หลี่กวนอีไม่คิดว่าเซวียซวงเทาจะไม่ได้เป็นคนดีดพิณ เมื่อเห็นท่าทางภาคภูมิใจของนาง เขาก็พูดไม่ออกไปชั่วขณะ หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง เขาก็ปรบมือเบาๆ แล้วพูดอย่างเปิดเผยว่า
"ไพเราะมาก"
เดิมทีเซวียซวงเทาตั้งใจจะ 'ทำให้ตกใจ' หลี่กวนอีสักหน่อย ทว่าคำตอบที่เปิดเผยและตรงไปตรงมาของอีกฝ่ายกลับทำให้นางรู้สึกเขินอายขึ้นมาแทน นิ้วเรียวยกขึ้นม้วนพันเส้นผมสีดำขลับที่จอนผม พลางพูดอย่างไม่ค่อยยอมรับว่า "จริงๆ เล้ย ถือว่าเจ้าพูดจาเป็นก็แล้วกัน"
"แต่ว่า บัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่รู้จักพูดแค่สองคำนี้หรือ"
หลี่กวนอีครุ่นคิด แล้วตอบว่า
"บทกวีเหล่านั้นข้าล้วนได้ยินมาระหว่างการเดินทาง ไม่ใช่บทกวีที่ข้าแต่งเองหรอก"
"อีกอย่าง บทกวีไม่มากก็น้อยย่อมมีการประดิษฐ์ประดอยและใช้ชั้นเชิง"
"เมื่อเทียบกันแล้ว ข้ายังคงรู้สึกว่าสองคำนี้สามารถถ่ายทอดความรู้สึกของข้าได้ดีกว่า"
ใบหน้าของเซวียซวงเทาแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย
ไม่ได้พบกันมาหลายวัน ในใจนางจึงรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง โดยเฉพาะเมื่อเห็นผู้เป็นอาหญิงที่อยู่ตรงนั้นมีรอยยิ้มแฝงอยู่ในแววตา ทำให้นางรู้สึกไม่ค่อยเป็นธรรมชาติจนเสียวสันหลัง จึงรีบเดินจ้ำอ้าวไปนั่งที่ประจำของตนให้เรียบร้อย เมื่อสุราผ่านไปสามจอก พระสนมเอกเซวียก็ยกถ้วยชาขึ้นพลางแย้มสรวล "เปิ่นกงกำลังตั้งครรภ์ จึงไม่อาจดื่มสุราได้ แต่เปิ่นกงได้ยินมาว่าบุตรแห่งกิเลนของตระกูลเซวียเรา มีพรสวรรค์ไม่ด้อยไปกว่าเมื่อครั้งยังเยาว์วัยเลย"
"เจ้าอายุสามขวบก็รู้หนังสืออ่านออกเขียนได้ ห้าขวบก็จับคันธนู จวบจนวันนี้ก็สิบปีแล้ว"
"บิดาและพี่ชายของเจ้าเข้มงวดกับเจ้านัก หลังจากเปิ่นกงเข้าวังมาก็แทบไม่ได้พบหน้ากัน วันนี้หาโอกาสเจอกันได้ยากยิ่ง ไม่ได้ ไม่ได้ เจ้าต้องแต่งบทกวีให้เปิ่นกงอีกสักบทถึงจะถูก"
พระสนมเอกเซวียแย้มสรวลพลางกล่าวถึงอดีตของหลี่กวนอี
เด็กหนุ่มตระหนักได้ว่าในหมู่สาวใช้ในวังแห่งนี้ เกรงว่าจะมีหูตาของพระสนมองค์อื่นๆ ในวังหลัง หรือแม้กระทั่งขององค์จักรพรรดิปะปนอยู่ นี่คือการใช้ประโยชน์จากสายลับของพวกเขาย้อนกลับ เพื่อยืนยันตัวตนของหลี่กวนอีให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เขาจึงยกจอกสุราขึ้นพลางยิ้มบางๆ "ในเมื่อท่านอาหญิงกล่าวเช่นนี้ กวนอีย่อมต้องแต่งสักบทพ่ะย่ะค่ะ"
พระสนมเอกเซวียพอพระทัยในความเฉลียวฉลาดมีไหวพริบของเด็กหนุ่ม แย้มสรวลตรัสว่า "ดีเลย"
"วันนี้ยังอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ กวนอีก็ใช้คำว่า 'ฤดูใบไม้ผลิ' มาเป็นหัวข้อแต่งสักบทเถิด ไม่ว่าจะเป็นบทกวีหรือคำประพันธ์ ล้วนแล้วแต่เจ้าจะถนัด"
"หากแต่งได้ดี อาหญิงมีของขวัญจะมอบให้เจ้า"
พระสนมเอกเซวียแย้มสรวล
หลี่กวนอีครุ่นคิด ก่อนหน้านี้ล้วนใช้บทกวีของเซียนจุติกับหลิ่วซานเปี้ยนไปแล้ว ครั้งนี้คงไม่อาจใช้ระดับนั้นได้อีก หลี่กวนอีนึกถึงบทกวีบทหนึ่งขึ้นมาได้ จึงประคองถ้วยชาเดินออกมา ก้าวเดินไปมาหลายก้าว แล้วร่ายกวีว่า
"สายน้ำคือแววตาที่ทอดมอง ภูผาคือหัวคิ้วที่ขมวดมุ่น"
"อยากเอ่ยถามผู้สัญจรว่ามุ่งหน้าไปหนใด?"
