หลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ต่างก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด
"ทุกคนฟังที่ผมพูดอาจจะดูเป็นเรื่องลี้ลับไปสักหน่อย เรามาพูดอะไรที่มันเป็นรูปธรรมกันดีกว่า ประโยชน์ใช้สอยที่แท้จริงของวรรณกรรมคือการสื่อสารออกมาให้ดี ทำให้คนอื่นเข้าใจเหตุผลที่คุณต้องการจะสื่อไปพร้อมกับได้รับความเพลิดเพลิน
เมื่อปีก่อนๆ วรรณกรรมของเราเน้นเรื่องการเมืองมาก มุมมองแบบนี้จะบอกว่าผิดก็ไม่ได้ เพราะวรรณกรรมมีความสามารถในการโฆษณาชวนเชื่อและชี้นำกระแสสังคมได้จริงๆ แต่วรรณกรรมหากมุ่งเน้นแต่เรื่องการเมืองอย่างเดียวก็ออกจะสุดโต่งเกินไปหน่อย
ทว่าผมคิดว่า วรรณกรรมนั้นสามารถบรรจุ 'ชาเจียปัง' เอาไว้ได้ มันก็สามารถบรรจุ 'ฉื่อจี้' บรรจุ 'เล มีเซราบล์' บรรจุ 'บันทึกของคนบ้า' และยังบรรจุ 'บุพเพอลเวง' กับ 'ตำนานกระบี่เขาซู่ซาน' เอาไว้ได้เช่นกัน"
เมื่อหลินเฉาหยางกล่าวถึงตรงนี้ ใบหน้าของเหล่านักเรียนรอบๆ ก็เผยให้เห็นความประหลาดใจอยู่บ้าง
ผลงานมากมายที่เขาเพิ่งเอ่ยถึงครอบคลุมทั้งอดีตและปัจจุบัน ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งโดยตัวมันเองแล้วไม่ได้มีปัญหาอะไร
แต่การที่เขานำ 'ชาเจียปัง' กับ 'บุพเพอลเวง' และ 'ตำนานกระบี่เขาซู่ซาน' มาเทียบเคียงกับผลงานวรรณกรรมอย่าง 'ฉื่อจี้' และ 'เล มีเซราบล์' นั้น ทำให้ผู้คนในที่นั้นรู้สึกประหลาดใจอย่างแท้จริง
'ชาเจียปัง' คงไม่ต้องพูดถึง งิ้วแบบฉบับเป็นผลิตผลเฉพาะในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ตอนนี้เปรียบเสมือนหนูข้ามถนนที่ใครเห็นก็ต้องตี
'บุพเพอลเวง' และ 'ตำนานกระบี่เขาซู่ซาน' ถูกจัดให้เป็นวรรณกรรมประชานิยมหลังจากการก่อตั้งประเทศ และถูกแวดวงศิลปะและวรรณกรรมโจมตีอย่างหนัก จางเฮิ่นสุ่ยและหลี่โซ่วหมินยังไม่ทันถึงยุคปฏิวัติวัฒนธรรมก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จนไม่มีชิ้นดี ผลงานที่พวกเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจเขียนขึ้นก็กลายเป็นหญ้าพิษ
แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแวดวงวรรณกรรมจะสว่างไสวขึ้นแล้ว แต่การเลือกปฏิบัติต่อวรรณกรรมประชานิยมนั้นกลับฝังรากลึก
"สหายเฉาหยาง เกี่ยวกับผลงานสองสามเรื่องที่คุณเพิ่งพูดถึง มีบางเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วย
อย่างน้อยงิ้วแบบฉบับก็ยังมีมุมที่ใกล้ชิดกับมวลชนผู้ใช้แรงงาน มีความโดดเด่นในด้านคุณค่าทางวรรณกรรมและคุณค่าทางความคิด แต่ผลงานเพ้อฝันอย่าง 'บุพเพอลเวง' และ 'ตำนานกระบี่เขาซู่ซาน' มีคุณสมบัติอะไรถึงถูกเรียกว่า 'วรรณกรรม' ได้?"
