ภายในโรงอาหารมีเสียงปรบมือดังกึกก้องขึ้นมา เพื่อเป็นเกียรติแก่คำตอบอันยอดเยี่ยมของหลินเฉาหยางเมื่อครู่นี้ และเพื่อทัศนคติที่จริงใจของเขา
ประสบการณ์การสร้างสรรค์ผลงานของคนส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นี่ในวันนี้ล้วนยาวนานกว่าหลินเฉาหยางทั้งสิ้น บางคนถึงขั้นมีประสบการณ์การสร้างสรรค์ผลงานยาวนานกว่าอายุของหลินเฉาหยางเสียอีก
หากจะบอกว่าก่อนที่งานเสวนาจะเริ่มขึ้น มีบางคนยังรู้สึกไม่ค่อยยอมรับและหยิ่งทะนงต่อหลินเฉาหยางอยู่บ้าง ทว่าหลังจากได้ฟังการพูดและคำตอบของหลินเฉาหยางแล้ว ทุกคนต่างก็มีความรู้สึกเพียงอย่างเดียวในใจ นั่นคือการยอมรับอย่างหมดใจ
หลังจากเสียงปรบมือ เหล่าผู้เข้ารับการอบรมก็กระตือรือร้นที่จะตั้งคำถามอีกครั้ง หลินเฉาหยางและวังจ้าวเชียนตอบข้อสงสัยของทุกคนอย่างไม่ขอไปที
บรรยากาศอันคึกคักดำเนินต่อไปอีกกว่าครึ่งชั่วโมง จนกระทั่งเสียงระฆังเลิกเรียนดังขึ้น ทุกคนจึงหยุดลงด้วยความรู้สึกที่ยังไม่จุใจ
ถังอวี้ชิวกล่าวสรุปด้วยถ้อยคำสละสลวยอีกครั้ง งานเสวนาในวันนี้จึงสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้
เดิมทีหลินเฉาหยางตั้งใจจะกลับเลย แต่ทุกคนกลับรั้งเขาไว้กินข้าวเที่ยง และใช้ช่วงเวลานี้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเขาอีกไม่น้อย
หลังกินข้าวเสร็จ หลินเฉาหยางขี่จักรยานเตรียมตัวจะกลับ เหล่าครูและนักเรียนของสถาบันสอนวรรณกรรมต่างพากันมาส่งเขาที่ลานกว้าง
ขณะมองส่งหลินเฉาหยางจากไป เจียงจื่อหลงมีสีหน้าซับซ้อน เฉินซื่อสวี่ที่อยู่ข้างๆ เห็นสีหน้าของเขาจึงถามขึ้นว่า "พี่จื่อหลง กำลังคิดอะไรอยู่หรือ"
เจียงจื่อหลงพูดอย่างลังเลว่า "ไม่มีอะไรหรอก แค่รู้สึกทอดถอนใจนิดหน่อยน่ะ"
เฉินซื่อสวี่พยักหน้า แม้เจียงจื่อหลงจะไม่ได้พูดออกมา แต่เขาก็สามารถรับรู้ได้ด้วยใจ
"คนแบบเขา มีทั้งพรสวรรค์และมีความคิด เพียงแค่เผลอแป๊บเดียวก็สามารถตระหนักรู้ถึงสิ่งที่เราอาจต้องใช้เวลาหลายปีถึงจะเข้าใจได้ การอยู่ร่วมกับคนแบบนี้ ทำให้รู้สึกท้อแท้จริงๆ นั่นแหละ"
เมื่อได้ฟังคำพูดของเฉินซื่อสวี่ เจียงจื่อหลงก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไร
เมื่อเทียบกับพวกเฉินซื่อสวี่แล้ว การที่เขาต้องมายืนอยู่ข้างหลินเฉาหยางนั้นจำเป็นต้องเตรียมใจให้มากกว่าเสียอีก
'คนเลี้ยงม้า' ได้รับการยกย่องให้เป็น "ผลงานบุกเบิกของวรรณกรรมบาดแผล" ส่วน '"บันทึกการรับตำแหน่งของผู้อำนวยการเฉียว"' ในช่วงแรกที่ตีพิมพ์ก็ถูกเรียกว่าเป็น "ผลงานบุกเบิกของวรรณกรรมปฏิรูป" เช่นกัน
