กระบี่ใจของสำนักหรู ใช้ใจโจมตีใจ
องอาจสง่าผ่าเผย ไร้ซึ่งการปิดบังซ่อนเร้นแม้แต่น้อย
เจ้าตำหนักใต้หล้า กงหยางซู่หวัง เปล่งประกายเจิดจ้า ใช้กระบี่เช่นนี้ก็คือไร้เทียมทานในใต้หล้า และซวีฮุ่ยหยางก็มีจิตใจที่ซื่อตรงต่อวิถีกระบี่ จิตใจดวงนี้บริสุทธิ์ผุดผ่องไร้มลทิน ราวกับอัญมณีล้ำค่าที่ถูกเจียระไนจนสุกสกาว
เขาเคยอาศัยกระบี่ใจ เอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ที่มีระดับพลังสูงกว่าตนเองมาแล้ว
ทว่ายามนี้เขากลับพบว่า บนโลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงเขาที่มีจิตใจเช่นนี้ และคู่ต่อสู้ตรงหน้า สภาวะจิตใจของเขากลับมุ่งมั่นยิ่งกว่าตนเอง จิตใจนั้นไม่มีแบ่งแยกสูงต่ำ มีเพียงแบ่งแยกความมุ่งมั่นและความอ่อนแอ
ชั่วพริบตา ในการปะทะด้วยสภาวะจิตใจ ซวีฮุ่ยหยางก็พบว่ากระบี่ในมือปรากฏรอยปริแตก เขายกมือขึ้น กระบี่ในมือปะทะเข้าหากัน การปะทะของกระบี่ทั้งสองเล่ม ก็คือการปะทะสภาวะจิตใจของคนสองคน
สรุปแล้วเป็นมือกระบี่ผู้บริสุทธิ์ที่ซื่อตรงต่อกระบี่มาตั้งแต่เด็ก...
หรือจะเป็นจิตใจที่หลบหนีภัยพิบัตินานนับสิบปี ได้เห็นความทุกข์ยากของโลกมนุษย์ที่แข็งแกร่งกว่ากันแน่
กระบี่ของซวีฮุ่ยหยางแตกสลาย
เขาเป็นฝ่ายถอนตัวจากการปะทะกระบี่ใจ
บนลานประลองภายนอก ดูเหมือนจะเป็นเพียงการปะทะในชั่วพริบตา ผู้คนเห็นเซียนกระบี่น้อยผู้นั้นถอยหลังไปครึ่งก้าว ยกมือซ้ายขึ้นปิดปากและจมูก เลือดสดๆ ไหลรินลงมาไม่ขาดสาย ขณะที่หลี่กวนอีกำอาวุธแน่น ในตอนที่ซวีฮุ่ยหยางถอยร่นไป
พลังปราณรอบกายของหลี่กวนอีก็หมุนเวียนอย่างรวดเร็ว
เสียงคำรามของพยัคฆ์ขาวดังกระหึ่ม เขากำทวนศึกกระโดดพุ่งทะยานขึ้น เป็นกระบวนท่าที่ละทิ้งการป้องกันทั้งหมด พลังของร่างกายอันดับหนึ่งในระดับเดียวกันตั้งแต่โบราณกาลมานี้ระเบิดออกถึงขีดสุด สองมือกำทวนศึก ฟาดฟันลงมาอย่างดุดัน
มีเพียงความโอหัง!
พละกำลังอันบริสุทธิ์!
ความกล้าหาญอันบริสุทธิ์!
ถูเซิ่งหยวน แขกผู้มีเกียรติของหออันดับหนึ่งในใต้หล้าลุกพรวดขึ้น นัยน์ตาทอประกาย "นี่คือ กายาทองกระดูกหยก เอ็นมังกรไขกระดูกเสือ?! หรือจะเป็นกายาสีแก้ววัชระของนิกายพุทธ?! มิน่าล่ะ มิน่าล่ะ..." ดูเหมือนเขาจะเข้าใจแล้ว
ร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์ก็ต้องใช้เวลาขัดเกลานับสิบปีเช่นกัน
"เป็นผู้ฝึกกายางั้นหรือ?!"
