เฟิ่งชีอู๋ เป็นของวิเศษหายากในใต้หล้า เทียบชั้นได้กับโลหิตกิเลน หญ้าโลหิตมังกร หรือของทำนองนั้น ต่อให้เป็นในตลาดผีก็ยากจะมีของพรรค์นี้ ทว่าในมือของหลี่เจาเหวินกลับดูเหมือนของไร้ค่า นางโยนมันให้หลี่กวนอีอย่างไม่ใส่ใจนัก
หลี่กวนอีรับเฟิ่งชีอู๋เอาไว้ นี่คือสิ่งที่จะถอนพิษให้ท่านอาหญิงได้
ของสิ่งนี้ล้ำค่ายิ่งนัก และความหมายที่มันเป็นตัวแทนก็สำคัญต่อหลี่กวนอีอย่างยิ่งยวด เขากลับไม่อาจเอ่ยคำตอบรับสวยหรูเหมือนยามปกติได้ ทำเพียงใช้ฝ่ามือลูบคลำของวิเศษที่ดูเรียบง่ายโบราณชิ้นนี้ แล้วเอ่ยว่า "ขอบคุณมาก"
หลี่เจาเหวินหุบพัดจีบ เอ่ยหยอกล้ออย่างสง่าผ่าเผยว่า
"สหายเอ๋ย ไยต้องยึดติดกับของพรรค์นี้ด้วยเล่า"
"วันหน้าเจ้าค่อยคืนเหล้าให้ข้าสักป้านก็พอ"
หลี่กวนอีกล่าว "ต่อให้ยกสุราเลิศรสทั้งใต้หล้าให้เจ้า ก็ยากจะทดแทนบุญคุณนี้ได้"
"เอ๊ะๆๆ หุบปาก หุบปากเลย"
หลี่เจาเหวินหุบพัดจีบดังพึ่บ ฉวยโอกาสเอาพัดจีบแตะริมฝีปากหลี่กวนอี นางคล้ายจะโกรธเคืองเล็กน้อย เลิกคิ้วขึ้นพลางกล่าวว่า
"พูดเรื่องบุญคุณนี่มันเกินไปแล้วนะ"
"หากเจ้ายังพูดเรื่องบุญคุณอะไรทำนองนี้อีกล่ะก็ ข้าจะหันหลังเดินหนีไปเลย ถือเสียว่าไม่มีสหายอย่างเจ้า!"
"เจ้าลองพูดดูสิ!"
เมื่อเห็นหลี่กวนอีพยักหน้า หลี่เจาเหวินถึงได้แย้มยิ้มออกมาแล้วชักพัดจีบกลับ
"แต่ก็นะ เรื่องตอบทงตอบแทนอะไรนั่น หากเจ้าบอกว่าจะให้ ข้าก็คงไม่ปฏิเสธหรอกใช่ไหมล่ะ"
"เดิมทีข้าอยากจะบอกว่า หากวันหน้าเจ้ากับข้าต้องมาสู้รบปรบมือกัน เจ้าก็แค่ถอยทัพไปสักสามสิบลี้"
"แต่ข้าลองคิดดูแล้ว ระหว่างเจ้ากับข้า ไม่มีทางเป็นศัตรูกันได้อย่างแน่นอน"
"การตอบแทนแบบนั้นมันดูใจแคบเกินไปหน่อย"
"งั้นเปลี่ยนเป็นแบบนี้ก็แล้วกัน"
หลี่เจาเหวินครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ "ทั้งชีวิตนี้ ข้าโปรดปรานวีรบุรุษผู้กล้าหาญที่สุด"
"หลี่กวนอี หากเจ้ารู้สึกว่าอยากตอบแทนข้า ก็จงไปเป็นยอดวีรบุรุษอันดับหนึ่งในใต้หล้าเสียเถิด หากเป็นเช่นนั้น ต่อให้หลังจากนี้เจ้ากับข้าจะไม่ได้เกี่ยวข้องกันอีก ข้าก็คงรู้สึกสะใจอย่างที่สุดแล้ว"
"ยามที่เจ้าผงาดค้ำฟ้า ข้ากลับได้คบหากับเจ้าตั้งแต่ยามที่ยังต่ำต้อย"
"แม้วีรบุรุษในใต้หล้าจะมีมากมาย แต่จะมีใครสายตาแหลมคมเท่าข้าผู้นี้เล่า"
"พอคิดถึงเรื่องแบบนี้แล้ว ก็อดดีใจไม่ได้"
หลี่เจาเหวินยิ้ม
หลี่กวนอีพยักหน้า เขาเก็บเฟิ่งชีอู๋ชิ้นนี้ไว้อย่างระมัดระวัง ในใจเอาแต่คิดว่าท่านปู่ซือมิ่งหายไปไหนกันแน่ เขาแทบอยากจะหาท่านปู่ให้พบเดี๋ยวนี้ วางทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ลง แล้วควบม้ากลับเมืองกวนอี้ไปรักษาอาการบาดเจ็บของท่านอาหญิง
เพียงแต่เขาข่มความวู่วามนั้นไว้ เชื้อเชิญหลี่เจาเหวินนั่งลง ก่อนจะไปหยิบสุรา และลงมือทำกับแกล้มง่ายๆ อย่างรวดเร็วด้วยตัวเอง แล้วร่วมดื่มกับหลี่เจาเหวินกลางลานบ้าน หลี่เจาเหวินดื่มสุราพลางยิ้มกล่าว "รสชาติไม่เลวเลย"
