เบื้องบนชี้ชะตาเมฆา เบื้องล่างตัดขาดกฎเกณฑ์ปฐพี?
ปราบปรามเหล่าเจ้าผู้ครองนคร ทั่วหล้าล้วนศิโรราบ?
จีเหยียนจงใช้ชีวิตอยู่ในยุคสมัยแห่งศักดิ์ศรีเฮือกสุดท้ายของราชวงศ์จงโจว เขายังจำได้ว่าฮ่องเต้ในยุคนั้นบวงสรวงฟ้าดินและเทพารักษ์ เจ้าผู้ครองนครและอ๋องจากทุกสารทิศล้วนเดินทางมาเข้าเฝ้า ภายใต้หมวกมาลาของมหาจักรพรรดิคือทั่วทั้งแผ่นดิน ทว่าหลังจากนั้นไม่นานก็เกิดการแย่งชิงความเป็นใหญ่ของแต่ละฝ่าย
เหล่าวีรบุรุษและผู้กล้าต่างทยอยปรากฏตัวขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย
กษัตริย์สามรัชกาลที่ถูกฝากฝังความหวังเอาไว้ ล้วนยากจะมีควมกล้าหาญชาญชัยถึงขั้นถือกระบี่กวัดแกว่งเฆี่ยนตีกำราบทั่วหล้า
มาถึงมหาจักรพรรดิรัชกาลปัจจุบัน เขากลับไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะชักกระบี่ ทว่ากลับไปตามหานักพรตมาผนึกกระบี่ชื่อฉงเอาไว้ ก่อนหน้านี้จีเหยียนจงยังนึกเวทนาและยอมรับในตัวเขาอยู่บ้าง ทว่าพอได้ยินประโยคนี้ หัวใจแห่งเต๋าของจีเหยียนจงก็แทบจะพังทลายลงมา
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจของเขา
อา... จริงด้วย!
หากเปรียบเทียบเช่นนี้ ฮ่องเต้แห่งจงโจวผู้นั้นก็ไม่ได้เรื่องจริงๆ
หลังจากความคิดนี้ผุดขึ้นมา จีเหยียนจงก็พบว่าตนเองแทบจะไม่ต่างอะไรกับเชื้อพระวงศ์เหล่านั้นที่เขาแอบดูแคลนอยู่ในใจตอนที่เดินทางมาแคว้นเฉินเลย ทว่าเขาก็พบว่าอารมณ์ในใจของตนเองพลุ่งพล่านรุนแรงมากเพียงใดได้อย่างรวดเร็ว
เขาไม่ได้เพียงแค่ต้องการให้กระบี่ชื่อฉงได้ท่องไปทั่วหล้าเท่านั้น
เขายังถึงขั้นอยากจะกระชากฮ่องเต้ที่น่าขายหน้าผู้นั้นลงมาจากราชวงศ์ด้วยซ้ำ
ความแตกต่างที่มากเกินไปทำให้เขาอยากจะปิดหน้าวิ่งหนีไป
คนผู้นี้คือใคร!
คือใครกัน!?
ทว่าวินาทีต่อมา กระบี่ชื่อฉงกลับเงียบสงบลง จีเหยียนจงเบิกตากว้าง ท่านปู่ใหญ่ผมขาวรีบกล่าวว่า "ปรมาจารย์ชื่อฉง ท่านอย่ามาแกล้งโง่เลย ตกลงว่าเป็นใครกันแน่ ท่านบอกมาให้ชัดเจนสิ!" ทว่าศาสตราเทพชื่อฉงเล่มนี้กลับหลบซ่อนตัวเงียบกริบ ไม่ยอมส่งเสียงใดๆ ออกมาอีกเลย
"แล้วหลังจากนั้นล่ะ?"
"เรื่องราวหลังจากนั้น เรื่องที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่า เหตุใดท่านจึงไม่พูดแล้ว?"
"ท่านพูดสิ!"
วันนี้จีเหยียนจงนอนเบิกตากว้างอยู่ภายในที่พักที่ราชวงศ์แคว้นเฉินจัดเตรียมไว้ให้ เขามองดูรอยไม้บนขื่อของตำหนัก นับไปรอบแล้วรอบเล่าจนไม่อาจข่มตาหลับได้ลง ในหัวมีเพียงความคิดเดียวที่วนเวียนไปมา
คือใคร?
ตกลงว่าคือใครกันแน่?!