ส่วนคนอื่นๆ ไม่ได้มีสายตากว้างไกลเหมือนหออันดับหนึ่งในใต้หล้า
ทำได้เพียงตกตะลึงกับการปะทะในชั่วพริบตานี้ ซวีฮุ่ยหยางบาดเจ็บที่จิตวิญญาณ แต่กลับระเบิดปราณกระบี่ออกมาอย่างไม่คิดชีวิต ปิ่นหยกหักสะบั้น ผมสีดำปลิวไสว ในชั่วพริบตา พละกำลังอันบริสุทธิ์และปราณกระบี่ก็ปะทะกันอย่างดุเดือด คลื่นอากาศกวาดต้อนไปทั่วทิศ
ซวีฮุ่ยหยางใช้สองมือยันกระบี่ไว้ สายตาจับจ้องหลี่กวนอีเขม็ง
"เจ้า!"
หลี่กวนอีกล่าว "เจ้าซื่อตรงต่อกระบี่งั้นหรือ?"
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา
"แต่ที่เจ้าใช้กระบี่ใจ ไม่ใช่เพราะรู้สึกว่ากระบี่ในมือของเจ้ายากจะเอาชนะข้าได้ เลยใช้กระบวนท่าทางจิตใจมาพลิกแพลงหรอกหรือ?"
"ตอนนั้นเจ้ายังไม่ถึงทางตันเสียหน่อย"
"การใช้กระบี่ใจ เป็นการพลิกแพลง หรือแท้จริงแล้วเจ้าคิดว่า กระบี่ใจที่กงหยางซู่หวังถ่ายทอดให้ แข็งแกร่งกว่าวิถีกระบี่ของเจ้าเองกันแน่?"
สีหน้าของซวีฮุ่ยหยางค่อยๆ ซีดเผือดลง
ลมปราณของเขาระเบิดออก ร่างกายของหลี่กวนอีแข็งแกร่งดุดัน
ทั้งสองทิ้งระยะห่างออกจากกันในพริบตา
พละกำลังของหลี่กวนอีสูญเสียไปอย่างมหาศาล เลือดลมพลุ่งพล่าน หากเป็นคนทั่วไปคงทนรับการออกแรงระดับนี้ไม่ไหว จนทำให้เกิดอาการวิงเวียน แขนปวดเมื่อย กล้ามเนื้อฉีกขาดและผลสะท้อนกลับอื่นๆ หรืออาจถึงขั้นตายตกไปโดยตรงเพราะออกแรงเกินขีดจำกัด
ทว่าเขากลับไม่มีอาการเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เลือดลมกลับพวยพุ่งดั่งมังกร ยิ่งสู้ยิ่งห้าวหาญ
เอ็นมังกรไขกระดูกเสือ ทำให้พลังในแต่ละกระบวนท่าของเขา ไปถึงขีดสุดที่ผู้ฝึกยุทธ์ชั้นฟ้าที่สองตามทฤษฎีจะระเบิดพลังออกมาได้โดยตรง
อีกทั้งยังทำให้การระเบิดพลังนี้ ปลดปล่อยออกมาได้อย่างต่อเนื่อง
กายาสีแก้วสามารถลดทอนความเสียหายที่ปราณกระบี่ทำต่อเขาได้อย่างมหาศาล
กายาจันทร์สลัวอมตะหมื่นกาล สามารถทำให้เลือดลมของเขาพวยพุ่งอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นแรง ลดแรงกดดันและความเสียหายต่ออวัยวะภายในจนเหลือศูนย์ วรยุทธ์ทั้งหมดที่เขาฝึกฝนมา ไม่มีวิชากระบี่ที่ลึกล้ำถึงขีดสุดอย่างซวีฮุ่ยหยาง ไม่ใช่วิชากระบี่ที่สามารถโจมตีจิตใจและสังหารร่างกายได้
แต่เมื่อหลอมรวมเข้าด้วยกัน ก็ทำให้หลี่กวนอีในยามนี้ที่เห็นได้ชัดว่าต่อสู้มาอย่างยาวนาน กลับดูราวกับว่ายังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์สูงสุด