"ก็คือสถานที่อันเปี่ยมล้นด้วยภูผาและสายน้ำนั้น"
บทกวีนี้เปรียบเปรยทิวทัศน์ภูเขาและสายน้ำของเจียงหนานให้เป็นดั่งหญิงงาม ท่วงทำนองพลิ้วไหวเบาสบาย ทว่าจุดที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือท่อนล่างที่ว่า 'ขอจงอยู่คู่ฤดูใบไม้ผลิตลอดไป' หลี่กวนอีกำลังคิดว่าจะปรับแก้ท่อนหลังที่ไม่ค่อยเหมาะสมนั้นอย่างไรดี น้ำเสียงจึงหยุดชะงักไปเล็กน้อย ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะกังวานใส
เสียงหัวเราะนั้นเบิกบานใจจนทำให้หลี่กวนอีถึงกับชะงักไป ชั่วขณะหนึ่งถึงกับเกิดความสงสัยในตัวเอง รู้สึกว่าบทกวีนี้มีปัญหาอะไรงั้นหรือ แต่กลับเห็นพระสนมเอกเซวียแย้มสรวลแจ่มใส เซวียซวงเทาเอ่ยขึ้นว่า "ท่านอาหญิง หลี่..."
น้ำเสียงของนางหยุดชะงัก นึกถึงคำพูดและการจัดเตรียมของอาหญิง จึงพูดตะกุกตะกักว่า
"บทกวีที่ท่านพี่ท่องออกมา มีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือเพคะ"
แม้หญิงสาวจะรู้ว่านี่ก็เพื่อปกป้องหลี่กวนอี
ต้นไม้ที่สูงเด่นเกินป่าย่อมถูกลมพัดโค่น จึงต้องใช้ตระกูลเซวียมาปกป้องเขา
แต่พอพูดคำว่า 'ท่านพี่' ออกมา กลับมีความรู้สึกบอกไม่ถูกอย่างน่าประหลาด รู้สึกขนลุกซู่ไปหมด ใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย ทว่าไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เป็นความรู้สึกอับอายแปลกๆ คล้ายกับความรู้สึกตายทั้งเป็นต่อหน้าเพื่อนสนิท ทว่าพระสนมเอกเซวียกลับแย้มสรวลอย่างเบิกบานใจเป็นพิเศษ
นางยื่นพระหัตถ์ออกไปเรียกหญิงสาวให้เข้ามาใกล้ พิจารณามองหลานสาวในชุดสีแดงที่งดงามหมดจด
ยื่นนิ้วพระหัตถ์ออกไป ชี้ไปที่ดวงตากลมโตดั่งเมล็ดซิ่งของหญิงสาวด้วยรอยยิ้มเปี่ยมล้น แย้มสรวลพลางตรัสว่า
"สายน้ำคือแววตาที่ทอดมอง"
ปลายนิ้วไล้ผ่านคิ้วเรียวงามของหญิงสาว "ภูผาคือหัวคิ้วที่ขมวดมุ่น"
จากนั้นก็โอบกอดเซวียซวงเทาไว้ ยื่นนิ้วพระหัตถ์ชี้ไปทางเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงนั้น ตรัสด้วยรอยยิ้มกว้างว่า
"หากเอ่ยถามผู้สัญจรว่ามุ่งหน้าไปหนใด"
นิ้วพระหัตถ์วาดเป็นเส้นโค้ง สุดท้ายก็ชี้ไปที่ดวงตาของเซวียซวงเทา แย้มสรวลพลางตรัสว่า
"ก็คือสถานที่อันเปี่ยมล้นด้วย... คิ้วและดวงตาคู่นี้"
"เป็นบทกวีที่ดี บทกวีที่ดีจริงๆ"
เซวียซวงเทาหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที ลุกขึ้นพรวดพราดสะบัดหลุดจากอ้อมแขนของอาหญิง เบิกตากว้างมองหลี่กวนอี พูดว่า 'เจ้า เจ้า เจ้า' อยู่นานสองนาน กระทืบเท้าเร่าๆ แล้วกลับไปนั่งที่เดิม เรียกเสียงหัวเราะจากพระสนมเอกเซวียระลอกแล้วระลอกเล่า หลี่กวนอีถึงกับอ้าปากค้าง เขาเพิ่งค้นพบว่า แท้จริงแล้วบทกวีบทนี้ ยังสามารถตีความเช่นนี้ได้ด้วยหรือ
