กระบี่ชื่อฉง
แปดร้อยปีก่อน ชือตี้ถือกระบี่เล่มนี้กวัดแกว่งปกครองใต้หล้า มันคือสัญลักษณ์แห่งราชวงศ์
ทว่า ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่สัญลักษณ์เท่านั้น
ไม่มีใครสามารถหยิบยกยอดศาสตราเทพเล่มนี้ขึ้นมาได้อีก
บรรดาขุนนางและเชื้อพระวงศ์ทั่วไปต่างเบือนหน้าหนี ไม่กล้ามองยอดศาสตราเทพเล่มนี้ ราวกับว่าความคมกริบภายใต้ฝักกระบี่ยังคงแหลมคมจนสามารถบาดตาพวกเขาได้ จักรพรรดิเฉินมองกระบี่เล่มนั้น ทำทีเป็นปกติ พลางแย้มสรวลอย่างอ่อนโยนแล้วตรัสว่า
"การได้นำกระบี่ของชือตี้ออกทัศนาจรทั่วหล้า ก็เปรียบเสมือนองค์จักรพรรดิเสด็จมาด้วยพระองค์เอง"
"แคว้นเฉินช่างโชคดีนัก ที่ได้เห็นความรุ่งโรจน์ของกระบี่เล่มนี้"
พระองค์ไม่มีความคิดที่จะแตะต้องกระบี่เล่มนี้เลยแม้แต่น้อย
ในแววตาของคนอื่นๆ ยังคงมีความเร่าร้อน ปรากฏภาพลวงตาที่ไม่อาจระงับได้ว่าตนเองเดินออกไปเบื้องหน้าผู้คนแล้วชักกระบี่เล่มนี้ออกมา ทว่าจักรพรรดิเฉิน รัชทายาทแคว้นอิ้ง อวี้เหวินเลี่ย ถานไถ่เซี่ยนหมิง และเซวียเต้าหย่งต่างเข้าใจในทันทีว่า กระบี่เล่มนี้ก็คือเหยื่อล่อ
ใต้หล้าวุ่นวายมานานกว่าสามร้อยปี
ก่อนหน้าแคว้นอิ้งและแคว้นเฉิน แคว้นเว่ยและแคว้นเหลียงก็เคยละเมิดจารีตของโอรสสวรรค์มาแล้ว
จักรพรรดิเฉินอู่และปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งแคว้นอิ้งต่างใช้ข้ออ้างในการกวาดล้างกังฉินข้างกายกษัตริย์และปราบกบฏ ทำลายล้างสองแคว้นนั้นทิ้ง แต่พวกเขากลับรับเอาธรรมเนียมของโอรสสวรรค์มาเสียเอง แต่ละแคว้นล้วนมีอาณาเขตกว้างใหญ่หลายหมื่นลี้ มีทหารสวมเกราะนับแสนนาย มีกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า และมียอดขุนพลระดับแนวหน้า
แต่มหาจักรพรรดิแห่งจงโจว กลับมีอาณาเขตเพียงแปดร้อยลี้
แถมยังถูกขนาบข้างด้วยมหาอำนาจทางการทหารสองแคว้นที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่หลายหมื่นลี้และมีทหารสวมเกราะนับแสนนาย
จารีตของโอรสสวรรค์ ไม่ได้รับการยอมรับจากแคว้นต่างๆ มานานแล้ว
แต่สำนักศึกษายังคงยอมรับกระบี่ชื่อฉง
กระบี่ชื่อฉงยังคงมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์
เป็นความขลังประหนึ่งว่ากระบี่เล่มนี้คือลิขิตสวรรค์
เป็นน้ำหนักในสายตาของราษฎร
แต่ทว่า ใครจะกล้าแตะต้องมันเล่า?
