั่งราวกับได้ขึ้นสวรรค์ เรียกความสนใจไปได้เต็มๆ...
ยังมีคนทำหนังที่ไม่รู้ความจริงอีกมากมายที่ตกตะลึงกับ "ภาพอันยิ่งใหญ่" นี้ จนพากันโห่ร้องว่า "ภาพยนตร์จีนผงาดขึ้นแล้ว"
ถึงแม้ว่าผู้กำกับและคนในวงการที่มีชื่อเสียงหลายคนจะยังคงตั้งข้อสงสัยในความน่าเชื่อถือของรางวัลเหล่านี้อยู่เสมอ พวกเขารู้ความจริงบางอย่าง แต่ในตลาดภาพยนตร์จีนก็ยังมีคนกลุ่มใหญ่ที่ต้องการการสร้างภาพลักษณ์แบบนี้อยู่ดี
ดังนั้น นานวันเข้า เทศกาลภาพยนตร์ไก่ป่าบางแห่งก็เริ่มดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทีละน้อย
ทว่า เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติทั้งสามแห่ง รางวัลออสการ์...
รางวัลที่คุ้นหูคุ้นตามีอยู่แค่นั้น การได้เสนอชื่อเข้าชิงสักรางวัลก็ถือว่าเป็นบุญบารมีของบรรพบุรุษแล้ว สำหรับคนทำหนังจำนวนมหาศาลที่ผุดขึ้นมาในแต่ละปี มันช่างเป็นเรื่องที่ความต้องการมีมากกว่าที่ทางเสียจริงๆ
ใครเล่าจะไปทำลายกฎที่ไม่ได้เขียนไว้เหล่านั้น?
ในปี 17 ของโลกเดิม ซึ่งเป็นยุคที่ข้อมูลข่าวสารบนอินเทอร์เน็ตพัฒนาไปอย่างมากยังเป็นเช่นนี้ แล้วนับประสาอะไรกับปี 09 ของโลกนี้!
ปี 09!
นี่คือปีที่พิเศษมากๆ
นักแสดงและผู้กำกับบางคนกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมงานประกาศรางวัลภาพยนตร์ระดับนานาชาติต่างๆ เป็นอย่างมาก!
รางวัลในเทศกาลภาพยนตร์ไก่ป่าระดับนานาชาติยังถือว่ามีไม่มากนัก รางวัลในเทศกาลภาพยนตร์ที่สามารถค้นหาได้บนอินเทอร์เน็ต โดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นรางวัลที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ
ปี้เฟยอวี่เพิ่งอยู่ปีสี่ที่เยียนอิ่งในปีนี้
นักศึกษาภาควิชาผู้กำกับในวัยนี้ ต่อให้จะมีพื้นฐานครอบครัวหรือได้รับการสนับสนุนทางการเงินอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงมีความรู้สึกขมขื่นใจที่ไร้คนเห็นค่าในความสามารถอยู่ดี
ตอนอยู่ปีสอง เขารวบรวมเพื่อนสนิทหลายคน ใช้ส่วนประกอบต่างๆ ถ่ายทำภาพยนตร์แนวศิลปะสะท้อนชีวิตชนบทเรื่อง "สุนัขตัวนั้นที่อีกฟากของภูเขา"
ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้เวลาถ่ายทำไปสองช่วงปิดเทอมฤดูหนาวและฤดูร้อน ถ่ายทำไปจนถึงภาคเรียนที่สองของปีสาม ถึงจะถ่ายทำและตัดต่อเสร็จอย่างเป็นทางการ
หลังจากถ่ายทำเสร็จ...