และในงานเลี้ยงวันนี้ ยังมีอีกคนหนึ่งที่นอนไม่หลับเช่นกัน
หลังจากฮ่องเต้แคว้นเฉินสรงน้ำเสร็จ ก็ทรงสวมเพียงชุดลำลองสีดำ เกล้าผมด้วยกวานหยก เบื้องหน้าของพระองค์คือศพของเฉินอวี้อวิ๋นที่นอนอยู่บนหยกน้ำแข็งก้อนใหญ่ มีเหล่านักพรตและผู้ใช้คาถาอาคมอยู่ด้วย พวกเขาใช้ป้ายหยกและยันต์ค่ายกลจัดวางค่ายกลแห่งหนึ่งขึ้นมา
ฮ่องเต้แคว้นเฉินทรงกำลูกปัดหยกไว้ในพระหัตถ์ ขยับมันไปมาอย่างเรียบเฉย พระองค์กำลังครุ่นคิดถึงการตายของเฉินอวี้อวิ๋น
ตระกูลอวี่เหวิน หรือว่าขุมกำลังเบื้องหลังขององค์รัชทายาท
อวี้เหวินเลี่ย หรือว่าถานไถ่เซี่ยนหมิง
ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดก็คือฝ่ายขององค์รัชทายาท หากถานไถ่เซี่ยนหมิงรู้ว่าเฉินอวี้อวิ๋นคือลูกนอกสมรส เช่นนั้นเขาย่อมต้องรู้ว่าตำแหน่งฮ่องเต้ในอนาคตจะต้องตกเป็นของเฉินอวี้อวิ๋นอย่างแน่นอน ดังนั้น การกำจัดคนผู้นี้ทิ้งไปก่อนจึงสอดคล้องกับผลประโยชน์ที่สุด
แต่อวี้เหวินเลี่ยเองก็มีเหตุจูงใจเช่นกัน
เพื่อก่อกวนราชสำนักแคว้นเฉินให้วุ่นวาย และใส่ร้ายถานไถ่เซี่ยนหมิง
ส่วนคนอื่นๆ ไม่ได้มีผลประโยชน์และแรงจูงใจ อย่างน้อยก็ไม่มากเท่าพวกเขาสองคน
ฮ่องเต้แคว้นเฉินทรงตรวจสอบบาดแผลด้วยพระองค์เอง บาดแผลทะลวงที่ลำคอ ย่อมต้องเป็นฝีมือของนักฆ่าชั้นยอด หรือไม่ก็เป็นผู้ที่ถือครองศาสตราเทพ หลังจากนั้นพระองค์เสด็จไปดูศพของเฉินอวี้อวิ๋นตามลำพัง และพบว่าอวัยวะภายในร่างกายของเฉินอวี้อวิ๋นมีบางอย่างผิดปกติ
ความเร็วในการเน่าเปื่อยของอวัยวะภายในและจุดชีพจรบางจุดนั้นรวดเร็วเกินไป
เกินกว่าปกติ
หลังจากคนตาย อวัยวะภายในย่อมเน่าเปื่อยเป็นธรรมดา ความเร็วหรือช้าจึงมักถูกมองข้าม
ฮ่องเต้แคว้นเฉินจงใจนำศพของเฉินอวี้อวิ๋นไปวางไว้บนหยกน้ำแข็งคุนหลุนเพื่อรักษาสภาพศพไม่ให้เน่าเปื่อย จากนั้นจึงไปร่วมงานเลี้ยง ทว่าเมื่อกลับมาก็พบว่าศพที่ไม่ควรจะเน่าเปื่อย กลับมีอวัยวะภายในที่เน่าเปื่อยเสียหายปรากฏขึ้นอีก นั่นหมายความว่านี่เป็นผลจากพลังปราณพิเศษบางอย่าง
ฮ่องเต้แคว้นเฉินขยับลูกปัดหยกอย่างไม่รีบร้อน หัวหน้าขันทีพิธีการเดินกลับมา
ฮ่องเต้แคว้นเฉินลืมพระเนตรขึ้น ตรัสเสียงเรียบ "เป็นอย่างไรบ้าง"
หัวหน้าขันทีพิธีการทูลว่า "ซือชิง หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยได้หลายวันแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
นิ้วของฮ่องเต้แคว้นเฉินชะงักไปเล็กน้อย ชั่วขณะนั้นบรรยากาศในที่แห่งนี้พลันแข็งค้าง ฮ่องเต้แคว้นเฉินตรัสเสียงเรียบ "ซือถูเต๋อชิ่ง นักฆ่าอันดับสิบของแผ่นดินที่อยู่ใต้สังกัดของถานไถ่เซี่ยนหมิง เราจงใจปล่อยให้เขาอยู่ใต้สายตาแท้ๆ แต่กลับหายตัวไปเสียได้"
"เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?"
หัวหน้าขันทีพิธีการหมอบกราบลงกับพื้น ตัวสั่นเทาไม่หยุด "ข้าน้อยไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้แคว้นเฉินตรัสเสียงเรียบ "ตกลงว่าถานไถ่เซี่ยนหมิงแก่ชราลงแล้ว จึงได้ทำผิดพลาดเช่นนี้"
"หรือว่ามีคนจงใจใช้ซือถูเต๋อชิ่งมาใส่ร้ายถานไถ่เซี่ยนหมิง ยุยงให้เรากับเขาผิดใจกัน ทำให้ฮ่องเต้และฮองเฮาแตกแยก ฮ่องเต้และเสนาบดีเผชิญหน้ากัน จากนั้นใต้หล้าก็เกิดความวุ่นวายขนานใหญ่?"
