เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลงและไม่มีใครสนใจทางนี้แล้ว จี๋เสี่ยวเสียงจึงกล้าโผล่หัวออกมา เขาเอื้อมมือไปสะกิดหลี่ชิงหมิงเพื่อนร่วมโต๊ะที่กำลังนั่งล้วงกระเป๋าพิงเก้าอี้อยู่
"คือว่า... ฉันไม่ได้มีประโยชน์อะไร นายไม่ต้องไปงัดกับทุกคนเพื่อปกป้องฉันหรอกนะ..."
"คุณค่าของนาย นายเป็นคนตัดสินไม่ได้ ฉันต่างหากที่เป็นคนตัดสิน" หลี่ชิงหมิงพยักหน้าพูด "การที่นายปฏิเสธตัวเองก็เหมือนกับการปฏิเสธฉัน นายแน่ใจเหรอว่าจะพูดแบบนั้น?"
"ไม่ๆๆ... ฉันแค่กลัว... กลัวว่าจะเป็นตัวถ่วงนาย!" จี๋เสี่ยวเสียงลูบหัวตัวเองแล้วพูด "เมื่อก่อนฉันเคยลองเล่นเกมแบบจัดทีม พยายามแค่ไหนก็เล่นไม่ดีสักที... โดนเพื่อนร่วมทีมด่าทุกครั้ง... ด่าจนฉันเห็นไอคอนเกมก็เริ่มสั่นด้วยความกลัวแล้ว..."
"นั่นก็แค่พวกสวะที่เก่งแต่โยนความผิดให้คนอื่น กลยุทธ์ของฉันคือบล็อกทุกคนทันทีที่เริ่มเกมทุกตา" หลี่ชิงหมิงพูดพลางดึงหางม้าเบี้ยวของจี๋เสี่ยวเสียงอีกครั้ง "แต่ตานี้เป็นข้อยกเว้น ฉันยินดีที่จะแชร์กลยุทธ์กับนาย และเคารพความคิดเห็นของนาย"
จี๋เสี่ยวเสียงถึงกับอ้าปากค้าง
(ที่แท้ฉันก็ไม่ได้เป็นแค่อาหารฉุกเฉิน แต่ยังเป็นคู่หูอาชญากรด้วยนี่นา!)
(แบบนี้เจ๋งไปเลย!)
หลี่ชิงหมิงเองก็ใจกว้าง เขาบุ้ยปากไปทางหน้าต่างแล้วแชร์กลยุทธ์ของตัวเอง "ขอพูดถึงแผนฉุกเฉินก่อน ถ้าสถานการณ์ควบคุมไม่ได้จริงๆ ฉันจะไปแย่งไอเทมวิเศษสำหรับหลบหนีของเย่เฉี่ยนมาให้พวกเราหนี... อืม ขืนแย่งมาดื้อๆ คงเสี่ยงไปหน่อย หลอกเอาน่าจะมีโอกาสสำเร็จสูงกว่า ใช้วิธีหลอกเอาละกัน"
จี๋เสี่ยวเสียงชะโงกหน้าไปแอบมองบ้าง พลางพึมพำอย่างลืมตัว "รู้สึกว่าเย่เฉี่ยนเป็นคนดีมากเลยนะ ไม่ค่อยกล้ารังแกเขาเลย..."
"ใครใช้ให้เขาไม่ค่อยฉลาดล่ะ"
"ก็จริงนะ พอไอเทมวิเศษความแตกก็ต้องรีบหนีทันที การที่เขายังลังเลแบบนี้มีแต่จะสร้างปัญหาเปล่าๆ และอาจเป็นอันตรายได้ทุกเมื่อ" จี๋เสี่ยวเสียงพูดพลางหลบอยู่หลังไหล่ของหลี่ชิงหมิง ตอนนี้เขาเริ่มใจกล้าขึ้นมาบ้างแล้ว ถึงกับกล้าชำเลืองตามองคนอื่นๆ เพิ่มเติมราวกับเป็นหัวหน้าหน่วยสอดแนม "อืมๆ... ในบรรดาคนพวกนี้ ไม่มีใครเป็นภัยคุกคามนายได้หรอก... ถ้าจะให้พูดล่ะก็ ระวังแค่สี่คนนี้ไว้..."
"นายก็มีความคิดเป็นของตัวเองเหมือนกันนี่?"
"ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แค่พอจะอ่านสีหน้าท่าทางคนออกบ้าง โดยเฉพาะเรื่องนิสัย" จี๋เสี่ยวเสียงกระซิบกระซาบ:
"ถึงเย่เฉี่ยนจะไม่เหมือนคนเลว แถมยังไม่ค่อยฉลาด แต่เขาอาจจะซ่อนไอเทมวิเศษอย่างอื่นไว้อีก
"ไช่จื้อซินคนนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ ภายนอกเขาดูทำตัวตามสบาย แต่จริงๆ แล้วเป็นคนไม่มีเส้นแบ่งศีลธรรม ยิ่งกว่านายซะอีก
"ส่วนหัวหน้าห้อง สมองเขาไม่ค่อยปกติ น่าจะเป็นคนที่มีปัญหาทางจิตหนักที่สุดในนี้แล้ว อาจจะยอมทำเรื่องพิลึกพิลั่นเพื่อส่วนรวมได้
"สุดท้ายคือจางชิงอี เธอไม่ได้ดูร้ายกาจอย่างที่เห็นหรอก แค่เป็นคนใจร้อนและปากกับใจตรงกัน ถึงขั้นพูดได้ว่า... เธอจัดว่าเป็นคนจิตใจดีและกล้าหาญในกลุ่มนี้เลยล่ะ... ความจริงแล้วเป็นเพื่อนร่วมทีมที่ยอดเยี่ยมมากคนหนึ่ง"
หลี่ชิงหมิงฟังดูแล้วก็มีเหตุผลดี จึงถามต่อ "นายมั่นใจในการประเมินพวกนี้ไหม?"
"อืม เรื่องที่มั่นใจไม่มีทางพลาดหรอก แค่เพราะฉันชอบคิดมากไปหน่อยเลยไม่ค่อยกล้าพูด" จี๋เสี่ยวเสียงพองแก้มด้วยความภูมิใจเล็กน้อย แววตาเริ่มฉายความมั่นใจ "แล้วก็ๆ บางครั้งฉันก็ดูออกด้วยนะว่าใครกำลังโกหก!"
"โห?" หลี่ชิงหมิงหันหน้ามาพูด "ฉันเกลียดสีดำ"
"โกหก!"
"ฉันมีแม่สองคน"
"..................เรื่องจริง" จี๋เสี่ยวเสียงอ้าปากค้างพลางขยี้ผมตัวเอง "ทำไมกันล่ะ... คิดไม่ออก คิดยังไงก็คิดไม่ออก"
หลี่ชิงหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง หลังจากปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วก็พูดต่อ "ในนาฬิกาพกของฉันซ่อนเข็มอาบยาพิษร้ายแรงไว้"
"อ๊ะ... ประโยคนี้ดูไม่ออกแล้วแฮะ"
"โอเค รู้แล้วว่าต้องทำยังไงถึงจะปิดบังนายได้"
"ตกลงว่าในนาฬิกาพกมีอะไรกันแน่เนี่ย!"
"ความลับส่วนตัว"
"อ๊ากกก! คืนนี้นอนไม่หลับแล้ว นอนไม่หลับแน่ๆ!"
ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยหยอกล้อกัน คนส่วนใหญ่ในห้องก็จับกลุ่มกันเสร็จแล้ว และยกโต๊ะเก้าอี้มานั่งด้วยกัน
หลังจากเจิ้งรุ่ยซิงนั่งที่เรียบร้อย เขาก็ไม่ลืมที่จะมองไปรอบๆ แล้วตะโกนเตือน "ทุกคนระวังเรื่องเวลาด้วย เมื่อกี้ครูบอกว่ามีเวลาแค่ 10 นาที"
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นก็เริ่มปรึกษาหารือกันทันที
"วุ่นวายชะมัด ใครก็ได้จับเวลาที!"
"มือถือเปิดติดไหม นาฬิกาดิจิทัลหลังห้องก็หยุดเดินไปแล้ว"
"ในแดนลับใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้เลย ใครใส่นาฬิกากลไกมาบ้าง?"
"ยุคนี้ใครเขาพกของพรรค์นั้นกัน... นอกจากเอาไว้เก๊กหล่อแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร?"
"..."
