เกาหยางรู้ว่าชิงหลิงไม่ได้พูดเล่น คนคนนี้ไม่เคยพูดเล่นอยู่แล้ว
สถานการณ์ตรงหน้าถือว่าอยู่ในความคาดหมายของเขา ตอนที่เกาหยางตัดสินใจช่วยหวังจื่อข่ายไว้ ความจริงแล้วไม่ใช่การกระทำแบบแม่พระเสียทีเดียว เขายังมีความกังวลอื่นๆ อีก เพียงแต่ตอนนั้นยังคิดได้ไม่กระจ่างนัก
หลังจากขบคิดมาตลอดทั้งวัน เขาก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้ว ต่อไปก็ถึงเวลาแสดงฝีมือของเขา เขาตัดสินใจงัดไม้ตายสุดยอดในการ์ตูนโชเน็นออกมาใช้ นั่นคือวาทศิลป์!
"ชิงหลิง ฉันรู้ ที่เธอรอดชีวิตมาได้นานขนาดนี้ เป็นเพราะความระมัดระวังตัวเป็นพิเศษและความเด็ดขาดในการลงมือของเธอ"
"ประจบไปก็ไม่มีประโยชน์" ชิงหลิงพูดเสียงเย็น
"งั้นฉันขอถามคำถามเธอข้อหนึ่ง เป้าหมายในการมีชีวิตรอดของเธอคืออะไร"
"การมีชีวิตรอดต้องมีเป้าหมายด้วยเหรอ หรือว่านายอยากตาย" ชิงหลิงไม่เข้าใจ
"ฉันไม่อยากตายอยู่แล้ว แต่ทุกคนก็ต้องตาย ต่อให้เธอมีอายุถึงร้อยปีก็ต้องตายอยู่ดี" เกาหยางยิ้มออกมาอย่างขัดเขินเล็กน้อย "แต่คนเรามีชีวิตอยู่ จะเอาแต่กิน ดื่ม ขับถ่ายไม่ได้หรอก มันต้องมีเรื่องที่อยากทำบ้างสิ"
ชิงหลิงนิ่งเงียบ
"คำถามนี้เธอค่อยๆ คิด ไม่ต้องรีบตอบ" เกาหยางพูด "ฉันจะให้เหตุผลที่ไม่ควรฆ่าหวังจื่อข่ายกับเธอก่อน"
"ว่ามา"
"ถึงฉันจะเพิ่งตื่นรู้ได้ไม่กี่วัน แต่ฉันก็ตระหนักดีว่าการเป็นผู้ตื่นรู้นั้นอันตรายมาก ที่เธอรอดมาได้นานขนาดนี้ ไม่ใช่แค่เพราะเธอเก่งหรือระมัดระวังตัวหรอกนะ"
"แต่เป็นเพราะฉันมีบุคลิกที่สองด้วย" ชิงหลิงเองก็รู้ดี
"ถูกต้อง ทันทีที่กลายเป็นผู้ตื่นรู้ สัญชาตญาณจะสั่งให้ต่อต้าน ตีตัวออกห่าง และระแวดระวังอสูรทุกตัว อสูรที่ไม่ใช่ผู้หลงลืมสามารถรับรู้ถึงเรื่องนี้ได้ นานวันเข้าผู้ตื่นรู้ก็จะเผยจุดอ่อนออกมา แต่เธอต่างออกไป เธอมีบุคลิกที่สอง ถึงบุคลิกที่สองของเธอจะเย็นชาและเป็นโรคเกลียดผู้ชาย แต่เธอกลับเข้ากับอสูรทุกตัวได้เป็นอย่างดี"
"ผู้ตื่นรู้คนอื่นไม่ได้โชคดีขนาดนั้น อย่างฉัน หรืออย่างพั่งจวิ้น ไม่ว่าเราจะแสดงเก่งแค่ไหน เราก็ยังคงระแวดระวังอสูรอยู่เสมอ ทันทีที่พบผู้ตื่นรู้คนอื่น สัญชาตญาณก็อยากจะรวมกลุ่มกัน การรวมกลุ่มดูเหมือนจะทำให้เราปลอดภัยขึ้น แต่ความจริงแล้ว..."