"ผู้ที่มีความคิดเช่นนี้"
"หากไม่ใช่คนบ้าที่กระหายให้ใต้หล้าวุ่นวายและเกิดการทำศึกสงครามไปทั่ว ก็คงจะเป็นแคว้นอิ้งแล้วล่ะ"
"เจ้าคิดว่าจะเป็นข้อไหน? เป็นถานไถ่ หรือว่าเป็นการใส่ร้าย?"
หน้าผากของหัวหน้าขันทีพิธีการแนบชิดติดพื้น เขาแทบจะรู้สึกได้ว่าฮ่องเต้ที่ดูสงบเยือกเย็นตอนจัดงานเลี้ยงต้อนรับจีเหยียนจงเมื่อครู่นี้ บัดนี้กลับดูราวกับมังกรคลั่งที่กำลังจะระเบิดโทสะ ทำได้เพียงทูลว่า "ข้าน้อยไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้ตรัสเสียงเรียบ "เราบอกว่า เป็นการใส่ร้าย"
"ถานไถ่ไม่มีทางใช้แผนการที่ตื้นเขินเช่นนี้"
"มีความเป็นไปได้ที่จะมีบุคคลที่สาม"
และในตอนนั้นเอง นักพรตผมขาวโพลนผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาข้างหน้า กล่าวว่า
"ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้กระหม่อมไปสืบสวนการตายของท่านผู้นี้"
"แม้จะยากลำบาก แต่กระหม่อมสามารถใช้วิชาแสงกำเนิด เพื่อมองเห็นภาพสุดท้ายที่เขาเห็นได้ ขอฝ่าบาททรงโปรดพระราชทานอนุญาตด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้แคว้นเฉินพยักพระพักตร์ สีพระพักตร์เรียบเฉย
"อนุญาต"
ดังนั้นนักพรตผู้นี้จึงทำท่าทีราวกับอารมณ์ไม่ดีนัก ไล่นักพรตคนอื่นๆ ออกไปให้หมด เหลือเพียงตนเองอยู่ที่นี่ จากนั้นจึงใช้วิชาแสงกำเนิด บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัด หน้าผากของหัวหน้าขันทีพิธีการมีเหงื่อเย็นผุดซึม เขาก้มหน้าลง ไม่กล้ามอง
ภายในกระจกทองสัมฤทธิ์บานใหญ่ มองเห็นเพียงภาพลางๆ ฝนตกลงมาไม่ขาดสาย
ดูเหมือนจะถูกรบกวนด้วยวิชาหยินหยางบางอย่าง
ทว่าแม้ในสถานที่ที่มืดมิด ก็ยังมีตัวตนหนึ่งที่ยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจน นั่นคือภาพสุดท้ายที่เฉินอวี้อวิ๋นเห็นก่อนตาย ท่ามกลางเมฆฝนสีดำทะมึนและสายฝนที่โปรยปรายลงมา หน้ากากเหล็กสีทองหม่นที่เปื้อนคราบเลือดอยู่ด้านหนึ่ง ดูหนาวเหน็บและเฉยชา ราวกับเทพมฤตยูผู้มาทวงวิญญาณ
ภาพนั้นเลือนหายไป นักพรตคุกเข่าลงบนพื้น
ฮ่องเต้แคว้นเฉินทอดพระเนตรฉากนี้ พระองค์ทรงทราบดีว่าซือถูเต๋อชิ่ง นักฆ่าอันดับสิบมีหน้ากากเหล็กนี้อยู่ในมือ
หน้ากากเหล็กนี้เป็นสิ่งที่พระองค์เคยพระราชทานให้แก่ถานไถ่เซี่ยนหมิง
ในฐานะของรางวัลแห่งชัยชนะของผู้สมรู้ร่วมคิด หลังจากเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน
"ดี ดี..."
"ก่อนหน้านี้ เรายังคิดว่ามีคนลอบทำร้ายเจ้า ถานไถ่เซี่ยนหมิง หรือว่าความคิดของเราเช่นนี้ก็ถูกเจ้าคาดเดาไว้ได้หมดแล้ว?"