หากตอนนี้เหลือเพียงแคว้นอิ้งหรือแคว้นเฉินเพียงแคว้นใดแคว้นหนึ่ง กระบี่ชื่อฉงเล่มนี้ย่อมตกเป็นของแคว้นนั้น ทว่าตอนนี้คือสองแคว้นคานอำนาจกัน หากเจ้าผู้ครองแคว้นใดหยิบกระบี่ชื่อฉงไป เจ้าผู้ครองแคว้นอีกฝ่ายย่อมต้องเขียนสาส์นประกาศก้องไปทั่วหล้า เพื่อใช้ข้อหาลบหลู่เบื้องสูงมาบดขยี้
นี่คือเหยื่อล่อ ใครฮุบเหยื่อก็จะตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบในการแย่งชิงความชิงดีชิงเด่นในใต้หล้า
เว้นเสียแต่ว่าจะสามารถปลุกกระบี่ชื่อฉงให้ตื่นขึ้นมาได้
มิเช่นนั้น สำนักศึกษาจะต้องเอนเอียงไปหาอีกแคว้นหนึ่งทันที เพื่อช่วยแคว้นนั้นบดขยี้แคว้นที่แย่งชิงกระบี่ชื่อฉงไป
ข้ารู้ว่าข้าไม่เคารพโอรสสวรรค์ เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่เคารพโอรสสวรรค์
แต่เรื่องนี้จะฉีกหน้ากันโต้งๆ ไม่ได้
จักรพรรดิเฉินมองกระบี่เล่มนี้ ในพระทัยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉาและทอดถอนใจต่อวีรบุรุษผู้มีชาติกำเนิดเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาแต่กลับได้ครอบครองใต้หล้าผู้นั้น พระองค์ลอบถอนหายใจในพระทัย
บารมีที่หลงเหลืออยู่ของชือตี้ยังคงรุนแรงยิ่งนัก
แม้จะห่างหายจากตำนานของเขามาถึงแปดร้อยปีแล้ว แต่คนในยุคปัจจุบันก็ยังคงถือตนว่าเป็นราษฎรภายใต้การปกครองของชือตี้ ในเวลาเช่นนี้ หากมีใครลักลอบครอบครองของวิเศษ แล้วอีกแคว้นหนึ่งยกทัพไปปราบปราม จิตใจของผู้คนย่อมสั่นคลอน
เมื่อกระบี่ชื่อฉงนี้ออกเดินทางไปทั่วหล้า เหล่าวีรบุรุษในใต้หล้ากลับจะพากันส่งมอบของสิ่งนี้ออกไปด้วยความเคารพอย่างหาที่สุดไม่ได้ แทบจะอยากโยนของพรรค์นี้ทิ้งไปเสียเดี๋ยวนั้น
หากคุณธรรมไม่คู่ควรกับตำแหน่ง ย่อมต้องเผชิญกับภัยพิบัติ
เมื่อได้เป็นเจ้าแห่งใต้หล้าแล้ว กระบี่ชื่อฉงย่อมมาหาเอง แต่เมื่อใต้หล้ายังไม่สงบ กระบี่ชื่อฉงก็คือต้นตอแห่งภัยพิบัติครั้งใหญ่!
การได้กระบี่ชื่อฉงมาไม่มีประโยชน์อันใด
และผู้ใดที่กำจัดคนที่ขโมยกระบี่ชื่อฉงไปได้ กลับจะได้ชื่อว่า 'ได้แคว้นมาอย่างชอบธรรม'
กล่าวได้ว่า จักรพรรดิเฉินและจักรพรรดิอิ้ง ไม่เพียงแต่ไม่สามารถหยิบกระบี่เล่มนี้ไปได้เท่านั้น แต่ยังต้องปกป้องมันให้ดีอีกด้วย
เมื่อกระบี่เล่มนี้เดินทางไปรอบหนึ่ง ใต้หล้ากลับจะสงบร่มเย็นไปได้หลายปี
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความโอหังของซือเวย กระบี่เล่มนี้ต้องเป็นกระบี่ชื่อฉงของจริงอย่างแน่นอน ทว่าบนตัวกระบี่ก็ย่อมต้องทิ้งค่ายกลของยอดคนอันดับหนึ่งในใต้หล้าเอาไว้ด้วย จักรพรรดิเฉินและอวี้เหวินเลี่ยรู้ถึงฝีมือของคนบ้าบิ่นอันดับหนึ่งในใต้หล้าผู้นั้นดี เขามีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมจนถึงขั้นโอหัง เชื่อมั่นว่าตนเองสามารถเปิดค่ายกลแม่ลูกได้ในชั่วพริบตา
จากนั้นก็จะย้ายกระบี่เล่มนี้จากเมืองเจียงโจวมาไว้ในมือของตนเอง
ซือเวยต้องอยู่ในแคว้นเฉินนี้แน่ๆ
"หนึ่งกระบี่ป่วนสองแคว้น เครื่องประกอบพิธีเข่นฆ่าใต้หล้า"
"อุบายเช่นนี้ หากไม่ทำให้ใต้หล้าวุ่นวาย ก็คือการต่อลมหายใจให้ใต้หล้านี้ไปอีกหลายปี เป็นการเดินหมากที่เสี่ยงอันตราย แต่กลับผูกมัดจิตใจคนไว้ได้อย่างแน่นหนา..."
ซือเวยหนอซือเวย
ช่างบ้าบิ่นอะไรเช่นนี้!
จักรพรรดิเฉินหลุบพระเนตรลงเล็กน้อย ชั่วขณะหนึ่งก็ทรงรู้สึกเคียดแค้นอยู่ลึกๆ ผู้ที่ทิ้งชื่อเสียงไว้ในสำนักศึกษา หากไม่หัวรุนแรง ก็โอหัง หรือไม่ก็เคร่งครัด แต่ไม่มีใครเลยที่เป็นคนธรรมดา ล้วนเป็นบุคคลที่หาตัวจับยากทั้งสิ้น
คนเช่นนี้ หากสามารถรวบรวมมาไว้ใต้บังคับบัญชาได้ทั้งหมดจะดีสักเพียงใด!
