คำตอบของหลินเฉาหยางสำหรับคำถามทั้งสองข้อนั้นเรียกได้ว่ายอดเยี่ยม จนผู้ฟังด้านล่างต่างพากันร้องอุทานด้วยความสะใจ
ผู้คนต่างกระตือรือร้นที่จะตั้งคำถาม แต่เวลาในการบรรยายมีจำกัด หลังจากหลินเฉาหยางตอบคำถามไปได้ห้าคน จางโหย่วฮวาก็ต้องออกโรงมาขัดจังหวะ โดยอธิบายว่าวันนี้เวลาหมดแล้ว จึงเป็นการสิ้นสุดกิจกรรมการบรรยายของวันนี้
หลายคนด้านล่างเวทีที่พลาดโอกาสพูดคุยกับหลินเฉาหยาง ต่างมีสีหน้าเต็มไปด้วยความเสียดายและอาลัยอาวรณ์
"จบเร็วขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!" หวังเสี่ยวผิงถอนหายใจ
"สงสัยขืนพูดต่อคงกลัวเผยระดับที่แท้จริงของตัวเองออกมาล่ะมั้ง"
คำพูดเหน็บแนมของจาเจี้ยนอิงทำให้เพื่อนสนิทมองบนใส่ เมื่อเห็นว่าหวังเสี่ยวผิงมีทีท่าจะวิจารณ์เธอชุดใหญ่ เธอก็รีบยอมแพ้อย่างเด็ดขาด "พูดได้ดี! พูดได้ดีมาก! พอใจหรือยัง?"
"ประชดประชันเก่งนะ!" หวังเสี่ยวผิงสวนกลับ
จาเจี้ยนอิงปากร้ายไปอย่างนั้นเอง แต่เมื่อนึกถึงการบรรยายและการตอบคำถามอันยอดเยี่ยมของหลินเฉาหยางเมื่อครู่ ในใจลึกๆ เธอก็รู้สึกนับถือเขา
ต่อให้เอาไปเทียบกับจ้าวเจิ้นไข่ ก็ถือว่าไม่ด้อยไปกว่ากันเลย
"เฉาหยาง พูดได้ดีจริงๆ!"
เมื่อลงจากเวที จางโหย่วฮวาก็พูดกับหลินเฉาหยางด้วยสีหน้าจริงใจ
สมาชิกแกนนำของชมรมวรรณกรรมห้าสี่อีกหลายคนที่อยู่ด้านข้างก็ชื่นชมเช่นเดียวกัน ปฏิกิริยาของผู้ฟังด้านล่างเมื่อครู่นี้ทุกคนต่างก็เห็นประจักษ์แก่สายตา
ชมรมวรรณกรรมห้าสี่จัดกิจกรรมใหญ่ขนาดนี้เป็นครั้งแรก และผลลัพธ์ก็ออกมาดีเกินคาด
บนใบหน้าของหลินเฉาหยางประดับด้วยรอยยิ้มผ่อนคลาย "ขอบคุณทุกคนครับ"
การบรรยายเพิ่งจบลง ภายในโรงอาหารใหญ่เต็มไปด้วยเสียงจอแจ นักศึกษากว่าสองพันคนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ทำให้ไม่สามารถออกไปได้ในทันที สมาชิกชมรมและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ประจำอยู่ตรงประตูจึงกำลังช่วยกันจัดระเบียบให้ทุกคนทยอยเดินออกไป
"คนเยอะจริงๆ แฮะ!" หลินเฉาหยางได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากทางประตู จึงอดพูดขึ้นมาไม่ได้
"ก็เพราะคุณมีแรงดึงดูดมากน่ะสิ! พวกเราก็ไม่คิดเหมือนกันว่าวันนี้คนจะมาเยอะขนาดนี้" เฉินเจี้ยนกงกล่าว
หลินเฉาหยางคุยกับเฉินเจี้ยนกงสองสามประโยค แล้วโบกมือเรียกเถาอวี้ซูที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล "อวี้ซู!"