"ช่างน่ากลัวจริงๆ เสนาบดีของเรา"
"เจ้าถึงกับล่วงรู้ใจเรา"
"ทว่าเราก็โล่งใจเช่นกัน หากมีคนนำเจ้า เรา และอวี้เหวินเลี่ยมาคำนวณไว้ในกระดานเดียวกันจริงๆ แม้ว่าจะหลบซ่อนอยู่ในมุมมืด นั่นจะเป็นสัตว์ประหลาดระดับไหนกัน"
ฮ่องเต้ถอนหายใจ พระองค์นิ่งเงียบ ทันใดนั้นลูกปัดหยกในพระหัตถ์ก็ขาดกระจาย ร่วงหล่นเต็มพื้น สีหน้าของนักพรตซีดเผือด คุกเข่าอยู่บนพื้น ส่วนร่างกายของหัวหน้าขันทีพิธีการก็แข็งทื่อเล็กน้อย เขาอุตส่าห์ก้มหน้าแล้วแท้ๆ แต่ก็ยังรับรู้ข่าวนี้จนได้
ฮ่องเต้แคว้นเฉินทอดพระเนตรนักพรตเฒ่าผมขาวโพลน ตรัสเสียงเรียบ
"เจ้ารู้แล้วงั้นหรือ?"
"เจ้าคงมีความคิดนี้อยู่ก่อนแล้วสินะ ที่ไล่ทุกคนออกไป ก็เพื่อปกป้องพวกเขา"
"นักพรตเฒ่าเจ้าเล่ห์เอ๋ย อย่ามาเสแสร้งแกล้งทำเลย..."
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนักพรต สีพระพักตร์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ในแววพระเนตรคล้ายมีรังสีอำมหิต ทว่าสุดท้ายพระองค์ก็ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นโยน ลูกปัดหยกสองสามเม็ดที่เหลืออยู่ในพระหัตถ์ก็ตกลงในมือของนักพรต ฮ่องเต้ดูคล้ายจะเหนื่อยล้า ตรัสเสียงเรียบ "เจ้าไปเถอะ"
"เรารู้นิสัยของเจ้าดี ข่าวเช่นนี้เจ้าจะไม่พูดจาส่งเดช"
"เดิมทีควรจะฆ่าเจ้าปิดปาก แต่เจ้าคอยปกป้องเรามาตั้งแต่เด็ก ท้ายที่สุดเราก็ลงมือไม่ลง รับลูกปัดหยกนี้ไป แล้วรีบออกจากวังหลวงไปเสีย ไปซะก่อนที่เราจะเปลี่ยนใจ ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้"
"ชาตินี้ทั้งชาติ อย่าได้กลับมาอีก"
ฮ่องเต้แคว้นเฉินหลับพระเนตร เอนพระเศียรพิงพนักเก้าอี้
โบกพระหัตถ์อย่างเหนื่อยล้า
นักพรตเฒ่านิ่งเงียบ เขาคุกเข่าอยู่บนพื้น โขกศีรษะลงอย่างแรงหนึ่งที
จากนั้นก็หันหลังเดินจากไปทีละก้าว เมื่อเดินออกจากตำหนัก ก็ไม่มีนักฆ่ามาสังหารเขา นักพรตเฒ่ามองดูท้องฟ้า ถึงได้รู้สึกโล่งใจ แผ่นหลังเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น รีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ส่วนฮ่องเต้แคว้นเฉินทรงลุกขึ้นยืน ตรัสเสียงเรียบ "ซือหลี่ (พิธีการ)"
หัวหน้าขันทีพิธีการโขกศีรษะ "ข้าน้อยอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ"
"ไปเกณฑ์ยอดฝีมือในวังหลวง ตรวจสอบดูว่าซือชิงอยู่ที่ใด"
"พ่ะย่ะค่ะ"
"ถานไถ่เซี่ยนหมิง ฮองเฮา..."