เมื่อเทียบกับสุราที่ดื่มในหอลมยาวก่อนหน้านี้ ยังมีรสชาติมากกว่าเสียอีก
ร่ำสุราไปได้สามจอก หลี่เจาเหวินก็กำเริบนิสัยเดิมอีก นางเริ่มเปลี่ยนบทสนทนาจากเรื่องสัพเพเหระไปสู่สถานการณ์บ้านเมืองในใต้หล้าอย่างไม่รู้ตัว แถมพอเริ่มแล้วก็เหมือนจะหยุดไม่ได้ นางกล่าวอย่างออกรสออกชาติว่า
"พิธีบวงสรวงใหญ่ของแคว้นเฉินเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันนับจากวันนี้ ลองคำนวณดู พรุ่งนี้ก็จะเริ่มประลองยุทธ์แล้ว ผู้เข้าร่วมมีมากเหลือเกิน ต้องคัดเลือกให้เหลือสิบหกคนก่อนเพื่อจับคู่ประลองกัน อันที่จริง มีอวี่เหวินฮว่า เกอซู่อิ่น และซวีฮุ่ยหยางอยู่ทั้งสามคน จอมยุทธ์ส่วนใหญ่ต่างก็รู้ดีว่าตนเองไม่มีทางชนะเลิศจนได้บรรดาศักดิ์ในท้ายที่สุดหรอก"
"ในหมู่ชาวบ้านมีข่าวลือกันแล้วว่า บรรดาศักดิ์นี้เตรียมไว้สำหรับพวกเขาสามคน"
"ยังมีคนบอกอีกว่า ซวีฮุ่ยหยางเป็นหลานชายของปรมาจารย์กระบี่ เป็นนักดาบหนุ่มผู้มีชื่อเสียงในยุทธภพ แต่กลับเข้ามาในวังหลวง กลายเป็นสหายสนิทขององค์รัชทายาทแห่งตำหนักตะวันออก คิดว่าคงมีสิ่งที่ปรารถนาอยากได้ บรรดาศักดิ์นี้ก็เตรียมไว้เพื่อการนี้แหละ พูดกันเป็นตุเป็นตะเลยทีเดียว"
"แต่จอมยุทธ์ที่เข้าร่วมการประลองครั้งนี้ก็ยังคงมีจำนวนมหาศาลอยู่ดี"
"สหายรู้ไหมว่าทำไม"
หลี่กวนอีครุ่นคิด ก่อนจะตอบว่า "นานาแคว้น"
หลี่เจาเหวินปรบมือหัวเราะร่วน "ใช่แล้ว เหล่าเชื้อพระวงศ์จากนานาแคว้นล้วนอยู่ที่นี่ นี่แหละคือโอกาส"
"ต่อให้ไม่อาจฝ่าฟันไปจนถึงรอบสุดท้ายในการต่อสู้นี้ได้ แต่อย่างน้อยก็สามารถแสดงวิทยายุทธ์อันยอดเยี่ยมของตนออกมาได้อย่างเต็มที่ นี่ก็เท่ากับเป็นการยื่นเทียบแนะนำตัวต่อเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนพลทั้งหลายแล้ว"
"ใต้หล้านี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก หลายสิบปีถึงจะมีโอกาสเช่นนี้สักครั้ง"
"ต่อให้จอมยุทธ์หนุ่มเหล่านี้ไม่อยากลงแข่งเอง พวกผู้ใหญ่ในตระกูลก็ต้องชี้แนะให้คว้าโอกาสนี้ไว้อยู่ดี เป็นอย่างไร พี่หลี่มีความคิดเห็นเช่นไรบ้าง" ความหมายของหลี่เจาเหวินคือหวังว่าหลี่กวนอีจะสามารถแสดงพรสวรรค์ของตนต่อหน้าเหล่าเชื้อพระวงศ์ทั่วหล้าได้เช่นกัน แล้วก้าวขึ้นสู่เวทีระดับใต้หล้านับแต่นี้ไป
นางกล่าวว่า "สายลมดีย่อมเป็นแรงหนุน ในตอนเริ่มต้น การอาศัยแรงภายนอกไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร"
หลี่กวนอีนึกถึงหอสมุดชั้นในที่ดึงดูดเต่าดำอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
รวมถึงองค์หญิงใหญ่เฉินชิงเยี่ยน
เขาฟังคำใบ้เป็นนัยของหลี่เจาเหวินออก เพียงแต่ตอบไปว่า "ก็แค่ทำอย่างสุดความสามารถ"
หลี่เจาเหวินยิ้มบางๆ "เช่นนั้นข้าก็จะตั้งตารอชม"
"ขอเพียงพรสวรรค์และวิทยายุทธ์ของท่านเป็นที่ประจักษ์แก่ใต้หล้า เช่นนี้ถึงจะทำให้คนทั่วหล้ารู้ว่า สายตาของข้าไม่มีทางมองผิดพลาด เมื่อถึงคราวที่สหายได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ ข้าจะจัดงานเลี้ยงรับรองเจ้า ถึงตอนนั้นย่อมมีของขวัญมอบให้แน่"
