ภรรยาน้อยเป็นผู้หญิงวัยสี่สิบต้นๆ ที่ร่ำรวยมหาศาล แต่ไม่ได้เป็นหญิงเก่งนักธุรกิจอะไร เธอเพียงแค่ได้รับมรดกจากอดีตสามีเท่านั้น
บ้านของเธออยู่ในหมู่บ้านชิวเฟิง ซึ่งมีราคาที่ดินแพงเป็นอันดับสองของเมืองซิงเหอ ภายในโครงการเป็นบ้านพักตากอากาศเดี่ยวสองชั้นเรียงราย เผยให้เห็นถึงกลิ่นอายความหรูหราอย่างเต็มเปี่ยม
เจียงเซี่ยจำได้ลางๆ ว่าเมื่อหลายปีก่อนตอนที่คุณพ่อพาพวกเขาเดินผ่านแถวนี้ ท่านชี้ไปทาง 'หมู่บ้านชิวเฟิง' แต่ไกล แล้วบอกว่าตัวเองจะตั้งใจทำงาน เพื่อที่สักวันหนึ่งจะทำให้พวกเขาทุกคนได้เข้าไปอยู่ในนั้นให้ได้
ตั้งใจก็ส่วนตั้งใจ และเขาก็ทำได้จริงๆ แต่ที่พึ่งพากลับเป็นการเกาะผู้หญิงกินเสียนี่!
เจียงเซี่ยมีคีย์การ์ดพกติดตัว เป็นสิ่งที่คุณพ่อให้เขาไว้และเขาไม่เคยทิ้ง ก็แค่เผื่อว่าวันไหนที่น้องสาวโทรมาบอกว่ามีเรื่อง เขาจะได้บุกเข้าไปหาได้ทันทีโดยไม่มีอะไรขวางกั้น
หลังจากเข้ามาในเขตหมู่บ้าน เจียงเซี่ยก็มุ่งตรงไปยังบ้านของภรรยาน้อย ก่อนมาเขาได้ส่งข้อความหาน้องสาวแล้ว เสียงกริ่งประตูดังขึ้นเพียงครู่เดียวประตูก็เปิดออกทันที
เด็กหญิงวัยสิบเอ็ดสิบสองปีในชุดกระโปรงโลลิต้าโผเข้ากอดเจียงเซี่ย ใบหน้าเต็มไปด้วยความดีใจ ดวงตากลมโตสองข้างมีน้ำตาคลอเบ้าเป็นประกาย
"พี่ชาย ในที่สุดพี่ก็จำได้สักทีว่ายังมีครอบครัว มีน้องสาวคนนี้อยู่ ตั้งแต่แยกกันคราวก่อน หนูแทบจะลืมหน้าพี่ไปแล้วเนี่ย"
เจียงเซี่ยหน้าดำคร่ำเครียด น้องสาวของเขาคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าเล่ห์แสนซน มักจะพูดอะไรที่ทำให้คนฟังรู้สึกพูดไม่ออกอยู่เสมอ
"เราเพิ่งเจอกันเมื่อสาม... ไม่สิ สี่วันก่อนเองนะ..."
"เจียงเซี่ยมาแล้ว มาๆๆ รีบเข้ามาสิ" หญิงสาวในชุดนอนสีชมพูที่ยังคงความสวยสะพรั่งเดินมาจากห้องนั่งเล่นเพดานสูง
เจียงเซี่ยเหลือบมองเข้าไปข้างใน ลูกชายของผู้หญิงคนนั้นก็อยู่ด้วย โชคดีที่ไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายของพวกเดียวกัน ในใจจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ลูกชายร่างอ้วนของผู้หญิงคนนั้นนั่งอยู่บนโซฟา เขาส่งสายตารังเกียจขยะแขยงมาให้เจียงเซี่ย เจียงเซี่ยเองก็ไม่สนใจอีกฝ่าย เขาหรี่ตาลงแล้วถามว่า "คุณพ่อล่ะครับ?"