เขากับหลินเฉาหยางยังเป็นผู้ชนะรางวัลนวนิยายขนาดสั้นยอดเยี่ยมระดับประเทศเหมือนกันอีก ไม่ว่าโลกภายนอกจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม มักจะนำทั้งสองคนมาเปรียบเทียบกันเสมอ บางครั้งแม้แต่ตัวเจียงจื่อหลงเองก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงความคิดเช่นนี้ได้
ในช่วงปีที่ผ่านมา นวนิยายของหลินเฉาหยางตีพิมพ์ออกมาเรื่องแล้วเรื่องเล่า แทบจะทุกเรื่องล้วนเรียกได้ว่าเป็นผลงานระดับแนวหน้า ความจริงแล้วเจียงจื่อหลงก็ตระหนักถึงช่องว่างระหว่างตัวเองกับอีกฝ่ายแล้ว
ทว่าจนกระทั่งวันนี้ ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้อย่างแท้จริงว่าที่จริงแล้วพวกเขาทั้งสองไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันอีกต่อไป
เขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่หลินเฉาหยางพิจารณานั้นอยู่ในระดับที่สูงกว่าเขาไปแล้วขั้นหนึ่ง
ความคิดเช่นนี้เมื่อถูกทำให้เป็นจริงลงบนหน้ากระดาษอาจจะไม่ได้มีช่องว่างที่ชัดเจนมากนัก แต่เขาเข้าใจดีว่า นั่นคือสิ่งที่นักเขียนคนหนึ่งจำเป็นต้องเผชิญในการก้าวไปสู่จุดสูงสุดที่สูงขึ้น
สิ่งที่ทำให้เขายากจะยอมรับยิ่งกว่าก็คือ ตอนนี้หลินเฉาหยางเพิ่งจะอายุยี่สิบต้นๆ เท่านั้น เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างแทบจะไม่สังเกตเห็น ช่องว่างนี้มันชวนให้สิ้นหวังเสียจริงๆ!
เมื่อกลับจากสถาบันสอนวรรณกรรมมาถึงบ้าน เถาอวี้ซูก็ส่งจดหมายฉบับหนึ่งให้หลินเฉาหยาง เป็นจดหมายที่ส่งมาจากเซินเจิ้น
ในหัวของหลินเฉาหยางก็ปรากฏใบหน้าของเอ้อร์ไหมไถขึ้นมาทันที จดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายที่เอ้อร์ไหมไถเขียนถึงหลินเฉาหยางจริงๆ
ตอนช่วงปีใหม่เอ้อร์ไหมไถบอกว่าอยากออกไปทำงานรับจ้าง หลินเฉาหยางจึงแนะนำให้เขาไปที่เซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง
ความจริงหากเทียบกันจริงๆ แล้ว ในยุคนี้มณฑลกวางตุ้งนอกจากกว่างโจวที่เป็นเมืองเอกของมณฑลแล้ว สภาพของที่อื่นๆ อาจจะยังเทียบตงเป่ยไม่ได้ด้วยซ้ำ
แต่ก็เป็นเพราะแบบนี้นี่แหละ ถึงทำให้หนุ่มชาวนาที่ไม่มีอำนาจวาสนาและไม่มีความสามารถเฉพาะตัวอย่างเอ้อร์ไหมไถมีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก
ทุกคนล้วนมาทำงานรับจ้าง วัดกันที่ว่าใครจะออกแรงมากกว่ากัน ใครหัวไวเร็วกว่ากัน บวกกับโชคอีกเล็กน้อย
ตอนนี้เขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้นเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน ยังขาดแคลนบุคลากรอย่างหนัก ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า ในจำนวนประชากรสามแสนคนของเซินเจิ้น มีนักศึกษาเพียงหกคนเท่านั้น