อู๋อิ่งฟางกำลังคุยแลกเปลี่ยนความรู้สึกหลังฟังการบรรยายจบกับเถาอวี้ซูอย่างตื่นเต้น เมื่อเห็นหลินเฉาหยางทักทายเถาอวี้ซู เธอก็ถามด้วยความประหลาดใจว่า "เธอรู้จักสวี่หลิงจวินด้วยเหรอ? ทำไมไม่เห็นบอกฉันก่อนเลยล่ะ?"
เถาอวี้ซูไม่ได้ตอบคำถาม แต่ดึงตัวเธอไปอยู่ตรงหน้าหลินเฉาหยาง
"นี่อู๋อิ่งฟาง เพื่อนร่วมชั้นของฉันค่ะ" เธอแนะนำกับหลินเฉาหยางประโยคหนึ่ง แล้วหันไปบอกอู๋อิ่งฟางว่า "นี่หลินเฉาหยาง สามีฉันเอง"
หลินเฉาหยางยิ้มและยื่นมือไปหาอู๋อิ่งฟาง "สวัสดีครับ คุณอิ่งฟาง!"
อู๋อิ่งฟางจับมือกับหลินเฉาหยางอย่างงงๆ และเค้นคำพูดออกมาจากไรฟันอย่างยากลำบาก "สา... สามีเหรอ?"
"ครับ ก่อนหน้านี้ไม่มีโอกาสได้เจอเพื่อนร่วมชั้นอย่างพวกคุณ อวี้ซูก็เลยไม่มีโอกาสแนะนำ วันนี้ถือว่าได้รู้จักกันแล้ว เดี๋ยวไปกินข้าวด้วยกันนะครับ"
เมื่อเห็นสีหน้าของอู๋อิ่งฟาง หลินเฉาหยางก็อดสงสัยไม่ได้ว่าการแนะนำตัวและการพบหน้ากันเมื่อครู่นี้เป็นละครฉากดีที่ภรรยาของเขากำกับขึ้นมาเองอีกแล้ว มุกนี้ภรรยาเขาใช้คล่องขึ้นทุกวันจริงๆ
หลังจากใช้เวลาทำความเข้าใจอยู่พักใหญ่ อู๋อิ่งฟางก็ยอมรับความจริงข้อนี้ได้ในที่สุด เธอจึงดึงตัวเถาอวี้ซูมากระซิบกระซาบ
"เธอไปแต่งงานกับสวี่หลิง... หลินเฉาหยางได้ยังไง? พวกเธอรู้จักกันได้ไง? ทำไมเมื่อก่อนไม่เคยเล่าให้ฟังเลย? รีบเล่ามาเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
ปริศนานับไม่ถ้วนวนเวียนอยู่ในหัวของอู๋อิ่งฟาง สายตาของเธอคาดคั้นหาคำตอบจากเถาอวี้ซูอย่างร้อนรน ราวกับลูกนกที่กำลังอ้าปากรออาหาร
"จะเล่ายังไงดีล่ะเนี่ย?"
เถาอวี้ซูมองท่าทางของเธอแล้วรู้สึกสนุกสนานเป็นพิเศษ นึกอยากจะแกล้งเธอสักหน่อย หมากตานี้เธออุตส่าห์รอมาตั้งนาน
"อวี้ซู~" อู๋อิ่งฟางจับมือเธอเขย่าไปมาอย่างออดอ้อน
หลินเฉาหยางไม่สะดวกเข้าไปร่วมวงสนทนากระซิบกระซาบของเพื่อนนักศึกษาหญิง จึงได้แต่มองภรรยาปั่นหัวอู๋อิ่งฟางเล่นอยู่บนฝ่ามือ
รสนิยมการแกล้งคนแบบเด็กๆ นี่มันอะไรกัน!
"เฉาหยาง!"