ยังสามารถพูดแบบนี้ได้ด้วยหรือ
เด็กหนุ่มตระหนักถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ทันที
พระสนมเอกเซวีย เป็นตัวแม่จอมหยอดงั้นรึ
อดีตสาวห้าวผู้สวมเสื้อผ้าสีสดขี่ม้าพยศอย่างห้าวหาญงั้นรึ
เขาหันหน้าไป ก็เห็นมุมปากของตาเฒ่าเซวียเต้าหย่งกระตุกยิกๆ ใบหน้าของพยัคฆ์ร้ายแห่งยุคโกลาหลไร้ซึ่งความองอาจห้าวหาญดั่งเช่นก่อนหน้านี้ กลับแทบอยากจะยกมือขึ้นปิดหน้า ดูมีกลิ่นอายของความอับอายขายขี้หน้าวงศ์ตระกูลอยู่ไม่น้อย
พระสนมเอกเซวียดูเหมือนจะแย้มสรวลอย่างเบิกบานพระทัย ทรงปรบพระหัตถ์แล้วตรัสว่า "เอาล่ะ เพียงบทกวีครึ่งท่อนนี้ ก็ถือเป็นยอดกวีแห่งแผ่นดินแล้ว อาหญิงต้องมอบของขวัญชิ้นงามให้เจ้าอย่างแน่นอน เด็กดี เด็กดี กลับไปนั่งเถิด"
หลี่กวนอีกลับไปนั่งตรงนั้นอย่างว่าง่าย
เซวียฉางชิงแสดงความเคารพอย่างสูงสุดต่ออาจารย์ของตน ที่จู่ๆ ก็กลายมาเป็น 'ญาติผู้พี่ห่างๆ ที่เคยอุ้มเจ้าตอนเด็กๆ รู้แม้กระทั่งตอนเจ้าฉี่รดที่นอน เพียงแต่ต่อมาปลีกตัวไปบำเพ็ญเพียร'
รสชาติอาหารในงานเลี้ยงนั้นยอดเยี่ยมมาก หลี่กวนอีคิดว่าน่าเสียดายที่เอากลับไปไม่ได้
ฤดูใบไม้ผลิมาถึงช่วงปลายแล้ว อุณหภูมิก็ค่อยๆ สูงขึ้น ต่อให้ใช้ม้าเร็วขนส่ง เมื่อถึงเมืองกวนอี้ รสชาติก็คงเปลี่ยนไปแล้วอย่างแน่นอน มิเช่นนั้น เขาคงหวังอยากให้ท่านอาหญิงได้ลิ้มลองดูบ้างจริงๆ
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนมีคนเตะตัวเอง
หลี่กวนอีเอียงตัวเล็กน้อย มองเห็นหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ยื่นขาออกมาข้างหนึ่ง
เตะเขาเบาๆ อย่างขัดเคืองใจ
ใบหน้านั้นแดงก่ำไปหมด ดวงตากลมโตเบิกกว้างจ้องมองเขาด้วยความโกรธ
หลี่กวนอีแสยะยิ้ม ไม่สนใจนาง แต่เป็นเพราะการเคลื่อนไหวของคุณหนูใหญ่เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงขยับข้อมือ กดข้อเท้าของคุณหนูใหญ่เอาไว้ แล้วพูดว่า "ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น"
ใครจะรู้ว่าคุณหนูใหญ่กลับยิ่งโกรธเคืองกว่าเดิม
"ถ้าเช่นนั้นก่อนหน้านี้ คลื่นคลั่งม้วนเกล็ดหิมะ ก็เป็นเรื่องบังเอิญงั้นหรือ"
"เหตุใดเจ้าถึงได้พบบัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่มากมายเช่นนี้"
"แล้วบัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นล้วนรู้จักข้างั้นหรือ"