"เขาอาบน้ำอยู่ข้างบนน่ะ เข้ามานั่งก่อนสิ"
ผู้หญิงคนนี้ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี นี่ก็เป็นเหตุผลที่เจียงเซี่ยวางใจให้น้องสาวอยู่ที่นี่
แม้ในใจจะเกลียดชังภรรยาน้อยที่ทำลายครอบครัวของตัวเองคนนี้ แต่เจียงเซี่ยก็ต้องยอมรับว่า เธอแตกต่างจากภรรยาน้อยปากร้ายในทีวี เธอปฏิบัติต่อน้องสาวของเขาดีมากจริงๆ
"ไม่นั่งแล้วครับ ผมแค่เอาของมาให้หลิงหลิง"
เจียงเซี่ยหยิบการ์ดสาวน้อยชุดหนึ่งที่ยังไม่ได้แกะออกจากกระเป๋านักเรียนแล้วยื่นให้เจียงหลิง
"ซื้อให้แค่ครั้งนี้นะ วันหลังห้ามซื้อของไร้สาระพวกนี้อีก"
เจียงหลิงรับไปดูพลางเดาะลิ้น "แบบนี้หนูสะสมครบแล้วล่ะ เมื่อวันก่อนมีเด็กผู้ชายที่โรงเรียนตั้งหลายคนเอามาให้หนูหลายชุดเลย"
"เลิกยุ่งกับเด็กผู้ชายที่โรงเรียนพวกนั้นซะบ้างนะ"
"พี่กลัวพวกเขาหลอกหนูเหรอ?"
"เปล่า พี่กลัวพวกเขาจะโดนเธอหลอกต่างหาก"
เจียงหลิงกลอกตาเล็กน้อย "ไปเถอะ ออกไปกินมื้อดึกกัน หนูเลี้ยงเอง"
"วันหลังเถอะ ออกมานี่สิ มีเรื่องจะคุยด้วย"
เจียงเซี่ยขยี้หัวเธอเบาๆ เรียกเธอออกมาจากบ้านพักตากอากาศ พาไปด้านข้างแล้วย่อตัวลงมองเธอด้วยสีหน้าจริงจัง
"หลิงหลิง สิ่งที่พี่จะพูดต่อไปนี้ เธอต้องจำเอาไว้ให้ดีนะ!"
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเจียงเซี่ย เจียงหลิงก็ชะงักไป หัวใจกระตุกวูบ ขอบตาเริ่มแดงรั้น "พี่ พี่เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?"
"ไม่ได้เกิดเรื่องอะไร แค่มีเรื่องจะเตือนเธอไม่กี่คำ!"
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หลังฟ้ามืดห้ามออกจากบ้านเด็ดขาด ต่อให้เป็นตอนกลางวัน ก็ห้ามไปเล่นในที่ที่ไม่มีคน พยายามอยู่ในที่ที่มีคนพลุกพล่านเข้าไว้!"
"ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป นอกจากพี่แล้ว ห้ามเชื่อใจใครทั้งนั้น ไม่ต้องถามว่าทำไม แค่เชื่อฟังพี่ก็พอ..."
เจียงหลิงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทุกคำพูดของเจียงเซี่ยเธอจดจำเอาไว้ในใจทั้งหมด
"รับนี่ไป!"
เจียงเซี่ยล้วงแอลกอฮอล์ความบริสุทธิ์สูงขวดหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วยัดใส่มือเจียงหลิง
"แค่จะออกจากบ้าน ก็ฉีดใส่ตัวเยอะๆ หน่อยนะ"
เผ่าพันธุ์มารต่อต้านแอลกอฮอล์มาก แม้ว่าจะไม่ถึงตาย แต่หลี่ซือถงเคยบอกไว้ว่า ในกรณีที่มีทางเลือก เผ่าพันธุ์มารส่วนใหญ่จะไม่ลงมือกับคนที่มีกลิ่นเหล้าติดตัว
ก็เหมือนกับเนื้อชิ้นหนึ่งที่ตกพื้น กับเนื้ออีกชิ้นที่วางอยู่บนจานสะอาดๆ
วิธีนี้อาจจะไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็น่าจะพอช่วยอะไรได้บ้าง
เจียงหลิงถามด้วยความตื่นตระหนก "พี่ชาย เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?"
"ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรหรอก จำไว้นะ เรื่องที่พี่บอกเธอ เดี๋ยวเธอไปบอกคุณพ่อด้วย แต่ห้ามเอาไปพูดมั่วซั่วข้างนอกเด็ดขาด!"
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุกคืนเธอต้องโทรหาพี่ ถ้าจะออกจากบ้านก็ต้องส่งข้อความมาบอกพี่ว่าจะไปไหน ต้องให้พี่อนุญาตก่อนถึงจะไปได้!"
เจียงเซี่ยอยากพาเจียงหลิงไปอยู่ด้วย แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด ให้เธออยู่ที่นี่แล้วอย่าวิ่งพล่านไปไหนอาจจะดีกว่า
ระบบรักษาความปลอดภัยที่นี่ดีกว่าที่อื่นมาก มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตั้งสามสิบกว่าคน แถมใกล้ๆ ยังมีสถานีตำรวจอีก
คงไม่มีเผ่าพันธุ์มารปัญญาอ่อนตัวไหนบุกเข้ามาล่าเหยื่อถึงในนี้หรอก!
ต่อให้ในหมู่บ้านนี้จะมีเผ่าพันธุ์มารแฝงตัวอยู่ ตราบใดที่ไม่วิ่งพล่านไปไหนคนเดียว โอกาสเกิดเรื่องก็คงมีไม่มากนัก
กำชับน้องสาวเสร็จ เจียงเซี่ยก็ไม่ได้รั้งอยู่ต่อ เขาขอตัวกลับโดยอ้างว่าพรุ่งนี้มีการทดสอบต้องรีบเข้านอน
แต่เขาก็ไม่ได้กลับไปทันที กลับเดินเตร็ดเตร่ไปรอบๆ หมู่บ้านอันกว้างขวาง อยากจะดูว่าในนี้มีกลิ่นอายของพวกเดียวกันหรือไม่ และมีมากน้อยแค่ไหน?
หมู่บ้านมีขนาดใหญ่มาก ลำพังแค่เดินเท้าคงยากที่จะสำรวจได้ทั่วในระยะเวลาสั้นๆ แต่เพื่อความปลอดภัยของน้องสาว เจียงเซี่ยจึงไม่ประมาท ต่อให้ต้องเสียเวลามากแค่ไหนเขาก็ยอม
ตอนแรกเดินวนไปกว่าครึ่งหมู่บ้านก็ยังไม่พบกลิ่นอายของพวกเดียวกัน พอเขาเริ่มคิดว่าที่นี่อาจจะปลอดภัย ตอนที่เดินมาถึงทางแยกแห่งหนึ่ง กลิ่นอายของพวกเดียวกันสองสายก็ปรากฏขึ้นพร้อมกัน
สายตาของเขามองไปที่บ้านพักตากอากาศทางขวามือ ไฟข้างในเปิดอยู่ มีกลิ่นอายของพวกเดียวกันที่ชัดเจนมากสายหนึ่ง
สายตาของเขามองไปทางซ้ายมืออีกครั้ง พอหันหลังกลับ ร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาอย่างกะทันหัน เจียงเซี่ยใจหายวาบ ยังไม่ทันได้ขัดขืนก็ถูกสวมกอดเสียแน่น
"ที่รัก รู้ได้ไงเนี่ยว่าฉันอยู่ที่นี่?"
เมื่อเห็นชัดว่าเป็นหลี่ซือถง เจียงเซี่ยก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก พร้อมกับถามด้วยความสงสัย "เธอมาทำอะไรที่นี่?"
"ทำไมฉันจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ล่ะ บ้านหลังนี้เป็นของพ่อฉันนะ"
หลี่ซือถงชี้ไปที่บ้านพักตากอากาศทางซ้ายมือ แล้วยิ้มแย้มพลางคล้องคอเจียงเซี่ย
"คิดถึงฉันขนาดนั้นเลยเหรอ ถึงได้ตามมาถึงนี่น่ะ?"
"ฉันมาหาน้องสาว น้องสาวฉันอยู่ที่นี่"
พูดจบเจียงเซี่ยก็รู้สึกเสียใจขึ้นมานิดๆ ไม่รู้ว่าการเปิดเผยที่อยู่ของน้องสาวให้คนบ้าอย่างหลี่ซือถงรู้ จะเป็นเรื่องที่ไม่สมควรหรือเปล่า
และก็เป็นอย่างที่คิด เมื่อได้ยินประโยคนี้ แววตาของหลี่ซือถงก็เย็นชาลง ประกายความเยือกเย็นวาบผ่านดวงตา น้ำเสียงเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ
"นายหมายความว่า นายไม่ได้มาหาฉัน แต่มาหาผู้หญิงคนอื่นงั้นเหรอ?"
เจียงเซี่ยถึงกับอึ้งไปเลย!
ไม่ใช่เว้ย!
นั่นมันน้องสาวฉัน! น้องสาวฉัน!
เธอจำเป็นต้องหึงขนาดนี้เลยหรือไง?
คนบ้า ยันเดเระ โรคจิต นิสัยของหลี่ซือถงที่เปลี่ยนไป คงจะเกินขอบเขตของมนุษย์ปกติไปไกลแล้วแน่ๆ
เมื่อเห็นสีหน้าไม่สบอารมณ์ของหลี่ซือถง เจียงเซี่ยก็กลัวว่าจะนำอันตรายไปสู่น้องสาว จึงรีบแถไปว่า "ตอนแรกก็กะจะไปหาเธอนั่นแหละ แต่ส่งข้อความไปแล้วเธอไม่ตอบ ฉันก็เลยเดินเล่นไปเรื่อยเปื่อย ผ่านมาแถวนี้ก็เลยแวะมาดูน้องสาวสักหน่อย คิดไม่ถึงเลยว่าจับพลัดจับผลูจะได้มาเจอเธอที่นี่ ฟ้าต้องลิขิตมาแน่ๆ แสดงว่าเราสองคนเกิดมาเพื่อคู่กันจริงๆ!"
แถไปแบบนี้ คงจะได้ผลมั้ง?
จะว่าไป วิธีนี้ดูเหมือนจะได้ผลแฮะ พอได้ยินคำพูดของเจียงเซี่ย หลี่ซือถงก็ฉีกยิ้มกว้างทันที ดวงตาโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว
"ฉันชักจะชอบนายมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ!"
พูดจบ เธอก็เขย่งปลายเท้าขึ้นมาจุมพิตที่หน้าผากของเจียงเซี่ยเบาๆ
ง้อแฟนสาวสำเร็จแล้ว แต่เจียงเซี่ยกลับไม่รู้สึกดีใจเลยสักนิด เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงนิสัยที่รับมือยากในตัวแฟนสาวดีกรีดาวโรงเรียนคนนี้
"แล้วทำไมเธอถึงไม่กลับบ้าน มาทำอะไรที่นี่?" เจียงเซี่ยถาม
"เข้ามาก่อนสิ"
หลี่ซือถงดึงมือเจียงเซี่ยเดินเข้าไปในบ้านพัก โครงสร้างภายในคล้ายกับบ้านของภรรยาน้อย ห้องนั่งเล่นเพดานสูง บันไดวน โคมไฟระย้าคริสตัล สวยงามหรูหราอลังการ ทุกซอกทุกมุมล้วนแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายของเงินตรา
รู้แค่ว่าบ้านของหลี่ซือถงรวย คิดไม่ถึงว่าจะรวยขนาดนี้ มีทั้งเพนต์เฮาส์มูลค่าหลายสิบล้าน แถมยังมีบ้านพักตากอากาศอยู่ที่นี่อีกหลัง
"บ้านเธอรวยเอาเรื่องเลยนะเนี่ย" เจียงเซี่ยเดาะลิ้นพูดด้วยความทึ่ง
สมมติว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นแบบนี้ สมมติว่าหลี่ซือถงเป็นคนปกติ การที่ตัวเองหาแฟนสาวที่ทั้งสวยและรวยมากได้แบบนี้ ถ้าทำตัวดีๆ หน่อย ชาตินี้ก็คงมีกินมีใช้ไปตลอดชีวิตแล้วมั้ง?