ซวีฮุ่ยหยางหอบหายใจเฮือกใหญ่
ฝุ่นควันฟุ้งกระจาย ขุนพลหนุ่มในชุดเกราะถือทวนศึกเฉียงๆ
ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
ยกมือขึ้น สะบัดแขนเสื้อ
ฝุ่นควันจางหาย แม้บนร่างจะมีร่องรอยของปราณกระบี่หลงเหลืออยู่ แต่ก็ยังคงความสงบเยือกเย็น ยามที่ก้าวเดินไปเบื้องหน้าอย่างช้าๆ คมของทวนศึกก็ลากไปตามพื้น เกิดเป็นเสียงอันเย็นเยียบชวนขนลุก
ทุกย่างก้าวราวกับเหยียบย่ำลงบนหัวใจของซวีฮุ่ยหยาง
ความรู้สึกกดดันอันรุนแรงหาใดเปรียบ แม้แต่ผู้คนที่อยู่รอบๆ ก็ยังสัมผัสได้
ซวีฮุ่ยหยางหลับตาลง เขาครุ่นคิดถึงคำพูดของหลี่กวนอี
เขาคิดเช่นนั้นจริงๆ จิตใต้สำนึกรู้สึกว่าแค่ใช้กระบี่ใจก็สามารถจบการต่อสู้ได้ รู้สึกว่ากระบี่ใจของกงหยางซู่หวังแข็งแกร่งกว่า เมื่อนึกถึงภาพที่เห็นในจิตใจเมื่อครู่ เซียนกระบี่หนุ่มก็ลืมตาขึ้น เขาถอนหายใจ ยกกระบี่ขึ้น ก่อนจะปล่อยมือ
"ยอม"
กระบี่ที่ใช้ในการประลองเล่มนั้นร่วงหล่นลงพื้น
ตู้ม!!!
ลานประลองทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา
หินเขียวถล่มทลาย แตกสลาย กลายเป็นเศษหินที่แตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ลานประลองอันกว้างใหญ่แห่งนี้ เมื่อครู่ถูกทวนหนักผ่าจนแหลกสลาย ถูกปราณกระบี่ฉีกกระชาก จนพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ผู้คนต่างมองไปที่หลี่กวนอี ผู้ฝึกยุทธ์ชั้นฟ้าที่สอง ถึงกับมีพลังทำลายล้างเช่นนี้เชียวหรือ?
และอีกอย่าง...
ซวีฮุ่ยหยางพูดว่าอะไรนะ?
ไม่ใช่แพ้แล้ว
แต่เป็น... [ยอม]?!
ซวีฮุ่ยหยางไม่สนใจเสียงอื้ออึงรอบข้าง เขามองหลี่กวนอี พลางเอ่ย "ข้านับถือเส้นทางของเจ้า แต่ทว่า..."
เซียนกระบี่หนุ่มเงียบไป ก่อนจะคลี่ยิ้ม "ข้าเองก็จะไม่ยอมแพ้ในเส้นทางของข้าเช่นกัน"
เขาหันหลังกลับ โบกมือให้หลี่กวนอี
แล้วเดินลงจากลานประลองไป
หลี่กวนอีพ่นลมหายใจออกมายาว เลือดลมที่พลุ่งพล่านอย่างรุนแรงเริ่มสงบลงอย่างช้าๆ เขาพลิกมือ อาวุธปักลงกับพื้นอย่างแรง อาวุธชั้นดีที่ผ่านการตีห้าร้อยครั้งเล่มนี้ กลับแตกสลายกลายเป็นผุยผงภายใต้การกระทำเพียงครั้งเดียวของเขา
หลี่กวนอีสัมผัสได้ถึงจิตสังหาร
ไม่ได้มีเพียงสายเดียว สายหนึ่งมาจากอวี้เหวินเลี่ย อีกสายมาจาก...