หลี่กวนอีถาม "อะไรหรือ"
พัดจีบของหลี่เจาเหวินคลี่ออก ปิดบังริมฝีปาก เผยให้เห็นเพียงดวงตาหงส์คู่หนึ่ง นางแย้มยิ้มว่า
"ถึงตอนนั้นเจ้าก็จะรู้เอง"
"นิสัยอย่างเจ้าน่ะ ฮ่าๆ คงจะชอบแน่ๆ"
นางทำท่าจะหุบพัดจีบมาเคาะหน้าผากตัวเองเบาๆ ด้วยความเคยชิน
เคาะไปทีหนึ่ง ก็พลันนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่เพิ่งจะเอาไปแตะริมฝีปากของเด็กหนุ่มมา
หลี่เจาเหวินชะงักไปเล็กน้อย
จากนั้นก็วางพัดจีบลงด้วยสีหน้าเรียบเฉย มือขวากำหมัดหลวมๆ วางเคาะบนเข่า
ลูบหว่างคิ้วเบาๆ
ครู่ต่อมาก็ไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก เพียงแต่สนทนาสัพเพเหระเรื่องราวในใต้หล้ามากมาย ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม นางถึงได้ขอตัวลากลับ หลี่กวนอีเดินไปส่งหลี่เจาเหวิน กลับเข้าห้องมาก็มองดูเฟิ่งชีอู๋ แม้หลี่กวนอีจะขัดเกลานิสัยมาตลอดสิบปีนี้ เขาก็ยังคงรู้สึกเลื่อนลอยอยู่บ้าง
เขาฉีกยิ้มกว้างหัวเราะอย่างไร้เสียง ฝ่ามือลูบไล้สิ่งของชิ้นนี้แผ่วเบา
หลี่กวนอีรู้สึกโล่งอกอย่างแท้จริง เขาหลับตาลง เอ่ยเสียงเบาว่า
"ดีเหลือเกิน..."
ในที่สุดเรื่องความปลอดภัยของท่านอาหญิงก็พอจะให้หายใจหายคอได้โล่งขึ้นบ้างแล้ว
วันที่สอง จอมยุทธ์ที่เข้าร่วมการทดสอบรอบแรกมีจำนวนมากตามคาด หลี่กวนอีเห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ในชุดเกราะที่แตกต่างกันมารวมตัวกันที่นี่ ไกลออกไปจากลานประลองยุทธ์อันกว้างใหญ่ มีขบวนรถม้าของฮ่องเต้ประทับอยู่ หลี่กวนอีมองไปแต่ไกลด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ต่อให้เป็นเพียงการทดสอบรอบแรกที่ฮ่องเต้เสด็จมาทอดพระเนตรเพียงชั่วครู่ แต่ก็ยังคงหรูหราอลังการยิ่งนัก ฉลองพระองค์ปักลายพระอาทิตย์ พระจันทร์ ดวงดาว พระมาลาทำจากผ้ากอซเคลือบเงา ทั้งยังมีกองธงเหลืองสามหมื่นหกพันนายเป็นราชองครักษ์ ตลอดจนราชรถและขบวนเสด็จ ขบวนเสด็จของฮองเฮา เครื่องแต่งกายของเหล่าขุนนาง ล้วนเน้นความงดงามตระการตา
หรูหราวิจิตรบรรจง ราวกับเทพยดาบนสรวงสวรรค์
หลี่กวนอีได้ยินเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญดังกระหึ่ม
ถึงขั้นมีชาวบ้านคุยโอ้อวดกับชาวดินแดนประจิมอย่างภาคภูมิใจว่า ฮ่องเต้แห่งจงหยวนทรงมีพระบารมีน่าเกรงขามยิ่งนัก พวกคนเถื่อนนอกด่านอย่างพวกเจ้าจะจินตนาการถึงได้อย่างไร หลี่กวนอีมองไป เห็นว่าชาวบ้านคนนั้นแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ไม่หรูหรา ซ้ำยังมองเห็นรอยเย็บปะชุนด้วยซ้ำ
ทว่าก็ยังคงภาคภูมิใจในขบวนเสด็จอันน่าเกรงขามของฮ่องเต้แคว้นเฉิน
หลี่กวนอีสวมชุดเกราะ ถืออาวุธ เขาปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับง้าวศึก