จักรพรรดิเฉินทรงถอนหายใจ
หากสามารถดึงมาเป็นพวกได้ เจิ้นจะทุ่มเทแรงกายแรงใจปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างดี และจะไม่มีวันทรยศต่อกัน
และทุกสิ่งทุกอย่าง กลับยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงกระบี่ชื่อฉงกู่ร้อง หากใต้หล้านี้อยู่ในยุคกลียุค แล้วมีคนเลียนแบบชือตี้ในอดีต ชักกระบี่ลุกขึ้นสู้ กวาดล้างใต้หล้าให้ราบคาบ เช่นนั้นแล้วย่อมได้ใจประชาชนไปโดยปริยาย คนเช่นนั้น ทำไมถึงไม่ใช่เจิ้นล่ะ?
เจิ้นอยู่ที่นี่ และกระบี่ก็มาหาเอง นี่มิใช่ลิขิตสวรรค์หรอกหรือ?
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในชั่วพริบตา เป็นความปรารถนาและความทะยานอยากที่มาจากสัญชาตญาณส่วนลึกในจิตใจ มันเร่าร้อนและรุนแรง ทว่าจักรพรรดิเฉินมองกระบี่เล่มนั้น แล้วกลับแย้มสรวลออกมา
พระองค์ปล่อยให้ความปรารถนาพลุ่งพล่าน และปล่อยให้มันสงบลง
จากนั้นพระองค์ก็เบือนพระเนตรหนี
เบือนพระเนตรหนีจากกระบี่จักรพรรดิเล่มนี้อย่างสงบ ไม่มีความโลภหลงเหลืออยู่อีกแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นแผนลับ แผนแจ้ง ความล้ำลึก หรือความเด็ดขาด จักรพรรดิก็คือจักรพรรดิอยู่วันยังค่ำ
พระองค์ทอดพระเนตรเห็นเจียงเกา รัชทายาทแคว้นอิ้งกำลังจ้องมองกระบี่ชื่อฉง
ส่วนองค์ชายรองเจียงหย่วนกลับทำตัวตามสบายไร้กฎเกณฑ์ ไปหาสาวงามเพื่อดื่มสุรา โดยไม่สนใจกระบี่เล่มนี้เลยแม้แต่น้อย
จีเหยียนจง เสด็จอาของมหาจักรพรรดิแห่งจงโจวจ้องมองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสงบ นี่คือแผนแจ้งที่ใช้เพื่อทำให้ใต้หล้าสงบร่มเย็น ดังนั้นถึงสามารถส่งกระบี่เล่มนี้ออกมาได้ แม้ว่ามหาจักรพรรดิจะทรงกริ้วจนฟาดหยกโบราณอายุนับพันปีแตกกระจาย แต่หลังจากที่พระองค์สงบสติอารมณ์ลงได้ ก็ทรงยอมรับอุบายของซือเวยเช่นกัน
เช่นนี้จะสามารถต่อลมหายใจให้จงโจวไปได้อีกหลายปี
ห้าปี!
อย่างน้อยก็ห้าปี!
แต่มันก็เป็นแผนแจ้งที่ซ้อนทับกันอยู่เช่นกัน
เพราะแม้แต่มหาจักรพรรดิแห่งจงโจวที่กำลังโกรธเกรี้ยวและท้อแท้ก็ทรงทราบดีว่า การต่อลมหายใจให้จงโจวนั้นเป็นเพียงแค่ฉากหน้า จุดประสงค์ที่แท้จริงของซือเวยก็คือการให้กระบี่เล่มนี้ไปตามหาเจ้านายที่แท้จริง และราชวงศ์ในดินแดนแห่งนี้ เดิมทีก็มีผลประโยชน์ร่วมกับมหาจักรพรรดิอยู่แล้ว
ศิษย์ของสำนักจงเหิงแห่งสำนักศึกษาเดินทางมา ใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูป ก็ทำให้ราชวงศ์หันหลังให้มหาจักรพรรดิได้
'สิ่งที่พวกท่านต้องการ คือสายเลือดของราชสกุลจี คือความเจริญรุ่งเรืองของจงโจว'
'เมื่อกระบี่ชื่อฉงตามหาเจ้านายพบแล้ว ก็รับเขาเป็นบุตรหลานราชสกุลจี จากนั้นก็ให้สตรีในราชสกุลแต่งงานด้วย เช่นนี้สายเลือดก็จะไม่ขาดสูญ ทั้งยังมีองค์กษัตริย์ผู้ฟื้นฟูแผ่นดิน พวกท่านก็จะได้จารึกชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ เรื่องดีงามเช่นนี้ เหตุใดจึงต้องปฏิเสธเล่า?'
'จะเป็นขุนนางที่เน่าเฟะ หรือจะเป็นขุนนางผู้ติดตามมังกรขององค์กษัตริย์ผู้ฟื้นฟูแผ่นดินกันแน่?'