เฉินอวี้อวิ๋น
สีหน้าของเฉินอวี้อวิ๋นกระตุกวาบ เขาจ้องมองหลี่กวนอีที่อยู่ตรงนั้นเขม็ง กำหมัดแน่น เปลวเพลิงแห่งความริษยาลุกโชนอยู่ก้นบึ้งของหัวใจ เขาไม่ยินยอม เขาเองก็รู้ดีว่า ในฐานะผู้ปิดท้ายอย่างตนเอง ความยิ่งใหญ่ของการต่อสู้ในรอบนั้น ย่อมไม่มีทางเทียบเท่ารอบนี้ได้อย่างแน่นอน
ทายาทของเซียนกระบี่ การต่อสู้ระหว่างตำหนักตะวันออกขององค์รัชทายาทและพระญาติฝ่ายหญิง
วิชากระบี่ใจอันลึกล้ำของกงหยางซู่หวัง
การยอมแพ้และยอมศิโรราบของเซียนกระบี่หนุ่ม
การใช้พลังชั้นฟ้าที่สองข้ามขั้นเอาชนะชั้นที่สาม ทั้งยังต่อสู้จนลานประลองแหลกละเอียดเป็นผุยผง อาวุธหักสะบั้น ชื่อเสียงบารมีเช่นนี้ เพียงแค่ฟังจากเสียงชื่นชมยินดีของผู้คนรอบข้างก็รู้ได้แล้ว เฉินอวี้อวิ๋นกำหมัดแน่น จนกระดูกข้อนิ้วลั่นกรอบแกรบ
ทำไมกัน?
ทำไมเจ้าถึงต้องมาขัดขวางข้าด้วย!
ทำไมเจ้าถึงต้องมาแย่งความโดดเด่นของข้าไป?!
เฉินอวี้อวิ๋นรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่านี่คือความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย การต่อสู้ของอีกฝ่ายในครั้งนี้เก่งกาจอย่างแท้จริง แต่ถึงแม้สติปัญญาจะรับรู้ ก็ไม่ได้มีประโยชน์อันใด ตรงกันข้าม กลับยิ่งเติมเชื้อไฟแห่งความริษยาไร้ชื่อในใจให้โหมกระพือยิ่งขึ้น
เขารู้ว่าตนเองไม่ควรเคียดแค้นชิงชัง
แต่ยิ่งคิดเช่นนี้ ยิ่งอยากจะระงับไว้ ก็เหมือนกับการปิดกั้นเปลวไฟนั้นเอาไว้ กลับยิ่งทำให้ไฟไร้ชื่อขุมนั้นลุกโชนอยู่ในอกอย่างรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
เขากำจานหยกแผ่นนั้นแน่น โกรธแค้นสุดขีด "เจ้าไม่ใช่ของวิเศษหรือไง?"
"ทำไมล่ะ?! ทำไมตลอดสิบปีมานี้ถึงไม่เคยมีประโยชน์เลยสักครั้ง!"
"หยกขาวห่วยแตกแบบนี้!"
"ของไร้ค่าขยะแขยง ของวิเศษโสโครกอะไรกัน!"
เขากำจานหยกนี้แน่น แทบอยากจะฟาดของสิ่งนี้ลงกับพื้นให้แหลกละเอียด แล้วใช้เท้าเหยียบย่ำลงบนเศษหยก บดขยี้มัน บดขยี้ให้แหลกคามเท้า หลังจากความคิดในเชิงทำลายล้างนี้แล่นผ่านเข้ามาในหัว จิตใจของเขาก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมากในที่สุด
จากนั้นก็คลายมือจากจานหยก สีหน้ายังคงเป็นปกติเหมือนก่อนหน้านี้
เขาปรบมือชื่นชม ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยน
"เก่งกาจจริงๆ"
"สร้างชื่อเสียงเกริกไกรให้กับแคว้นเฉินของข้า"
หลี่กวนอีไม่ได้ตอบโต้เขา เดินผ่านเฉินอวี้อวิ๋นไปราวกับมองไม่เห็นเขา จากนั้นก็ยื่นมือไปชนหมัดกับโจวหลิวอิ๋งและเยี่ยปู้อี๋ ทำให้รอยยิ้มอ่อนโยนของเฉินอวี้อวิ๋นแข็งค้างไปเล็กน้อย ความมุ่งร้ายอันเหนียวหนืดปะทุขึ้นในใจ
อวี้เหวินเลี่ยมองแผ่นหลังของหลี่กวนอี จิตสังหารในใจก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
ชาวยุทธ์มองการต่อสู้แบบตัวต่อตัว แต่มีเพียงยอดขุนพลอย่างเขาเท่านั้นที่รู้ว่า สถานที่แบบไหน ถึงจะเป็นจุดหมายปลายทางของคนที่มีร่างกายเช่นหลี่กวนอี
สนามรบ
สนามรบเท่านั้น