เขาอาศัยเส้นสายของที่บ้าน นำไปฉายในโรงภาพยนตร์อยู่หลายรอบ แต่น่าเสียดายที่ตลาดไม่ให้ความสนใจ พอโปสเตอร์ติดออกมาก็ไม่มีใครดูเลย
เข้าฉายสี่วันทำรายได้ไปหนึ่งหมื่นหยวน ในจำนวนนั้นแปดพันหยวนแม่งมาจากญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงช่วยสนับสนุน
บางที "สุนัขตัวนั้นที่อีกฟากของภูเขา" เรื่องนี้ก็คงเป็นแค่ภาพยนตร์สร้างตัวของลูกเศรษฐี ถ่ายทำเพื่อความสนุกสนาน เอาไว้ประดับประวัติและเพิ่มพูนประสบการณ์ก็พอแล้ว...
เพื่อนร่วมชั้นและอาจารย์ต่างก็คิดเช่นนี้ ญาติพี่น้องก็คิดเช่นนี้ แม้แต่พ่อแม่ของเขาเองที่ทำธุรกิจอยู่ข้างนอกก็คิดเช่นนี้
ในโลกทั้งใบ มีเพียงปี้เฟยอวี่คนเดียวที่ไม่ได้คิดเช่นนั้น
เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมีพรสวรรค์!
เขาคิดว่าที่ภาพยนตร์ไม่ดัง เป็นเพราะโปรโมทไม่ดี ไม่ใช่ปัญหาเรื่องคุณภาพ ที่สำคัญกว่านั้นคือ เขารู้สึกว่าภาพยนตร์ของตัวเองเรื่องนี้มีความเป็นศิลปะสูงมาก
ในช่วงเวลาครึ่งปีที่ผ่านมานี้ เขาต่อสู้อย่างหนักเพื่อผลงานของตัวเองมาโดยตลอด
รางวัลม้าทองคำ รางวัลภาพยนตร์ทองคำ รางวัลระฆังทองคำ...
ขอเพียงเป็นรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงสักหน่อย เขาจะคิดหาวิธีทุกวิถีทางเพื่อสมัครเข้าร่วม ถึงขั้นไปที่เกิดเหตุด้วยตัวเองแล้วกางป้ายผ้าใบเพื่อโปรโมทภาพยนตร์ของเขา
ทังว่า... ล้วนตกรอบไปอย่างไม่มีข้อยกเว้น!
แต่ความพยายามก็ยังคงมีประโยชน์อยู่บ้าง!
อย่างน้อยก็ทำให้เพื่อนร่วมชั้นรู้สึกว่าเขาปัญญาอ่อน ทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าเขาบ้าไปแล้ว สติแตกไปแล้ว ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงต่างก็มองเขาด้วยสายตาสงสารโดยสัญชาตญาณ แล้วก็ตีตัวออกห่างเขา...
เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นนักรบ!
ต่อให้ล้มลงเป็นหมื่นครั้ง เขาก็จะลุกขึ้นมาเป็นหมื่นครั้ง
รางวัลอันทรงเกียรติในประเทศ รางวัลไหนที่ควรสมัครก็สมัครไปหมดแล้ว แต่ไม่มีอันไหนสำเร็จเลย
ดังนั้น ในที่สุดเขาก็เบนสายตาไปที่รางวัลระดับนานาชาติอย่างเป็นทางการ
เบอร์ลิน เวนิส คานส์...
แทบจะทุกวัน เขาจะตรวจสอบการสมัครเข้าชิงรางวัลผ่านช่องทางต่างๆ นานา...
น่าเสียดายที่เสียเงินฟรีไปก็ไม่ใช่น้อย แต่อีกฝ่ายมักจะไม่แม้แต่จะรับโทรศัพท์ หรือไม่แม้แต่จะบอกด้วยซ้ำว่าคุณสำเร็จหรือล้มเหลว
ขี้เกียจจะสนใจคุณ...
ช่วงบ่ายของวันที่ยี่สิบสามตุลาคม
ปี้เฟยอวี่ยังคงเป็นเหมือนนักสู้ ไม่รู้ทำไม ตอนที่ค้นหาถึงได้เห็น [รางวัลภาพยนตร์ทองคำนานาชาติเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย] จากนั้นก็คลิกเปิด [รางวัลภาพยนตร์ทองคำนานาชาติเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย] โดยสัญชาตญาณ
จากนั้น...