หลินเฉาหยางได้ยินเสียงของพี่เมียดังแว่วมาจากฝั่งตรงข้ามของฝูงชน เมื่อหันไปมองก็เห็นเขาพาภรรยาและลูกกำลังโบกมือมาให้
"เมื่อกี้พูดได้ดีมากเลยนะ ท่วงท่าสง่างามสมกับเป็นปรมาจารย์! ดูไม่ออกเลยนะว่าปกติเห็นนายเงียบๆ พอเจอฉากใหญ่ขนาดนี้จะไม่มีอาการตื่นเวทีเลยสักนิด" เถาอวี้เฉิงเอ่ยชม
"ขอบคุณครับพี่ใหญ่!"
คุยกันไปได้สองประโยค เถาอวี้เฉิงเห็นว่ารอบตัวหลินเฉาหยางมีคนรุมล้อมอยู่ไม่น้อย จึงพูดขึ้นว่า "นายไปทำธุระก่อนเถอะ ไว้กลับถึงบ้านค่อยคุยกัน"
"ครับ"
เถาอวี้เฉิงพูดจบก็พาภรรยาและลูกเดินตามฝูงชนมุ่งหน้าไปทางประตู ทันใดนั้นก็เหลือบไปเห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคย
"เอ๊ะ จ้าวลี่ คุณดูสิว่านั่นแม่หรือเปล่า?"
จ้าวลี่มองตามสายตาเขาไป ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไร เถาอวี้เฉิงก็ตะโกนเรียกเสียงดัง "แม่! แม่!"
ท่ามกลางเสียงจอแจ เสียงตะโกนของเถาอวี้เฉิงนั้นชัดเจนเป็นพิเศษ
แผ่นหลังนั้นไม่ได้หันกลับมา แต่มองดูคล้ายจะเดินเร็วขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
"อ้าว ไม่ใช่แม่เหรอ? ผมว่าดูเหมือนมากเลยนะ แม่!!"
จ้าวลี่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ นั่นเรียกว่าเหมือนมากงั้นเหรอ?
"เลิกตะโกนได้แล้ว" จ้าวลี่ห้ามปรามความวู่วามของสามี "คุณตาฝาดแล้วล่ะ"
"งั้นเหรอ? ผมว่าเหมือนออกจะตาย"
โรงอาหารใหญ่ที่คึกคักมาตลอดช่วงเช้า ในที่สุดก็ว่างเปล่าลงก่อนเวลาอาหารกลางวัน และหลินเฉาหยางก็สามารถเดินออกจากโรงอาหารใหญ่ได้เสียที
ข้างกายเขามีแกนนำของชมรมวรรณกรรมห้าสี่เดินตามมาด้วยหลายคน อีกทั้งยังมีเถาอวี้ซูและอู๋อิ่งฟาง
เมื่อคนกลุ่มนี้เดินมาถึงหน้าประตูโรงอาหารใหญ่ หลินเฉาหยางก็เห็นร่างที่คุ้นเคยร่างหนึ่ง จึงหยุดฝีเท้าลง
"เหล่าหลิว!"
หลิวซินอู่เดินเข้ามาหาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม "เมื่อกี้ฉันฟังบรรยายแล้วนะ พูดได้ดีทีเดียว"
"เอามะพร้าวห้าวไปขายสวนซะมากกว่าครับ" หลินเฉาหยางถ่อมตัวซ้ำๆ แล้วหันไปพูดกับเถาอวี้ซู "อวี้ซู พวกคุณสองคนไปเดินเล่นกันก่อนเถอะ เดี๋ยวเราค่อยไปเจอกันที่ศาลาระฆังนะ"
เถาอวี้ซูรับคำแล้วจูงมืออู๋อิ่งฟางเดินจากไป สมาชิกชมรมวรรณกรรมห้าสี่หลายคนเห็นว่าหลินเฉาหยางมีธุระต้องคุยจึงขอตัวลากลับเช่นกัน
หลินเฉาหยางและหลิวซินอู่เดินทอดน่องคุยกันไปทางทะเลสาบเว่ยหมิง
"เหล่าหลิว ยินดีด้วยนะที่ 'ครูประจำชั้น' ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ"
"ขอบใจ ก็แค่เพราะนิยายของนายไม่ได้ส่งเข้าประกวดแค่นั้นแหละ"