คนเช่นนี้ สวมเกราะหนัก ขี่สัตว์อสูร ต่อให้มีพลังเพียงชั้นฟ้าที่สี่ก็ตาม
ตราบใดที่ไม่ถูกยอดฝีมือจับจ้องและรุมสังหาร ก็เพียงพอที่จะบุกตะลุยเข่นฆ่าไปมาท่ามกลางกองทัพนับหมื่นได้
การสังหารผู้คนนั้นสิ้นเปลืองพละกำลังอย่างมาก ขุนพลชั้นฟ้าที่สามก็ไม่มีทางที่จะเข่นฆ่าโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อาการบาดเจ็บ การต่อสู้ ล้วนทำให้สภาพร่างกายถดถอยลง
ผู้ฝึกยุทธ์ที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สามารถรักษาสภาพร่างกายและเลือดลมให้อยู่ในจุดสูงสุดได้ตลอดเวลา อีกทั้งยังเชี่ยวชาญการใช้อาวุธหนักด้ามยาวเช่นนี้ เมื่ออยู่ในสนามรบ ก็เป็นตัวแทนของขวัญกำลังใจแห่งกองทัพ
ทำให้ขวัญกำลังใจของฝ่ายตนฮึกเหิม และทำลายขวัญกำลังใจของฝ่ายตรงข้าม
สมควรที่จะสังหารเขาทิ้งเสีย
ทว่าเมื่อความคิดเช่นนี้ของอวี้เหวินเลี่ยผุดขึ้นมา เขาก็เห็นชายชราผมขาวที่ระเบิดหัวเราะเสียงดังอยู่ตรงนั้น ท่านปู่ใหญ่แห่งตระกูลเซวียยกถ้วยชาขึ้นมาทางเขา ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ทว่าสายตากลับดุดันราวกับพยัคฆ์ร้าย จับจ้องไปที่คนสองคนที่อยู่ด้านหลังอวี้เหวินเลี่ย
ดังนั้นอวี้เหวินเลี่ยจึงค่อยๆ รั้งสายตาของตนกลับมา
"ฮ่าๆๆ เก่งมาก ลูกพี่!" โจวหลิวอิ๋งที่ถูกพันแผลราวกับบ๊ะจ่างหัวเราะร่าพลางโบกไม้โบกมือ แขนที่ดูเหมือนน่องไก่ถูกมัดเอ่ยขึ้น "ข้านึกว่าสารวัตรวังหลวงของพวกเราคราวนี้จะถูกกวาดล้างจนหมดทัพเสียแล้ว คิดไม่ถึงเลย คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าลูกพี่จะยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย"
"หากต้องเผชิญหน้ากับอวี่เหวินฮว่าหรือไอ้เกอซู่อิ่นอะไรนั่นล่ะก็"
"แก้แค้นให้พวกพี่น้องด้วยนะ!"
เยี่ยปู้อี๋พยักหน้าพลางเอ่ย "ยินดีด้วย"
มีคนมาซ่อมแซมลานประลองอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เตรียมตัวสำหรับการต่อสู้รอบสุดท้ายของวันนี้ อย่างที่ทุกคนคาดเดาไว้ ต่อให้เฉินอวี้อวิ๋นจะออกโรงเป็นคนสุดท้าย ต่อให้วิชาดาบและกระบี่คู่ของเขาจะเก่งกาจเพียงใด และเอาชนะได้อย่างงดงามก็ตาม
ทว่าผู้คนรอบข้างก็ยังคงพูดคุยถึงการต่อสู้รอบแรกของวันนี้อย่างออกรสออกชาติ
ถูเซิ่งหยวน แขกผู้มีเกียรติของหออันดับหนึ่งในใต้หล้า มือหนึ่งถือมีดแกะสลักตัดแผ่นตำราไผ่ออกมา
ยัดใส่ปาก เคี้ยวแผ่นไผ่กร้วมๆ จนแหลก แล้วกลืนลงไป
พลางครุ่นคิด
ผู้ฝึกยุทธ์รอบข้างต่างมองด้วยความตกตะลึง
ถูเซิ่งหยวนกลอกตา อย่างไรเสียเขาก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่ฝึกฝนจนสำเร็จ รวบรวมพลังที่ช่องปากและอวัยวะภายใน การกินแผ่นตำราไผ่แค่นี้ ไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย
ก็แค่ติดฟันนิดหน่อย
"หลี่กวนอีเอาชนะซวีฮุ่ยหยางได้ แต่เขาก็มีชื่อเสียงจากการต่อสู้เพียงครั้งเดียวนี้ สามารถขึ้นทำเนียบได้แล้ว"
"แน่นอนว่า การจัดอันดับครั้งแรกคงไม่สูงนัก อืม"
"จะตั้งฉายาให้เขาว่าอะไรดีนะ..."