อันที่จริงหลี่กวนอีรู้สึกว่า ในช่วงการทดสอบรอบแรก แม้จะมีขุนนางใหญ่โตและผู้สูงศักดิ์ไม่น้อย แต่ความสนใจส่วนใหญ่ของพวกเขา ตลอดจนเหล่าสตรีในครอบครัว กลับไม่ได้อยู่ที่จอมยุทธ์ผู้ประลองเหล่านี้เลย แม้ว่าเหล่ายอดฝีมือเหล่านี้จะมองว่าการประลองครั้งนี้คือโอกาสของตนก็ตามที
แท้จริงแล้วเหล่าผู้สูงศักดิ์เพียงแค่ถือว่าการประลองยุทธ์เป็นรายการแสดงร่ายรำกระบี่ตามอัธยาศัย สิ่งสำคัญคือการได้พบปะสนทนากับเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางคนอื่นๆ ต่างหาก แต่หลี่กวนอีก็เห็นว่ามีเหล่ากุนซือและขุนนางจากกองทัพตระกูลต่างๆ กำลังจับจ้องลานประลองอย่างตั้งใจเช่นกัน
ทหารนับพันหาง่าย ขุนพลผู้เก่งกาจหนึ่งคนหายาก
วิทยายุทธ์ของขุนนางบู๊หนุ่มก็เป็นมาตรฐานการวัดระดับที่สำคัญอย่างหนึ่ง
จอมยุทธ์ในโลกนี้ที่สวมเกราะหนัก สามารถส่งผลกระทบต่อสถานการณ์รบขนาดย่อมได้จริงๆ และสามารถส่งผลต่อขวัญกำลังใจได้อย่างมหาศาล หลี่กวนอีมองเห็นการต่อสู้ในจุดอื่นๆ เยี่ยปู้อี๋และโจวหลิวอิ๋งต่างพยักหน้าให้เขา ท่าทางล้วนผ่อนคลาย
พวกผู้สูงศักดิ์ด้านบนก็คุยกันไป
พวกจอมยุทธ์ด้านล่างก็สู้กันไป
หลี่กวนอีมองดูสถานการณ์การต่อสู้ ก็เป็นไปตามที่ข่าวลือว่าไว้ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดย่อมหนีไม่พ้นอวี่เหวินฮว่า เกอซู่อิ่น และซวีฮุ่ยหยาง ทั้งสามคนแทบจะจบการต่อสู้ได้ภายในไม่กี่กระบวนท่า ซวีฮุ่ยหยางถึงกับยังไม่ได้ชักกระบี่ออกมาด้วยซ้ำ ก็สามารถเอาชนะบรรดาจอมยุทธ์เหล่านั้นได้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
เฉินอวี้อวิ๋นก็เช่นกัน
หลี่กวนอีเห็นว่าการต่อสู้ของเฉินอวี้อวิ๋นก็เด็ดขาดฉับไวไม่แพ้กัน
มักจะเอาชนะได้ด้วยหมัดเดียวหรือเตะเพียงครั้งเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น เขาจะเลือกใช้อาวุธตามที่คู่ต่อสู้ใช้ หากคู่ต่อสู้ใช้กระบี่ เขาก็ใช้กระบี่ หากคู่ต่อสู้ใช้ทวน เขาก็ใช้ทวน การใช้อาวุธที่คู่ต่อสู้ถนัดที่สุด มาเอาชนะคู่ต่อสู้ซึ่งหน้าอย่างดุดันที่สุด
ผู้ที่พ่ายแพ้ ล้วนหน้าซีดเผือด สติหลุดลอยกันถ้วนหน้า
ไม่นานก็มาถึงตาของหลี่กวนอี เด็กหนุ่มครุ่นคิด นึกถึงคำพูดของหลี่เจาเหวินเมื่อวานนี้ ทั้งอวี่เหวินฮว่า เกอซู่อิ่น ซวีฮุ่ยหยาง และเฉินอวี้อวิ๋น ล้วนเป็นดั่งที่หลี่เจาเหวินกล่าว คือการได้แสดงพรสวรรค์และวิทยายุทธ์ของตนให้ประจักษ์ในใต้หล้า
ลองคิดดูถึงความดุดันของเฉินอวี้อวิ๋น ที่เอาชนะคู่ต่อสู้ซึ่งหน้าในด้านที่อีกฝ่ายถนัดที่สุด
ขบวนเสด็จอันหรูหราของฮ่องเต้แคว้นเฉินที่เสด็จมาชมการทดสอบรอบแรกด้วยพระองค์เอง
หลี่กวนอีเข้าใจดีว่านี่คือการที่ฮ่องเต้แคว้นเฉินกำลังสร้างบารมีให้พระโอรสของพระองค์
หลี่กวนอีหยิบกระบี่ที่ยังไม่เปิดคมขึ้นมา สวมชุดเกราะสำหรับประลอง เยี่ยปู้อี๋และคนอื่นๆ ชนหมัดให้กำลังใจเขา ส่วนสายตาของคนอื่นๆ อย่างอวี่เหวินฮว่า ซวีฮุ่ยหยาง และเกอซู่อิ่นก็จับจ้องมาที่นี่เช่นกัน
ทันใดนั้น ก็มีเสียงตะโกนดังขึ้น
"หลี่กวนอี!"