"เราจะให้พวกเจ้า ต้องชดใช้"
ฮ่องเต้แคว้นเฉินทรงพระดำเนินไปมาตามลำพัง พระองค์ทอดพระเนตรการตายของพระโอรส ทอดพระเนตรนักพรตเฒ่าที่อยู่เป็นเพื่อนมาตั้งแต่เด็กจากไป แม้แต่พระองค์เองก็ยังรู้สึกอ้างว้าง วิชาเวทอันล้ำเลิศยากจะขับไล่ความหวาดกลัวต่อความเป็นความตาย พระองค์ทรงพระดำเนินมาถึงตำหนักกิเลนโดยไม่รู้ตัว
นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยังทรงผลักประตูตำหนักเข้าไป
ภายในตำหนักกิเลนมีนักพรตคนใหม่ที่มีตบะสูงส่งกว่ามาแทนที่โหวจงอวี้และเข้าควบคุมที่นี่แล้ว เขาคือนักพรตหนานซาน อ้างว่าตนเองอายุสามร้อยปี เคยเข้าเฝ้าอู่ตี้ และเคยเห็นซือมิ่ง ปรมาจารย์แห่งสำนักหยินหยางถูกขับไล่ เห็นการแตกหักระหว่างอู่ตี้กับซือมิ่ง
อ้างว่าตนเองสามารถหลอมโอสถทองคำได้ เพียงแต่โหวจงอวี้แม้ตบะจะสู้เขาไม่ได้ ทว่ากลับหมกมุ่นอยู่ในวิถีแห่งนักพรตมาเนิ่นนาน อีกทั้งดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับผู้เยี่ยมยุทธ์ชุดเขียวในตำนานแห่งวิถียุทธ์ จึงได้ครอบครองตำหนักกิเลนมาโดยตลอด ส่วนนักพรตผู้นี้อยู่ที่อื่น ฮ่องเต้แคว้นเฉินทรงใช้จ่ายเงินนับล้านเพื่อสร้างตำหนักให้กับเขา
ใช้เด็กชายและเด็กหญิงอย่างละหนึ่งร้อยยี่สิบคนมาเป็นข้ารับใช้ มีตำแหน่งเทียบเท่าขุนนางขั้นสาม มีคนงานประจำหลายพันคน ใช้จ่ายเงินมหาศาล กล่าวกันว่าโอสถทองคำต้องใช้ดีหินและไขกระดูกหิน จึงได้ส่งช่างหินไปสกัดหินก้อนใหญ่บนภูเขาสูงลึกลงไปนับร้อยฉื่อหลายสิบแห่ง ใช้เวลามานานถึงหกปีเต็มแล้ว
นักพรตที่ดูเหมือนชายวัยกลางคนผู้นี้ไม่รู้ว่าฮ่องเต้เสด็จมา จึงรีบถวายบังคมและถวายน้ำชา
ฮ่องเต้แคว้นเฉินตรัสถามถึงยาอายุวัฒนะ
นักพรตผู้นี้คุกเข่าลงบนพื้น ทูลว่า "ยังขาดอีกนิดหน่อยพ่ะย่ะค่ะ"
"ไขกระดูกเขาหนานซาน ไม่ทราบว่าหายไปที่ใด กระหม่อมเคยถามดูแล้ว ดูเหมือนว่าคนของฮองเฮาจะนำไป คนทั่วไปมักกล่าวว่า 'บุญหนักศักดิ์ใหญ่ดั่งตงไห่ อายุยืนยาวดั่งหนานซาน' ไขกระดูกเขาหนานซานนี้ ย่อมมีสรรพคุณในการยืดอายุขัย ไม่ทราบว่าฮองเฮาทรงนำไปให้ผู้ใดเสวยพ่ะย่ะค่ะ"
ฮองเฮา ถานไถ่...
ความโกรธเกรี้ยวในแววพระเนตรของฮ่องเต้แคว้นเฉินทวีความรุนแรงขึ้น พระองค์ทรงประคองถ้วยชา ตรัสว่า
"พูดมาเถอะ หากไม่มีไขกระดูกเขาหนานซาน ยังมีวิธีอื่นอีกหรือไม่"
นักพรตยิ้มบางๆ "มีพ่ะย่ะค่ะ"
"หากไร้ซึ่งดีหินและไขกระดูกหิน หากได้ดีและไขกระดูกของเด็กชายเด็กหญิงอย่างละสามหูหกโต่ว ก็สามารถใช้แทนกันได้พ่ะย่ะค่ะ!"
ฮ่องเต้แคว้นเฉินทรงตกตะลึง "อะไรนะ?"
นักพรตทูลว่า "ดีและไขกระดูกของเด็กชายเด็กหญิง สามารถนำมาทำได้พ่ะย่ะค่ะ!"
"อย่างน้อยก็มีอายุขัยสามร้อยปี"
"เฉกเช่นกระหม่อม!"
"ส่วนซือมิ่ง คนผู้นั้นไม่เหมือนกัน..."