ในตอนที่หลินเฉาหยางหยุดชะงัก ก็มีคนลุกขึ้นแสดงความไม่พอใจจริงๆ
หลินเฉาหยางรู้ดีว่าความไม่พอใจของอีกฝ่ายไม่ได้เป็นตัวแทนของตัวเองเพียงคนเดียว คนในที่นี้ที่มีความคิดแบบเดียวกันนั้นมีไม่น้อยเลย
การหยุดชะงักของเขาก็เป็นการจงใจเปิดโอกาสให้อีกฝ่าย เพราะเขารู้ว่าเมื่อตัวเองพูดมาถึงตรงนี้ ย่อมต้องเผชิญกับการตั้งคำถามจากกลุ่มคนที่ยกย่องวรรณกรรมให้สูงส่งอย่างแน่นอน
เนื่องจากการตั้งคำถามอย่างกะทันหัน บรรยากาศของงานเสวนาที่เดิมทีผ่อนคลายและกลมเกลียวก็พลันมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ความสนใจของนักเรียนทั้งหมดล้วนพุ่งเป้าไปที่หลินเฉาหยางด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าเขาจะตอบอย่างไร
ทุกคนเห็นเพียงหลินเฉาหยางจิบน้ำชาเบาๆ สีหน้าเรียบเฉย แล้วค่อยๆ เอ่ยปาก
"คำถามของเพื่อนนักเรียนท่านนี้ ช่างบังเอิญนำไปสู่เนื้อหาที่ผมกำลังจะพูดถึงต่อไปพอดี นั่นก็คือ ความน่าสนใจของวรรณกรรม
หลายปีมานี้ เวลาพวกเราพูดถึงผลงานวรรณกรรมบางเรื่อง มักจะมีคำคำหนึ่งผุดขึ้นมาเสมอ นั่นคือคำว่า 'รสนิยมต่ำทราม'
รสนิยมต่ำทรามคืออะไร?
บางคนบอกว่าเรื่องบัณฑิตหนุ่มกับหญิงงาม หรือความรักใคร่ของหนุ่มสาวนั่นแหละคือรสนิยมต่ำทราม
งั้นผมอยากจะถามหน่อยว่า 'นกจูจิวร้องกวนกวน อยู่บนเกาะกลางแม่น้ำ หญิงสาวผู้เลอโฉม เป็นคู่ครองที่ดีของวิญญูชน' แบบนี้ถือเป็นรสนิยมต่ำทรามหรือไม่?
ชุยเฮ่ามีบทกวีว่า 'บ้านของท่านอยู่ที่ใด? ตัวข้าอาศัยอยู่ที่เหิงถัง เลื่อนเรือเข้าไปไถ่ถาม เผื่อว่าจะเป็นคนบ้านเดียวกัน' แบบนี้ถือเป็นรสนิยมต่ำทรามหรือไม่?
ท่านผู้นำที่ยิ่งใหญ่สร้างคำนี้ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อให้พวกเราเอาไปโจมตีคนอื่น แต่เพื่อให้พวกเราเอาไว้ทบทวนตัวเองต่างหาก
ผมขอคิดเอาเองว่า รสนิยมต่ำทรามในทางวรรณกรรม คือการใช้ชื่อของความสูงส่ง แต่กลับกระทำเรื่องต่ำช้า
พานเหรินเหม่ยใน 'ตระกูลหยาง' หรือพานจินเหลียนใน 'ซ้องกั๋ง' ล้วนเป็นเหยื่อของรสนิยมต่ำทรามแบบนี้ และหากสืบสาวไปถึงต้นตอ ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าปัญญาชนยากไร้ที่กุเรื่องปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาลอยๆ จากจิตใจอันน่าเกลียดชังของตัวเอง
ปากพร่ำบอกถึงคุณธรรมจริยธรรม แต่สิ่งที่เขียนออกมากลับเป็นเรื่องชายโฉดหญิงชั่ว นี่แหละคือรสนิยมต่ำทราม!"