แต่มันไม่มีคำว่าสมมติไง ถ้าทุกอย่างยังเหมือนเดิม ด้วยฐานะครอบครัวของเขา คงไม่มีทางเอื้อมถึงหลี่ซือถงหรอก อย่างมากก็คงอาศัยหน้าหล่อๆ นี่ ไปมีความรักวัยใสแบบไม่หวังผลประโยชน์กับเธอได้แค่นั้นแหละ
"บ้านหลังนี้พ่อฉันเอาไว้เลี้ยงเมียน้อยน่ะ ทุกครั้งที่มีคนใหม่ เขาก็จะให้มาอยู่ที่นี่ ความจริงพ่อฉันไม่ได้เก่งกาจอะไรหรอก เขาเป็นแค่ลูกล้างลูกผลาญ เป็นลูกเศรษฐีที่พึ่งพาปู่ฉันเป็นหลัก"
เจียงเซี่ยไม่คิดว่าหลี่ซือถงจะพูดจาดูถูกพ่อตัวเองตรงไปตรงมาขนาดนี้ เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามว่า "ตอนที่ฉันขอความช่วยเหลือจากเธอเมื่อกี้ ทำไมเธอถึงไม่ตอบข้อความฉันล่ะ ไม่เห็นเหรอ?"
"เห็นสิ!" หลี่ซือถงตอบโดยไม่เสียเวลาคิด "ก็แค่ไม่อยากตอบน่ะ"
"หา?"
เจียงเซี่ยชะงักไป ทำไมจู่ๆ ถึงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่ไอ้ลูกหมาเดินตามต้อยๆ เลยฟะ?
หลี่ซือถงอธิบายว่า "นายสู้หวังเฟยไม่ได้ เรื่องนี้ฉันเข้าใจได้ แต่ถ้านายกับเขาอยู่บนรถเมล์ ฉันไม่คิดว่าคนหัวไวอย่างนายจะสลัดเขาไม่หลุด ถ้านายอยากจะเติบโต นายจะให้ฉันช่วยไปซะทุกเรื่องไม่ได้หรอกนะ"
เจียงเซี่ยไม่ได้โต้แย้ง เพราะสิ่งที่หลี่ซือถงพูดก็มีเหตุผลจริงๆ
คืนนี้ตัวเองโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง ต้องจัดการเรื่องของหวังเฟยตามลำพัง หลี่ซือถงไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วย พอมาคิดดูดีๆ นี่ก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน
คนเรามักจะเติบโตได้เร็วกว่าเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
การที่ตัวเองอยากจะเติบโต อยากจะมีชีวิตรอดในยุคที่วุ่นวายนี้ ไม่ใช่แค่ต้องเพิ่มความแข็งแกร่งเท่านั้น สภาพจิตใจก็เป็นด่านที่สำคัญมากเช่นกัน
ครั้งนี้ตัวเองแก้ปัญหาอันตรายได้ด้วยตัวคนเดียว ไว้คราวหน้าถ้าเจอเรื่องแบบเดิมอีก ก็คงจะรับมือได้อย่างใจเย็นขึ้นมาก
หลี่ซือถงดึงมือเจียงเซี่ยเดินขึ้นบันไดวนไป "ไปเถอะ จะพาไปดูอะไรสนุกๆ"