ยามที่นักพรตพูดถึงปรมาจารย์ไร้เทียมทานแห่งสำนักหยินหยางผู้นั้น ในแววตามีเพียงความหวาดกลัวและเลื่อมใส
"ความรู้ความสามารถและความห้าวหาญของเขา ช่างเป็นดั่งเทพเซียนโดยแท้"
สีพระพักตร์ของฮ่องเต้แคว้นเฉินแปรเปลี่ยนไปมา ดุดันน่ากลัวอยู่หลายครา ความเย้ายวนของความเป็นอมตะอยู่ตรงหน้า และต้องดิ้นรนกับราคาที่ต้องจ่ายด้วยดีและไขกระดูกของเด็กชายเด็กหญิง ท้ายที่สุดพระองค์ก็หลับพระเนตรลง สีพระพักตร์สงบลง ตรัสว่า "ตกลง"
นักพรตดีใจเป็นอย่างยิ่ง
ประกายกระบี่สว่างวาบขึ้นตรงหน้า กระบี่ของฮ่องเต้แคว้นเฉินแทงทะลุปราณคุ้มกันของเขา ทะลวงเข้าไปทางปากของนักพรต จากนั้นก็ตอกติดกับเสาทองแดง ฮ่องเต้แคว้นเฉินมีพระพักตร์ซีดเผือด ครึ่งหนึ่งอยู่ท่ามกลางแสงเทียน อีกครึ่งหนึ่งอยู่ในความมืด ทรงหอบหายใจอย่างหนัก แววพระเนตรดิ้นรน ท้ายที่สุดก็แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชา
พระองค์ทรงชักกระบี่ออก ทอดพระเนตรนักพรตผู้นั้น
นักพรตโดนกระบี่เดียวแต่ไม่ตาย ตบะสามร้อยปีถูกฟันขาดสะบั้นด้วยกระบี่เดียว เขายังคงกระอักเลือดออกมาจากปาก ตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นก็หัวเราะลั่น กล่าวว่า
"นี่คือโอรสสวรรค์ไร้วาสนา ถึงเวลาที่ข้าจะต้องสละร่างแล้ว ข้าสมควรไปจุติยังสวรรค์ชั้นพรหม"
ฮ่องเต้แคว้นเฉินทรงตวัดกระบี่ฟันเขาจนตายอีกครั้ง
"เราจะส่งเจ้าไปเอง"
"เด็กๆ สับร่างของมันออกเป็นหมื่นๆ ชิ้น แล่เนื้อมันซะ นำกระดูกและเนื้อใส่กล่องไม้ ตอกตรึงไว้ใต้ขุนเขาลำน้ำนับหมื่นพันแห่ง!"
พระองค์ทรงโยนกระบี่ทิ้ง ทอดพระเนตรนักพรตที่ตายแล้ว นิ่งเงียบอยู่นาน จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อ ใช้เพลิงจักรพรรดิเผาสิ่งของรอบตัวจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ทรงหยิบม้วนตำราต่างๆ ของนักพรตมาดู เห็นข้ออ้างเรื่องการใช้เลือดคนและหัวใจคนเพื่อยืดอายุขัย อีกทั้งยังเห็นว่าในนั้นมีการกล่าวถึงผู้เยี่ยมยุทธ์ชุดเขียวอย่างคลุมเครือ
ฮ่องเต้แคว้นเฉินทรงเผาสิ่งของเกี่ยวกับยาอายุวัฒนะของนักพรตผู้นี้จนกลายเป็นเถ้าถ่าน สังหารศิษย์ในสังกัดของเขาทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น หลังจากออกคำสั่งนี้ พระองค์ก็ทรงถือกระบี่เดินออกมา ในตอนนั้นมีนางกำนัลเดินเข้ามา เป็นนางกำนัลของพระสนมเซวียกุ้ยเฟยและฮองเฮา ทว่ากลับบอกว่าพระสนมทั้งสองต่างก็จัดงานเลี้ยงรอรับเสด็จฝ่าบาท
เป็นการแก่งแย่งชิงดีในวังหลัง
ฮ่องเต้ที่เพิ่งจะสังหารนักพรตนอกรีตทรงคาดกระบี่ ในพระทัยไม่มีความสนใจที่จะรับมือกับวังหลังอีกต่อไป
พระองค์มีสีพระพักตร์อ่อนโยน ตรัสว่า "ดี"
หลังจากไล่นางกำนัลทั้งสองไปแล้ว ฮ่องเต้แคว้นเฉินทรงถือกระบี่ ทอดพระเนตรตำหนัก ทันใดนั้นพระองค์ก็เข้าพระทัยถึงจิตใจของพระเชษฐาผู้เลื่องชื่อไปทั่วหล้าของพระองค์ ในตอนที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเป็นที่เกรงขามไปทั่วหล้า พระองค์ทรงเห็นหมาป่าเฒ่าขาเป๋ผู้นั้นนั่งอยู่บนหลังคามองดูดวงอาทิตย์ตกดิน นอนหนุนแขนทั้งสองข้างอาบแดดอยู่ที่นั่น
ไม่สนราชสำนัก ไม่พบปะขุนนาง เพียงแค่มองดูดวงอาทิตย์ค่อยๆ ลับขอบฟ้าไป
ฮ่องเต้แคว้นเฉินทรงกำกระบี่ ตรัสเสียงเรียบ
"พี่รอง... ว่านหลี่"
"ตำแหน่งนี้ ช่างอ้างว้างเหลือเกิน"
"ข้าชักจะเสียใจภายหลังแล้วสิ"
"แต่ข้าหันหลังกลับไม่ได้แล้ว"
ตอนที่พระองค์เสด็จออกมา หัวหน้าขันทีพิธีการทูลถามว่าหลังจากนี้จะจัดการกับตำหนักกิเลนอย่างไร ท้ายที่สุดฮ่องเต้แคว้นเฉินภายใต้ความมืดมิดก็ทรงเหนื่อยล้า การตายของพระโอรส การตามหาร่องรอย การชันสูตรศพ การแย่งชิงในวังหลัง การต่อสู้ระหว่างฮ่องเต้และเสนาบดี แคว้นอิ้ง จงโจว นักพรต
ตั้งแต่โหวจงอวี้ ไปจนถึงนักพรตเฒ่าอายุสามร้อยปีผู้นี้
ฮ่องเต้แคว้นเฉินทรงเหนื่อยล้า โบกพระหัตถ์ ตรัสว่า "...ปิดผนึกไว้ชั่วคราว ห้ามนักพรตคนอื่นๆ เข้าไป"
"ปล่อยตำหนักกิเลนทิ้งร้างไว้ก่อนเถอะ"
"รอหลังจากนี้ เราค่อยตัดสินใจอีกที"
"พ่ะย่ะค่ะ รับด้วยเกล้า!"
