พอถึงเวลา 8:30 น. ลู่หมิงก็ออกจากห้องทำงานของตัวเอง ไปยังห้องประชุมภายในบริษัทเพื่อเป็นประธานการประชุมในช่วงเช้าของวันนี้ หลี่หมิงหยาง ฉีเหวย และคนอื่นๆ ก็มาถึงกันพร้อมหน้าแล้ว
"จุด 2638 เมื่อปลายเดือนที่แล้วน่าจะเป็นจุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์ ถึงจุดนี้มันร่วงลงไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว มีแต่จะปรับตัวขึ้น การเทขายอย่างต่อเนื่องตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ความเสี่ยงโดยพื้นฐานได้ถูกปลดปล่อยไปหมดแล้ว ถึงเวลาต้องเข้าตลาดครั้งใหญ่เสียที" ลู่หมิงกวาดสายตามองทุกคนแล้วพูดขึ้น
พอหลี่หมิงหยางและคนอื่นๆ ได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที คำทักทายเปิดการประชุมของบอสตรงไปตรงมามาก เขาไม่มองว่าตลาดเป็นขาลงอีกต่อไป แต่เปลี่ยนมามองเป็นขาขึ้นแทน
สำหรับการวิเคราะห์ของเขา ผู้เข้าร่วมประชุมในที่นั้นถึงจะไม่พูดว่าเชื่อมั่นอย่างหมดใจ แต่การเปลี่ยนมุมมองจากขาลงเป็นขาขึ้นของบอสก็ยังมีอิทธิพลน่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก
ช่วยไม่ได้นี่นา การตัดสินใจทิศทางตลาดทุนของบอสนั้นแม่นยำจนน่ากลัว ช่วงต้นปีเขามองเป็นขาลง ผลปรากฏว่าตลาดร่วงหนักรวดเดียวหนึ่งเดือน ดัชนีตลาดภาพรวมถูกทุบจาก 3600 กว่าจุดลงมาเหลือ 2600 กว่าจุด หายไปเป็นพันจุดรวด ไม่ต้องพูดถึงผลงานอันดุดันก่อนหน้านี้เลย
"เป้าหมายหลักของเดือนกุมภาพันธ์มีคำเดียวคือ ซื้อ! ซื้อ ซื้อ ซื้อ ซื้อให้แหลก!" ลู่หมิงมองไปที่หลี่หมิงหยาง แล้วกวาดสายตามองผู้จัดการกองทุนคนอื่นๆ ก่อนจะเสริมว่า "ขอแนะนำให้กองทุนที่พวกคุณบริหารอยู่สามารถซื้อหุ้นเข้าพอร์ตให้เต็มเพดานได้เลย"
ผู้จัดการกองทุนหลายคนที่บริหารกองทุนดัชนีแบบพาสซีฟต่างพยักหน้ารับ
ลู่หมิงหันไปมองหลี่หมิงหยางอีกครั้งแล้วกล่าว "พอร์ตการลงทุนและสัดส่วนการถือครองของกองทุนผสมเทียนเซิ่งแวลูโกรทจะต้องมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ปัจจุบันขนาดเงินทุนมาถึง 37,800 ล้านแล้ว ถือเป็นเงินสดอยู่ 24,500 ล้าน สัดส่วนการถือครองหุ้นจะปรับขึ้นไปเต็มเพดานที่ 95% ด้วยจำนวนเงินทุนที่มหาศาลขนาดนี้ การกว้านซื้อในตลาดรองมันช้าเกินไป ให้ไปใช้ช่องทางการซื้อขายรายใหญ่ (Block Trade) แทน"
พูดถึงตรงนี้ ลู่หมิงก็เปิดแฟ้มเอกสารที่นำมาด้วย แล้วเสริมว่า "ไห่เทียน อันซื่อ เหมา อู่ หลู ห้าตัวนี้ให้จัดสัดส่วนการถือครองให้เต็มเพดาน"
พอทุกคนได้ยินก็พบว่าบอสหลงใหลในหุ้นห้าตัวนี้จริงๆ ดูเหมือนว่าการลดสัดส่วนถือครองในเดือนธันวาคมจะเป็นแค่การเล่นรอบใหญ่ พอตลาดเริ่มนิ่ง สุดท้ายก็จัดการจัดสรรกลับเข้าไปอย่างชัดเจน