หลังจากที่ทั้งสองคนพบกันครั้งก่อนได้เพียงไม่กี่วัน พิธีมอบรางวัลเรื่องสั้นยอดเยี่ยมระดับชาติครั้งที่หนึ่งก็จัดขึ้นที่เยียนจิง รางวัลนี้จัดขึ้นโดยสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนร่วมกับสมาคมนักเขียน และถือเป็นครั้งแรกในประเทศที่มีการจัดกิจกรรมประกวดนิยายระดับชาติ
ปีนี้เป็นการมอบรางวัลครั้งแรก ขอบเขตการตัดสินคือเรื่องสั้นที่ตีพิมพ์หรือเผยแพร่ตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 77 ถึงเดือนตุลาคม ปี 78 ส่วน 'คนเลี้ยงม้า' ของหลินเฉาหยางเพิ่งตีพิมพ์เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว จึงไม่อยู่ในเกณฑ์การพิจารณาไปโดยปริยาย
ปีนี้มีเรื่องสั้นได้รับรางวัลทั้งหมด 25 เรื่อง ซึ่งรวมถึง 'ครูประจำชั้น' ของหลิวซินอู่ และนิยายวรรณกรรมบาดแผลที่มีชื่อเสียงอีกหลายเรื่อง
แม้ว่าตอนนี้ประเทศจะประกาศการปฏิรูปและเปิดประเทศแล้ว แต่แผ่นดินที่ถูกแช่แข็งมานานย่อมไม่อาจละลายได้หมดจดในชั่วข้ามคืน การจัดตั้งรางวัลเรื่องสั้นยอดเยี่ยมระดับชาติ ในแง่หนึ่งก็ถือเป็นสัญญาณการเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิของวงการศิลปะและวรรณกรรม
จากรายชื่อผลงานที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ก็พอจะมองออกว่า โดยรวมแล้วการตัดสินรางวัลครั้งนี้เน้นหนักไปทางด้านสังคม ในขณะที่ด้านวรรณศิลป์กลับค่อนข้างอ่อนด้อยกว่า
หลังจากคุยสัพเพเหระกันไปสองสามประโยค หลิวซินอู่ก็ถามขึ้นว่า "ดูเหมือนนายจะไม่ค่อยมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับอนาคตของวรรณกรรมบาดแผลสักเท่าไหร่นะ"
"อืม การก่อตัวของวรรณกรรมบาดแผลแฝงไปด้วยสีสันของการระบายอารมณ์และการต่อต้านที่รุนแรงมาก ในมุมมองของผู้อ่าน อารมณ์แบบนี้ไม่มีทางคงอยู่ได้นานหรอกครับ
ในมุมมองของผู้แต่ง วัตถุดิบที่ตื้นเขินเกินไปก็ไม่ใช่หนทางที่ยั่งยืน การจมอยู่กับการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นแพตเทิร์นเดิมๆ ถือเป็นเรื่องอันตรายมากสำหรับนักเขียน"
"นายพูดถูก"
คำพูดของหลินเฉาหยางได้รับการยอมรับจากหลิวซินอู่ หลังจากที่ 'ครูประจำชั้น' โด่งดังเป็นพลุแตก เขาก็พยายามหลีกหนีจากคอขวดในการสร้างสรรค์ที่วรรณกรรมบาดแผลสร้างขึ้นมาโดยตลอด ทว่าอาจเป็นเพราะเสียงตอบรับจากผู้อ่านและคำวิจารณ์ในวงการของ 'ครูประจำชั้น' นั้นยอดเยี่ยมเกินไป คุณภาพและเสียงตอบรับต่อผลงานของหลิวซินอู่ในช่วงสองปีที่ผ่านมาจึงยังไม่ถึงระดับที่เขาพอใจ
หลิวซินอู่ระบายความคิดของตนเองให้หลินเฉาหยางฟัง พร้อมกับพูดด้วยความอิจฉาว่า "เฉาหยาง ฉันอิจฉานายจริงๆ!"
"ผมมีอะไรให้อิจฉากันครับ?"