เด็กหนุ่มที่ก้าวขึ้นสู่เวทีชะงักไป เขาเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง
ในบริเวณที่เหล่าขุนนางและผู้สูงศักดิ์นั่งอยู่ เด็กสาวเกล้ามวยผม ประดับปิ่นมุกและหยก กำลังโบกมือให้เขา ดวงตากลมโตสุกใส รอยยิ้มงดงามดั่งดอกไม้ ท่ามกลางเหล่าฮูหยินผู้สูงศักดิ์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นเครื่องหอมและเครื่องประดับหรูหรา ดวงตาของนางราวกับอัญมณีสีอำพัน ส่งเสียงตะโกนก้องว่า
"ต้องชนะนะ!"
เสียงเชียร์เช่นนี้ มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
ณ ที่แห่งนี้ เหล่าจอมยุทธ์ต่างทุ่มสุดตัวเพื่ออนาคตของตน กองทัพกำลังมองหาขุนนางบู๊สายเลือดใหม่ เหล่าผู้สูงศักดิ์กำลังสร้างเส้นสาย ฮ่องเต้กำลังสร้างบารมีให้พระโอรส มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ตะโกนเสียงดังว่าเจ้าต้องชนะนะ หลี่กวนอี
บริเวณที่เหล่าสตรีผู้สูงศักดิ์นั่งอยู่พลันเงียบกริบลง
เหล่าฮูหยินและคุณหนูมองดูเด็กสาวที่กำลังยิ้มแย้มอยู่ตรงนั้น พวกนางคล้ายจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงถอนหายใจ แล้วพากันยิ้มอย่างเอ็นดู หลี่กวนอีมองไปทางคุณหนูใหญ่ เขาถอนหายใจ เด็กหนุ่มยื่นมือออกไป กำหมัดชูไปทางที่คุณหนูใหญ่อยู่
จากนั้นก็วางกระบี่ลง
เก็บกระบี่ยาวเข้าฝัก
เขายื่นมือออกไป จับง้าวศึกที่เรียนรู้ได้ยากที่สุดซึ่งวางอยู่ข้างๆ หยิบอาวุธประลองที่ยังไม่เปิดคมนี้ขึ้นมา สะบัดข้อมือเบาๆ ง้าวศึกแหวกอากาศ ส่งเสียงหวีดร้องแหลมคม จากนั้นเขาถืออาวุธด้วยมือเดียว เอียงองศาเล็กน้อย ก้าวขึ้นสู่ลานประลองยุทธ์นี้
สีหน้าของคู่ต่อสู้ค่อยๆ ซีดเผือดลงทีละน้อย
คุณหนูใหญ่ส่งเสียงเชียร์หลี่กวนอี นางมองดูเด็กหนุ่มถืออาวุธอยู่ตรงนั้น
ส่วนบนที่สูง เฉินชิงเยี่ยนผู้มีผมหงอกขาวทั้งสองข้างกำลังมองดูพวกเขาทั้งสองคนอย่างเงียบๆ ไม่รู้ทำไมจู่ๆ นางถึงรู้สึกเลื่อนลอย ราวกับได้เห็นตัวเองกับชายผู้นั้นในอดีต วันเวลาก็มักจะเป็นเช่นนี้ ในความเลื่อนลอย จะได้เห็นเงาของตัวเองในอดีตซ้อนทับอยู่บนตัวคนรุ่นหลัง
ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามหลี่กวนอีคือบุตรชายคนรองของขุนนางบู๊ขั้นสี่แห่งราชสำนัก นามว่าเซี่ยงกวางเทา ฝึกฝนวิทยายุทธ์มาอย่างตั้งใจ
แต่เมื่อเขาเห็นว่าคู่ต่อสู้คือหลี่กวนอี สีหน้าก็ซีดเผือดลงเล็กน้อย
เมื่อเห็นหลี่กวนอีวางกระบี่ลง แล้วหยิบง้าวศึกขึ้นมา
ซ้ำยังมีเด็กสาวที่ดูเหมือนเพื่อนสนิทวัยเยาว์คอยส่งเสียงเชียร์อยู่ ใบหน้าของจอมยุทธ์หนุ่มผู้นี้ก็ไร้ซึ่งสีเลือด แต่เขากัดฟันแน่น ยังคงยืนหยัดอยู่ที่นี่ กระชับทวนยาวในมือแน่น เอ่ยว่า "ที่ปรึกษาการทหาร เชิญ!"