สินทรัพย์หลักก็คือสินทรัพย์หลักอยู่วันยังค่ำ
หุ้นห้าตัวนี้หากถือเต็มเพดานก็จะกินพื้นที่สัดส่วนการถือครองของกองทุนผสมเทียนเซิ่งแวลูโกรทไปถึง 50% แล้ว
ลู่หมิงพูดต่อว่า "สัดส่วนการถือครองที่เหลือให้จัดสรรไปที่ไห่คังเวยซื่อ 9% ธนาคารเจาซาง 8% ซานตงโกลด์ 7.63% อี้ลี่กู่เฟิ่น 7.3% เหิงรุ่ยเมดิคอล 3.3% หลงจีกู่เฟิ่น 2.2% อี้เหว่ยลิเธียม 2% เซี่ยเหมินทังสเตน 1.7% ก้านเฟิงลิเธียม 1.5% หัวโหย่วโคบอลต์ 0.92% เทียนฉือแมททีเรียลส์ 0.85% เป่ยฟางหัวฉวง 0.6% รวมทั้งหมด 17 ตัวนี้ กินพื้นที่สัดส่วนการถือครอง 95% จนเต็มพอร์ต เริ่มปรับเปลี่ยนตั้งแต่วันนี้ ตัวไหนควรเพิ่มก็เพิ่ม ตัวไหนควรลดก็ลด ตัวไหนควรปิดสถานะก็ปิด"
หลี่หมิงหยางจดบันทึกทุกอย่างลงไปพร้อมกับพยักหน้ารับ "เข้าใจแล้วครับ!"
กองทุนผสมเทียนเซิ่งแวลูโกรทมีสัดส่วนถือครองหุ้นอยู่ที่ 30% จากหุ้นกว่า 40 ตัวในปัจจุบัน ซึ่งกว่าครึ่งล้วนเป็นหุ้นกระจอก พูดง่ายๆ ก็คือช่วงเวลาที่ผ่านมาสถาบันของลู่หมิงทำการเก็งกำไรระยะสั้นพิเศษ ตลอดทั้งเดือนมกราคมเป็นการเก็งกำไรระยะสั้นโดยไม่หวังผลกำไร แต่เน้นไปที่การต้านทานการร่วงลงและควบคุมยอดการปรับตัวลง (Drawdown) เป็นหลัก
หากแค่ลดสัดส่วนการถือครองลงโดยไม่เข้าไปเก็งกำไรเลย สัดส่วนหุ้น 30% ที่เจอกับการร่วงหนักหนึ่งเดือน ยอดการปรับตัวลงก็คงปาเข้าไปสิบห้าสิบหกเปอร์เซ็นต์แล้ว
ในบรรดาหุ้นสิบอันดับแรกที่กองทุนผสมเทียนเซิ่งแวลูโกรทถือครองหลังจากการปรับเปลี่ยน ปี่หย่าตี๋และจงกั๋วผิงอันถูกปิดสถานะออกไปแล้ว แถมยังเป็นการล้างพอร์ตโดยตรงอีกด้วย
ไม่ใช่ว่าหุ้นสองตัวนี้ไม่ดี หากมองในระยะยาวห้าปี พวกมันต้องเป็นหุ้นกระทิงตัวใหญ่แน่ๆ ต่อให้เป็นหุ้นผิงอัน หากคำนวณตามสิทธิประโยชน์ย้อนหลัง ในช่วงห้าปีก็ยังทำกำไรได้ถึงสามเท่า
ปี่หย่าตี๋เองก็เป็นหุ้นกระทิงตัวใหญ่ที่จะเติบโตขึ้นห้าเท่าในอีกห้าปีข้างหน้า แต่ภาพรวมในปีนี้กลับย่ำแย่ ตลอดทั้งปี 2016 ร่วงหนักถึงราวๆ -22% แน่นอนว่าลู่หมิงย่อมไม่เข้าไปรับของทั้งที่รู้ว่ามันจะร่วงหนัก รอให้ถูกเทขายจนได้ที่แล้วค่อยกลับเข้าไปลุยหนักๆ ดีกว่า
การลงทุนแบบเน้นคุณค่าของลู่หมิงไม่ใช่การถือครองไว้เฉยๆ โดยไม่ขยับไปไหน เขาก็ต้องมีการเล่นรอบด้วยเหมือนกัน เพียงแต่จะไม่เล่นรอบในระดับกราฟรายวัน แต่เป็นรอบใหญ่ระดับกราฟรายไตรมาสหรือแม้แต่กราฟรายปี สิ่งที่เขาทำคือการซื้อขายตามแนวโน้ม
ในสภาวะตลาดหมีครั้งใหญ่ตลอดทั้งปีอย่างปี 2018 ที่แม้แต่หุ้นบลูชิพชั้นดียังต้องถูกหั่นครึ่ง แน่นอนว่าเขาต้องหลบเลี่ยงมันไป ทำการเล่นรอบใหญ่พิเศษระดับรายปี รอให้เทขายจนจบแล้วค่อยเข้าไปรับช่วงต่อจากพวกที่ยอมตัดขาดทุน