"ความสำเร็จของ 'คนเลี้ยงม้า' นั้นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคน แต่นายกลับไม่ยึดติดกับมันเลยสักนิด นายสลัดรัศมีทั้งหมดทิ้งไปอย่างเด็ดเดี่ยว แล้วเขียนผลงานอย่าง 'รองเท้าคู่เล็ก' ออกมา"
หลิวซินอู่ทอดถอนใจอย่างสุดซึ้ง "ฉันเพิ่งอ่าน 'รองเท้าคู่เล็ก' จบเมื่อวาน มันสร้างความประทับใจให้ฉันมาก สดใสและมีความหมายลึกซึ้ง อบอุ่นเหมือนแสงแดด เมื่อมองไปยังแวดวงวรรณกรรมจีนร่วมสมัย สไตล์ของผลงานชิ้นนี้ถือว่าโดดเด่นไม่เหมือนใคร การเปลี่ยนแนวของนายในครั้งนี้ประสบความสำเร็จมากจริงๆ!"
เมื่อหลิวซินอู่ชื่นชมยกใหญ่ขนาดนี้ หลินเฉาหยางจึงต้องถ่อมตัวตามมารยาทไปสองประโยค แล้วพูดต่อว่า "ความจริงผมไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเป็นวรรณกรรมบาดแผลหรือเปล่า ผมสนใจแค่ว่ามันเป็นเรื่องราวที่ดี เป็นผลงานที่ดีหรือเปล่าก็เท่านั้นครับ"
"เรื่องราวที่ดี ผลงานที่ดี"
หลิวซินอู่ขบคิดคำพูดของหลินเฉาหยาง ในใจเต็มไปด้วยความนับถือ
เมื่อคุยเรื่องการบรรยายและข้อคิดในการสร้างสรรค์ผลงานจบ ในที่สุดหลิวซินอู่ก็เข้าสู่ประเด็นหลักที่มาในวันนี้
"ช่วงนี้ได้เขียนผลงานอะไรใหม่ๆ อีกไหม?"
"กำลังเขียนนิยายเกี่ยวกับสงครามทางใต้อยู่ครับ"
หลิวซินอู่ประหลาดใจเล็กน้อย "ทำไมถึงเขียนแนวนี้ล่ะ?"
หลินเฉาหยางจึงเล่าเรื่องของตู้เฟิงน้องเมียให้ฟัง หลิวซินอู่พยักหน้า "อย่างนี้นี่เอง นายไม่เคยมีประสบการณ์หรือการสั่งสมข้อมูลด้านนี้มาก่อน เขียนคงไม่ง่ายเลยใช่ไหม?"
"ก็พอได้ครับ รวบรวมข้อมูลมาไม่น้อย เขียนไปเขียนมาก็เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว"
หลิวซินอู่ถามด้วยความคาดหวังอยู่หลายส่วน "ผลงานชิ้นนี้เขียนเสร็จแล้ว ส่งให้ 'ตุลาคม' ของพวกเราเถอะนะ!"
จากนั้นก็เสริมขึ้นอีกประโยค "เราจะให้ค่าต้นฉบับในมาตรฐานสูงสุดเลย"
ลูกค้าที่เสนอขึ้นราคาให้ก่อนล้วนเป็นลูกค้าชั้นดี แต่เพื่อความรอบคอบ หลินเฉาหยางจึงยังคงกล่าวว่า "คุณก็รู้ว่านิยายเรื่องนี้อาจจะละเอียดอ่อนไปสักหน่อย เขียนเสร็จแล้วผมต้องส่งให้ทางกองทัพตรวจสอบก่อน ตอนนี้คงยังรับปากคุณไม่ได้ครับ"
ก่อนหน้านี้ตอนที่หลี่เสี่ยวหลินมาหาหลินเฉาหยางเพื่อขอต้นฉบับ เขาปฏิเสธอย่างนุ่มนวล โดยบอกว่าต้นฉบับเรื่องนี้จะเก็บไว้ให้ 'ตุลาคม' ซึ่งนั่นไม่ใช่คำโกหก
เพียงแต่เนื้อหาของนิยายเรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน ดังนั้นตอนนี้จึงยังไม่สามารถฟันธงอะไรได้
เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวซินอู่ก็เข้าใจ เขาพูดว่า "ฉันเข้าใจแล้ว ถึงตอนนั้นนายก็นึกถึงพวกเราบ้างก็พอ"
"ได้ครับ"
ก่อนกลับ จู่ๆ หลิวซินอู่ก็ถามหลินเฉาหยางขึ้นมาว่า "เฉาหยาง ฉันว่าเนื้อหาในสคริปต์บรรยายของนายดีมากเลยนะ เอามาตีพิมพ์ในนิตยสารของพวกเราดีไหม?"