เมื่อเทียบกับความนุ่มนวลอ่อนโยนก่อนหน้านี้ ในตอนนี้สีหน้าของหลินเฉาหยางกลับดูเคร่งขรึม เมื่อพูดถึงประโยคสุดท้าย น้ำเสียงของเขาก็เข้มแข็งหนักแน่น
คำพูดของเขานี้เรียกได้ว่าเป็นการสร้างความแปลกใหม่ ผู้คนในที่นี้ไม่เคยพิจารณาถึงความสูงต่ำของรสนิยมทางวรรณกรรมจากมุมมองนี้มาก่อนเลย
ทุกคนค่อยๆ ขบคิดคำพูดของหลินเฉาหยางอย่างละเอียด ก็พอจะสรุปออกมาได้สี่คำ นั่นคือ ไม่สมชื่อ
และนี่ก็คือ "รสนิยมต่ำทรามทางวรรณกรรม" ที่หลินเฉาหยางรังเกียจ
มุมมองนี้ของเขาฟังเผินๆ อาจทำให้คนงุนงง การไม่สมชื่อมันกลายเป็นรสนิยมต่ำทรามไปได้อย่างไร?
ทุกคนมองหลินเฉาหยางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย เขาจึงพูดต่อจากเมื่อครู่ว่า
"ผมจะยกตัวอย่างให้พวกคุณฟังสักสองสามเรื่อง เพื่อให้เข้าใจความคิดของผมได้ง่ายขึ้น
อย่างเช่นเรื่องราวนักสืบ มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความอยากรู้อยากเห็น ความชื่นชอบที่ผู้อ่านมีต่อเรื่องราวนักสืบมาจากความต้องการไขปริศนา กระบวนการไขปริศนานี้ก็คือความสนุกของผู้อ่าน ซึ่งกระบวนการนี้ยังครอบคลุมถึง 'การคาดเดาและความประหลาดใจ' ที่พวกเราพูดถึงในนวนิยายและบทละครด้วย
แต่ในขณะที่ผมกำลังเล่าเรื่องไปได้สวยๆ จู่ๆ ในจุดสำคัญของโครงเรื่องกลับแทรกบทสนทนาแสดงความรู้สึกระหว่างนักแสดงนำชายและนักแสดงนำหญิง ไม่ว่าจะเขียนมาก่อนหน้านี้ได้ดีแค่ไหน ผู้อ่านก็จะต้องหลุดโฟกัสอย่างแน่นอน
นี่แหละคือผลร้ายของรสนิยมต่ำทราม
หรืออีกตัวอย่างเช่นการบรรยายเรื่องทางเพศ วรรณกรรมสะท้อนถึงชีวิต และความรักก็เป็นโจทย์ใหญ่โจทย์หนึ่งของชีวิต ในนวนิยาย การที่ตัวละครจะมีการแสดงออกเมื่อความรู้สึกดำเนินมาถึงจุดลึกซึ้งนั้นย่อมเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
แต่มีนักเขียนบางคนกลับไม่ยับยั้งชั่งใจในการบรรยายประเภทนี้ หรือไม่ก็มุ่งแสวงหาความแปลกประหลาดพิสดาร เพื่อกระตุ้นความรู้สึกทางประสาทสัมผัส สิ่งนี้ก็ถือเป็นรสนิยมต่ำทรามเช่นเดียวกัน"
หลังจากยกตัวอย่างไปสองเรื่อง น้ำเสียงของหลินเฉาหยางก็อ่อนโยนลง
"ที่ผมยกตัวอย่าง ก็เพื่อต้องการจะบอกทุกคนว่า ในการสร้างสรรค์ ผู้เขียนคือผู้ควบคุมโลกใต้ปลายปากกา นั่นน่ะถูกต้องแล้ว แต่เมื่อโลกใบนี้ก่อตัวขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง มันก็จะมีกฎเกณฑ์การขับเคลื่อนในแบบของมัน แม้แต่ผู้เขียนที่สร้างมันขึ้นมาก็ไม่สามารถพูดจาเหลวไหลได้
ผลงานถือกำเนิดขึ้นจากความคิดของผู้เขียน แต่ความคิดของมนุษย์นั้นมีความสลับซับซ้อน ผู้เขียนจึงต้องมีความสามารถในการพิจารณาตัวเอง และต้องมีความสามารถในการเข้าอกเข้าใจผู้อ่านด้วย
หากต้องการถ่ายทอดอารมณ์และความคิดที่ผลงานสื่อออกมาไปยังผู้อ่านได้อย่างแม่นยำ ทำให้ผู้อ่านเกิดความซาบซึ้งใจจากความเข้าใจ ผู้เขียนก็จะต้องรักษาความคิดของตัวเองเอาไว้ให้ดี