อาจกล่าวได้ว่าเซินเจิ้นในเวลานี้ ตราบใดที่ไม่ได้เป็นอัมพาตอยู่บนเตียง แม้แต่คนพิการไปที่นั่นก็ไม่ต้องกังวลเรื่องหางานทำ
แต่ถ้าเป็นช่วงหลังปี 86 เซินเจิ้นก็จะไม่ได้ไปง่ายแบบนั้นแล้ว ด้วยกฎระเบียบของรัฐบาล ทำให้มี "ใบอนุญาตผ่านแดน" เพิ่มขึ้นมา ขัดขวางคนยากจนจำนวนมากที่อยากเดินทางไปทำงานที่เซินเจิ้น
เอ้อร์ไหมไถไปเซินเจิ้นตอนต้นฤดูใบไม้ผลิในเดือนเมษายน บังเอิญว่าเพื่อนร่วมรบของต้าไหมไถพี่ชายเขาเป็นคนเซินเจิ้นพอดี หลังจากเขาไปถึงก็เข้าไปอยู่ในทีมก่อสร้าง
เซินเจิ้นในเวลานี้ก็คือสถานที่ก่อสร้างขนาดใหญ่ มีการสร้างตึกอยู่ทุกหนทุกแห่ง เอ้อร์ไหมไถร่างกายกำยำแข็งแรง พอได้เข้าทีมก่อสร้างก็เรียกได้ว่าเหมือนปลาได้น้ำ
สิ่งเดียวที่ทำให้เขาไม่คุ้นชินก็คือความรู้สึกผิดหวังในใจ ใครๆ ต่างก็บอกว่าเซินเจิ้นเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นด่านหน้าของการปฏิรูปและเปิดประเทศ ก่อนมาเขาคิดว่าเซินเจิ้นคงจะเหมือนสวรรค์
ทว่าหลังจากมาถึงเขาถึงได้พบว่า ระดับการก่อสร้างของที่นี่ยังเทียบไม่ได้กับตัวอำเภอในบ้านเกิดเลยด้วยซ้ำ
ประกอบกับความไม่คุ้นเคยกับผู้คนและสถานที่ อีกทั้งยังผิดน้ำผิดอากาศ ต้องปรับตัวอยู่หลายเดือน ในที่สุดเขาก็คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมของที่นี่จนได้
แต่เอ้อร์ไหมไถก็บอกในจดหมายด้วยว่า การมาทำงานรับจ้างที่เซินเจิ้นมีรายได้ดีกว่าการทำนาที่บ้านเกิดมากจริงๆ
เขาทำงานใช้แรงงานในเขตก่อสร้าง ได้เงินเดือนละหกสิบหยวน สี่เดือนเก็บเงินได้เกือบสองร้อยหยวน อยู่บ้านเกิดทำงานสองสามปีก็ยังหาเงินได้ไม่เท่านี้ ต่อให้เข้าโรงงานก็ต้องเก็บเงินเป็นปี
หลังจากอ่านจดหมายจบ หลินเฉาหยางก็กางกระดาษเขียนจดหมายตอบกลับเอ้อร์ไหมไถ กำชับให้เขาระมัดระวังตัวให้มากเวลาอยู่ข้างนอก และให้รู้จักใช้ความคิดให้เยอะๆ
ผ่านไปอีกไม่กี่วัน เมื่อเห็นว่าใกล้จะเปิดเทอมแล้ว หลินเฉาหยางก็ได้รับใบแจ้งยอดค่าต้นฉบับอีกก้อนหนึ่ง เป็นค่าต้นฉบับจากยอดพิมพ์ของ 'พวงมาลาใต้เชิงผา'
ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้ เนื่องจากข่าวบน 'หนังสือพิมพ์ปลดปล่อยประชาชน' ที่ช่วยโหมกระแส ทำให้หนังสือ 'พวงมาลาใต้เชิงผา' ฉบับรวมเล่มขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
นับจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม หนังสือฉบับรวมเล่มวางแผงมาได้ครึ่งปี ยอดพิมพ์รวมก็พุ่งสูงถึงสองล้านหกแสนเล่มอย่างน่าตกใจ สร้างสถิติยอดขายสูงสุดของวรรณกรรมทหารในประเทศจีน และยังทำให้หลินเฉาหยางได้รับค่าต้นฉบับอีก 3,388 หยวน
เมื่อได้รับค่าต้นฉบับก้อนนี้ เงินเก็บในมือของสองสามีภรรยาหลินเฉาหยางก็เกินหนึ่งหมื่นหกพันหยวนแล้ว
ตอนกลางคืนหลังจากทำบัญชีเสร็จ เถาอวี้ซูก็พูดกับหลินเฉาหยางว่า "นี่ ช่วงนี้เต๋อหนิงได้ติดต่อคุณมาบ้างไหม"
"ไม่นะ มีอะไรหรือเปล่า"
"ไม่มีอะไรหรอก เธอมาหาฉันที่มหาวิทยาลัยสองครั้งแล้วน่ะ"
เมื่อเถาอวี้ซูพูดถึงเรื่องนี้ หลินเฉาหยางก็เข้าใจแผนการเล็กๆ ของจางเต๋อหนิงทันที รู้เลยว่าจางเต๋อหนิงตั้งใจจะใช้เส้นทางคุณนาย
"ฉันก็บอกเธอไปแล้วว่า ปีนี้คุณเขียนนวนิยายขนาดยาวไปเรื่องหนึ่ง แล้วก็ยังเขียนบทให้ผู้กำกับเซี่ยอีกเรื่อง จะเอาแต่ควักของออกไปแบบนี้ตลอดไม่ได้ ช่วงนี้คุณก็เลยกำลังศึกษาหาความรู้อยู่
เธอยังสนับสนุนให้ฉันตีพิมพ์บทความลงใน 'เยียนจิงวรรณศิลป์' ให้มากขึ้นด้วย"
หลินเฉาหยางหัวเราะออกมา จางเต๋อหนิงคนนี้ เพื่อรวบรวมต้นฉบับแล้วก็ถือว่าใช้ความคิดอย่างหนักเลยทีเดียว
"ถ้าอย่างนั้นคุณก็ต้องเขียนบทความให้เยอะๆ หน่อยนะ จะได้หาค่าต้นฉบับจาก 'เยียนจิงวรรณศิลป์' ของพวกเธอให้มากๆ"
เถาอวี้ซูพูดอย่างห่อเหี่ยวว่า "ฉันเขียนร้อยบทความก็ยังได้เงินไม่เท่าคุณเขียนนวนิยายเรื่องเดียวเลย"
หลินเฉาหยางเห็นดังนั้น จอมขยันก็มีวันที่ถูกเขาบั่นทอนจิตใจเหมือนกัน ในใจจึงรู้สึกภาคภูมิใจอยู่บ้าง
"ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องเขียนแล้ว พักผ่อนให้สบายเถอะ"
"ไม่ได้สิ ถ้าอย่างนั้นฉันก็กลายเป็นคนกินข้าวเปล่าๆ ไม่ทำประโยชน์น่ะสิ" เถาอวี้ซูแย้ง
นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ สหายหญิงนี่ช่างยุ่งยากเสียจริง
หลินเฉาหยางตัดสินใจจะสั่งสอนเธอสักหน่อย ให้เธอรู้ว่าในบ้านนี้ใครกันแน่ที่มีอำนาจ
เมื่อเข้าสู่เดือนกันยายน อากาศที่ร้อนอบอ้าวก็เริ่มมีความเย็นสบายแทรกเข้ามาบ้าง โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็น
เดือนกันยายนของทุกปีคือฤดูกาลรับน้องใหม่ เป็นช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดในรอบปีของวิทยาเขต ม.เยียนจิง
ความว่างเปล่าในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนผ่านพ้นไป ในห้องสมุดก็กลับมาเต็มไปด้วยผู้คนอีกครั้ง
วันนี้หลังเลิกงาน หลินเฉาหยางเดินผ่านซานเจี่ยวตี้ ก็บังเอิญเจออาเหมาที่ไม่ได้เจอกันมานาน รอบตัวเขายังมีนักศึกษาล้อมรอบอยู่อีกหลายคน
อาเหมามองเห็นหลินเฉาหยางมาแต่ไกลก็โบกมือให้เขาอย่างกระตือรือร้น "หลิน!"