หนึ่งก้านธูปก่อนหน้านี้ ปรมาจารย์และผู้อาวุโสต่างมีอารมณ์พลุ่งพล่าน ถือกระบี่หมายจะสู้ตายกับสำนักศึกษา
หนึ่งก้านธูปต่อมา พวกเขาเดินเข้าไปในตำหนักไท่เหอ โค้งคำนับทำความเคารพ แล้วทูลขอให้ฝ่าบาททรงอนุญาตให้กระบี่ชื่อฉงออกเดินทางไปทั่วหล้า
จีเหยียนจงหลับตาลง ท่านปู่ใหญ่ลอบถอนหายใจในใจ รู้สึกท้อแท้ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานั้น
เด็กหนุ่มผู้นั้นอายุเพียงสิบเจ็ดปี พูดคุยหัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติและตามสบาย ก็สามารถชักนำสถานการณ์อันยิ่งใหญ่ได้แล้ว
แต่เด็กหนุ่มผู้นั้น เป็นเพียงอันดับที่ห้าในบรรดาห้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งสำนักจงเหิงในยุคปัจจุบันเท่านั้น!
ซือเวย ห้ายอดนักคำนวณแห่งจงเหิง หกเจ้าตำหนักใหญ่ กงหยางซู่หวัง สามสำนักนอกโลกีย์ ปรมาจารย์แห่งยุทธภพ
ยอดขุนพลโลดแล่น กายาธรรมพลิกแพลง ส่วนตำนานแห่งวิถียุทธ์กลับเฝ้ามองอยู่นอกโลกีย์
เหตุใดใต้หล้านี้จึงกลับมาเดือดพล่านเหมือนเมื่อแปดร้อยปีก่อนอีกครั้ง
ตอนที่จีเหยียนจงดื่มสุรา เขารู้สึกราวกับว่าตนเองหลุดพ้นไปจากโลกใบนี้แล้ว
เขาสัมผัสได้ว่า อุบายนี้เป็นเพียงการปิดฝาหม้อที่กำลังจะเดือดปุดๆ เท่านั้น ไม่รู้ว่าจะระเบิดออกมาเมื่อใด ได้ยินมาว่าสามสำนักนอกโลกีย์ ก็มีศิษย์ออกมาเผชิญโลกเช่นกัน ในจำนวนนั้น ผั่วจวินแห่งสายดูดาว คืออัจฉริยะประหลาดที่ในวัยเยาว์เคยพูดจนห้ายอดนักคำนวณแห่งจงเหิงร้องไห้มาแล้วด้วยตัวคนเดียว
ไม่สิ ผู้ที่อายุมากที่สุดในบรรดาศิษย์สำนักจงเหิง มีแผนการที่ไม่ด้อยไปกว่าผั่วจวินเลย
ในตอนนั้น ผั่วจวินในวัยเยาว์พูดเถียงไม่ชนะ
ดังนั้นเขาจึงคว้าไม้ไผ่ขึ้นมา แล้วตีศิษย์พี่หญิงใหญ่ของสำนักจงเหิงจนร้องไห้
จากนั้นก็โยนไม้ไผ่ทิ้ง ปรบมือ แล้วพูดว่า
เช่นนี้ ก็ถือเป็นกลยุทธ์เช่นกัน
สำนักจงเหิงอ่อนแอเกินไป ข้าจะไม่เข้าสำนักของพวกเจ้า ว่าแล้วก็เดินอาดๆ จากไป
นี่คือยุคที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบแปดร้อยปีเลยทีเดียว
ชือตี้ได้บุกเบิกยุคสมัยอันรุ่งเรืองในยุคที่มีวีรบุรุษเกิดขึ้นมากมายเช่นนั้น แล้วตอนนี้ ตำนานของเขาก็กำลังจะจบลงในอีกยุคสมัยอันรุ่งเรืองเช่นนั้นหรือ? จีเหยียนจงดื่มสุรา จู่ๆ เขาก็เอ่ยขึ้นว่า "พรุ่งนี้ ได้ยินมาว่าจะมีการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของการประลองพิธีบวงสรวงใหญ่หรือ?"
จักรพรรดิเฉินแย้มสรวลพลางพยักพระพักตร์
จีเหยียนจงตบกล่องกระบี่เบาๆ แล้วกล่าวว่า "พิธีบวงสรวงใหญ่ของแคว้นเฉิน ใช้การประลองยุทธ์เซ่นไหว้บรรพชน ข้ามาทั้งที จะไม่ดูสักหน่อยก็คงไม่ได้"
"พิธีบวงสรวงใหญ่ในวันพรุ่งนี้"
"ข้าจะถือเครื่องประกอบพิธีชิ้นนี้ไปชมการประลองด้วย!"
"ประหนึ่งว่าชือตี้ก็เสด็จมาที่นี่ด้วยพระองค์เอง เพื่อทอดพระเนตรวิทยายุทธ์ของลูกหลานรุ่นหลัง!"
