ปรมาจารย์ด้านวิชาเร้นกายผู้ยอดเยี่ยม ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังแห่งเงามืด และผู้หลงใหลในการขุดสุสาน แม่สาวแอมเบอร์มีคติประจำใจอยู่ประโยคหนึ่งว่า: ทางก็อยู่ตรงนั้น ประตูเป็นเพียงเครื่องประดับที่ไร้แก่นสาร ขอเพียงสลัดอุปสรรคในใจทิ้งไป ต่อให้เป็นประตูคลังสมบัติหลวงก็ใช้แค่ขึ้นฉ่ายเพียงต้นเดียวก็พอ
เอาเถอะ โลกนี้คงไม่มีขึ้นฉ่ายหรอก แต่สำหรับแอมเบอร์แล้ว การงัดแงะประตูในสุสานโบราณก็ไม่จำเป็นต้องใช้ขึ้นฉ่ายอยู่ดี
ขอเพียงใช้มายากลแห่งเงามืดเล็กๆ น้อยๆ บวกกับความรู้เรื่องอาคมผนึกโบราณอีกนิดหน่อย และโชคอีกเล็กน้อย โจรฮาล์ฟเอลฟ์ผู้นี้ก็สามารถคลายผนึกในสุสานบรรพชนเซซิลได้อย่างง่ายดาย เส้นทางที่แม้แต่เฮตตี้และรีเบคก้าก็ยังไม่รู้จักได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าทุกคน
จากนั้นทุกคนก็เดินตามหลังแอมเบอร์เข้าไปในเส้นทางสายนี้
โถงทางเดินของสุสานที่ก่อขึ้นจากหินและอิฐสะกดวิญญาณนั้นกว้างขวางกว่าที่คิดไว้มาก แม้แต่อัศวินเกราะหนักที่สูงเกือบสองเมตรอย่างกาเวนและไบรอนก็ไม่รู้สึกอึดอัดคับแคบแต่อย่างใด เชิงเทียนเวทมนตร์ที่ฝังอยู่บนผนังทั้งสองด้านของโถงทางเดินได้มอดดับลงไปแล้ว แต่หลังจากที่เฮตตี้ร่ายเวทมนตร์พื้นฐานสองสามบท เชิงเทียนโบราณที่มีอายุถึงเจ็ดร้อยปีเหล่านี้ก็ค่อยๆ สว่างขึ้นมาทีละอัน เพื่อชี้บอกทางข้างหน้า
"ฉันก็แค่โจรต็อกต๋อยคนหนึ่งเท่านั้นแหละ ปกติก็แค่หาของกินประทังชีวิตไปวันๆ" แอมเบอร์เดินนำหน้าขบวน พลางพูดถ่อมตัวไปพลาง "ฉันเป็นถึงลูกหลานของวู้ดเอลฟ์เชียวนะ เคารพวิญญาณบรรพชนจะตายไป จะไปทำเรื่องขุดหลุมศพแบบนั้นได้ยังไงกัน"
กาเวนไม่แยแสคำพูดของเธอเลยสักนิด "เชี่ยวชาญขนาดนี้แล้ว ยังจะกล้าแก้ตัวอีกเหรอ"
บางทีอาจเป็นเพราะมั่นใจแล้วว่าชีวิตน้อยๆ ของตัวเองปลอดภัย ฮาล์ฟเอลฟ์ผู้ไร้ซึ่งความหยิ่งทะนงในเผ่าพันธุ์ของตนผู้นี้จึงหน้าหนาพอๆ กับประตูสุสานที่เธอเพิ่งงัดเปิดออก "วิชาสะเดาะกุญแจกับวิชาคลายอาคมมันเป็นทักษะพื้นฐานของสายอาชีพเรานี่นา ฉันมีพื้นฐานแน่นปึ้กแล้วมันผิดตรงไหนล่ะ"
ตอนนั้นเอง รีเบคก้าที่เดินอยู่กลางขบวนก็โพล่งถามขึ้นมา "เธอเป็นประชาชนของแคว้นเซซิลหรือเปล่า"
แอมเบอร์ขมวดคิ้วครุ่นคิด "ฉันอาศัยอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยยื่นเรื่องขอเป็นประชาชนอย่างเป็นทางการนะ แต่ตามกฎของแคว้นเซซิลของพวกเธอ คนที่อาศัยอยู่ติดต่อกันสามปีขึ้นไปและจ่ายภาษีตรงเวลาจะถือว่าเป็นประชาชน... แล้วเธอว่าฉันนับรวมไหมล่ะ"
รีเบคก้าส่ายหน้า "ไม่ได้ยื่นเรื่องก็ไม่นับ"