ยุคนี้สไลด์ PPT ก็เอามาแลกเป็นเงินได้แล้วเหรอเนี่ย?
"แบบนี้... จะดีเหรอครับ?" หลินเฉาหยางกล่าวอย่างสงวนท่าที
ใช่ว่าเขาจะไม่อยากได้ค่าต้นฉบับ เพียงแต่รู้สึกว่าการเอาของมือสองมาหลอกตบตาคนมันดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่
"ไม่ดีตรงไหนกัน มุมมองของนายมีวิสัยทัศน์มาก เรียกได้ว่าเป็นการสรุปและการคาดการณ์ถึงวรรณกรรมบาดแผลได้อย่างยอดเยี่ยม ควรจะให้นักอ่านในวงกว้างและแวดวงนักวิจารณ์ได้อ่านกันนะ"
หลิวซินอู่เห็นหลินเฉาหยางยังคงครุ่นคิด จึงพูดหยั่งเชิงว่า "สคริปต์บรรยายเรื่องหนึ่งตั้งหลายพันหรือเป็นหมื่นคำ ได้เงินไม่น้อยเลยนะ!"
คำพูดของเขาราวกับเสียงกระซิบของปีศาจที่สั่นคลอนจิตใจอันอ่อนแอของหลินเฉาหยาง
นั่นสิ จะมีเรื่องกับใครก็ได้ แต่จะไปมีเรื่องกับค่าต้นฉบับไม่ได้เด็ดขาด!
"ตกลงครับ เดี๋ยวผมจะกลับไปเรียบเรียงเนื้อหาที่บรรยายวันนี้ดูอีกที"
หลิวซินอู่เผยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ มีความร่วมมือครั้งแรกแล้ว ครั้งที่สองจะหนีไปไหนพ้น?
หลังจากส่งหลิวซินอู่กลับไป หลินเฉาหยางก็ไปหาเถาอวี้ซู
"วันนี้เวลาจำกัด ไปหาอะไรกินง่ายๆ ที่ภัตตาคารฉางเจิงกันเถอะ"
การบรรยายจบลงตอนสิบโมงครึ่ง หลินเฉาหยางคุยกับหลิวซินอู่อีกชั่วโมงกว่า ตอนนี้ก็เที่ยงแล้ว จะเข้าเมืองไปกินข้าวคงไม่ทัน หลินเฉาหยางจึงเสนอขึ้น
ทั้งสามคนมาถึงภัตตาคารฉางเจิงที่อยู่นอกประตูทิศใต้ของมหาวิทยาลัย ตอนสั่งอาหาร สายตาของอู๋อิ่งฟางก็จับจ้องมาที่หลินเฉาหยางเป็นระยะด้วยความอยากรู้อยากเห็น
พอสั่งอาหารเสร็จ เธอถึงได้เอ่ยปากถามว่า "สหายเฉาหยาง ตอนนั้นคุณคิดอะไรอยู่เหรอ? ไม่กลัวอวี้ซูจะหนีไปหรือไง ถึงได้กระตือรือร้นหาเอกสารทบทวนบทเรียนไปให้เธอขนาดนั้น?"