สรุปก็คือ จงหลีกเลี่ยงการคร่ำครวญทั้งที่ไม่ได้เจ็บป่วย การเสแสร้งแกล้งทำ การทำหน้าหนาตาด้าน การพูดจาปลิ้นปล้อน การโบกธงโห่ร้อง การแบ่งพรรคแบ่งพวกโจมตีผู้ที่เห็นต่าง การทำตัวเป็นนักปราชญ์คร่ำครึ การท่องสโลแกนเป็นคัมภีร์ การประทินโฉมฉาบฉวย และการอวดอ้างเสน่ห์ของตนเอง
แน่นอนว่า สิบข้อที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นเพียงความเข้าใจตื้นๆ ส่วนตัวของผมเท่านั้น เป็นเพียงความคิดเห็นของคนคนหนึ่ง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความคับแคบอยู่บ้าง ยินดีรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์และคำชี้แนะจากทุกคนครับ"
เมื่อพูดสิ่งที่ควรพูดจบแล้ว หลินเฉาหยางก็จิบน้ำชาอีกครั้ง
ทุกคนถึงเพิ่งจะได้สติ ภายในโรงอาหารก็พลันมีเสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นมาทันที
หลินเฉาหยางพูดอยู่ครึ่งชั่วโมง ทุกคนสามารถสัมผัสได้ว่า สิ่งที่เขาพูดไม่ใช่คำพูดเลื่อนลอยหรือคำพูดตามน้ำ แต่ล้วนเป็นความจริงใจที่ผสมผสานกับสิ่งที่เขาคิดและรู้สึก อีกทั้งยังเป็นความจริงใจที่มีเนื้อหาสาระอีกด้วย
เหล่านักเรียนต่างพากันทบทวนตัวเอง คนส่วนใหญ่เวลาทำการสร้างสรรค์ สิ่งที่คิดก็คือจะวางโครงเรื่องอย่างไร จะเขียนตัวละครออกมาให้มีชีวิตชีวาได้อย่างไร จะใช้คำพูดและประโยคให้แม่นยำได้อย่างไร
ถ้าคิดไปไกลกว่านั้นหน่อยก็คือ นวนิยายของตัวเองต้องการสะท้อนอะไร เปิดโปงอะไร หรือวิพากษ์วิจารณ์อะไร
เมื่อมองย้อนกลับมาที่หลินเฉาหยาง สิ่งที่เขาคิดและรู้สึกนั้น ดูเหมือนว่าในบรรดาผู้คนที่อยู่ในที่นี้จะยังไม่เคยมีใครนำมาขบคิดอย่างจริงจังมาก่อนเลย แค่การคิดวิเคราะห์ปัญหาก็ไม่ได้อยู่ในมิติเดียวกันแล้ว
การที่เขาสามารถเขียนผลงานที่ยอดเยี่ยมและมีอิทธิพลอย่างมากออกมาได้ตั้งมากมายขนาดนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีเหตุผลเลย
เพียงแค่จุดนี้ ทุกคนก็ยากที่จะไม่เกิดความรู้สึกเคารพเลื่อมใสในตัวหลินเฉาหยางได้
หลังจากเสียงปรบมือสิ้นสุดลง อาจารย์ถังอวี้ชิวก็สรุปคำพูดของหลินเฉาหยางสั้นๆ อีกครั้ง จากนั้นงานเสวนาก็เข้าสู่ช่วงการแลกเปลี่ยนพูดคุยระหว่างนักเรียนและแขกผู้มีเกียรติ
"ทุกคนมีอะไรที่อยากจะแลกเปลี่ยนก็สามารถพูดออกมาได้อย่างเต็มที่เลยนะ" ถังอวี้ชิวพูดให้กำลังใจเหล่านักเรียน
ผู้คนที่อยู่ในที่นั้นต่างมองหน้ากัน ทุกคนล้วนมีท่าทีอยากจะลองดูสักตั้ง
เฉินซื่อสวี่ที่เคยเจอกับหลินเฉาหยางในพิธีมอบรางวัลนวนิยายขนาดสั้นยอดเยี่ยมระดับชาติมาก่อน เป็นฝ่ายตั้งคำถามของตัวเองขึ้นมาก่อนว่า
"สหายเฉาหยาง ผมมีคำถามอยากจะขอคำชี้แนะสักหน่อยครับ ผมพบว่าเวลาที่พวกเราคิดโครงเรื่องในการเขียน สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การค้นหาวัตถุดิบ แต่คือหลังจากที่มีวัตถุดิบแล้ว จะนำมาคัดเลือกและจัดวางอย่างไร ในด้านนี้คุณมีข้อคิดหรือประสบการณ์อะไรที่จะนำมาแบ่งปันกับผมไหมครับ?"