"อ้อ" แอมเบอร์ลากเสียงยาว "แล้วเธอมาถามฉันเรื่องนี้ทำไมล่ะ"
"ฉันเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นเซซิล" รีเบคก้าพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เพราะงั้นถ้าเธอเป็นประชาชนของฉัน ฉันก็มีหน้าที่ต้องปกป้องเธอ"
แอมเบอร์ "......งั้นเธอก็น่าจะบอกแต่แรกสิ! ตอนนี้ฉันกลับคำทันไหมเนี่ย"
รีเบคก้าทำหน้าจริงจัง "ไม่ทันแล้ว"
กาเวนมองหน้ารีเบคก้าที่จริงจัง แล้วก็หันไปมองแอมเบอร์ที่ไร้ยางอายสิ้นดี พลางส่ายหน้าอย่างขบขัน
ถึงแม้ตื่นมาก็ต้องมาเจอกับสถานการณ์เละเทะแบบนี้ แต่ความรู้สึกที่ได้กลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้งก็ยังดีกว่าสภาพบ้าบอคอแตกก่อนหน้านี้ตั้งเยอะ
เขามองไปที่เฮตตี้ซึ่งเดินอยู่ข้างหลัง สุภาพสตรีผู้เป็นเหลนทวดลำดับที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ของเขาคนนี้แอบเหลือบมองเขามาหลายครั้งแล้ว เขาเฝ้ารอให้อีกฝ่ายเป็นคนเปิดบทสนทนาก่อน แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะยังไม่มีทีท่าว่าจะทำลายความเงียบ เขาจึงต้องเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมาเอง "อยากจะถามอะไรก็พูดมาเถอะ"
เฮตตี้สะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็รีบสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ เธอมองใบหน้าของกาเวนที่เหมือนกับในภาพวาดประจำตระกูลไม่มีผิดเพี้ยน พลางเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง "ท่านบรรพชน... ฉันยังรู้สึกไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ท่านคือ..."
"ใช่แล้ว กาเวนเซซิลคนนั้นแหละ ผู้บุกเบิกเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน จะให้ข้าท่องประสบการณ์ชีวิตตลอดสามสิบกว่าปีของข้าให้เจ้าฟัง หรือจะให้ข้าเล่าเรื่องราวในยุคบุกเบิกครั้งที่สองให้ฟังดีล่ะ แต่พูดตามตรงนะ ลำพังคำพูดพวกนี้คงพิสูจน์อะไรไม่ได้หรอก นักประวัติศาสตร์เก่งๆ อาจจะเล่าได้น่าเชื่อถือกว่าข้าเสียอีก เพราะข้าเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่งนักหรอก" กาเวนยักไหล่ "เจ้าก็แค่อยากจะยืนยันว่าข้าเป็นตัวจริงหรือตัวปลอมใช่ไหมล่ะ"
"โปรดยกโทษให้ความคลางแคลงใจของฉันด้วยค่ะ" เฮตตี้รีบกล่าว "แต่นี่มันค่อนข้างจะ... ถึงแม้เรื่องราวของวีรชนคืนชีพจะมีมาตั้งแต่โบราณกาล แต่การได้มาเห็นด้วยตาตัวเองมันเป็นคนละเรื่องกันเลยนะคะ ฉันเคยได้ยินมาว่ามีพาลาดินและซิลเวอร์เอลฟ์บางคนสามารถแกล้งตายได้นานหลายปีหรือหลายสิบปี โดยอาศัยพลังแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์และศาสตร์เร้นลับของเอลฟ์เพื่อรักษาวิญญาณและพลังชีวิตของตัวเองเอาไว้ แต่ฉันไม่เคยได้ยินเลยว่าอัศวินมนุษย์จะสามารถทำแบบเดียวกันได้ ยิ่งไปกว่านั้น... ท่านเสียชีวิตไปถึงเจ็ดร้อยปีแล้ว"