พอกดเข้าไปก็เจอแต่ความว่างเปล่า เขาพบว่าต้องใช้โดเมนต่างประเทศถึงจะเข้าสู่เว็บไซต์นี้ได้
เขาไม่ยอมพลาดโอกาสใดๆ ดังนั้น เขาจึงใช้โดเมนต่างประเทศ และในที่สุดก็เข้าสู่ [รางวัลภาพยนตร์ทองคำนานาชาติเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย] ได้
หลังจากเข้าสู่เว็บไซต์นี้ เขาก็เกิดความรู้สึกเลื่อมใสขึ้นมาในทันที
เว็บไซต์นี้จัดทำออกมาดูน่าเชื่อถือเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นปุ่มกดหรือภาพบรรยากาศในงานเทศกาลภาพยนตร์บางภาพ ก็ล้วนทำให้คนรู้สึกเหมือนอยู่ในฉากงานประกาศ "รางวัลออสการ์" เขาคลิกเปิดดูภาพยนตร์ที่เข้าร่วมฉายที่เกี่ยวข้อง พบว่าภาพยนตร์บางเรื่องมีชื่อภาษาต่างประเทศติดอยู่ ดูเหมือนเขาจะเคยดู หรือดูเหมือนจะไม่เคยดู แต่ทุกเรื่องก็ดูหรูหราอลังการไปหมด
เขาอ่านภาษาของเว็บไซต์ไม่ออก...
เขาเข้าใจภาษาอังกฤษ แต่ไม่เป็นภาษาโปรตุเกส และข้อความบนเว็บไซต์ก็เป็นภาษาโปรตุเกสทั้งหมด
เขาใช้โปรแกรมแปลภาษา ถึงได้เข้าใจชื่อเต็มของเว็บไซต์
[รางวัลภาพยนตร์ทองคำนานาชาติเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย]!
เขาใช้ชื่อที่แปลเป็นภาษาจีน ค้นหาในสู่ตู้ไป่เคอดู!
เมื่อเห็นว่าบนสู่ตู้ไป่เคอมีข้อมูลมากมายก่ายกอง รวมถึงคนทำหนังที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นจำนวนมาก กระทั่งใต้ลิงก์ยังมีคอมเมนต์อีกนับไม่ถ้วน เขาก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาในใจ
เขารีบอัปโหลดข้อมูลภาพยนตร์ของตัวเองและข้อมูลผู้กำกับของตัวเองขึ้นไป แล้วคลิกสมัครผ่านช่องทางออนไลน์
หลังจากสมัครเสร็จ เขาก็รู้สึกว่ายังไงก็ต้องพยายามเพื่อตัวเองอีกสักครั้ง เขาจึงหาเบอร์โทรศัพท์แล้วโทรตามไป
ไม่เหมือนกับที่ผ่านๆ มาที่ไม่มีคนรับสาย ครั้งนี้พอโทรไปแล้ว สายก็ติด
แต่อีกฝ่ายกลับพูดภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่อง...
นั่นคือภาษาโปรตุเกส แถมยังเป็นภาษาโปรตุเกสที่ถูกต้องตามหลักเป๊ะๆ
เมื่ออีกฝ่ายได้ยินว่าเขาฟังไม่รู้เรื่อง ก็ดูเหมือนจะส่งโทรศัพท์ไปให้อีกคนหนึ่งทันที และอีกคนก็เริ่มพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว!
ปี้เฟยอวี่ยิ่งรู้สึกเลื่อมใสมากขึ้นไปอีก!
ในเวลาเดียวกัน หัวใจก็เต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง ตื่นเต้นจนตาพร่าพราย
เขาพยายามใช้ภาษาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ สื่อสารกับอีกฝ่าย ถึงแม้จะไม่เข้าใจในรายละเอียด แต่ตอนที่แนะนำสถานการณ์ของเทศกาลภาพยนตร์ เขาก็พอจะฟังออกบ้าง!