ในฐานะคนที่มีอาการย้ำคิดย้ำทำ ลู่หมิงต้องการให้เส้นโค้งมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของกองทุนผสมเทียนเซิ่งแวลูเคลื่อนตัวอยู่ในช่องทางขาขึ้นทำมุมประมาณ 45 องศา และสามารถก้าวข้ามได้ทั้งตลาดกระทิงและตลาดหมี โดยควบคุมความผันผวนของกรอบช่องทางให้อยู่ที่ประมาณ 15% นั่นก็คือควบคุมยอดการปรับตัวลงสูงสุดตลอดชีพให้อยู่ที่ราวๆ 15%
พอใกล้จะถึงเวลาเก้าโมงเช้า การประชุมช่วงเช้าก็สิ้นสุดลง หลี่หมิงหยางและผู้จัดการกองทุนคนอื่นๆ ต่างเตรียมตัวเปิดสถานะกว้านซื้ออย่างบ้าคลั่ง ทว่าฉีเหวยกลับถูกรั้งตัวไว้ เขาเป็นผู้รับผิดชอบดูแลกองทุนต่างประเทศอย่างกองทุนผสมแนวหน้าเทียนเซิ่งโกลบอลรหัส QDII และกองทุนเทียนเซิ่ง QDIE ควบตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงอันดับหนึ่ง
ลู่หมิงใส่ชื่อตัวเองลงไปในกองทุนต่างประเทศทั้งสองกองนี้ด้วยก็จริง แต่เขาไม่ได้ไปเฝ้ากระดานเทรดช่วงกลางคืน การเฝ้ากระดานเป็นหน้าที่หลักที่ฉีเหวยทำมาตลอด
ลู่หมิงสั่งการอย่างเฉียบขาดว่า "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปให้เปลี่ยนมาฝั่งลอง สัญญาชอร์ตน้ำมันดิบในมือของ QDIE ให้ปิดสถานะทิ้งให้หมด รวมถึงพวก Put Option เหล่านั้นก็ปิดให้หมดด้วย"
ตั้งแต่ช่วงกลางถึงปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้ว กองทุน QDIE ก็เริ่มเปลี่ยนจากการลองมาเป็นชอร์ต กินกำไรทั้งสองขา ช่วงก่อนหน้านี้ได้โอนเงิน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐกลับเข้ามาในประเทศ เท่ากับว่าได้ดึงเงินต้นที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศกลับมาแล้ว เงินทุนที่ใช้เล่นในกระดานต่างประเทศตอนนี้ก็เท่ากับเป็นการเอากำไรมาต่อยอดทั้งสิ้น
การวางหมากชอร์ตในรอบนี้สร้างผลกำไรให้กับเทียนเซิ่ง QDIE ถึง 8,385 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การซื้อขายบิตคอยน์ตลอดช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทุกวันทำการมีแต่ซื้อ ซื้อ ซื้อ ซื้อทุกรูปแบบ แต่จนถึงตอนนี้ก็เพิ่งซื้อถือครองไว้ไม่ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วยไม่ได้ ตอนนี้ปริมาณการซื้อขายบิตคอยน์ยังต่ำ ห่างไกลจากช่วงสามถึงห้าปีให้หลังที่ปริมาณการซื้อขายรายวันพุ่งสูงถึงหลักหลายพันล้านหรือหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างสิ้นเชิง
ลู่หมิงก็ไม่ได้กะจะควักเงินตัวเองไปขุดเหมือง ขุดเหมืองงั้นเหรอ? เหอะๆ...