บรรยากาศงานเลี้ยงที่เพิ่งจะครึกครื้นเมื่อครู่ พลันหนักอึ้งขึ้นมาในพริบตา
……………………
หลี่กวนอีไม่รู้เรื่องงานเลี้ยงทางฝั่งนั้น เพราะมีแขกที่ไม่คาดคิดมาหาเขา
เซียนกระบี่น้อย ซวีฮุ่ยหยาง
เมื่อหลี่กวนอีกลับมาถึงเรือนของตน เซียนกระบี่หนุ่มผู้นี้ก็นั่งอยู่ที่นั่นเงียบๆ แล้ว สีหน้าอ่อนโยนและสงบนิ่ง เขามองดูใบไม้ร่วงหล่นอย่างเยือกเย็น ราวกับว่าได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับทั้งลานเรือน รากฐานและสภาวะจิตใจเช่นนี้ อยู่เหนือกว่าเฉินอวี้อวิ๋นมากนัก
"พี่หลี่มาแล้ว"
ซวีฮุ่ยหยางลุกขึ้นยืน หลี่กวนอีประสานมือตอบ ทั้งสองทักทายกันก่อนจะนั่งลง หลังจากพูดคุยสัพเพเหระกันครู่หนึ่ง จึงเข้าสู่ประเด็นสำคัญ ซวีฮุ่ยหยางยกน้ำชาขึ้นมาแล้วกล่าวว่า "ข้าจะไปจากที่นี่แล้ว"
หลี่กวนอีประหลาดใจเล็กน้อย
เซียนกระบี่หนุ่มยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า "ตัวข้าเองก็แค่มาพำนักที่แคว้นเฉินชั่วคราวเท่านั้น"
"ข้าได้รับคำเชิญจากรัชทายาท ข้ามาอยู่ที่นี่เพื่อช่วยสร้างบารมีให้เขา ในขณะเดียวกันข้าก็สามารถอ่านตำรากระบี่ต่างๆ ได้ ตอนนี้เวลาผ่านไปสามปีแล้ว ถึงเวลาตามสัญญาของท่านปู่ข้าแล้ว ข้าก็ควรจะต้องไป เพียงแต่ก่อนไป ยังมีเรื่องอยากจะถามพี่หลี่สักหน่อย"
"พี่หลี่ทำลายกระบี่ใจของข้าได้ ท่านเข้าใจวิถีกระบี่หรือไม่?"
หลี่กวนอีครุ่นคิดครู่หนึ่ง มองเซียนกระบี่น้อยตรงหน้า แล้วตอบว่า "วิถีกระบี่ ข้าไม่เข้าใจหรอก"
"แต่ตอนที่ข้า 'ออกท่องโลก' ข้าเคยได้ยินท่านอาจารย์ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เขาแบ่งกระบี่ออกเป็นสามระดับ ได้แก่ กระบี่โอรสสวรรค์ กระบี่เจ้าผู้ครองแคว้น และกระบี่สามัญชน"
ซวีฮุ่ยหยางขบคิด แล้วกล่าวว่า "ขอให้พี่หลี่ช่วยขยายความให้ละเอียดด้วย"
หลี่กวนอีตอบ "กระบี่โอรสสวรรค์ ใช้เมืองชายแดนเป็นปลายแหลม ใช้ภูผาและแม่น้ำเป็นคมกระบี่ ใช้แคว้นอิ้งเป็นสันกระบี่ ใช้แคว้นเฉินเป็นกระบังกระบี่ ใช้จงโจวเป็นตัวกระบี่ ห่อหุ้มด้วยชนเผ่าทั้งสี่ทิศ โอบรัดด้วยสี่ฤดูกาล ล้อมรอบด้วยทะเลปั๋วไห่ คาดด้วยภูเขาฉางซาน ควบคุมด้วยเบญจธาตุ ตัดสินด้วยกฎหมายและคุณธรรม เปิดออกด้วยหยินหยาง จับถือด้วยฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง เคลื่อนไหวด้วยฤดูหนาว"
"กระบี่เล่มนี้ เมื่อแทงตรงไปก็ไร้ผู้ต่อต้าน เมื่อชูขึ้นก็ไร้สิ่งใดอยู่เหนือ เมื่อกดลงก็ไร้สิ่งใดอยู่เบื้องล่าง เมื่อแกว่งไกวก็ไร้สิ่งใดอยู่ด้านข้าง เบื้องบนฟาดฟันเมฆา เบื้องล่างสะบั้นสายใยปฐพี เมื่อกระบี่เล่มนี้ถูกใช้ จะจัดระเบียบเจ้าผู้ครองแคว้น และใต้หล้าจะยอมสยบ"
ซวีฮุ่ยหยางจมอยู่ในห้วงความคิดเป็นเวลานาน แล้วกล่าวว่า "คิดดูแล้ว กระบี่เจ้าผู้ครองแคว้น ก็คงจะใช้แคว้นเฉิน หรือไม่ก็แคว้นอิ้งเป็นหลักกระมัง"
หลี่กวนอีตอบ "ใช่"
ดังนั้นซวีฮุ่ยหยางจึงกล่าวว่า "เช่นนั้น พี่หลี่ก็ไม่ต้องพูดถึงมันหรอก"
"โปรดพูดถึงกระบี่สามัญชนเถิด"
เขาเด็ดขาดมาก
หลี่กวนอีกล่าว "ท่านอาจารย์ผู้นั้นบอกว่า กระบี่สามัญชน คือผู้ที่ผมเผ้ารุงรัง มวยผมยุ่งเหยิง สวมหมวกเอียง สวมพู่หมวกหยาบๆ สวมเสื้อสั้นเต่อ ถลึงตาและพูดจาดุดัน เมื่อเข้าห้ำหั่นกันเบื้องหน้า ด้านบนฟาดฟันลำคอ ด้านล่างทะลวงตับปอด กระบี่สามัญชนนี้ ไม่ต่างอะไรกับไก่ชน เมื่อสิ้นชีวิตลง ก็ไม่มีประโยชน์อันใดต่อบ้านเมือง"
ซวีฮุ่ยหยางเงียบไป ครู่ต่อมาเขาก็ยิ้มบางๆ เอามือกุมกระบี่ไว้ แล้วกล่าวว่า "นี่เป็นวิธีการของพวกที่ชอบเกลี้ยกล่อมเจ้าผู้ครองแคว้นและกษัตริย์ ไม่ใช่วิถีกระบี่หรอก พูดเช่นนี้ กลับเหมือนเป็นการเกลี้ยกล่อมกษัตริย์ไม่ให้ลุ่มหลงในกระบี่เสียมากกว่า"
หลี่กวนอีเห็นเขาลุกขึ้นยืน ก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "ความจริงแล้ว ข้าคิดว่ายังมีกระบี่ประเภทที่สี่อยู่นะ"
ซวีฮุ่ยหยางสงสัย จึงถามว่า "คืออะไรหรือ?"