"ภาพยนตร์ของเราเน้นที่ภาพยนตร์แนวศิลปะเป็นหลัก เราดูที่คุณภาพของภาพยนตร์เท่านั้น ไม่ได้ดูที่ผู้กำกับ เบอร์ลินกับออสการ์มีความเป็นเชิงพาณิชย์มากเกินไป เริ่มไม่บริสุทธิ์พอแล้ว..."
"..."
"เราอยากสร้างเทศกาลภาพยนตร์ที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง..."
"..."
ทุกถ้อยคำจากปลายสาย ทำให้ปี้เฟยอวี่ตื่นเต้น!
อุดมการณ์ของอีกฝ่าย สอดคล้องกับอุดมการณ์ของเขามาก!
มิจฉาชีพเหรอ?
บางทีอาจจะเป็นมิจฉาชีพก็ได้!
แต่แค่สามพันดอลลาร์ จะหลอกก็หลอกไปเถอะ!
ในยุคนี้ สามพันดอลลาร์ คิดเป็นเงินหยวนก็เกือบสองหมื่น ถึงแม้จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่น้อยๆ แต่สำหรับปี้เฟยอวี่แล้ว เงินที่เสียฟรีแบบนี้เขาก็เสียไปไม่น้อยแล้วเหมือนกัน
คนที่ทางบ้านสามารถสนับสนุนเงินสี่ล้านหยวนเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ได้ เงินสามพันดอลลาร์ถือว่าเยอะเหรอ?
แน่นอนว่า...
อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ใช่พวกมิจฉาชีพ
พวกเขาไม่ได้เก็บเงินของเขา แต่หวังว่าเขาจะส่งตัวอย่างภาพยนตร์ไปให้พวกเขาก่อน หลังจากพวกเขาดูคร่าวๆ และผ่านการคัดเลือกเบื้องต้นแล้ว ถึงจะมีคุณสมบัติเข้าร่วมการฉายได้
ไม่ใช่ว่าภาพยนตร์มั่วซั่วอะไรก็สามารถนำมาฉายได้!
เมื่อปี้เฟยอวี่ได้ยินเช่นนี้ ในใจก็ยิ่งเชื่อถือมากขึ้นไปอีก เขาอัปโหลดภาพยนตร์เรื่อง "สุนัขตัวนั้นที่อีกฟากของภูเขา" ของตัวเองส่งไปให้ทันที
เขาไม่กลัวเลยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะถูกพวกเขาเอาไปใช้ในเชิงพาณิชย์
ลิขสิทธิ์ยังอยู่ในมือตัวเอง แถมภาพยนตร์เรื่องนี้ของเขา เขาอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจโปรโมทมาตั้งนานก็ยังไม่สำเร็จ แม่งเอ๊ย เขาไม่กลัวโดนหลอกเลยสักนิด!
........................................
[ศูนย์ฝึกปฏิบัติงาน]
ทังอู่ทำการทดสอบความปลอดภัยรอบสุดท้ายของแบตเตอรี่ตัวเองต่อหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายเทคนิค เจ้าหน้าที่ของวิทยาลัย และกลุ่มพ่อค้า
ขั้นตอนการทดสอบความปลอดภัยนั้นละเอียดลออมาก มีตั้งแต่การปล่อยแบตเตอรี่ตกลงมาจากที่สูง การถูกกระแทก การทดสอบระบบป้องกันการชาร์จไฟ...
กฎระเบียบด้านความปลอดภัยในตลาดทั้งหมด ทังอู่ล้วนใช้วิธีการทดสอบที่เข้มงวดที่สุด ในท้ายที่สุด นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกของแบตเตอรี่จะเสียหายแล้ว ก็ไม่ได้มีอันตรายซ่อนเร้นด้านความปลอดภัยใดๆ เลย
เมื่อการทดสอบขั้นตอนสุดท้ายจบลง...