เมื่อฟังคำถามของเขาจบ หลินเฉาหยางก็พยักหน้า ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยปาก
"คำถามที่คุณยกขึ้นมานี้ ผมคิดว่าทุกคนเวลาทำการสร้างสรรค์ก็น่าจะเคยพบเจอมาบ้างไม่มากก็น้อย
นักเขียนนวนิยายชาวอังกฤษ สวิฟต์ เคยกล่าวไว้ประโยคหนึ่งว่า ถ้อยคำที่ดีที่สุดอยู่ในระดับที่ดีที่สุด การหาถ้อยคำที่ดีที่สุดต้องอาศัยการคัดเลือก การหาระดับที่ดีที่สุดต้องอาศัยการจัดวาง
นี่ก็เปรียบเสมือนการจัดทัพวางค่ายกล หากวางแผนได้อย่างเหมาะสม คนเพียงคนเดียวเฝ้าด่านก็สามารถต้านทานคนนับหมื่นได้
พวกเราสามารถลองคิดย้อนกลับดูได้ ข้อบกพร่องที่มักจะเกิดขึ้นจากปัญหาประเภทนี้มีอยู่ไม่พ้นสองอย่าง นั่นคือ ไม่รู้จักคัดเลือก และไม่รู้จักจัดวาง
สตีเวนสันกล่าวว่าวรรณกรรมคือศิลปะแห่งการตัดเย็บ การตัดเย็บหมายถึงการคัดเลือก ต้องรู้จักเลือกเก็บและเลือกทิ้ง
สิ่งนี้จำเป็นต้องให้ผู้เขียนรักษากระบวนทัศน์ที่เป็นกลางและเยือกเย็นเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือต้องมีความสามารถในการวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองอย่างเข้มงวด ในจุดนี้ผมเพิ่งจะอธิบายไปเมื่อครู่ จึงจะไม่ขอเน้นย้ำอีก
ส่วนเรื่องการจัดวาง อริสโตเติลได้ถกเถียงไว้ใน 'กวีนิพนธ์' ว่าโครงสร้างของบทละครต้องมีความสมบูรณ์ เราสามารถให้คำจำกัดความของคำว่า 'สมบูรณ์' ได้ นั่นก็คือต้องมีหัว มีตัว มีหาง หากใช้ทฤษฎีการเขียนบทความของคนจีนเราก็คือ การเปิดเรื่อง การดำเนินเรื่อง การจุดหักมุม และการสรุปจบ
การสร้างสรรค์ที่ดีจะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ภายในและการเปิดหมากของมันอย่างแน่นอน เนื้อหาช่วงหนึ่งหากตัดทิ้งไปแล้วไม่เป็นผลเสียต่อเนื้อเรื่องทั้งหมด นั่นก็คือการเขียนเยิ่นเย้อ หากย้ายตำแหน่งแล้วยังคงไม่เป็นผลเสียต่อเนื้อเรื่องทั้งหมด นั่นก็แสดงว่าการเปิดหมากของบทความทั้งหมดยังขาดการพิจารณาไตร่ตรอง
ถ้างั้นกฎเกณฑ์ภายในและการเปิดหมากที่ว่านี้คืออะไรล่ะ? ผมคิดว่าอาจจะเป็นลำดับเวลา ลำดับพื้นที่ หรืออาจจะเป็นเส้นทางของอารมณ์ความรู้สึกก็ได้ ซึ่งสิ่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของบทความอย่างมาก
การสร้างสรรค์เป็นกระบวนการที่เป็นส่วนตัวมากๆ หลายสิ่งหลายอย่างก็ไม่สามารถเหมารวมได้ ไม่รู้ว่าคำพูดของผมจะสามารถไขข้อข้องใจของคุณได้หรือเปล่านะครับ"
คำตอบของหลินเฉาหยางนั้นมีการอ้างอิงตำราและหลักฐานมากมาย เฉินซื่อสวี่ฟังแล้วก็รู้สึกว่าได้รับแรงบันดาลใจอย่างมาก
จริงอย่างที่อีกฝ่ายพูด เรื่องของการสร้างสรรค์นั้นไม่สามารถเหมารวมได้ การที่เขาสามารถใช้คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคก็สามารถตอบคำถามของเขาได้อย่างคร่าวๆ นั้น โดยตัวมันเองก็อธิบายถึงวุฒิภาวะในการสร้างสรรค์ของหลินเฉาหยางได้แล้ว อย่างน้อยก็ไม่ใช่สิ่งที่เฉินซื่อสวี่จะสามารถเทียบเคียงได้
"ยังมีใครมีคำถามอีกไหม?" ถังอวี้ชิวถามอีกครั้ง
จินอิ๋งยกมือขึ้น แล้วถามว่า "สหายเฉาหยาง ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเราเรียนอยู่ในชั้นเรียนเคยถกเถียงกันเรื่องนวัตกรรมรูปแบบของนวนิยาย เจี่ยต้าซาน เพื่อนร่วมชั้นของเรายังเขียนแบบฝึกหัดกระแสสำนึกขึ้นมาโดยเฉพาะอีกด้วย..."