หลี่กวนอีรู้สึกว่าต่อให้กระโดดลงแม่น้ำก็คงอธิบายไม่กระจ่างแล้ว พระสนมเอกเซวียไม่มีความสำรวมเหมือนตอนที่พบกันครั้งแรกอีกต่อไป บรรยากาศเป็นเพียงงานเลี้ยงในครอบครัวของตระกูลผู้มั่งคั่งทั่วไป หลังงานเลี้ยง พระสนมเอกเซวียก็แย้มสรวลตรัสว่า "ไม่ได้พบท่านพ่อนานแล้ว และก็ไม่ได้ประลองหมากกับท่านมานานมาก วันนี้ต้องดวลกันสักหลายกระดานให้ได้"
เซวียเต้าหย่งส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เดินตามบุตรสาวของตนไปเดินหมาก เดิมทีเซวียซวงเทาตั้งใจจะคุยกับหลี่กวนอีสักหน่อย แต่ตอนนี้กลับทั้งอายทั้งโกรธ จึงวิ่งไปดูการเดินหมากแทน หลี่กวนอีจึงตัดสินใจเดินทอดน่องไปที่ลานตำหนักที่ประทับ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
กลุ่มดาวพยัคฆ์ขาวทั้งเจ็ดปรากฏขึ้นแล้ว
เขารวบรวมสมาธิ ลอบคำนวณค่ายกลกิเลนอย่างเงียบๆ 'คัมภีร์หวงจี๋จิงซื่อ' นั้นยากเข็ญยิ่งนัก ยากที่จะทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ตอนนี้หลี่กวนอีอยู่ในวังหลวง เงยหน้าขึ้นแยกแยะดวงดาว จึงพอจะค้นพบเบาะแสอยู่บ้างอย่างยากลำบาก
พยัคฆ์ขาวอยู่บนฟ้า กายอยู่สวนฝั่งประจิม
วิหคเพลิงคือทิศใต้ ตำหนักหลวงคือทิศเหนือ จตุรทิศหมุนเวียน ตำแหน่งของกิเลนอยู่ตรงกลาง
ฝ่ามือของหลี่กวนอีทิ้งตัวอยู่ใต้แขนเสื้อ นิ้วมือขยับคำนวณอย่างรวดเร็ว หน้าผากค่อยๆ ซีดเผือด นี่ต้องพึ่งพาความเข้าใจในค่ายกลของเขาล้วนๆ เขาสัมผัสได้ถึงทิศทางของตำหนักกิเลนอย่างเลือนราง แต่ก็เป็นดั่งที่จู่เหวินหย่วนเคยกล่าวไว้ ค่ายกลแห่งนี้มีชีวิต และกำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
เขาอยู่เพียงในตำหนักที่ประทับแห่งนี้ ไม่อาจเคลื่อนย้ายตำแหน่งได้ จุดค่ายกลที่เล็งไว้แม่นยำแล้ว วินาทีต่อมาก็เคลื่อนตัวเปลี่ยนไปอีก เป็นเช่นนี้ก็เหมือนกับการใช้หมวกฟางตักน้ำ มีเท่าไหร่ก็รั่วไหลออกไปหมด หลี่กวนอีมองลานตำหนักที่ประทับแห่งนี้ เดินออกไปจากตรงนั้น ก็คือถนนใหญ่ ก็คือพระราชวัง
และตอนนี้ก็ไม่มีใครจับตาดูเขาอยู่
แต่หลี่กวนอีเงียบไปนาน สุดท้ายก็ล้มเลิกความตั้งใจ แม้จะบอกว่าหากเดินเข้าไปในวังหลวง ก็จะสามารถคำนวณค่ายกลและต้องหากิเลนพบอย่างแน่นอน แต่ยอดฝีมือในวังหลวงมีมากมาย ทั้งยังมีกองทหารรักษาพระองค์และสารวัตรวังหลวง หากถูกจับได้ ตัวเขาเองยังไม่เท่าไหร่ แต่จะพลอยทำให้ผู้เฒ่าเซวียเดือดร้อนไปด้วย
ทว่าในตอนที่เขากำลังจะหันหลังกลับไปดูการเดินหมากนั้น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินผ่านไปทางด้านข้าง
"ฮ่าๆๆ ทั้งสองท่านรอนานเกินไปแล้วหรือ เป็นข้าเองที่หลงใหลในทิวทัศน์ของวังหลวงมากเกินไป"