ภายในหอกิเลน หูของกิเลนไฟกระดิกเล็กน้อย
ในแววตาของกิเลนคล้ายมีประกายแสงสีทองวาบผ่าน
ผู้ใช้คาถาอาคม นักพรต ล้วนถูกถอนกำลังออกไป นั่นก็หมายความว่า...
ตำหนักกิเลน เหลือเพียงองครักษ์พื้นฐานเท่านั้น?
โอกาส มาถึงแล้ว
ต้องรอจนถึงช่วงพิธีบวงสรวงใหญ่ เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน กิเลนหลับตาลง เปลวเพลิงกิเลนสีแดงทองไหลเวียนอย่างช้าๆ โซ่ตรวนที่มัดมันไว้กลายเป็นเพียงของประดับที่ไร้ประโยชน์ไปตั้งนานแล้ว เพียงพริบตาเดียวก็สามารถดิ้นหลุดได้
เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน ก็รอคอยพิธีบวงสรวงใหญ่ ให้เด็กหนุ่มผู้นั้นปรากฏตัว...
เปลวเพลิงกิเลนไหลเวียน
…………
เมื่อแสงอาทิตย์ของวันใหม่สาดส่อง ฮ่องเต้ก็ทรงตื่นบรรทม พระองค์ทอดพระเนตรใต้หล้าเบื้องนอก อารมณ์จึงกลับคืนสู่สภาพเดิม ลึกล้ำและเยือกเย็น ความรู้สึกสะเทือนใจเมื่อวานนี้ ราวกับระลอกคลื่นบนผิวน้ำที่เลือนหายไปจนหมดสิ้น
พระองค์เริ่มเสียพระทัยภายหลัง
เสียพระทัยว่าเหตุใดตอนนั้นตนเองจึงต้องตวัดกระบี่ฟันนักพรตที่บอกว่าสามารถทำให้เป็นอมตะผู้นั้นจนตาย!
ควรจะเลี้ยงดูเอาไว้สิ เหตุใดจึงต้องเผาม้วนตำราเหล่านั้นทิ้งด้วย?
ฮ่องเต้แคว้นเฉินทอดพระเนตรพระองค์เองในกระจก ทรงกำข้อมือของพระองค์ไว้ ตรัสว่า "ตัวเราในวัยหนุ่ม ยังคง 'มีชีวิต' อยู่ในร่างกายนี้งั้นหรือ เรารู้ตัวเองดีว่าหากเราดิ้นรนอยู่นานวันเข้า จะต้องทนต่อความเย้ายวนไม่ไหว และไปทำยาอายุวัฒนะอย่างแน่นอน"
"ดังนั้นจึงได้เผาม้วนตำราและสังหารศิษย์ของเขาทิ้งให้หมด เพื่อไม่ให้มีโอกาสได้เสียใจภายหลังในอนาคต"
"ตำแหน่งฮ่องเต้เช่นนี้ เมื่อได้นั่งลงแล้วก็จะไม่อยากลงมาอีก จะรู้สึกเหนื่อย แต่จะไม่มีวันเหนื่อยล้า อ้างว้างแล้วอย่างไรเล่า? ทั่วหล้าไม่มีผู้ใดมีคุณสมบัติคู่ควรที่จะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเรา นั่นถึงจะเป็นจักรพรรดิที่แท้จริง!"