"พูดตามตรง ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น" กาเวนส่ายหน้าพลางกล่าว ถึงแม้เขาอยากจะแต่งเรื่องที่มีเหตุผลรัดกุมและน่าเชื่อถือขึ้นมาหลอกเหลนทวดๆๆ... ทวดตรงหน้านี้ใจจะขาด แต่ไม่ว่าจะเป็นจากความรู้ของเขาเองหรือจากความทรงจำของกาเวนเซซิล ก็ไม่สามารถหาทฤษฎีที่นำมาใช้ได้เลย ดังนั้นเขาจึงยอมรับไปตรงๆ ว่าไม่สามารถอธิบายเรื่องทั้งหมดนี้ได้ "อาจจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ข้าเคยประสบพบเจอมาตอนยังมีชีวิตอยู่ล่ะมั้ง เจ้าก็รู้ว่า สมัยที่ข้านำเหล่าบรรพชนบุกเบิกดินแดนรกร้าง ข้าเคยได้รับพรจากธาตุต่างๆ ซึ่งนั่นอาจจะเปลี่ยนสภาพร่างกายของข้าไปก็ได้"
"อย่างนั้นหรือคะ..." เฮตตี้กล่าวแบ่งรับแบ่งสู้ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองเส้นทางเบื้องหน้าอย่างกะทันหัน
"มีกระแสลม" เธอพูดเสียงแผ่ว "แล้วก็มีปฏิกิริยาของอณูเวทที่แตกต่างออกไป ข้างหน้าน่าจะเป็นสุดเขตของบริเวณสุสานแล้วล่ะ"
กาเวนพยักหน้า พร้อมกับกระชับดาบแห่งผู้บุกเบิกในมือแน่น ความรู้สึกใจสั่นอย่างบอกไม่ถูกทำให้เขารู้สึกว่าข้างหน้าคงไม่ปลอดภัยนัก
"ระวังตัวด้วย" อัศวินไบรอนที่เดินนำหน้าสุดคู่กับแอมเบอร์ก็สัมผัสได้เช่นกัน เขาชักดาบใหญ่เหล็กกล้าของตัวเองออกมา มืออีกข้างลูบผ่านใบดาบเบาๆ ใบดาบก็เปล่งแสงสีเงินจางๆ ออกมาทันที "พวกเจ้าสามคน คุ้มกันด้านหลังไว้ให้ดี"
เสียงโลหะเสียดสีกันดังขึ้น ทหารทั้งสามนายเตรียมพร้อมรบแล้ว ถึงแม้พวกเขาจะเป็นเพียงสายอาชีพต่อสู้ระดับพื้นฐานที่สุด แต่สุดท้ายพวกเขาก็คือทหารผ่านศึกที่รอดชีวิตมาได้จากการต่อสู้กับสัตว์ประหลาด และเป็นนักรบชั้นยอดที่ตระกูลเซซิลปลุกปั้นมาอย่างดี ความกล้าหาญและเยือกเย็นบนใบหน้าของพวกเขาในยามนี้ ทำให้แอมเบอร์ที่กำลังตื่นตระหนกและสาวใช้ตัวน้อยอย่างเบ็ตตี้ที่ได้รับการคุ้มครองอยู่ตรงกลางขบวนรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
แม้โถงทางเดินของสุสานจะลึกและทอดยาวเพียงใด แต่ก็ต้องมีวันเดินไปถึงสุดทาง อิฐหินสะกดวิญญาณที่ฝังอยู่บนผนังหินทั้งสองด้านทุกๆ สิบเมตรคือสัญลักษณ์ของเขตสุสาน และเมื่ออิฐหินสะกดวิญญาณเหล่านี้หายไป เบื้องหน้าก็ปรากฏพื้นที่กว้างขวางเล็กน้อยที่มีลักษณะคล้ายกับทางแยก
นี่คือจุดเชื่อมต่อระหว่างเขตสุสานกับเขตใต้ดินของปราสาท และเป็นจุดศูนย์กลางการเดินทางที่เชื่อมไปยังเส้นทางลับโบราณเหล่านั้น