ภายใน [ศูนย์ฝึกปฏิบัติงาน] ก็มีเสียงปรบมือดังขึ้น
เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากกระทรวงพาณิชย์และฝ่ายเทคนิคต่างพยักหน้ายอมรับ จากนั้นก็มอบสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายแบตเตอรี่ในตลาดให้กับ [ศูนย์ฝึกปฏิบัติงาน] ของทังอู่อย่างเป็นทางการ
จางเซิ่งก็กำลังปรบมือเช่นกัน
แต่เขาไม่ได้ประหลาดใจ และไม่ได้แปลกใจ
สีหน้าของเขาสงบนิ่งตั้งแต่ต้นจนจบ
ทังอู่เป็นดอกเตอร์ของมหาวิทยาลัยเยียนจิง ตัวเขาเองก็ศึกษาด้านนี้อยู่แล้ว การให้เขาคิดค้นแบตเตอรี่ที่คุ้มค่าคุ้มราคาออกมา จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไร
"สำหรับตอนนี้ พารามิเตอร์ต่างๆ ค่อนข้างครบถ้วนแล้ว!"
"โครงการเครื่องใช้ไฟฟ้าลงชนบท พวกเราจะเปิดการประชุมเพื่อพิจารณาอย่างจริงจัง!"
"แต่เรื่องกำลังการผลิต ฉันหวังว่าพวกคุณจะตามให้ทันนะ ขออย่าให้กลายเป็นว่าทางเราอนุมัติลงมาแล้ว แต่กำลังการผลิตทางฝั่งพวกคุณกลับทำไม่ทัน..."
"..."
"..."
ในตอนเย็น คนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างก็กลับไปหมดแล้ว
สวี่หลินหลินจากกระทรวงพาณิชย์ถือรายงานและข้อมูลปึกหนึ่ง มองดูทังอู่กับพ่อค้าอีกหลายคนอย่างจริงจัง
เนี่ยเสี่ยวผิงมองแผ่นหลังของสวี่หลินหลินที่เดินจากไป แล้วก็หันกลับมามองรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า [หงเวย] ของตัวเองที่ผ่านการทดสอบ
เขาย้อนนึกถึงคำพูดเรื่องกำลังการผลิตของสวี่หลินหลิน...
หลังจากขบคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว จู่ๆ ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้าน!
ดูเหมือนว่า...
ความหวังที่จะได้เข้าร่วมโครงการเครื่องใช้ไฟฟ้าลงชนบทมีสูงมาก!
เขาเริ่มตื่นเต้นขึ้นมา หันขวับไปมองจางเซิ่ง
"บอสจาง คืนนี้ผมขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่คุณสักมื้อ พวกเราไม่เมาไม่กลับ..."
มุมปากของเขายกยิ้มกว้าง ในขณะที่ยังพูดประโยคนี้ไม่ทันจบ กลับเห็นจางเซิ่งรับโทรศัพท์สายหนึ่ง...
จากนั้นก็เผยสีหน้ารู้สึกผิด "ขอโทษทีครับ คุณเนี่ย ไว้คราวหน้าเถอะ พอดีบริษัทผมมีธุระนิดหน่อย"
"ธุระอะไรเหรอครับ?"
"ไว้ทีหลังคุณก็จะรู้เอง อ้อ จริงสิ คุณช่วยออกแบบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของคุณให้ดูเป็นสากลหน่อยนะ เดี๋ยวผมจะช่วยโปรโมทให้..."
"หา?"
"เปลี่ยน [หงเวย] เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ แล้วออกแบบโลโก้ใหม่ให้ดูหรูหราอลังการ เดี๋ยวผมจะช่วยโปรโมทให้ ทำโฆษณาระดับนานาชาติให้คุณเลย!"
"อะไรนะ!"