"ไม่ได้เจอตั้งนาน ยุ่งอะไรอยู่ล่ะ" หลินเฉาหยางถาม
"เรียน วิจัยน่ะสิ คุณไม่รู้หรอก ฉันตามศาสตราจารย์ลงพื้นที่ภูมิภาคเจียงเจ้อเพื่อทำแบบสำรวจทางสังคมมาด้วยนะ"
เมื่อพูดถึงช่วงเวลาหลายเดือนที่หายหน้าไป ใบหน้าของอาเหมาก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
"แบบสำรวจทางสังคมเหรอ นายมีสิทธิ์ไปกับเขาด้วยเหรอเนี่ย" หลินเฉาหยางเอ่ยแซว
อาเหมาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ตามหลักแล้วเรื่องการทำแบบสำรวจทางสังคมอะไรทำนองนี้ ทางมหาวิทยาลัยและอาจารย์มักจะไม่ได้จัดให้พวกเขาไปด้วย
แต่ใครใช้ให้อาเหมาไม่ทำตามธรรมเนียมล่ะ ปีที่แล้วเขาแอบหนีออกไปเที่ยวตั้งครึ่งเดือน ทำเอา ม.เยียนจิง ตกอกตกใจกันไปหมด
ปีนี้ทางคณะมีกิจกรรมสำรวจทางสังคม อาเหมาก็เป็นฝ่ายเสนอตัวขอไป ทางคณะคิดว่าแทนที่จะปล่อยให้เขาแอบหนีออกไปเอง สู้ให้เขาไปกับทุกคนจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นอีก
หลังจากฟังคำอธิบายของอาเหมา หลินเฉาหยางก็พยักหน้า นี่ก็ถือว่าเขาฟลุกได้ไปเหมือนกัน
"แล้วนี่นายกำลังทำอะไรอยู่อีกล่ะ"
หลินเฉาหยางมองดูนักศึกษาที่ล้อมรอบอาเหมาอีกครั้ง
พอพูดถึงเรื่องนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของอาเหมาก็เปลี่ยนเป็นความกลัดกลุ้ม
"เรียนภาษาอังกฤษไงล่ะ!"
แม้จะดูจากสถานการณ์เมื่อครู่ หลินเฉาหยางก็พอจะเดาความคิดนี้ออกคร่าวๆ แต่เมื่อเห็นสีหน้าของอาเหมา เขาก็ยังอดขำไม่ได้
"คนไม่น้อยเลยนะ" น้ำเสียงของเขาแฝงความสะใจอยู่บ้าง
อาเหมาพูดด้วยสีหน้าอมทุกข์ว่า "พวกเขาหลายคนกำลังเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ ก็เลยเอาฉันมาเป็นคู่ซ้อมพูดน่ะสิ"
ในช่วงครึ่งปีมานี้ ข่าวเรื่องการไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยทุนส่วนตัวแพร่สะพัดไปทั่ว มีคนในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วเยียนจิงเตรียมตัวไปเรียนต่อด้วยทุนส่วนตัวไม่น้อย นักศึกษาของ ม.เยียนจิง ย่อมไม่ได้รับการยกเว้นเช่นกัน
"นายก็ถือว่าได้ทำประโยชน์ให้ ม.เยียนจิง แล้วล่ะ"
"อย่ามาล้อฉันเล่นน่า"
หยอกล้อกันสองสามประโยค หลินเฉาหยางก็พูดว่า "มีเวลาว่างก็ไปนั่งเล่นที่บ้านฉันสิ ฉันย้ายบ้านแล้วนะ"
"ได้สิ ถ้ามีเวลาฉันจะไปนะ"
หลินเฉาหยางทิ้งที่อยู่บ้านไว้ให้อาเหมา แล้วก็ขี่จักรยานจากไป
ผ่านไปอีกไม่กี่วัน หลินเฉาหยางก็ได้รับโทรศัพท์จากเซี่ยจิ้น เขาเพิ่งมาถึงเรือนรับรองของโรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิง การมาเยียนจิงในครั้งนี้ก็เพื่อมาพูดคุยเรื่องบทของ 'คนเลี้ยงม้า' โดยเฉพาะ