"บ้านเกิดของข้านั้นยากไร้ยิ่งนัก อยู่ในด่านนอกและดินแดนประจิม ไม่เคยเห็นความงดงามของจงหยวนเช่นนี้มาก่อนเลย" ถ้อยคำที่แฝงสำเนียงภาษาเถี่ยเล่อ ทำให้หลี่กวนอีประหลาดใจเล็กน้อย และเห็นขันทีกับเหล่าองครักษ์กำลังห้อมล้อมคนผู้หนึ่งเดินผ่านถนนหน้าประตูตำหนักที่ประทับ คบเพลิงถูกชูขึ้นสูง ส่องสว่างราวกับเวลากลางวัน
และชายหนุ่มที่ถูกห้อมล้อมผู้นั้น มีผิวสีทองแดง รูปร่างสูงใหญ่
เป็นชายหนุ่มที่แบกลา ซึ่งเคยพบกันที่หน้าประตูเมืองนั่นเอง หลี่กวนอียืนอยู่หน้าประตู สายตาของชายหนุ่มผู้นั้นเฉียบแหลมยิ่งนัก มองเห็นเขาในทันที จึงหยุดฝีเท้า ใบหน้าเผยให้เห็นถึงความประหลาดใจและดีใจ หัวเราะพลางพูดว่า "ฮ่าๆ ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง!"
เหล่าขันทีหยุดฝีเท้าด้วยความประหลาดใจ ชายหนุ่มผู้นั้นไม่ได้เดินเข้ามาในเขตตำหนักที่ประทับของพระสนมเอกเซวีย
เพียงแต่โบกมือให้หลี่กวนอี แล้วหัวเราะร่วน "สหาย เจ้าก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ!"
"องค์จักรพรรดิเชิญเจ้ามาเดินเล่นชมวิวกลางคืนที่นี่งั้นหรือ"
หลี่กวนอีตอบว่า "ข้าเป็นคนของตระกูลเซวีย อาหญิงของข้าคือพระสนมเอก จึงมาร่วมงานเลี้ยงครอบครัวที่นี่" ขันทีเหล่านั้นจำเด็กหนุ่มตรงหน้าได้ ผู้ที่เป็นหัวหน้า คือบุตรบุญธรรมของหัวหน้าขันทีพิธีการผู้นั้นนั่นเอง เขารู้สึกประหลาดใจ
ชายหนุ่มจากเผ่าเถี่ยเล่อไม่รู้ธรรมเนียมของจงหยวน
ในวังหลวง ได้พบกับคนที่เคยเจอหน้าและค่อนข้างถูกชะตา
เขาดีใจเป็นอย่างยิ่ง จึงเอ่ยชวนอย่างกระตือรือร้น "ในเมื่อเจ้าก็อยู่ที่นี่ งั้นไปเดินเล่นชมตำหนักที่ประทับยามค่ำคืนด้วยกันไหม องค์จักรพรรดิทรงมีรับสั่งเป็นพิเศษ อนุญาตให้พวกเรามาชมทิวทัศน์ได้ ทรงตรัสว่าจงหยวนให้ความสำคัญกับอะไรนะ ชมบุปผาใต้แสงจันทร์ ชมทิวทัศน์ใต้แสงโคม มีรสชาติแปลกใหม่ไปอีกแบบ"
"วันนี้ได้พบกันอีกครั้ง นับว่าพวกเรามีวาสนาต่อกันมาก ไปด้วยกันไหม"
หลี่กวนอีใจเต้นตึกตัก
เขามองไปทางขันทีและองครักษ์ตรงนั้น แล้วตอบว่า "ในวังหลวงกฎเกณฑ์เข้มงวด ข้าเกรงว่าคงไม่อาจไปเป็นเพื่อนเจ้าได้"
ชายหนุ่มเผ่าเถี่ยเล่อมีสีหน้าเสียดาย หันไปถามขันทีผู้นั้นว่า "ไม่ได้จริงๆ หรือ"
ขันทีรู้สึกลังเล
ตามรับสั่งขององค์จักรพรรดิ ชายหนุ่มผู้นี้แม้อายุยังน้อย แต่กลับมีฐานะที่ไม่ธรรมดา คำขอของเขา หากอยู่ในขอบเขตที่กำหนด ล้วนสามารถอนุญาตได้ทั้งหมด แม้ว่าเขาจะถูกใจนางกำนัลคนใดในตำหนักที่ประทับ ก็สามารถประทานให้เขาได้ เพื่อเป็นการแสดงความโปรดปราน ประกอบกับเด็กหนุ่มตรงหน้านี้ ก็เป็นลูกหลานของตระกูลเซวีย