หลี่กวนอีกล่าว "ข้าเป็นแค่องครักษ์ขั้นเก้ารองแล้ว"
เซี่ยงกวางเทาตอบ "แต่ในสายตาพวกข้า ท่านก็ยังเป็นที่ปรึกษาการทหารคนนั้น..."
เขาทุ่มสุดกำลังแทงทวนออกไป ง้าวศึกในมือหลี่กวนอีสะบัดวูบ กดทวนยาวให้ต่ำลงทันที ในยามนี้ เพียงแค่หลี่กวนอีก้าวไปข้างหน้า ง้าวศึกก็จะเสียดสีกับด้ามทวนตวัดขึ้นไป ปลดอาวุธอีกฝ่ายได้โดยตรง
ใบหน้าของเซี่ยงกวางเทาซีดเผือดลง แต่ในวินาทีต่อมา หลี่กวนอีกลับเพียงแค่ดึงง้าวศึกกลับมา
หลี่กวนอีใช้ปลายง้าวยันพื้น ก่อนจะยกมือซ้ายขึ้น ยื่นไปข้างหน้าแล้วกล่าวว่า
"เข้ามา"
เซี่ยงกวางเทาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจความหมายของหลี่กวนอี รู้ว่าเด็กหนุ่มกำลังให้โอกาสเขา ให้เขาได้แสดงวิชาที่ร่ำเรียนมา แววตาฉายแววซาบซึ้งใจ เอ่ยว่า "ขอบคุณที่ปรึกษาการทหาร..."
จากนั้นก็ก้าวไปข้างหน้า สำแดงวิทยายุทธ์ของตนออกมา
หลี่กวนอีไม่ได้รีบเอาชนะ เขาเพียงแค่กำง้าวศึก ปะทะกับเซี่ยงกวางเทา จากนั้นก็ทำเหมือนกับที่ท่านเทพยุทธ์เซวียเคยชี้แนะตน ชักนำคมทวนของเซี่ยงกวางเทา ให้เขาสำแดงวิทยายุทธ์ของตนออกมาจนหมดสิ้น ชั่วขณะหนึ่งง้าวศึกและคมทวนปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหวอย่างต่อเนื่อง
เซี่ยงกวางเทารู้สึกราวกับว่าตนกำลังจะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ทันใดนั้นก็ส่งเสียงคำรามก้อง
เงาทวนนับพันหมื่นรวมเป็นหนึ่ง แทงทะลวงออกไป
หลี่กวนอีฟาดง้าวศึกหมายฟันลงมา สกัดกั้นทวนนี้เอาไว้ เซี่ยงกวางเทารู้สึกชาหนึบที่ฝ่ามือ
เขาเซถอยหลังไป
จากนั้นก็เงยหน้าขึ้น เห็นมือข้างหนึ่งยื่นมาให้ หลี่กวนอีในชุดเกราะสีเขียวเข้ม มือข้างหนึ่งถืออาวุธยิ้มบางๆ "ออมมือแล้ว"
เซี่ยงกวางเทายอมรับความพ่ายแพ้ด้วยความเต็มใจ เอ่ยว่า "...ขอบคุณที่ปรึกษาการทหารที่ชี้แนะ"
เขาเห็นบิดาของตนถอนหายใจอย่างโล่งอก เห็นกุนซือของกองทัพพยักหน้าให้ตน ในใจรู้สึกเลื่อนลอยราวกับได้ลืมตาอ้าปากเสียที จากนั้นก็เห็นหลี่กวนอีเดินจากไปไกลแล้ว เขาจึงประสานมือคารวะแผ่นหลังของเด็กหนุ่ม โค้งคำนับอย่างสุดซึ้ง
โจวหลิวอิ๋งกล่าว "แปลกจัง วันนี้ลูกพี่ชนะได้ไม่เด็ดขาดเลย"
เยี่ยปู้อี๋ตอบ "...ก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น เขาคงมีเหตุผลของเขานั่นแหละ"
ส่วนหลี่เจาเหวินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปรบมือทอดถอนใจ เอ่ยว่า "ข้าแนะนำให้เจ้าแสดงพรสวรรค์ต่อหน้าเหล่าเชื้อพระวงศ์ แต่เจ้ากลับทำตรงกันข้าม ร้ายกาจ ร้ายกาจจริงๆ คนอื่นแสดงพรสวรรค์ให้เหล่าเจ้านายเห็น แต่เจ้ากลับแสดงความใจกว้างให้ขุนนางบู๊หนุ่มเหล่านี้เห็น"
"สง่าผ่าเผยยิ่งนัก"
"ฮ่าๆๆ ร้ายกาจจริงๆ"
มีเพียงไม่กี่คนที่สังเกตเห็นการกระทำของหลี่กวนอี
มุมปากของผั่วจวินยกขึ้น กดลง แล้วก็ยกขึ้นอีก
ไม่อาจควบคุมได้เลยแม้แต่น้อย
นี่คือบารมีแห่งราชัน สง่างามเที่ยงธรรม ซื้อใจผู้คน!