หลี่กวนอีเงียบไปนาน เขาตอบว่า "ข้าเองก็ไม่รู้จะอธิบายให้เจ้าเข้าใจได้อย่างไร..." ซวีฮุ่ยหยางมองหลี่กวนอี นึกถึงสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินตอนที่ปะทะกันด้วยกระบี่ใจ เขากล่าวว่า "ข้าอาจจะรู้แล้วก็ได้"
"กระบี่เล่มนี้ท่านอธิบายให้ข้าฟังไม่ได้หรอก จิตใจของพี่หลี่ ข้าเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว"
"ก็แค่หนึ่งกระบี่สังหารขุนนางและแม่ทัพ"
"ก็แค่หนึ่งกระบี่กอบกู้สรรพสัตว์"
เซียนกระบี่หนุ่มพูดสิ่งที่อยู่ในใจของหลี่กวนอีออกมา จากนั้นก็กล่าวว่า "ดังนั้น ข้าถึงได้รู้สึกว่ากระบี่สามัญชนในปากของท่านอาจารย์ผู้นั้นไม่ถูกต้อง จะว่าไป เมื่อข้ามองดูสภาวะจิตใจของพี่หลี่ สองวันนี้ข้าก็ตระหนักรู้ถึงกระบี่เล่มใหม่ได้ พี่หลี่มีบทกวีว่า 'สิบปีลับหนึ่งกระบี่ คมน้ำค้างแข็งยังมิเคยลอง'"
"'วันนี้ขอนำมาแสดงให้ท่านชม'"
"วันนี้ข้าจะให้พี่หลี่ได้เห็นกระบี่เล่มนี้"
เขากุมกระบี่ไว้ แต่ไม่ชักออกจากฝัก แผ่นหลังเหยียดตรง กล่าวช้าๆ ว่า
"คือการเป็นแนวหน้าเพื่อราษฎร เพื่อสถานการณ์อันยิ่งใหญ่ของใต้หล้า เบื้องบนโจมตีโอรสสวรรค์ เบื้องล่างฟาดฟันเจ้าผู้ครองแคว้น วีรชนโกรธเกรี้ยว ใต้หล้าสวมชุดไว้ทุกข์ ช่วยชีวิตพยุงความตาย รุ้งขาวพาดผ่านดวงอาทิตย์ ดาวหางพุ่งชนดวงจันทร์ คือสถานการณ์อันยิ่งใหญ่ของใต้หล้า คือความมุ่งมั่นระหว่างผู้คน ล้วนผูกติดอยู่กับกระบี่เล่มนี้"
"ข้ามีกระบี่เล่มนี้ จะดูแคลนขุนนางและแม่ทัพ!"