ชิงหลิงเดินออกมาจากเงามืด "อันตรายกว่าเดิม"
"ใช่ อสูรพวกนี้ไม่ได้โง่ ถึงแม้จากการสังเกตของพั่งจวิ้น พวกมันจะสวมบทบาทเป็นมนุษย์ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง และไม่เคยเป็นฝ่ายริเริ่มหยั่งเชิง ล่อลวง ข่มขู่ หรือโจมตีมนุษย์ที่ยังไม่ตื่นรู้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ตอนที่พวกมันติดต่อกับมนุษย์อย่างเรา พวกมันจะไม่คอยสังเกตหรือจับตาดูพวกเรา"
"หลี่เวยเวยคือข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุด ก่อนหน้านี้ฉันกับเธอเป็นเพื่อนสมัยเด็ก คุยกันได้ทุกเรื่อง แต่พอฉันตื่นรู้ เธอก็เผยธาตุแท้ออกมาทันทีและหวังจะเอาชีวิตฉัน"
ชิงหลิงพยักหน้า "ถ้ามนุษย์ตั้งแต่สองสามคนขึ้นไปติดต่อกันอย่างใกล้ชิด พวกมันก็มีเหตุผลให้สงสัยว่ามนุษย์เหล่านี้ตื่นรู้แล้วหรือเปล่า เพราะในอัตราส่วนหนึ่งในหมื่น มันไม่ใช่เรื่องปกติเลย"
เกาหยางถอนหายใจ "ใช่ แต่ถ้าเราไม่รวมกลุ่มกัน เราก็จะไม่มีทางได้ข้อมูลเพิ่มเติม ไม่รู้กฎเกณฑ์มากขึ้น ไม่ได้ค้นหาความจริง... แบบนี้ ต่อให้พวกเราต่างคนต่างเอาตัวรอดไปจนอายุร้อยปี พวกเราก็ยังคง..." เกาหยางหยุดไปหนึ่งวินาที ก่อนจะอ้างอิงคำพูดของสารวัตรหวงด้วยน้ำเสียงเน้นหนัก "เป็นเด็กกำพร้าที่ถูกพระเจ้าทอดทิ้ง"
แววตาของชิงหลิงวูบไหว นางตกอยู่ในห้วงความคิด
"กลับมาที่คำถามเมื่อกี้ของฉัน" เกาหยางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว "ชิงหลิง เธอมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เธอไม่อยากรู้เหรอว่าทำไมโลกนี้ถึงกลายเป็นแบบนี้ เธอไม่อยากรู้ความจริงที่อยู่เบื้องหลังมันเหรอ หรือไม่ก็ เราสามารถหนีไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยจริงๆ ได้ไหม หรือแม้กระทั่งเอาชนะอสูรพวกนี้ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เราต้องทำ"
ชิงหลิงนิ่งเงียบ
เกาหยางรู้สึกว่ามีหวัง น้ำเสียงจึงหนักแน่นขึ้น "ทีนี้ปัญหาคือ พวกเราผู้ตื่นรู้ ต้องรวมกลุ่มกันถึงจะแข็งแกร่งขึ้นและคว้าชัยชนะในท้ายที่สุดได้ แต่พอเรารวมกลุ่มกัน ความเสี่ยงที่จะถูกเปิดเผยก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งทำให้เราอาจถูกกำจัดก่อนที่จะสร้างความได้เปรียบมากพอ"
"สรุปว่านายอยากจะพูดอะไรกันแน่" ชิงหลิงถาม