ฉีเหวยพยักหน้ารับแล้วถามว่า "จะเตรียมเงินทุนไว้เท่าไหร่สำหรับการพลิกกลับมาลองผลิตภัณฑ์น้ำมันดิบครับ?"
ลู่หมิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบกลับไป "น้ำมันดิบเอาสัก 5,000 ล้านดอลลาร์ละกัน ส่วนบิตคอยน์ก็กว้านซื้อเก็บของต่อไป นอกจากนี้ให้เน้นทำผลิตภัณฑ์พวกนี้เป็นหลัก... เอนวิเดีย (Nvidia), AMD, เทสลา (Tesla), เน็ตฟลิกซ์ (Netflix), กูเกิล (Google), เฟซบุ๊ก (Facebook), อินเดียเวดันตา (Vedanta), โอนิกซ์ (Onyx), อิลลูมินา (Illumina), สกายเวิร์กส์ (Skyworks)..."
ฉีเหวยจดบันทึกทีละรายการอย่างละเอียด ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นหน้าเป็นตาของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งสิ้น
ลู่หมิงเสริมต่อ "ใช้เงิน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐลองหุ้นพวกนี้ แล้วใช้เงินอีก 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปทำ Call Option สำหรับพวกมัน"
ฉีเหวยพยักหน้ารับอีกครั้ง สำหรับการเก็งกำไรทางเดียวของบอสที่แทบจะไม่มีเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedging) เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของตลาดแบบนี้ เขาก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี ความเสี่ยงเรียกได้ว่าระเบิดระเบ้อ ถ้าพลาดขึ้นมาก็กลับไปเป็นศูนย์ทันที
แต่ขอแค่ทำถูกทาง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผลตอบแทนก็จะระเบิดระเบ้อเช่นกัน เงินทุน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐของกองทุนเทียนเซิ่ง QDIE ที่ออกไปลุยต่างประเทศ ในเวลาเพียงไม่ถึงห้าเดือนสั้นๆ ก็สามารถทำกำไรได้มากถึงหกหมื่นกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ เรียกได้ว่าเป็นเครื่องจักรเก็บเกี่ยวความมั่งคั่งอย่างแท้จริง
ความสามารถในการทำเงินระดับนี้ เอาชนะบริษัทแอปเปิล (Apple) ไปแล้วด้วยซ้ำ กำไรต่อปีของแอปเปิลอยู่ที่ราวๆ สี่หมื่นถึงห้าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ขนาดของบริษัทแอปเปิลใหญ่แค่ไหนล่ะ? ปัจจุบันเทียนเซิ่งแคปปิตอลมีพนักงานไม่ถึงหนึ่งพันคนด้วยซ้ำ ทีมบริหารที่รับผิดชอบกองทุน QDIE ก็มีพนักงานแค่ห้าสิบคน ทว่าความมั่งคั่งที่สร้างขึ้นกลับสามารถแซงหน้ากำไรของบริษัทใหญ่โตอย่างแอปเปิลได้
นี่แหละคือเสน่ห์ของทุนทางการเงิน ศิลปะแห่งการเก็บเกี่ยวความมั่งคั่ง
"กองทุนผสมแนวหน้าเทียนเซิ่งโกลบอลก็มาถึงวันเปิดสถานะวันสุดท้ายแล้ว ก็ให้ทำการลองหุ้นตามที่บอกไปข้างต้นตามปกติ" ลู่หมิงกำชับอีกครั้ง ขอบเขตการลงทุนของกองทุน QDII ค่อนข้างเล็ก เน้นไปที่การลองหุ้นเป็นหลัก ไม่อนุญาตให้เล่นอะไรที่มีความเสี่ยงสูงอย่างอื่น
ท้ายที่สุดแล้วกองทุน QDII เป็นกองทุนที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มคนที่ไม่เฉพาะเจาะจง หรือก็คือเป็นประเภทกองทุนที่คนทั่วไปซื้อได้ จึงต้องเน้นความมั่นคงเป็นหลัก
...