"แม้ร่างกายนี้จะต้องตายไป แต่ก็สามารถทำให้ใต้หล้าเกิดการเปลี่ยนแปลงได้"
"ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีประโยชน์ต่อบ้านเมืองแล้วจะทำไมเล่า ชาตินี้ข้าก็แค่หลงรักในกระบี่เท่านั้น"
"นี่คือกระบี่จอมยุทธ์"
เจตจำนงกระบี่อันพลุ่งพล่าน สว่างไสวและเจิดจ้า แข็งแกร่งยิ่งกว่าตอนที่หลี่กวนอีปะทะกับเขาเสียอีก
เพียงแค่สองวันสั้นๆ ก็เกิดการพัฒนาขึ้นอีกแล้ว
และซวีฮุ่ยหยางถึงกับแสดงการเปลี่ยนแปลงเจตจำนงกระบี่ของตนให้หลี่กวนอีเห็นโดยตรง ราวกับว่าตั้งใจจะสอนหลี่กวนอีอย่างไรอย่างนั้น
หลี่กวนอีมองเซียนกระบี่หนุ่มตรงหน้า รู้สึกว่าในใต้หล้านี้มีสัตว์ประหลาดเยอะจริงๆ
อีกฝ่ายยิ้ม แล้วอธิบายว่า "เมื่อได้เห็นจิตใจของพี่หลี่ ข้าจึงเกิดความตระหนักรู้ ก่อนหน้านี้ข้าฝึกกระบี่ตามแนวทางของสำนักหรูและสำนักเต๋า ตอนนี้ ข้าอยากจะไปตามหาสำนักโม่ ไปตามหากระบี่ของสำนักโม่ ก่อนไป จึงขอแสดงเจตจำนงกระบี่นี้ให้พี่หลี่ได้ชม"
"วันนี้มาลาจาก วันหน้าจะได้พบกันอีกเมื่อใดก็ไม่รู้"
"ถึงตอนนั้น ท่านกับข้าค่อยใช้เจตจำนงกระบี่สายนี้มาประลองกันอีกครั้ง เพื่อดูความตระหนักรู้ของพวกเราแต่ละคน"
"คิดดูแล้ว ย่อมต้องทำให้เจตจำนงกระบี่ของพวกเราก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น และมองเห็นทิวทัศน์ที่ไกลออกไปได้แน่"
เขาจริงใจต่อกระบี่จริงๆ
หลี่กวนอีมองนักดาบผู้โดดเด่นในหมู่คนรุ่นเยาว์ผู้นี้ แล้วพยักหน้ารับคำ
"ตกลง!"
"ขอบคุณที่ฝากฝัง"
"สุดหล้าฟ้าเขียว ย่อมต้องได้พบกันอีก"
ซวีฮุ่ยหยางยิ้มอย่างเปิดเผย แล้วกล่าวว่า "อ้อ จริงสิ หากพี่หลี่สามารถคว้าอันดับสูงสุดมาได้ หลังจากเข้าไปในตำหนักในแล้ว อย่าลืมไปเอาของสิ่งหนึ่ง มันคือทองสัมฤทธิ์ขนาดเท่าแผ่นศิลา บนนั้นบันทึกวิทยายุทธ์แขนงหนึ่งไว้ แต่วิทยายุทธ์ไม่ใช่ประเด็นสำคัญหรอก"
"เท่าที่ข้ารู้ ภายในทองสัมฤทธิ์นั้นห่อหุ้ม 'ทองเกิงเซียนเทียนทิศตะวันตก' ขนาดเท่ากำปั้นเอาไว้"
"นั่นคือวัสดุที่เพียงพอจะนำมาหลอมศาสตราเทพและยอดศาสตราเทพได้เลยทีเดียว"
"ขอให้ถือว่าข่าวนี้ เป็นของขวัญแสดงความยินดีที่พี่หลี่ได้รับชัยชนะก็แล้วกัน"
ซวีฮุ่ยหยางมีจิตใจที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง จึงเปิดเผยเรื่องนี้ออกมาตรงๆ
ด้วยความตระหนักรู้และนิสัยเช่นนี้ จู่ๆ หลี่กวนอีก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเขาถึงได้รับการยกย่องจากเจ้าตำหนักแห่งสำนักศึกษา เขาเดินไปส่งเซียนกระบี่หนุ่มที่ประตู ตอนที่เขาจากไป ซวีฮุ่ยหยางกล่าวว่า
"หลังจากข้าพบศิษย์สำนักโม่แล้ว ข้าน่าจะไปที่เจียงหนาน เมื่อหกสิบปีก่อน ท่านปู่ของข้าได้ประลองกระบี่เป็นครั้งที่สามกับผู้อาวุโสสองท่านคือ กงหยางซู่หวัง และจอมคลั่งกระบี่ พวกเขาพบว่าต่างฝ่ายต่างรู้จักกันดีเกินไป ในสถานการณ์ที่ไม่ถึงแก่ชีวิต การประลองกระบี่ช่างน่าเบื่อหน่าย ราวกับกำลังต่อสู้กับตัวเองอย่างไรอย่างนั้น"
"ดังนั้นจึงตกลงทำสัญญาหกสิบปี ว่าจะสั่งสอนลูกหลานรุ่นหลัง แล้วค่อยมาตัดสินแพ้ชนะกันอีกครั้ง"
"ปีนี้ข้าอายุสิบเก้าปี แต่ข้ามีพี่ชายที่อายุยี่สิบเก้าปี รากฐานกระดูกของเขาด้อยกว่าข้าไม่มากนัก เขาผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมามากกว่าข้าสิบปี วิถียุทธ์ของเขาจึงแข็งแกร่งกว่าข้ามาก"
"ท่านปู่ของข้าบอกว่า ใต้หล้าไม่ยอมรับมู่หรงหลงถู แต่เขาก็ไม่สนใต้หล้า หากแคว้นเฉินและแคว้นอิ้งเข้ามาก่อกวน เขาก็ไม่รังเกียจที่จะให้เซียนกระบี่และจอมคลั่งกระบี่ร่วมมือกันเข่นฆ่ากองทหารม้าเหล็กก่อนตาย ดังนั้นการต่อสู้ครั้งนี้จึงยังคงจัดขึ้นที่สิบแปดโจวเจียงหนาน"
"หากพี่หลี่สนใจ ถึงตอนนั้นก็ไปได้ ซวีฮุ่ยหยางจะปัดกวาดที่นอนรอต้อนรับ"
"หนทางยาวไกล หวังว่าจะได้พบท่านอีก"
"ลาก่อน"
ซวีฮุ่ยหยางยิ้มประสานมือ แล้วเดินจากไปอย่างอิสระเสรี ท่วงท่าสง่างามไม่รีบร้อน
หลี่กวนอีเป็นคู่ปรับของเขา แต่กลับยากที่จะเกิดความรู้สึกเกลียดชังต่อคู่ปรับเช่นนี้ได้แม้แต่น้อย
ทว่า สิบแปดโจวเจียงหนาน การต่อสู้ระหว่างเซียนกระบี่กับจอมคลั่งกระบี่อย่างนั้นหรือ...