เมื่อการต่อสู้รอบสุดท้ายจบลง ฮ่องเต้แคว้นเฉินก็เชิญผู้ชนะทั้งสี่รอบก้าวออกมาเบื้องหน้า หลังจากกล่าวถ้อยคำอันไพเราะสวยหรูแล้ว ก็พระราชทานรางวัล เป็นอาวุธระดับศาสตราคมขั้นสูงหนึ่งเล่ม พร้อมด้วยโอสถขั้นสูง ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
อาวุธระดับศาสตราคมนี้ เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ชั้นฟ้าที่สี่สามารถใช้งานได้
แขนกลของนักดนตรีผู้นั้น ก็ใช้วัสดุที่สามารถทำให้ลมปราณไหลเวียนได้เช่นนี้ในการหลอมสร้างเช่นกัน
หลี่กวนอีเลือกทวนศึกหนึ่งเล่ม
ตัวทวนมีสีเงินอ่อน สัมผัสละเอียดอ่อนราวกับดวงดาว คมทวนแผ่กลิ่นอายเย็นเยียบ มีนามว่า [เหมันต์] คมทวนซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของอาวุธ ถูกตีขึ้นจากเหล็กเย็น ยามต่อสู้ เมื่อฉีกกระชากบาดแผลของคู่ต่อสู้ จะทำให้เลือดลมของอีกฝ่ายติดขัด และเกิดพิษเย็น
อีกทั้งยังมีน้ำหนักมาก
การมีพลังพิเศษเช่นนี้ นับว่ามีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างของศาสตราวิเศษแล้ว
เกอซู่อิ่นหยิบดาบฟันม้ามาหนึ่งเล่ม อวี่เหวินฮว่าหยิบกระบี่มาส่งๆ หนึ่งเล่ม
เฉินอวี้อวิ๋นหยิบหน้าไม้พกมาหนึ่งคัน
หน้าไม้พกมาพร้อมกับลูกดอกสามดอก บนลูกดอกดูเหมือนจะมีพลังแห่งสายฟ้า สามารถพุ่งออกไปด้วยความเร็วและพลังทะลุทะลวงขั้นสุด อีกทั้งยังทำให้ร่างกายของคู่ต่อสู้ชาด้านได้ นับว่าเป็นอาวุธที่ไม่เลว
หลังจากรับรางวัลกันถ้วนหน้าแล้ว ฮ่องเต้แคว้นเฉินก็ให้เสนาบดีถานไถ่เซี่ยนหมิงมาเขย่ากระบอกเซียมซี เพื่อตัดสินลำดับการแข่งขันในรอบรองชนะเลิศ ถานไถ่เซี่ยนหมิงมองหลี่กวนอี ชายชราผู้นี้ซึ่งมีอายุมากกว่าเฉินเฉิงปี้และจู่เหวินหย่วนเสียอีกเอ่ยอย่างอ่อนโยน "คนรุ่นหลังน่าเกรงขามเสียจริง"
เขาเขย่ากระบอกเซียมซี และได้ผลลัพธ์ออกมา
ตรงตามที่ผั่วจวินคาดการณ์ไว้
"รอบแรก ทหารองครักษ์แคว้นเฉิน เฉินอวี้อวิ๋น พบกับ อวี่เหวินฮว่าแห่งแคว้นอิ้ง"
"รอบที่สอง สารวัตรวังหลวงแคว้นเฉิน หลี่กวนอี พบกับ เกอซู่อิ่นแห่งทูเจวี๋ย"
อ๋องเจ็ดลุกขึ้นหัวเราะร่า "ฮ่าๆๆ เกอซู่ สารวัตรวังหลวงผู้นี้คือศัตรูตัวฉกาจของเจ้านะ เวลาสู้กับศัตรูต้องทุ่มสุดกำลัง อย่าให้เสียชื่อนักรบแห่งทุ่งหญ้าของเราล่ะ"
"ขอรับ"
เกอซู่อิ่นมองหลี่กวนอี นัยน์ตาทั้งสองลุกโชนดั่งเปลวเพลิง