เธอพูดมาถึงตรงนี้ ก็ทำท่าทางเสแสร้งท่องออกมาเสียงดังว่า "หมวกฟาง หมวกฟาง หมวกฟาง หมวกฟางใบใหญ่ หมวกฟางใบเล็ก หมวกฟางที่กระเพื่อมขึ้นลง หมวกฟางที่หมุนวน หมวกฟางที่ส่องประกายระยิบระยับใต้แสงแดด..."
การท่องของเธอไม่ได้ดำเนินต่อไป เพราะคนข้างๆ หัวเราะกันจนตัวงอไปหมดแล้ว เจี่ยต้าซาน เพื่อนนักเรียนที่ถูกล้อเลียนไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่ถังอวี้ชิวกลับต้องขัดจังหวะการล้อเล่นของเธอ
"จินอิง จะถามก็ถามสิ เธอจะพูดจาเรื่อยเปื่อยไปทำไมตั้งมากมาย?"
จินอิงถูกดุไปหนึ่งประโยค ก็เก็บอาการหยอกล้อ แล้วถามว่า "'วรรณกรรมกระแสสำนึก' สำหรับพวกเราแล้วเป็นแนวคิดที่ใหม่มาก ฉันอ่าน 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ของคุณแล้ว แต่กลับพบว่าคุณรู้แจ้งแทงตลอดในรูปแบบการสร้างสรรค์ประเภทนี้เป็นอย่างดี ฉันอยากจะขอคำชี้แนะสักหน่อยว่าคุณเคยอ่านผลงานด้านนี้เรื่องไหนมาบ้างคะ?"
"หนังสือที่ผมอ่านจริงๆ แล้วทุกคนก็ไม่น่าจะแปลกใจ มาร์แซล พรุสต์, วิลเลียม ฟอล์กเนอร์, เวอร์จิเนีย วูลฟ์ ก็ไม่พ้นผลงานของนักเขียนชื่อดังเหล่านี้หรอกครับ
แต่ผมอยากจะเตือนคุณสักหน่อย เมื่อกี้คุณบอกว่าพวกคุณถกเถียงกันเรื่องนวัตกรรมรูปแบบของนวนิยาย จริงๆ แล้ววรรณกรรมกระแสสำนึกมันเป็น 'ของเก่า' ที่มีอายุล่วงเลยวัยแซยิดไปแล้วล่ะครับ
รากฐานของการสร้างสรรค์นวนิยายคือการเล่าเรื่อง รูปแบบเป็นเพียงเทคนิค เทคนิคไม่สำคัญว่าจะใหม่หรือเก่า แค่ใช้ได้ดีก็พอแล้ว
วรรณกรรมกระแสสำนึกไม่ใช่เรื่องที่ลึกซึ้งอะไรหรอกครับ"
หลินเฉาหยางเขียนวรรณกรรมกระแสสำนึก แต่ไม่ได้หมายความว่าเขามองวรรณกรรมกระแสสำนึกเป็นคัมภีร์วิทยายุทธ์อะไร การถือกำเนิดของ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' เป็นเพราะเขาคิดว่าเรื่องราวนี้เหมาะกับเทคนิคของวรรณกรรมกระแสสำนึกพอดี
คนในประเทศมักจะรู้สึกไปเองโดยจิตใต้สำนึกว่าพระจากต่างถิ่นสวดมนต์เก่งกว่า ดังนั้นเขาจึงอดไม่ได้ที่จะเตือนจินอิ๋งสักประโยค
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นพูดประโยคที่ว่า "วรรณกรรมกระแสสำนึกไม่ใช่เรื่องที่ลึกซึ้งอะไรหรอก" ออกมา เกรงว่าคนที่อยู่ในที่นี้คงจะรู้สึกว่าเขากำลังอวดเก่ง