แอมเบอร์ชี้มือไปที่ทางแยกสายหนึ่งของ "ทางแยก" "ฉันมุดเข้ามาจากทางนั้นแหละ มันเป็นทางเชื่อมไปยังบ่อน้ำแห้งๆ นอกปราสาท แต่ตอนนี้ตรงนั้นคงถูกสัตว์ประหลาดพวกนั้นยึดไปแล้วล่ะ"
กาเวนหันไปมองเฮตตี้ "ทิศตะวันตกอยู่ทางไหน"
เฮตตี้ยื่นมือออกไปวาดรูนเวทมนตร์ง่ายๆ บนอากาศ รูนนั้นกลายสภาพเป็นริ้วแสงสว่างไสว ลอยพลิ้วชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
"ทางนั้นสินะ" กาเวนเอ่ย แต่ในพริบตาที่เขากล่าวจบ ความรู้สึกอันตรายก็พุ่งวาบเข้ามาในใจอย่างกะทันหัน
ไม่มีเวลาให้คิดอะไรทั้งนั้น ร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชนตอบสนองได้เร็วกว่าความคิด กาเวนยกดาบแห่งผู้บุกเบิกขึ้นมาป้องกันตัวโดยสัญชาตญาณ จากนั้นก็สัมผัสได้ถึงแรงกระแทกอันหนักหน่วงราวกับถูกค้อนเหล็กทุบส่งผ่านมาทางใบดาบ
ร่างของเขาเซไปเล็กน้อย ก่อนจะทรงตัวได้มั่นคง และแล้วผู้ลอบโจมตีก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าทุกคน พร้อมกับเสียงพึมพำอู้อี้ที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ร่างสูงใหญ่โซเซสามร่างก็เดินออกมาจากโถงทางเดินอันมืดมิดสายหนึ่งตรงทางแยก!
รูปลักษณ์ของพวกมันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตใดๆ ในธรรมชาติเลยแม้แต่น้อย แต่ดูเหมือนสัตว์ประหลาดที่พวกเนโครแมนเซอร์และวอร์ล็อกร่วมกันใช้ความคิดสร้างสรรค์อันชั่วร้ายปะติดปะต่อขึ้นมามากกว่า พวกมันสูงเกือบสามเมตร ดูราวกับยักษ์ที่แห้งเหี่ยวและพิกลพิการ ทว่าร่างกายของพวกมันกลับก่อตัวขึ้นจากสสารไร้รูปทรงที่ไหลเยิ้มราวกับโคลนตม สิ่งที่ดูเหมือนโคลนเหล่านั้นกระเพื่อมขึ้นลงอยู่บนผิวหนังของพวกมัน บางครั้งก็เผยให้เห็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ และภายในช่องโหว่นั้นก็สามารถมองเห็นโครงกระดูกสีเลือดได้
"ว้าย!" วินาทีที่เห็นสัตว์ประหลาดทั้งสามตัวนี้ รีเบคก้าก็ร้องอุทานออกมาสั้นๆ ส่วนเบ็ตตี้ก็รีบกัดริมฝีปากตัวเองแน่นราวกับจะร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวได้ทุกเมื่อ เฮตตี้ยกคทาขึ้นกระทุ้งพื้นอย่างแรง เวทมนตร์ชำระจิตใจระดับอ่อนถูกกระตุ้นขึ้นมา เพื่อหักล้างผลแห่งความหวาดกลัวที่สัตว์ประหลาดสร้างให้กับทุกคน ในขณะเดียวกันเธอก็รีบพูดกับกาเวนว่า "ท่านบรรพชน สัตว์ประหลาดพวกนี้แหละค่ะ!"
ตอนนี้กาเวนได้สติกลับมาจากความตกตะลึงที่ได้เห็นอสูรกายอมนุษย์เป็นครั้งแรกแล้ว ความทรงจำที่สอดคล้องกันก็ผุดขึ้นมาในหัว "เป็นไอ้ตัวพวกนี้เองเหรอเนี่ย?!"