"ตรงหน้าเรามีวิธีหนึ่ง ที่สามารถลดความเสี่ยงในการถูกเปิดเผยได้อย่างมีประสิทธิภาพ"
"ผู้หลงลืม" ชิงหลิงคิดออกแล้ว
"ใช่ ผู้หลงลืมคือระเบิดควันที่ดีที่สุด" เกาหยางคาดเดาอย่างสมเหตุสมผล "อสูรสวมบทบาทเป็นมนุษย์อยู่ทุกวินาที ดังนั้น อสูรตัวหนึ่งอาจจำพวกเดียวกันได้ แต่มันอาจแยกไม่ออกว่าอีกฝ่ายเป็นอสูรประเภทไหน ขอแค่เราพาหวังจื่อข่ายติดตัวไปด้วยบ่อยๆ มันกลับจะไม่ทำให้อสูรตัวอื่นสงสัย"
"อีกอย่าง จากวิถีชีวิตของฉัน ฉันกับหวังจื่อข่ายเป็นเพื่อนสนิทกัน ส่วนเธอมีความเกี่ยวข้องกันกับฉันก็เพราะการตายของหลี่เวยเวย... ต่อไปถ้าเราสามคนไปไหนมาไหนด้วยกัน มันก็สมเหตุสมผล ในทางกลับกัน ถ้าตอนนี้เธอฆ่าหวังจื่อข่าย มันจะน่าสงสัยเกินไป"
ชิงหลิงพยักหน้า "หลี่เวยเวยเป็นเพื่อนสมัยเด็กของนาย และเป็นเพื่อนสนิทของฉัน หวังจื่อข่ายเป็นเพื่อนสนิทของนาย ถ้าอสูรสองตัวนี้ตายไปหมด แล้วมนุษย์สองคนอย่างเรายังติดต่อกันบ่อยๆ มันจะยิ่งทำให้ถูกสงสัยมากขึ้นไปอีก"
เกาหยางยิ้ม "การรักษาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอสูรเป็นเรื่องสำคัญมาก มันคือการพรางตัวอย่างหนึ่ง ที่สารวัตรหวงไม่ฆ่าลุงหลิว ก็น่าจะเพราะเหตุผลนี้เหมือนกัน"
ชิงหลิงพูด "ได้ นายโน้มน้าวฉันสำเร็จ"
เกาหยางถอนหายใจอย่างโล่งอก เฮ้อ ในที่สุดก็เอาตัวรอดมาได้
……
ตกกลางคืน เกาหยางกลับมาถึงบ้าน ทุกอย่างยังคงเป็นปกติ พ่อกับแม่บ่นเรื่องที่เขาไม่กลับบ้านตอนกลางคืนอีกยกหนึ่ง โดยไม่ระแคะระคายเรื่องอื่นเลยแม้แต่น้อย
เกาหยางรับมือไปตามน้ำ กลับเข้าห้องนอนแล้วล็อกประตู เขาล้มตัวลงนอนบนเตียงและหลับตาลง
【ติ๊ด 】
【เข้าสู่ระบบ】
【คุณได้รับแต้มโชคใหม่ 71 แต้ม】
(เดี๋ยวนะ ไม่ใช่ว่า 1 ชั่วโมงได้แต้มโชค 1 แต้มหรอกเหรอ)
(จากตอนล็อกอินครั้งล่าสุดจนถึงตอนนี้ อย่างมากก็ผ่านไปแค่ 50 ชั่วโมงเองไม่ใช่หรือไง)
【พรสวรรค์ด้านโชคของคุณเลื่อนเป็นระดับ 2 แล้ว】
【หลังจากนี้ ระดับความอันตรายของช่วงเวลาที่รอดชีวิต จะส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของแต้มโชค】
【ที่ผ่านมา คุณผ่านช่วงเวลาที่รอดชีวิตอย่างยากลำบากมา 20 นาที รางวัลแต้มโชคในช่วงเวลานี้จึงเพิ่มขึ้น 60 เท่า】
(หมายถึงช่วงเวลาที่ถูก "ป้าเหอ" โจมตีงั้นเหรอ? ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงจริงๆ!)