เซี่ยจิ้นวางมือจากขั้นตอนหลังการถ่ายทำของ 'ตำนานเทียนอวิ๋นซาน' แล้วมาที่เยียนจิงเพื่อหารือเรื่องบทโดยเฉพาะ หลินเฉาหยางจึงต้องลางานสองสามวัน เพื่ออยู่เป็นเพื่อนเขาสูบบุหรี่พ่นควันโขมงในเรือนรับรองตึกเหนือของโรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิง และถือโอกาสแก้ไขบทไปด้วย
เช้าตรู่วันหนึ่ง ประตูห้องพักในเรือนรับรองก็ถูกเปิดจากข้างนอก ผู้กำกับเฉิงอินเดินเข้ามา
"โห! พวกคุณนี่เหมือนอยู่ในที่เกิดเหตุไฟไหม้เลยนะ"
เขาใช้มือปัดควันบุหรี่ในห้อง แล้วเดินไปที่หน้าต่างเพื่อดึงผ้าม่านเปิดออก
เดิมทีแสงไฟในห้องก็ไม่ค่อยสว่างนัก พอเขาดึงผ้าม่านเปิดออก แสงสว่างจากภายนอกก็สาดส่องเข้ามา หลินเฉาหยางกับเซี่ยจิ้นทั้งสองคนดูราวกับปีศาจที่กำลังจะกลายร่าง พวกเขาหรี่ตาลงด้วยสีหน้าเจ็บปวด
"รีบปิดเร็วเข้า! รีบปิด!" เซี่ยจิ้นรีบตะโกนบอก
แต่เฉิงอินไม่ฟังเขา กลับเปิดหน้าต่างออกเพื่อระบายควันในห้องออกไป พร้อมกับพูดด้วยความรังเกียจว่า "ถ้าไม่ระบายควันพวกนี้ออกไป ฉันเกรงว่าพวกนายสองคนจะเป็นมะเร็งปอดเอานะ"
เฉิงอินเป็นผู้กำกับผู้ทรงคุณวุฒิของโรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิง มีผลงานชิ้นเอกอย่าง 'รบใต้รบเหนือ' 'กองทัพหญิงสีแดง' และ 'บันทึกโคมแดง' เป็นเพื่อนสนิทกับเซี่ยจิ้น
"มะเร็งปอดเป็นเรื่องของอนาคต แต่ตานี่สิอาจจะบอดเอาเดี๋ยวนี้เลย"
เซี่ยจิ้นเดินเข้าไปดึงผ้าม่านปิดไว้ครึ่งหนึ่ง บังแสงสว่างไปได้บ้าง ถึงค่อยปรับตัวเข้ากับแสงสว่างภายนอกได้
"ไม่ได้นอนทั้งคืนอีกแล้วเหรอ" เฉิงอินถาม
หลินเฉาหยางไม่ได้พูดอะไร ขอบตาดำคล้ำสองข้างกับริมฝีปากที่แห้งผากจนซีดขาวได้ตอบคำถามของอีกฝ่ายไปแล้ว
อย่าเห็นว่าเซี่ยจิ้นอายุห้าสิบกว่าแล้ว แต่เขาทำงานเป็นผู้กำกับ เวลาพักผ่อนจึงสลับกลางวันกลางคืนมาตลอดทั้งปี กลางวันไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจ พอตกกลางคืนแรงบันดาลใจก็พุ่งกระฉูด ลากหลินเฉาหยางอดหลับอดนอนแก้ไขบทกันทั้งคืน
อดนอนยังพอทน แต่ประเด็นคือเขาติดบุหรี่หนักมาก แก้ไขต้นฉบับไปหลายชั่วโมง ความเปลี่ยนแปลงของต้นฉบับยังสู้จำนวนก้นบุหรี่บนพื้นไม่ได้เลย
บางครั้งพอหมดแรงบันดาลใจจริงๆ ก็ดื่มเหล้า ดื่มทีก็ล่อไปครึ่งค่อนคืน เขาได้สะใจ แต่หลินเฉาหยางกลับเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว
มาแก้ไขต้นฉบับได้ไม่กี่วัน เขารู้สึกว่าตัวเองต้องอายุสั้นลงอย่างน้อยหนึ่งปีแน่ๆ
เงินที่หามาได้นี่ ไม่คุ้มกันเลย!