แต่คนที่พูดประโยคนี้ออกมากลับเป็นหลินเฉาหยางผู้เขียน 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' การที่เขาพูดแบบนี้ ผู้คนไม่เพียงแต่จะไม่รู้สึกว่าเขากำลังเสแสร้งแกล้งทำ
แต่กลับสัมผัสได้ถึงความมั่นใจอันเปี่ยมล้นที่พุ่งเข้าใส่หน้า เป็นความสงบนิ่งที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสามารถและพรสวรรค์
ตอบคำถามของจินอิ๋งเสร็จ หลินเฉาหยางก็อดไม่ได้ที่จะปรายตามองเธอแวบหนึ่ง
ผู้นำแวดวงศิลปะและวรรณกรรมระดับชาติในยุคหลัง ในตอนนี้บนใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความอ่อนหัดไร้เดียงสา ทว่านิสัยกลับร่าเริงเบิกบานจริงๆ
ในขณะที่เขากำลังเหม่อลอยอยู่นั้น เสียงหวานใสแบบชาวอู๋ก็ดังขึ้น "สหายเฉาหยาง เมื่อกี้ฉันฟังคุณพูดคุยเกี่ยวกับผลงานวรรณกรรมบางเรื่อง คุณเอามาพูดคุยรวมกัน ดูเหมือนว่าจะไม่มีการแบ่งแยกสูงต่ำเลยนะคะ"
หลินเฉาหยางหันไปมอง ก็เป็นนักเขียนที่คุ้นหน้าคุ้นตาอีกคนหนึ่ง...หวังอันอี๋
หวังอันอี๋ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้าในยุคหลัง ในตอนนี้กลับเป็นเพียงเด็กสาวที่ไม่มีใครสังเกตเห็นในสถาบันสอนวรรณกรรม เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมชั้นหลายคนที่โด่งดังไปแล้ว เธอช่างดูจืดจางเหลือเกิน ตอนนี้เวลาที่ทุกคนพูดถึงเธอ มักจะมีคำนำหน้าว่า...ลูกสาวของหรูจื้อเจวียน
"เวลาผ่านไปหลายร้อยหลายพันปี ข้อเสียของเหล่าปัญญาชนที่ยึดติดกับการแบ่งแยกผลงานวรรณกรรมออกเป็นชนชั้นต่างๆ ดูเหมือนว่าจะแก้ไม่หายเสียที
เรื่องนี้หากนำมาถกเถียงกัน เกรงว่าคงจะพูดกันได้สามวันสามคืน
ผมขอพูดแค่มุมมองของผม การประเมินและมาตรฐานความงามของวรรณกรรมไม่เคยมีมาตรฐานที่ตายตัว พวกเราต้องระวังการกระทำที่ใช้ข้ออ้างว่า 'ผลงานวรรณกรรมมีความสูงต่ำ' มาเป็นเครื่องมือในการใช้อำนาจครอบงำทางวัฒนธรรมด้วย
ศิลปะชั้นสูงและศิลปะพื้นบ้านไม่ได้ขัดแย้งกัน การพัฒนาของวรรณกรรมไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นการอยู่ร่วมกันและเจริญรุ่งเรืองไปพร้อมกันอย่างกลมเกลียว"
คำพูดของหลินเฉาหยางดังกังวานหนักแน่น ท่าทีชัดเจนเด็ดขาด
ในสายตาของทุกคน นั่นเป็นใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์เกินไปอย่างเห็นได้ชัด แต่การที่เขานั่งอยู่ตรงนั้น กลับดูลึกล้ำและมั่นคงดั่งขุนเขา เปี่ยมไปด้วยมาดปรมาจารย์อย่างแท้จริง