เดิมทีก็ได้รับเชิญให้มาร่วมงานเลี้ยงในวังหลวงอยู่แล้ว
ที่สำคัญที่สุดคือ พ่อบุญธรรมของเขาค่อนข้างให้ความสำคัญกับผู้กองหนุ่มผู้นี้
ดังนั้น ขันทีผู้นี้จึงลังเลอยู่เพียงครู่เดียว ก็ประคองม้วนกระดาษสีเหลืองสดใสไว้ในมือ แล้วยิ้มบางๆ "ฝ่าบาททรงมีรับสั่ง ให้พวกเราพยายามให้ความร่วมมือกับคำขอของท่านข่านอย่างเต็มที่ ท่านผู้นี้คือวีรบุรุษหนุ่มของแคว้นเรา ทั้งบุ๋นและบู๊ล้วนเหนือกว่าคนรุ่นเดียวกัน แถมยังเป็นพระญาติวงศ์ ย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว"
ท่านข่านจึงดีใจเป็นอย่างยิ่ง กล่าวว่า "สหายรัก!"
"มาเถอะ!"
หลี่กวนอีหันไปบอกสาวใช้ข้างๆ ให้ไปแจ้งแก่ผู้เฒ่าเซวีย แล้วจึงหันหลังเดินไปหา
เมื่อครู่นี้คำนวณค่ายกลอยู่ที่เดิมเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม
เป็นเพราะ 'ค่ายกลผนึกวิญญาณสี่ทิศ' นี้ลึกล้ำสุดจะหยั่งถึง เปรียบดั่งสิ่งมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ต้นจนจบ หลี่กวนอีคำนวณอยู่ในตำหนักที่ประทับแห่งนี้ จึงยากที่จะได้ผลลัพธ์ ทว่าเมื่อเขาเดินออกไปจากที่นี่ ก็ราวกับการเดินหมากที่ทลายกระดานตัน กลิ่นอายก็แปรเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา
หลี่กวนอีสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของค่ายกลกิเลนอย่างชัดเจน
ราวกับว่าเขาสัมผัสได้ทุกซอกทุกมุมแล้ว
ในชั่วขณะนี้ เขาถึงกับสัมผัสได้ถึงระลอกคลื่นที่แผ่กระจายออกไป ราวกับก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในผิวน้ำ ภายในสามลมหายใจ หลี่กวนอีก็รับรู้ถึงตำแหน่งของตำหนักกิเลนได้ในทันที และเมื่อเขากำหนดตำแหน่งของกิเลนได้แล้ว 'ค่ายกลผนึกวิญญาณสี่ทิศ' ทั้งหมดก็กางออกตรงหน้าเขา
ราวกับว่าจุดศูนย์กลางของค่ายกลถูกกำหนดไว้แล้ว ความคิด การพิจารณา และสิ่งที่หลี่กวนอีได้เรียนรู้มาในช่วงระยะเวลานี้ พลันเกิดความกระจ่างแจ้งขึ้นมามากมาย และกลายเป็นความคล่องแคล่วว่องไวในชั่วพริบตา
และในเวลาเดียวกัน ชายหนุ่มผู้นั้นก็คว้าแขนเขาไว้ เดินชมวิวไปด้วยกัน พลางกล่าวว่า
"ไม่คิดเลยว่า เจ้าจะเป็นถึงพระญาติวงศ์"
หลี่กวนอีตอบ "ข้าก็ไม่คิดเหมือนกัน ว่าเจ้าจะเป็นถึงท่านข่านของเผ่าเถี่ยเล่อ"
ชายหนุ่มหัวเราะร่วน
เขายื่นมือออกไปตบดาบที่เอวตามความเคยชิน
แต่ตอนที่เข้าวัง อาวุธทั้งหมดถูกยึดไปแล้ว
ต่อให้เป็นอวี้เหวินเลี่ย ไม่ว่าจะเป็นขุนพลที่หยิ่งผยองและดุดันเพียงใด หัวรั้นเพียงใด หรือดูแคลนองค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเฉินเพียงใด เขาก็ต้องวางอาวุธของตนลง การพกอาวุธเข้าวัง ถือเป็นการสวมรองเท้าพกกระบี่ขึ้นท้องพระโรง หลายปีมานี้ มีเพียงอ๋องผูหยางเท่านั้นที่มีข้อยกเว้นเช่นนี้