"เมื่อคืนมีแรงบันดาลใจ ขีดๆ เขียนๆ จนลืมเวลาไปเลย" เซี่ยจิ้นตอบ
คำพูดของเขาเชื่อไม่ได้อยู่แล้ว หลินเฉาหยางอดบ่นไม่ได้ว่า "คุณมีแรงบันดาลใจทุกคืน ก็ไม่เห็นคุณจะวาดสตอรี่บอร์ดได้กี่ฉากเลย"
บทภาพยนตร์แบ่งออกเป็นบทวรรณกรรมและบทสตอรี่บอร์ด บทวรรณกรรมเป็นงานของผู้เขียนบท ส่วนบทสตอรี่บอร์ดเป็นงานของผู้กำกับ
เซี่ยจิ้นพอใจกับบทวรรณกรรมของ 'คนเลี้ยงม้า' มาก ครั้งนี้บอกว่ามาพูดคุยและแก้ไขบท แต่ความจริงแล้วส่วนใหญ่มาเพื่อการสร้างสรรค์บทสตอรี่บอร์ดมากกว่า
ถูกหลินเฉาหยางแฉความจริง เซี่ยจิ้นก็หน้าแดงด้วยความเขินอาย "ก็ต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีกไง"
"คุณก็ทำตามที่ผมบอกคุณ..."
หลินเฉาหยางพูดไปได้ครึ่งประโยค เซี่ยจิ้นก็แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน ดึงตัวเฉิงอินพร้อมกับพูดว่า "ไปๆๆ ไปกินข้าวเช้ากันเถอะ"
หลินเฉาหยางส่ายหน้าอย่างจนใจ ในยุคหลังเขาเคยดูภาพยนตร์เรื่อง 'คนเลี้ยงม้า' มาไม่รู้ตั้งกี่รอบ เซี่ยจิ้นจะวาดบทสตอรี่บอร์ด การมีเขาอยู่ด้วยก็เหมือนมีสูตรโกงติดตัวมาด้วย
แต่เซี่ยจิ้นรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้กำกับ จะปล่อยให้ผู้เขียนบทมาบงการได้ยังไง ก็เลยดึงดันจะวาดเอง แถมยังชอบทำอะไรสวนทางกับหลินเฉาหยางอีกต่างหาก ทำให้ความคืบหน้าในการสร้างสรรค์บทสตอรี่บอร์ดล่าช้าไปมาก
ตอนกินข้าวเช้า หลินเฉาหยางพูดขึ้นว่า "ถ้าคุณยังเป็นแบบนี้อีก ผมไม่ลุยเป็นเพื่อนคุณแล้วนะ"
"คุณเป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์นะ รับเงินมาแล้ว จะมาทิ้งงานกลางคันได้ยังไง"
ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืนมาหลายวัน ความสัมพันธ์ระหว่างหลินเฉาหยางกับเซี่ยจิ้นก็สนิทสนมกันแล้ว เวลาพูดคุยกันจึงไม่มีความเกรงใจอีกต่อไป
"ที่ผมได้รับมาคือเงินค่าบทวรรณกรรม บทก็เขียนเสร็จหมดแล้วด้วย"
"ผมยังต้องแก้อีก คุณต้องรับผิดชอบสิ"
"แก้สตอรี่บอร์ดของคุณเนี่ยนะ"
ทั้งสองคนเถียงกันอยู่พักหนึ่ง เฉิงอินก็ดูเรื่องสนุกอย่างอารมณ์ดี สุดท้ายเซี่ยจิ้นก็เริ่มไม่พอใจ
"นายมาดูเรื่องสนุกที่นี่หรือไง"