ทันใดนั้นบรรยากาศก็เงียบกริบลงอีกครั้ง ทุกคนหันไปมองหลี่ชิงหมิงพร้อมกัน
ซึ่งเจ้าตัวก็กำลังก้มดูนาฬิกาพกอยู่พอดี แถมยังใจกว้างช่วยเตือนเวลาให้ด้วย "เหลืออีก 1 นาที 40 วินาที ไม่ต้องรีบ"
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปด้วยความเจ็บใจ
"แม่งเอ๊ย ปล่อยให้มันเก๊กได้อีกแล้ว..."
"กะเกณฑ์ไว้หมดทุกอย่างจริงๆ สินะ"
"มันดันใจดีบอกเวลาให้ซะงั้น"
"พูดตามตรงนะ ฉันเริ่มมองหลี่ชิงหมิงเปลี่ยนไปนิดนึงแล้ว"
"อย่าเชียวนะ ทำให้แกไว้ใจก่อนแล้วค่อยหลอกขายแกทิ้ง นั่นแหละกลยุทธ์ของมัน"
"ก็เป็นสไตล์ของมันจริงๆ นั่นแหละ..."
ในช่วงครึ่งนาทีสุดท้าย แทบทุกคนก็นั่งลงที่อย่างเงียบสงบ รอคอยให้ครูเดินเข้ามา
มีเพียงเด็กหนุ่มร่างเล็กคนหนึ่งที่ยืนอยู่โดดเดี่ยว หันซ้ายแลขวาอยู่กลางห้องเรียน
ทุกคนจับกลุ่มกันหมดแล้ว เหลือแค่เขาคนเดียว
ปกติเขาก็พูดคุยหัวเราะกับตั้งหลายคน...
ทำไมแค่พริบตาเดียว... พวกนั้นถึงไปอยู่ด้วยกันหมดเลยล่ะ...
เขามองไปที่ทุกคน แต่กลับไม่มีใครมองเขาเลย
ยามภัยมาถึงตัวต่างคนก็ต่างเอาตัวรอด เรื่องนี้จะไปโทษใครก็ไม่ได้
แต่เขาไม่อยากนั่งรอความตาย
เขาพุ่งไปที่โต๊ะข้างๆ แล้วดึงแขนคนคนหนึ่งไว้อย่างสุดชีวิต พลางพูดว่า
"ผมมีประโยชน์กว่ามันนะ พี่เฉิน พี่เตะมันออกไปเถอะ!!"
"..." คนคนนั้นสะบัดแขนเขาออกด้วยความกระอักกระอ่วนใจ
เขาจึงพุ่งไปหาเจิ้งรุ่ยซิง "หัวหน้าห้อง... ผมจะทำยังไงดี?"
"..." เจิ้งรุ่ยซิงหลับตากัดฟันแน่น
"หัวหน้าห้อง! หัวหน้าห้อง! คุณพูดอะไรหน่อยสิ!"
"..."
"แม่งเอ๊ย วันๆ เอาแต่แหกปากร้องหาส่วนรวมไม่ใช่หรือไง! ไอ้เวรเอ๊ย!!!"
"ก็ได้..." จู่ๆ เจิ้งรุ่ยซิงก็ลุกขึ้นยืนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เขาก้าวหลบไปด้านข้างเพื่อสละที่นั่งของตัวเอง แล้วผลักเด็กหนุ่มร่างเล็ก "นายไปนั่งกับจื้อซิน"
เด็กหนุ่มร่างเล็ก: "เอ๊ะ..."
ไช่จื้อซิน: "หา???"
"ไม่ต้องพูดแล้ว เวลาจะหมดแล้ว" จากนั้นเจิ้งรุ่ยซิงก็นั่งลงบนที่นั่งเดี่ยวข้างๆ ตัวตรงแน่ว ก่อนจะเอ่ยปากกับทุกคนในห้องด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว "ถ้าฉันตายไป ขอให้ทุกคนจดจำความเสียสละของฉันไว้ แล้วสามัคคีกันให้ดี"
ไม่มีใครตอบรับคำพูดของเขา ตรงกันข้าม ทุกคนกลับมองเขาเหมือนตัวประหลาด
ส่วนเด็กหนุ่มร่างเล็กที่ได้รับการสละที่นั่งให้คนนั้น ไม่แม้แต่จะเอ่ยคำขอบคุณ เขารีบเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะกับไช่จื้อซิน แล้วเกาะขอบโต๊ะไว้แน่นราวกับชาตินี้จะไม่ยอมปล่อยมืออีกแล้ว
"ไอ้โง่เอ๊ย... หัวหน้าห้องโคตรโง่เลย..." เขาเหงื่อตกพลางพูดอย่างลอบดีใจ
ทางด้านไช่จื้อซินยิ่งทำหน้าเหวอหนักกว่าเดิม แบบนี้ก็เป็นการโยนขี้ให้คนอื่นได้ด้วยเหรอ?
ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เสียงตะโกนของครูก็ดังมาจากนอกประตู
"กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง!!"
หลังจากทำเสียงกริ่งเลียนแบบเสียงกริ่งหมดเวลา เขาก็ผลักประตูเดินเข้ามาอย่างร่าเริง
ถึงแม้เขาจะยังคงมาในลุคพังก์แบบหัวเม่นทะเลและขอบตาดำปื้น แต่ท่าทางการเคลื่อนไหวของเขาดูเป็นธรรมชาติขึ้นมาก
เขากระโดดโลดเต้นอย่างอารมณ์ดีไปจนถึงหน้าชั้นเรียน แล้วส่งยิ้มที่ดูพยายามฝืนจนเกินพอดีมาให้
"ครูจัดการกับปากเรียบร้อยแล้ว ครั้งนี้รับรองว่าไม่ฉีกขาดแน่นอน
"อืมๆๆ ทุกคนได้นั่งกับเพื่อนซี้ที่คุยกันได้ทุกเรื่องแล้วสินะ
"มีแค่นักเรียนคนเดียวที่โดดเดี่ยวมาก...
"ต้องพยายามหาเพื่อนให้ได้นะ!
"ครูรอคอยดูผลงานของเธออยู่นะ!"
เมื่อได้ยินแบบนี้ ทุกคนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
(ที่แท้คนโดดเดี่ยวก็ไม่โดนลงโทษนี่นา!)
(เฮ้อ เสียเครดิตความเป็นคนดีไปฟรีๆ เลย...)
แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรมาก หัวเม่นทะเลก็ชูสองแขนขึ้นสูงอีกครั้ง
"เมื่อกี้ ครูคอยสังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลา
"พอใจมาก ครูพอใจมากๆ!
"แต่ว่า ครูก็พบนักเรียน...
"นักเรียนนิสัยเสียสองสามคน!"
เขาพูดพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปากปูดโปนออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ในจังหวะที่ไม่มีใครตั้งตัว เขาก็ทำตัวเหมือนต้นถั่วพ่นกระสุน พ่นจุดสีดำยาวเรียวออกมา "ปุ๊" พุ่งตรงเข้ากลางหว่างคิ้วของเด็กหนุ่มร่างเล็กคนหนึ่งอย่างแม่นยำ
ซึ่งก็คือคนที่เพิ่งแย่งที่นั่งของเจิ้งรุ่ยซิงไปนั่นเอง
เขาพูดอะไรไม่ออก ได้แต่เบิกตากว้างและส่งเสียงอู้อี้ในลำคอเหมือนกับหานชุนในตอนนั้น
ปุ๊—
ยังไม่ทันได้ตกใจ หัวเม่นทะเลก็พ่นนัดที่สองออกมาแล้ว
คราวนี้เป็นเด็กหนุ่มที่ใส่เสื้อฮู้ด
ปุ๊—
นัดที่สาม เด็กสาวอีกคนฟุบลงกับโต๊ะ สร้อยข้อมือส่งเสียงกระทบกันดังกังวานใส
ไม่มีใครกล้าพูด ไม่มีใครกล้ากรีดร้อง ไม่มีใครกล้ามองพวกเขาสักคน
ความหนาวเหน็บแล่นปราดจากสันหลังเสียดแทงทะลุเข้าไปในสมอง
คนที่โดนโจมตีเหล่านั้นได้แต่ดิ้นรนทุรนทุราย ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าประหลาดใจ
เสียงร้องค่อยๆ เบาลง เบาลงเรื่อยๆ จนกระทั่งฟุบหน้าลงกับโต๊ะและเข้าสู่สภาวะหลับใหลเหมือนกับหานชุน
แต่การพ่นกระสุนของหัวเม่นทะเลยังไม่จบลง
ปุ๊—
ปุ๊—
ปุ๊—
ปุ๊—
จุดสีดำแต่ละจุดถูกพ่นออกมาอย่างตรงเวลาและแม่นยำ
ไม่มีใครรู้ว่ามันจะสิ้นสุดลงเมื่อใด