เขาจึงทำได้เพียงเกาเอวอย่างเก้อเขิน แล้วกล่าวว่า "ท่านข่านอะไรกันล่ะ"
"แซ่ของข้าคือชี่ปี้ ส่วนชื่อคือลี่ ที่แปลว่าพลัง"
"เผ่าเถี่ยเล่อสาขาของพวกเรา เหลือเพียงไม่กี่พันครัวเรือนแล้ว รวมกันแล้วยังไม่เท่าประชากรในหนึ่งเมืองของจงหยวนเลย ต่อให้อยู่ในดินแดนประจิม ก็เป็นชนเผ่าที่เล็กจนไม่รู้จะเล็กยังไงแล้ว ดังนั้นจึงทนไม่ไหว ต้องมาขอความช่วยเหลือที่นี่"
"ตอนที่ถู่อวี้หุนยังอยู่ พวกเราก็ลำบากมากแล้ว ถูกปฏิบัติราวกับเป็นทาส"
"ตอนนี้พวกต่างเซี่ยงก็กำลังจะผงาดขึ้นมา พวกเราจึงคิดว่า จะยอมเป็นทาสให้คนอื่นแบบนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว"
"ดังนั้นทุกคนจึงรวบรวมเงินกัน แล้วบอกว่าข้าคือท่านข่าน แล้วก็ส่งตัวข้าออกมา"
หลี่กวนอีและชี่ปี้ลี่พูดคุยกัน พลางมองดูวังหลวงท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน
และในใจของเขา วังหลวงทั้งแห่งกลับกลายเป็นดั่งแผนที่ค่ายกลอันกว้างใหญ่ไพศาล ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเดิน ล้วนก่อให้เกิดระลอกคลื่น เมื่อระลอกคลื่นไปกระทบกับจุดเชื่อมต่อของค่ายกลอีกจุดหนึ่ง ก็จะสะท้อนกลับมา ในที่สุด ค่ายกลนี้ก็กระจ่างแจ้งในใจของเด็กหนุ่มอย่างสมบูรณ์
เขายืนอยู่บนจุดเชื่อมต่อจุดหนึ่ง แล้วทอดถอนใจ "ทิวทัศน์ที่นี่ งดงามจริงๆ"
ชี่ปี้ลี่มองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย แม้เขาจะไม่รู้สึกว่ามันงดงามอะไรนัก แต่ในเมื่อเป็นคำพูดของสหาย เขาจึงไม่พูดอะไรมาก เพียงหัวเราะอย่างเบิกบานใจ "งดงามจริงๆ!"
ขันทีและองครักษ์ต่างหยุดยืนนิ่ง มองดูพวกเขาสองคนพูดคุยและชื่นชมทิวทัศน์
เมื่อทั้งสองคนหยุดเดิน พวกเขาก็ยินดีที่จะได้พักผ่อน
หลี่กวนอีพูดคุยสัพเพเหระกับท่านข่านแห่งเผ่าเถี่ยเล่อ
ในที่สุด ใต้ฝ่าเท้าของเขา ก็ได้ยืนอยู่บนจุดเชื่อมต่อที่กำลังเคลื่อนไหวจุดหนึ่ง
ดังนั้นกลิ่นอายของเขาจึงแทรกซึมผ่านช่องว่างของค่ายกลระดับสุดยอดของตำหนักกิเลนเข้าไปอย่างเฉียบคม สัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของแก่นแท้นั้น กลิ่นอายอันร้อนแรงแผดเสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดในชั่วพริบตา ทว่าในวินาทีต่อมาก็คล้ายกับจะรับรู้ได้ว่า กลิ่นอายที่ปรากฏขึ้นในค่ายกลนี้คือผู้ใด
ดังนั้นความเกรี้ยวกราดจึงแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงในทันที
"!!! เป็นเจ้าหรือ?!"