"พวกนายก็พูดส่วนของพวกนายสิ เกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ"
เฉิงอินแค่อยากเป็นชาวเน็ตที่รอเผือก ไม่คิดเลยว่าจะโดนเพื่อนเก่าพาลใส่
"ไม่เกี่ยวก็ไปไกลๆ เลย"
"นายกินข้าวโรงอาหารของโรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิงเรา แล้วยังจะมาไล่ฉันอีกเหรอ"
การโต้เถียงระหว่างพวกเขาหลายคนส่วนใหญ่เป็นการล้อเล่น ไม่มีใครเก็บไปคิดจริงจัง
ตอนใกล้จะกินข้าวเสร็จ เฉิงอินก็พูดถึงข่าวในแวดวงวรรณกรรมเยียนจิงช่วงนี้
"หลี่ฮั่นเสียงจะมาเยียนจิงอีกแล้ว!"
"มาอีกแล้วเหรอ" น้ำเสียงของเซี่ยจิ้นแฝงความประหลาดใจอยู่บ้าง
หลินเฉาหยางฟังบทสนทนาของทั้งสองคน บนใบหน้าก็เผยความอยากรู้อยากเห็นออกมาเล็กน้อย
แน่นอนว่าเขารู้จักหลี่ฮั่นเสียง ผู้กำกับคนสำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ของประเทศจีน สมัยก่อนเคยศึกษาที่วิทยาลัยศิลปะแห่งชาติเป่ยผิง ซึ่งก็คือโรงเรียนวิจิตรศิลป์เยียนจิงในปัจจุบัน
ปี 47 เดินทางไปฮ่องกง เริ่มกำกับภาพยนตร์ในยุค 50 จนถึงปัจจุบันถ่ายทำภาพยนตร์มาแล้วหลายสิบเรื่อง
ในจำนวนนั้นมีภาพยนตร์ไม่น้อยที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางจากผู้ชม กวาดรายได้และคำวิจารณ์ไปอย่างล้นหลาม ในบรรดาผลงานของเขายังมี 'จอมใจจักรพรรดิ' 'โปเยโปโลเย' 'หยางกุ้ยเฟย' 'บูเช็กเทียน' และอีกหลายเรื่องที่ได้เข้าชิงและได้รับรางวัลระดับนานาชาติ
ผลงานของเขาครอบคลุมทั้งภาพยนตร์อุปรากรหวงเหมย ภาพยนตร์กำลังภายใน ภาพยนตร์ผี ภาพยนตร์อีโรติก ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์ศิลปะ ภาพยนตร์สัจนิยม และอีกหลากหลายแนว ในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นบุคคลสำคัญที่เป็นตัวแทนของวงการภาพยนตร์ฮ่องกงเลยทีเดียว
ในยุคนี้การแลกเปลี่ยนระหว่างสองฝั่งช่องแคบสามดินแดนยังมีไม่มากนัก หลังจากปฏิรูปและเปิดประเทศสถานการณ์ก็ดีขึ้นบ้าง แต่การแลกเปลี่ยนก็ยังคงมีจำกัด
หลี่ฮั่นเสียงที่เป็นผู้กำกับฮ่องกงมาที่จีนแผ่นดินใหญ่ สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวของหลินเฉาหยางก็คือชื่อภาพยนตร์สองเรื่อง