พระองค์ทรงพระดำเนินออกไปอย่างสง่างามอีกครั้ง เพื่อรับมือกับหนึ่งวันของฮ่องเต้ การประลองยุทธ์นัดสุดท้ายก่อนพิธีบวงสรวงใหญ่ เดิมทีก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ฮ่องเต้ตรัสว่า จะร่วมสนุกกับราษฎร ดังนั้นผู้ชมจึงมีจำนวนมาก ที่นั่งบนหอคอยทั้งสองข้างล้วนถูกขายจนหมดเกลี้ยง
หลี่กวนอีสวมชุดเกราะรบตัวใหม่เอี่ยม สวมเกราะอ่อนแบบเรียบง่ายไว้ด้านใน
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็นำผ้าผูกผมสีแดงของคุณหนูใหญ่มาผูกไว้ที่แขนซ้าย มือขวาถือทวนศึกเดินเข้ามา เมื่อเห็นเขา ผู้คนต่างก็โห่ร้องยินดี ไม่เพียงแต่ชาวบ้าน ชาวยุทธ์แห่งจงหยวนและจอมยุทธ์แห่งเจียงหนานต่างก็โห่ร้องเชียร์เขาเช่นกัน
หลี่กวนอียื่นมือออกไปตอบรับ เขาช่างดูเป็นอิสระและสง่างาม
เพียงแต่ตอนที่เดินผ่าน รูม่านตาของเขาหดเล็กลงเล็กน้อย สายตาเบี่ยงเบนไป มองไปทางทิศทางหนึ่ง ท่ามกลางหมู่ชาวยุทธ์ มีหลวงจีนร่างสูงใหญ่สวมหมวกฟางผู้หนึ่ง มือข้างหนึ่งถือไม้เท้าเหล็กกล้า เท้าเปล่า กำลังสวดมนต์
นั่นคือ...
เยี่ยนเสวียนจี้?!
ขุนพลผู้ดุดันที่หลังจากออกจากแคว้นเฉินก็เข้าสู่ยุทธภพแห่งพุทธศาสนาผู้นั้น? ถึงกับแฝงตัวเข้ามาได้?
หลี่กวนอีนึกถึงเรื่องของจอมพลเยว่ขึ้นมาในทันที หากไม่ใช่เพราะเขาเพิ่งเห็นภาพวาดเมื่อคืนนี้ หากไม่ใช่เพราะ 'หอคอยสิบสองชั้นพิรุณโปรยปรายแห่งเจียงหนาน' ขั้นที่สองมีวิธีปลอมแปลงกลิ่นอายและบุคลิกภาพ เขาก็คงจำไม่ได้เช่นกัน เพราะหลวงจีนผู้นี้ไม่มีรังสีอำมหิตหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย มีเพียงกลิ่นอายแห่งพุทธศาสนาอันลึกล้ำเท่านั้น
ทว่าไม้เท้าที่หนาเท่าข้อมืออันนั้น ยังคงมีพลังอำนาจเฉกเช่นกระบองยาวศาสตราเทพเหล็กกล้าในวันวาน
หลวงจีนร่างสูงใหญ่ผู้นั้นกลมกลืนไปกับฝูงชน คลื่นมนุษย์หลั่งไหลไปมา
หลี่กวนอีเพียงแค่กะพริบตา เยี่ยนเสวียนจี้ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ส่วนเขาก็ถูกฝูงชนห้อมล้อม เดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของลานประลอง
หลี่กวนอีดึงสายตากลับมา มองดูอวี่เหวินฮว่าที่เตรียมพร้อมอยู่บนลานประลองแต่เนิ่นๆ สายตาของทั้งสองประสานกัน อวี่เหวินฮว่าแสยะยิ้ม
หลี่กวนอีถือทวนศึก เดินขึ้นไปบนลานประลองอย่างช้าๆ
ชาวยุทธ์ ชาวบ้าน และตระกูลผู้ดีรอบด้านต่างโห่ร้องยินดี ตอนที่หลี่กวนอีเห็นเยี่ยนเสวียนจี้ เขาก็ตระหนักได้ว่า พิธีบวงสรวงใหญ่ในครั้งนี้กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว การต่อสู้ในราชสำนักของแคว้นอิ้ง แคว้นเฉิน และทูเจวี๋ย ชาวยุทธ์ต้องการช่วยจอมพลเยว่ ส่วนตนเองต้องการชิงกิเลน และหลบหนีไปหลังจบพิธีบวงสรวงใหญ่
ยังมีฮองเฮาและกุ้ยเฟย ลูกนอกสมรสของฮ่องเต้ องค์รัชทายาทและองค์ชายรองแคว้นอิ้ง
วังวนนี้ใหญ่หลวงนัก ยากที่จะปลีกตัวออกไปได้แล้ว
แผนการของผั่วจวินดำเนินไปอย่างมั่นคง ส่วนในตำหนักกิเลนก็ไร้ผู้คุมขัง ทั่วหล้ากำลังวุ่นวาย
หลี่กวนอีเดินขึ้นไปบนลานประลอง
เด็กหนุ่มยกทวนศึกขึ้น ทันใดนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย
สายตาของหลี่กวนอีเหลือบไปมองแท่นสูงตามสัญชาตญาณ ที่นั่นมีชายชราเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน
แปลกจัง...
หลี่กวนอีขมวดคิ้ว
เขารู้สึกว่า ที่นั่นมีบางสิ่งบางอย่าง กำลังร้องเรียกเขาอยู่?
คืออะไรกัน?
และในขณะนี้ ภายในกล่องกระบี่ กระบี่ชื่อฉงก็ปรากฏแสงเรืองรองขึ้นมาลางๆ