เสียงของกิเลนดังก้องขึ้นในใจของหลี่กวนอี หลังจากความตื่นตะลึง มันก็รีบถามทันที "เจ้ามาทำอะไรที่นี่?! เจ้าถูกจับตัวมางั้นหรือ?!"
"ข้ามาช่วยเจ้าออกไป!"
"อย่ากลัวไปเลย!"
หลี่กวนอีหลุบตาลง เอ่ยเสียงเบาในใจ "ไม่ใช่ ข้าแค่แฝงตัวเข้ามา"
"เจ้าอย่าเพิ่งอาละวาด ไม่อย่างนั้นข้าจะถูกจับได้"
กลิ่นอายอันเกรี้ยวกราดของกิเลน จึงสงบลง
มันสัมผัสได้ว่าค่ายกลอันมหึมานั้นดูเหมือนจะไม่สามารถค้นหาหลี่กวนอีพบ กลิ่นอายของเด็กหนุ่มนั้นเฉียบแหลมยิ่งนัก มันสงบลงแล้วกล่าวว่า "เจ้ามาที่นี่..." ตอนที่มันได้พบกับหลี่กวนอีเป็นครั้งแรก มันตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่ง ทว่าในยามนี้กลับมีความลังเลใจอยู่บ้าง หรือแม้กระทั่งความหวาดกลัว
ยิ่งใกล้บ้านเกิดความรู้สึกยิ่งหวาดหวั่น ความรู้สึกของมนุษย์ก็สามารถปรากฏบนร่างของสัตว์เทพได้เช่นเดียวกัน
สุดท้ายมันเงียบไปนาน เพียงแต่ถามว่า "เจ้าชื่ออะไร..."
ท่านข่านแห่งเผ่าเถี่ยเล่อก็หัวเราะพลางถามเช่นกัน "ยังไม่ได้ถามเลยว่าสหายชื่ออะไร"
หลี่กวนอีเอ่ยปาก เขาตอบว่า "ข้าชื่อหลี่กวนอี"
เด็กหนุ่มยิ้มบางๆ
"อี ที่แปลว่าหนึ่งในหมื่น"
ท่านข่านเถี่ยเล่อเพียงเอ่ยชมว่า "ช่างห้าวหาญนัก!"
ทว่ากลิ่นอายของกิเลนกลับผันผวนอย่างรุนแรง
บุตรชายของสหายเก่ามาเยือน
มันราวกับได้เห็นเด็กหนุ่มผู้ห้าวหาญผู้นั้นอีกครั้ง
น้ำเสียงนี้ช่างเศร้าสร้อย ในท้ายที่สุดหลังจากผ่านไปเนิ่นนาน เสียงของกิเลนก็กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวว่า "เด็กดี"
"หลี่กวนอี เจ้าอย่ามาที่นี่อีกเลย"
กลิ่นอายของกิเลนพลันอ่อนแรงลงระดับหนึ่ง ภายในค่ายกลใหญ่ผนึกสี่ทิศ กลิ่นอายกิเลนที่ถูกแบ่งออกมาหมุนวน แล้วพุ่งตรงมาทางหลี่กวนอีอย่างกะทันหัน หลี่กวนอีสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันอบอุ่นที่ปรากฏขึ้นในใจ จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของกิเลนได้ร่วงหล่นลงมาในร่างกายแล้ว
นี่คือการมอบให้จากตัวตนของมัน
คือของขวัญจากกิเลน
การมอบให้เช่นนี้ โดยปกติแล้วจะสูญสลายไปส่วนหนึ่ง ทว่ากระถางสัมฤทธิ์กลับส่งเสียงร้องคำรามขึ้นมาเองอย่างกะทันหัน
กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์สายนี้ร่วงหล่นลงบนกระถางทั้งหมด
ดังนั้นบนกระถางสัมฤทธิ์ ท่ามกลางมังกร พยัคฆ์ หงส์ และเต่า ลวดลายที่ห้า ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น!
กิเลนศูนย์กลาง!
คืนสู่ตำแหน่ง!