หลี่กวนอีหลุบตาลง บางทีคงจะได้พบกันอีก
เขาเดินกลับมา นึกถึงกระบี่ที่สี่ กระบี่จอมยุทธ์ ซึ่งซวีฮุ่ยหยางได้ตระหนักรู้และยึดมั่นจากบท 'จวงโจวว่าด้วยเรื่องกระบี่' เขาเงียบไปนาน รู้สึกว่าสิ่งที่ซวีฮุ่ยหยางพูดนั้นช่างสะใจจริงๆ แต่มันกลับไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในใจของเขา เด็กหนุ่มกำกิ่งไม้ไว้ แล้วฟันสะเปะสะปะอยู่ที่นั่น
ในที่สุดก็สามารถเลียนแบบความขลังของกระบี่จอมยุทธ์ของซวีฮุ่ยหยางได้ถึงสามส่วน
แต่ก็ยากที่จะแสดงออกมาได้อีก ความรู้สึกอึดอัดสายหนึ่งพลุ่งพล่านขึ้นมา
หลี่กวนอีถือกิ่งไม้ ขีดเขียนลงบนพื้นในลานเรือน อยู่ที่นี่เขายังแว่วเสียงดนตรีและการร่ายรำดังมาจากพระราชวัง นึกถึงจักรพรรดิเฉิน เจียงเกา ไปจนถึงบรรดาขุนนางและแม่ทัพใต้บังคับบัญชาของพวกเขา และวิถีชีวิตอันหลากหลายของผู้คน
อีกทั้งยังได้เห็นกระบี่จอมยุทธ์ของซวีฮุ่ยหยาง ที่มีความมุ่งมั่นดุจรุ้งกินน้ำ ในอกมีความอัดอั้น หากไม่ได้ระบายออกมาก็คงไม่สบายใจ
ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงตวัดกระบี่กวาดออกไป สระน้ำสั่นสะเทือน
"ข้ามีกระบี่หนึ่งเล่ม..."
หลี่กวนอีฟันกระบี่ลงไป ขีดเขียนเป็นตัวอักษร
ขอเชิญขุนนางและแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ทั่วหล้าไปสู่ความตาย!
เค้าโครงของเจตจำนงกระบี่ ช่างเต็มอิ่มและสะใจ
หลี่กวนอีพ่นลมหายใจออกมา แล้วลบตัวอักษรที่ตวัดอย่างงดงามและโอหังตามอำเภอใจบรรทัดนี้ทิ้งไป ตอนนี้การที่เขาพูดคำพูดเช่นนี้ ก็เป็นเพียงแค่คำพูดพล่อยๆ ของเด็กน้อยเท่านั้น จำไว้ในใจก็พอ จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ใครบางคนจงใจปล่อยออกมา
คลื่นน้ำในสระที่ถูกปราณกระบี่ปั่นป่วนกลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง
ด้านบนถึงกับมีน้ำแข็งบางๆ ปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง ใบไม้ที่ร่วงหล่นท่ามกลางสายลม ล้วนราวกับถูกแช่แข็ง ท้ายที่สุดใบไม้ร่วงเหล่านั้นก็เหมือนเส้นไหมเงินที่ย้อยลงมา ถูกต้นไม้ผูกไว้ ราวกับทิวทัศน์อันงดงามของวังจันทรา งดงามจนบรรยายไม่หมด แม้แต่เค้าโครงเจตจำนงกระบี่ที่หลี่กวนอีเพิ่งจะเริ่มตระหนักรู้ได้เบื้องต้นก็ยังถูกแช่แข็งไว้
วิทยายุทธ์เช่นนี้ วิธีการเช่นนี้ แถมยังไม่มีเจตนาร้าย
หลี่กวนอี เด็กหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ที่เพิ่งจะฮึกเหิมเมื่อครู่ชะงักไปเล็กน้อย แล้วหันหลังกลับ
เงยหน้าขึ้น
บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเจิดจ้า บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา และว่านอนสอนง่าย
"ท่านอาชิงเยี่ยน!"