หลี่กวนอีคารวะตอบ
การประลองในวันนี้จบลงเช่นนี้ คนที่คุ้นเคยกับหลี่กวนอีต่างมาแสดงความยินดี ก่อนที่คุณหนูใหญ่จะตามพระสนมเอกเซวียกลับเข้าวัง ยังอุตส่าห์วิ่งมาหาโดยเฉพาะ เอ่ยชมเชยวรยุทธ์ของหลี่กวนอีอย่างจริงจัง "เก่งมากแล้วนะ"
"ทะลุเข้าถึงรอบสี่คนสุดท้าย ไม่ขาดทุนเลย ไม่ขาดทุน"
หลี่กวนอีหัวเราะขึ้นมา "ไม่ใช่คุณหนูใหญ่หรอกหรือที่อยากให้ข้าชนะ?"
"เอ๋?"
เซวียซวงเทากะพริบตา เอ่ยว่า "ก็ ก็พูดแบบนั้นแหละ..."
"แต่ผู้กองพลทวนเหล็กของทูเจวี๋ยนั่นดูท่าทางร้ายกาจมาก เอาเป็นว่า..."
"ระวังตัวด้วย ชนะหรือไม่ชนะไม่สำคัญ วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล"
เด็กสาวหัวเราะร่วน นางเขย่งปลายเท้า ยื่นมือออกไป ลูบผมที่ยุ่งเหยิงของหลี่กวนอีเบาๆ "ตอนนี้ เจ้าสูงกว่าข้าตั้งเยอะแล้วนะเนี่ย"
จากนั้นก็สังเกตเห็นว่าบนแขนของหลี่กวนอี มีร่องรอยถูกปราณกระบี่ฉีกขาด
คุณหนูใหญ่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ปลดผ้าคาดหน้าผากออก แล้วเอ่ยว่า
"ยื่นมือมาสิ"
หลี่กวนอียื่นมือออกไป
เด็กสาวนำผ้าคาดหน้าผากของนางไปผูกทับรอยขาดบนแขนเสื้อเกราะของเด็กหนุ่ม บนชุดเกราะสีดำ ผ้าคาดหน้าผากสีแดงโบกสะบัดเบาๆ เซวียซวงเทาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"เรียบร้อย"
"ข้ากลับล่ะนะ!" พระสนมเอกเซวียส่งคนมาเรียก คุณหนูใหญ่จึงโบกมือ หันหลังวิ่งเหยาะๆ กลับไป ชายกระโปรงของเด็กสาวพลิ้วไหวเบาๆ ท่ามกลางแสงแดด เรือนผมสีดำสยายไปด้านหลัง เครื่องประดับไข่มุกมรกตส่งเสียงกรุ๊งกริ่ง ปลายผมแกว่งไกว ราวกับสายลม
หลี่กวนอียื่นมือไปลูบผ้าคาดผมที่ผูกอยู่บนแขนซ้าย ริมฝีปากยกยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
จากนั้นราวกับสัมผัสได้ถึงสายตา เขาจึงยกทวนศึกเหมันต์ขึ้นเล็กน้อย
ทวนศึกขวางกั้นระหว่างแผ่นหลังของคุณหนูใหญ่และสายตานั้น
บนเงาสะท้อนจากคมทวน หลี่กวนอีเห็นสายตาอาฆาตมาดร้ายคู่หนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า สบเข้ากับสายตาของเฉินอวี้อวิ๋น อีกฝ่ายเดินทอดน่องเข้ามาหา สีหน้าอ่อนโยน ริมฝีปากขยับ เอ่ยเสียงแผ่วเบา "เจ้าต้องเอาชนะเกอซู่อิ่นให้ได้นะ หลี่กวนอี"
"ถึงรอบชิงชนะเลิศ ข้าจะเอาชนะเจ้า ต่อหน้าผู้คนทั่วหล้า!"