ขณะนี้สัตว์ประหลาดทั้งสามตัวได้เริ่มโจมตีอีกครั้ง พวกมันส่งเสียงพึมพำราวกับคนละเมอออกมาไม่ขาดสาย ในขณะเดียวกัน สองตัวในนั้นก็ก้าวเท้ายาวๆ พุ่งเข้าหากลุ่มของกาเวน ส่วนสัตว์ประหลาดอีกตัวที่เหลือก็ยกแขนขึ้น ศรพลังงานแห่งความมืดก่อตัวขึ้นที่หน้าแขนของมัน และในวินาทีถัดมาก็พุ่งตรงไปยังแอมเบอร์ที่ยืนอยู่หน้าสุดของขบวน!
"เหวอ!" แอมเบอร์ร้องอุทานสั้นๆ ร่างทั้งร่างหดตัวเข้าไปในเงามืดด้านหลังอัศวินไบรอนในพริบตา และในวินาทีต่อมาก็ไปปรากฏตัวอยู่ในเงามืดอีกแห่งที่อยู่ห่างออกไปสิบเมตร ส่วนอัศวินไบรอนก็เงื้อดาบใหญ่ที่อาบไปด้วยแสงสีเงินขึ้นมา หลังจากคำรามลั่น เขาก็พุ่งเข้าปะทะกับสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่หวั่นเกรง
"เฮตตี้ รีเบคก้า พวกเจ้าไปจัดการไอ้ตัวที่ยิงศรความมืดนั่น! พยายามอย่าใช้เวทอาร์เคน เวทอาร์เคนแทบจะใช้ไม่ได้ผลกับพวกมัน! แอมเบอร์ เจ้ากับพวกทหารคุ้มกันผู้ร่ายเวทให้ดี!" กาเวนตะโกนลั่น จากนั้นก็ตวัดดาบยาว กัดฟันพุ่งตัวเข้าไปเช่นกัน
เขาไม่เคยแกว่งดาบต่อสู้กับใครมาก่อน
เขาไม่เคยเห็นสัตว์ประหลาดอมนุษย์อะไรพรรค์นี้มาก่อนด้วย
ถึงแม้จะผ่านการทะลุมิติมาเกิดใหม่ แต่จนถึงวันนี้ เขาเพิ่งจะได้ยืนบนผืนแผ่นดินต่างโลกนี้ด้วยสองขาของตัวเองเป็นครั้งแรก
ดังนั้นเขาจึงไม่รู้เลยว่า ในตอนนี้ การที่เขาอาศัยสัญชาตญาณการต่อสู้เพียงน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่ในร่างกาย บวกกับความรู้ด้านการต่อสู้ในหัวที่ไม่ใช่ของเขาเลยแม้แต่น้อย และดาบยาวโบราณที่สูญเสียพลังเวทไปแล้วหนึ่งเล่ม จะสามารถทำอะไรได้ถึงระดับไหนกันแน่
แต่หลายๆ ครั้ง โชคชะตาก็ไม่ได้มอบสิทธิ์ในการเลือกให้กับคุณหรอกนะ
คุณก็ยืนอยู่ตรงนี้ สัตว์ประหลาดก็ยืนอยู่ตรงนั้น รอบตัวคุณไม่มีทางหนีทีไล่ ในมือคุณมีแค่ดาบโบราณอายุเจ็ดร้อยปีอยู่เล่มเดียว เดิมทียังมีโล่อีกอัน แต่โล่นั่นก็ถูกลูกล้างผลาญเอาไปถลุงเล่นจนหายวับไปเมื่อร้อยปีก่อนแล้ว ในสถานการณ์แบบนี้ คุณยังจะทำอะไรได้อีกล่ะ?
ลุย ลุยแม่งเลย!
ก็แค่อสูรกลายพันธุ์ไม่ใช่หรือไง?
กาเวนเซซิลเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน ตัวคนเดียวก็ซัดพวกมันได้เป็นร้อย!
วันนี้มีแค่สามตัว จะจัดการไม่ได้เชียวหรือ?