(เพิ่มโชคให้ฉันทั้งหมดเลย)
【เมื่อจัดสรรแต้มโชคแล้ว จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ยืนยันหรือไม่】
(ยืนยัน! ทำเร็วเข้า!)
【ขอแสดงความยินดี! โชคทะลุ 100 แต้ม ค่าคุณสมบัติได้รับการสุ่มเพิ่มอย่างถาวร: พละกำลัง +9, ความทนทาน +10, ความว่องไว +10, พลังจิต +20, เสน่ห์ +3】
【พละกำลัง: 27 ความทนทาน: 28】
【ความแข็งแกร่ง: 17 ความว่องไว: 27】
【พลังจิต: 37 เสน่ห์: 19】
【โชค: 101】
(อ่า ครั้งนี้รู้สึกไม่ค่อยคุ้มเลย ขาดทุนนิดหน่อยด้วยซ้ำ)
(พลังจิตมีประโยชน์อะไรล่ะเนี่ย)
【พลังจิตสามารถเพิ่มพลังโจมตีและพลังป้องกันของพรสวรรค์สายพลังจิต อีกทั้งยังเพิ่มการรับรู้ ทำให้สัมผัสถึงอันตรายและความเป็นศัตรูได้ง่ายขึ้น】
(เข้าใจแล้ว)
(จริงสิ ปลดล็อกหน้าต่างที่ซ่อนอยู่ได้ไหม)
【ขออภัย โชคไม่เพียงพอ】
(ต้องเท่าไหร่ถึงจะพอ)
【คุณยังไม่มีสิทธิ์รับรู้ในขณะนี้】
(ก็ได้ ค่อยๆ สะสมไปแล้วกัน)
【เพิ่มเติม: โชคระดับ 2 เปิดใช้งานวิหารพรสวรรค์แล้ว ตอนนี้คุณมีโอกาสรับรู้ฟรีหนึ่งครั้ง ต้องการใช้หรือไม่】
(ว้าว! อันนี้ดีแฮะ ดูเหมือนว่าฉันเองก็มีได้หลายพรสวรรค์เหมือนกัน)
(ขอถามหน่อย พรสวรรค์กับค่าคุณสมบัติ อันไหนสำคัญกว่ากัน)
【ในช่วงแรกพรสวรรค์มีความสำคัญมากกว่า ค่าคุณสมบัติต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณจึงจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพได้ และต้องใช้ควบคู่กับพรสวรรค์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด】
(โอเค เชื่อตามนั้น ใช้โอกาสรับรู้เลย)
【กำลังรับรู้...】
【รับรู้ล้มเหลว】
(เหอะๆ กะไว้แล้วเชียว)
【หากต้องการรับรู้อีกครั้ง ต้องใช้แต้มโชค 30 แต้ม】
(ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้ ฉันอัปแต้มไปหมดแล้ว! ช่างเถอะ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่)
【สิ้นสุดการเข้าถึง ซ่อนระบบ】
【ติ๊ด 】
……
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น มีฝนตกปรอยๆ
เกาหยางกางร่มเดินไปตามถนนที่เปียกชื้นและแออัด เขามองดูเหล่าพนักงานออฟฟิศที่กำลังรอสัญญาณไฟจราจร เบียดเสียดขึ้นรถเมล์และรถไฟใต้ดินด้วยท่าทางไร้วิญญาณ อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ อสูรพวกนี้ทุ่มเทกับงานจริงๆ เมื่อก่อนมักจะพูดกันว่า "ทาสบริษัท" ไม่นึกเลยว่าจะเป็นทาสจริงๆ