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรการต่อสู้ฉากแล้วฉากเล่า ทอดพระเนตรพระโอรสของพระองค์เอาชนะได้อย่างหมดจดงดงาม สมกับที่พระองค์ทรงปลุกปั้นมาตลอดช่วงเวลานี้ จึงตรัสกับท่านเทพยุทธ์อวี้เหวินเลี่ยที่ประทับอยู่ข้างๆ ว่า "ท่านนายพลอวี้เหวิน คิดว่าในการประลองครั้งนี้ มีผู้ใดเข้าตาบ้างหรือไม่"
อวี้เหวินเลี่ยตอบ "หลานชายของปรมาจารย์กระบี่ มีกลิ่นอายของปู่เขาจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ แต่สุดท้ายก็ยังเป็นแค่ปรมาจารย์นักดาบแห่งยุทธภพ ไม่ใช่คุณสมบัติของแม่ทัพใหญ่ ส่วนเกอซู่อิ่น มีความห้าวหาญเหนือธรรมดา แต่อายุค่อนข้างมาก อีกทั้งยังเงียบขรึมไร้ซึ่งความองอาจกล้าหาญ อาจเป็นได้แค่ขุนพลรักษากำแพงเมือง ยากจะเป็นขุนพลชั้นเลิศ"
ฮ่องเต้ตรัสอย่างไม่ใส่พระทัยนัก "แล้วบุตรชายของพี่น้องในราชวงศ์ของข้าเล่า เป็นอย่างไรบ้าง"
อวี้เหวินเลี่ยมองเฉินอวี้อวิ๋นที่เพิ่งเอาชนะคู่ต่อสู้ไปแวบหนึ่ง แล้วตอบว่า "ศิษย์ของสำนักควบคุมศัสตรา"
"ฝีมือดีเยี่ยม มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว มีวิทยายุทธ์"
"มีคุณสมบัติของเชื้อพระวงศ์"
ฮ่องเต้ทรงพระสรวลลั่น "ดูเหมือนเจ้าเด็กนี่จะพอได้เรื่องอยู่บ้าง แต่ก็ยังเทียบหลานชายของท่านนายพลอวี้เหวินไม่ได้หรอก"
อวี้เหวินเลี่ยกล่าว "ฮว่าเอ๋อร์มีวิทยายุทธ์ มีความห้าวหาญ แต่เต็มที่ก็เป็นได้แค่ขุนพลทะลวงฟัน"
"ไม่อาจเป็นแม่ทัพใหญ่ที่คอยบัญชาการกองทัพได้"
ฮ่องเต้ตรัสถามด้วยความสงสัย "เช่นนั้น ท่านนายพลอวี้เหวินพอจะรู้จักผู้มีพรสวรรค์เช่นนี้หรือไม่"
อวี้เหวินเลี่ยส่ายหน้า เอ่ยว่า "ยอดแม่ทัพนั้นหายากยิ่งนัก" แต่ทว่าหลังจากที่ฮ่องเต้เสด็จจากไป องค์รัชทายาทแห่งแคว้นอิ้งก็ตรัสถามอวี้เหวินเลี่ยด้วยคำถามเดียวกัน อวี้เหวินเลี่ยนิ่งเงียบ เขาชี้ไปทางหลี่กวนอีที่กำลังต่อสู้กับคู่ต่อสู้อยู่ตรงนั้น แล้วตอบว่า "คนผู้นี้พ่ะย่ะค่ะ"
องค์รัชทายาทแคว้นอิ้งประหลาดพระทัย
อวี้เหวินเลี่ยกล่าวช้าๆ "เขากำลังให้โอกาสแก่ขุนนางบู๊หนุ่มทุกคน ให้พวกเขาได้แสดงพรสวรรค์ของตน คนเช่นนี้ ยามชนะจะไม่เย่อหยิ่ง ส่วนผู้แพ้กลับยอมรับด้วยความเต็มใจ ซ้ำยังรู้สึกขอบคุณเขา การทหารที่เหนือชั้นคือการใช้สติปัญญา และกลยุทธ์ที่ล้ำเลิศที่สุดคือการโจมตีที่จิตใจ"
"สิบปีให้หลัง ขุนนางบู๊หนุ่มเหล่านี้ล้วนจดจำน้ำใจในวันนี้ได้"
"เฉินอวี้อวิ๋นวิทยายุทธ์สูงส่ง แต่จิตสังหารรุนแรงเกินไป ฮว่าเอ๋อร์ เกอซู่อิ่น ล้วนเป็นได้แค่ขุนพลทะลวงฟันที่เก่งกาจในการบุกตะลุยเท่านั้น"
องค์รัชทายาทแคว้นอิ้งตรัสถาม "แล้วเขาเล่า?"