"จากนั้น ข้าจะทูลขอเสด็จพ่อ... ฝ่าบาท ต่อหน้าบรรดาแคว้นต่างๆ ให้ประทานสมรสแก่ข้ากับคุณหนูใหญ่ตระกูลเซวีย งานมงคลสมรสของเรา เจ้าต้องมาร่วมดื่มสักจอกนะ"
หลี่กวนอีมองเขา มุมปากปรากฏรอยยิ้มบางๆ เอ่ยเสียงเบา
"เจ้าเห่าหอนอะไรของเจ้า?"
สีหน้าของเฉินอวี้อวิ๋นแข็งค้าง
ดูเหมือนเขาจะเพิ่งตระหนักได้ว่า เด็กหนุ่มผู้นั้นก็ไม่ใช่คนอารมณ์ดีที่ยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ
หันหลังกลับ สารวัตรวังหลวงหนุ่มแบกทวนศึก หัวเราะร่าเดินจากไปพร้อมกับเพื่อนๆ เหลือเพียงเฉินอวี้อวิ๋นที่แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหารเข้มข้น นิ้วหัวแม่มือบีบจานหยกแน่น แทบจะบีบจานหยกให้แหลกคามือ กระดูกนิ้วซีดขาว
วันนี้หลี่กวนอีสังสรรค์ดื่มสุรากับเพื่อนๆ จากนั้นเยี่ยปู้อี๋ก็เตือนให้เตรียมตัวสำหรับการประลองในวันพรุ่งนี้ให้ดี ถึงได้แยกย้ายกันไป ตอนขากลับ ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา ผั่วจวินและอ๋องเจ็ดไปร่วมงานเลี้ยง ปรมาจารย์อันดับหกก็เข้าร่วมในฐานะยอดฝีมือแห่งยุทธภพเช่นกัน
หลี่กวนอีอาบน้ำเสร็จ มองดูท้องฟ้ามืดครึ้มด้านนอก
มองดูกระดาษแผ่นหนึ่งที่ผั่วจวินให้มา บนนั้นเขียนที่อยู่ของเฉินอวี้อวิ๋น รวมถึงนิสัยใจคอของเฉินอวี้อวิ๋น เส้นทางการเดินของคนตีเกราะเคาะไม้รอบๆ โดยคำนวณช่วงเวลาว่างที่ปราศจากผู้คนมาให้เสร็จสรรพ
มีโอกาสเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น
หลี่กวนอียื่นมือออกไป ปราณมังกรเพลิงแปรเปลี่ยนเป็นเปลวไฟ เผาผลาญข้อมูลและแผนที่ที่ผั่วจวินให้มาจนมอดไหม้
จากนั้นก็เปลี่ยนมาสวมชุดสีดำสนิท
เด็กหนุ่มพรูลมหายใจ ดึงกระบี่ชิวสุ่นออกมา กระบี่เล่มนี้ สังหารคนไร้ร่องรอย เมื่อถ่ายเทลมปราณเข้าไป จะสามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์ของกระบี่ได้ และสามารถซัดลมปราณของซือถูเต๋อชิ่งเข้าไปในร่างของเฉินอวี้อวิ๋นได้
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็หยิบหน้ากากเกราะสีทองหม่นออกมา
ฝ่ามือของเด็กหนุ่มลูบไล้หน้ากากเกราะเบาๆ
เมื่อสวมหน้ากากเกราะลงบนใบหน้า กลิ่นอายก็เลือนหายไปในพริบตา เขาก้าวเดินฝ่าสายฝนออกไป
ร่างนั้นค่อยๆ ถูกพายุฝนบดบังจนลับสายตา
เดือนมืดลมแรง พายุฝนโหมกระหน่ำ
คืนฆ่าโจร!