เห็นได้ชัดว่าในช่วงหนึ่งชั่วโมงกว่าที่ผ่านมา อู๋อิ่งฟางได้รับรู้เรื่องราวความรักตั้งแต่ตอนคบกันจนถึงตอนแต่งงานของหลินเฉาหยางกับเถาอวี้ซูอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว
หลินเฉาหยางรินน้ำร้อนให้ทั้งสองคนอย่างเอาใจใส่ พลางกล่าวว่า "ถ้าคนจะหนีคุณจะรั้งไว้ได้เหรอ? ผมเชื่อใจอวี้ซูครับ!"
เมื่อได้ยินคำพูดของหลินเฉาหยาง แววตาของเถาอวี้ซูก็เปี่ยมไปด้วยความหวานชื่น
อู๋อิ่งฟางโดนสาดอาหารหมาใส่หน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว นึกอยากจะเลิกถาม แต่ก็อดสงสัยไม่ได้
ลูกสาวศาสตราจารย์กับไอ้หนุ่มบ้านนอกรักกันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่งงานกันแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เมื่อหลายปีก่อน ข่าวปัญญาชนแต่งงานกับคนในพื้นที่ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ในจำนวนนั้นมีปัญญาชนที่มาจากครอบครัวที่ไม่ธรรมดาอยู่ไม่น้อย
แต่ที่หาได้ยากคือการที่หลินเฉาหยางและเถาอวี้ซูสามารถเชื่อใจซึ่งกันและกัน และประคับประคองกันมาจนถึงทุกวันนี้ได้
แม้จะเป็นเพียงคนนอก แต่อู๋อิ่งฟางก็พอนึกออกว่า ตอนที่เถาอวี้ซูตัดสินใจพาหลินเฉาหยางกลับเข้าเมืองมาด้วยนั้น เธอต้องแบกรับแรงกดดันจากครอบครัวมากแค่ไหน
เธอเข้าใจดีถึงความรู้สึกไม่คุ้นชินต่างๆ นานาของหลินเฉาหยางหลังจากที่มาถึงเยียนจิง แต่เขาไม่เพียงแค่ทนต่อคำครหาจากโลกภายนอกและแรงกดดันจากครอบครัวฝ่ายหญิงได้เท่านั้น ทว่ายังสามารถแสดงพรสวรรค์ของตัวเองออกมาได้ในเวลาอันสั้น ทำให้ความแน่วแน่ของเถาอวี้ซูได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า
สายลมทองหยาดน้ำค้างหยกเมื่อพานพบ ย่อมเลิศเลอกว่าทุกสิ่งในโลกหล้า
จู่ๆ บทกวีอมตะบทนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวของอู๋อิ่งฟาง ช่างเหมาะเจาะที่จะนำมาบรรยายความรักของหลินเฉาหยางและเถาอวี้ซูเสียเหลือเกิน
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเถาอวี้ซูอีกครั้ง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เถาอวี้ซูมักจะให้ความรู้สึกว่าเป็นคนขยันขันแข็งและใฝ่รู้ ก่อนหน้านี้เธอรู้แค่ว่าฐานะทางบ้านของเถาอวี้ซูดูเหมือนจะค่อนข้างดี จนกระทั่งวันนี้ถึงได้รู้ว่าที่แท้เธอเป็นถึงลูกสาวศาสตราจารย์ ม.เยียนจิง และก็เป็นวันนี้เช่นกันที่เธอได้รู้เรื่องราวความรักอันลึกซึ้งและเป็นตำนานระหว่างเธอกับหลินเฉาหยางผู้เป็นสามี
อารมณ์ความรู้สึกของผู้หญิงมักจะเตลิดเปิดเปิงเป็นพิเศษเวลาที่ได้จินตนาการเติมแต่ง ในสายตาของอู๋อิ่งฟางตอนนี้ หลินเฉาหยางและเถาอวี้ซูที่อยู่ตรงหน้าคือตัวแทนของความรักอันงดงามทั้งหมดทั้งมวลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ศักดิ์สิทธิ์และมิอาจล่วงละเมิดได้
คู่จิ้นคู่นี้ แม่ขอชิปให้สุดใจ!