เกาหยางไปโรงเรียน ระหว่างคาบโฮมรูม ครูประจำชั้นก็เดินเข้ามา "เกาหยาง ชิงหลิง ตำรวจมาเรื่องของหลี่เวยเวย เรียกให้พวกเธอไปที่ห้องพักครูหน่อย"
ทั้งที่หลี่เวยเวยเพิ่งตายไปได้ไม่กี่วัน แต่ตอนที่ครูประจำชั้นพูดถึงเธอ บนใบหน้ากลับไม่มีความเศร้าสลดหรือเสียดายอีกต่อไป กลายเป็นความเย็นชา และถึงขั้นรำคาญใจเล็กน้อยด้วยซ้ำ
เกาหยางกับชิงหลิงลุกขึ้นเดินออกจากห้องเรียนไปยังห้องพักครู
สารวัตรหวงนั่งสูบบุหรี่อยู่ในห้องพักครู ข้างในไม่มีครูคนอื่นอยู่เลย
"เรื่องคราวก่อนจัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม" ชิงหลิงถาม
"วางใจเถอะ ไม่ทิ้งร่องรอยไว้หรอก" สารวัตรหวงเคาะขี้เถ้าบุหรี่ "สาเหตุที่พวกเธอพลาด ฉันฟังจากพั่งจวิ้นแล้ว"
"พวกเราเริ่มใหม่ได้อีกครั้ง" ชิงหลิงพูด "คราวนี้สำเร็จแน่นอน"
สารวัตรหวงไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาเอาตูดบุหรี่ใส่ที่เขี่ยบุหรี่แล้วขยี้ดับช้าๆ "ฉันกับภรรยารู้จักกันมาตั้งแต่มัธยมปลาย เธอเป็นรักแรกของฉัน เราอยู่ด้วยกันมาหลายปี ฉันคิดว่าตัวเองรู้จักเธอดีพอ หมายถึง... ในฐานะ 'มนุษย์' คนหนึ่ง ฉันรู้จักเธอดี"
สารวัตรหวงลุกขึ้นมองไปรอบๆ เมื่อแน่ใจอีกครั้งว่าห้องพักครูปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงได้ลดเสียงลงและพูดต่อ "แต่ช่วงที่ผ่านมา ภรรยาของฉันมีท่าทีแปลกไป ตอนนั้นฉันก็คิดว่า เธออาจจะจับอะไรได้และเริ่มสงสัยฉัน ถึงฉันจะไม่เคยหยั่งเชิงภรรยาตัวเองเลย แต่เมื่อก่อนฉันคิดมาตลอดว่าเธอคือผู้หลงลืม ทว่าถ้าเธอเริ่มสงสัยฉัน นั่นก็หมายความว่าเธอไม่มีทางเป็นผู้หลงลืมเด็ดขาด"
"ช่วงเวลานี้ ฉันต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับความหวาดกลัวและกระวนกระวายใจมาตลอด สุดท้ายก็เลยเกิดจิตสังหารกับเธอขึ้นมา ประจวบเหมาะกับที่ได้เจอพวกเธอพอดี ถึงได้มีแผนการในครั้งนี้"
สารวัตรหวงยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาลูบหน้าแรงๆ แล้วถอนหายใจยาว "ขอบคุณพระเจ้าที่ไม่สำเร็จ ไม่อย่างนั้นทั้งชีวิตนี้ฉันคงอยู่ไม่สู้ตาย"
"แผนเปลี่ยนงั้นเหรอ" เกาหยางถาม
"ใช่ แผนเปลี่ยนแล้ว" สารวัตรหวงลุกขึ้น "เมื่อคืนฉันถึงเพิ่งรู้ว่าฉันเข้าใจภรรยาผิดไป ที่เธอท่าทีแปลกไปเพราะมีเรื่องปิดบังฉันอยู่ เมื่อคืนเธอสารภาพกับฉันแล้ว พูดตามตรง พอรู้เรื่องนั้น ฉันตกใจมาก"
"เรื่องอะไร"
"ภรรยาฉัน" สารวัตรหวงมองเกาหยางและชิงหลิงด้วยแววตาลึกล้ำ "ท้องแล้ว"