อวี้เหวินเลี่ยตอบอย่างหนักแน่น "ยอดแม่ทัพพ่ะย่ะค่ะ!"
"หลานของกระหม่อมนำทัพได้ แต่เขานำแม่ทัพได้"
"หากฝ่าบาททรงมีพระประสงค์ สามารถเชื้อเชิญเขาได้ หากเขายินยอมมาที่แคว้นอิ้ง กระหม่อมยินดีถอดชุดเกราะขอขมาเรื่องก่อนหน้านี้ ต่อหน้าขุนนางบุ๋นบู๊และวีรบุรุษทั่วหล้า อวี้เหวินเลี่ยผู้นี้จะแบกหนามขอขมาเขา ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไรก็ยอม นี่คือยอดคนผู้มีพรสวรรค์ คู่ควรแก่การกระทำเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ"
เทพยุทธ์อันดับห้าของใต้หล้าตอบอย่างตรงไปตรงมา จากนั้นก็เสริมขึ้นในขณะที่องค์รัชทายาทกำลังประหลาดพระทัยว่า "แต่หากเขาไม่ยินยอม ก็ขอให้ฝ่าบาท สังหารเขาทิ้งเสีย"
"เขาจะเป็นศัตรูตัวฉกาจของพระองค์ในอนาคต"
องค์รัชทายาทแคว้นอิ้งประหลาดพระทัย พยักพระพักตร์ช้าๆ ตรัสว่า
"เช่นนั้นข้าคงต้องไปพบเขาสักครั้งแล้วล่ะ"
หลี่กวนอีชนะอีกครั้ง การเคลื่อนไหวพลันชะงัก เขาพานพบเจตนาร้ายอันใหญ่หลวง จึงค่อยๆ ยกอาวุธขึ้น กวาดสายตามอง ใช้วิชาเพ่งปราณ มองเห็นอวี่เหวินฮว่ายกอาวุธขึ้นทางนี้ รอยยิ้มโอหังตามอำเภอใจ แต่กลับเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
เกอซู่อิ่นพยักหน้าให้อย่างเป็นมิตร เพราะเมื่อครู่หลี่กวนอีก็มีท่าทีเช่นนี้ต่อผู้กองพลทวนเหล็กเช่นกัน
ซวีฮุ่ยหยางยิ้มพยักหน้าให้ราวกับจอมยุทธ์พเนจร
เฉินอวี้อวิ๋นยิ้มทักทาย
หลี่กวนอีมองเห็นว่าเบื้องหลังของอวี่เหวินฮว่าคือจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่ร้อนแรงดั่งไฟ และความเป็นปรปักษ์อย่างเปิดเผย
เกอซู่อิ่นเพียงแค่เข้าร่วมการต่อสู้ตามหน้าที่ ซวีฮุ่ยหยางมีความอยากรู้อยากเห็น มีเพียงเบื้องหลังของเฉินอวี้อวิ๋นเท่านั้น สิ่งที่เจือปนสีแดงเลือดกับสีหมึก ความมุ่งร้าย ความเป็นศัตรู หรือแม้กระทั่งเหนือกว่าจิตสังหาร ความมุ่งร้ายที่ต้องการทรมานและหยามเกียรติหลี่กวนอีให้ตายอย่างน่าอนาถนั้น ข้นคลั่กจนแทบจะทะลักออกมา
ทว่าบนใบหน้าของเฉินอวี้อวิ๋นกลับประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนและจริงใจ เอ่ยว่า "ยอดเยี่ยมมาก"
หลี่กวนอีหลุบตาลง ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
หลังการต่อสู้ในวันนี้ ผั่วจวินก็มาหาหลี่กวนอี เอ่ยชมชัยชนะของเด็กหนุ่มอย่างกระตือรือร้น หลี่กวนอีกล่าว "ข้ามีเรื่องหนึ่ง อยากจะรบกวนท่านนายท่าน"
ผั่วจวินเอ่ยชื่นชม "ท่านอาศัยการประลองพิธีบวงสรวงใหญ่แคว้นเฉิน กลับสร้างน้ำใจให้แก่ขุนนางบู๊หนุ่ม เป็นการกระทำของราชันโดยแท้ ท่านมีเรื่องอันใด โปรดกล่าวมาเถิด ข้าจะช่วยท่านจัดการอย่างแน่นอน!"
หลี่กวนอีกล่าว "ข้าต้องการฆ่าคนผู้หนึ่ง"
"โปรดช่วยข้าคิดแผนการ ว่าจะลงมือสังหารเขาด้วยตัวเองอย่างไร โดยไม่ให้สาวมาถึงตัวข้าได้"
ผั่วจวินชะงักไป "ใครหรือ"
หลี่กวนอีกล่าว "เฉินอวี้อวิ๋น"
จากนั้นก็เอ่ยประโยคหนึ่งออกมา ทำเอาม่านตาของผั่วจวินหดเกร็ง
"บุตรนอกสมรสของฮ่องเต้แคว้นเฉิน"