มีคนยืนอยู่กลางศาลาระฆังเตรียมจะอ่านบทกวี คนอื่นๆ นั่งล้อมวงอยู่ด้านข้างและรับฟังอย่างเงียบๆ
"ผมจะอ่านบทกวีที่ผมแต่งให้แวนโก๊ะให้ทุกคนฟังครับ บทกวีนี้มีชื่อว่า 'รักจนตาย' :
บนจานสีที่รุ่งอรุณแรกแย้ม แตะแต้มแสงแรกแห่งวัน
ทุกปื้นสีที่ปาดป้าย ล้วนคือความปรารถนาของหัวใจ
ดวงดาวใต้ฉากราตรีคอยนำทาง เปลวไฟแห่งความรักมิเคยดับสูญ
ฉันใช้ความตระการตาต่อกรกับความมืดมิด จุดประกายความฝันอันแสนวิเศษ
..."
น้ำเสียงของนักศึกษาที่ยืนอ่านบทกวีนั้นหนักแน่น เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นอันพลุ่งพล่าน
เมื่อเขาอ่านจบ คนรอบข้างก็ปรบมือให้เกรียวกราว หลินเฉาหยางเองก็ปรบมือให้เกียรติเขาเช่นกัน
ตอนที่อ่านเมื่อครู่นี้ยังไม่เท่าไหร่ แต่พอต้องเผชิญกับเสียงปรบมือของทุกคน นักศึกษาคนนั้นก็หน้าแดงก่ำ โค้งคำนับทุกคนอย่างจริงใจ เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกปลื้มปีติกับความชื่นชมนี้จนทำตัวไม่ถูก
หลังจากลุกขึ้น เขาก็มองไปทางหลินเฉาหยางและกล่าวว่า "ที่ผมเขียนบทกวีบทนี้ขึ้นมา หลักๆ เป็นเพราะได้รับอิทธิพลจาก 'การตายของแวนโก๊ะ' และ 'ความกระหายในชีวิต' ครับ"
คนที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนรู้จักหลินเฉาหยาง เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนั้น สายตาของทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะมองไปทางหลินเฉาหยาง เสียงปรบมือยิ่งดังเกรียวกราวขึ้นไปอีก
หลินเฉาหยางยิ้มให้ทุกคน รอจนเสียงปรบมือสงบลง เขาถึงได้พูดคุยกับจาไห่เซิงสองสามประโยค
เมื่อไม่กี่เดือนก่อน บทกวี 'ดวงตะวันแห่งอาร์ล' ของจาไห่เซิงได้รับการตีพิมพ์ใน 'เยียนจิงวรรณกรรม' ดูเหมือนมันจะจุดประกายความหลงใหลในการสร้างสรรค์ของเขาขึ้นมาในทันที เขาทยอยเขียนบทกวีออกมาอีกไม่น้อย เพียงแต่ยังไม่ได้ตีพิมพ์อีกเลย
ทว่าบทกวีเหล่านี้กลับได้รับความนิยมในหมู่นักศึกษาพอสมควร ทำให้เขากลายเป็นกวีในรั้วมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเล็กๆ ในม.เยียนจิง
นักศึกษาที่อ่านบทกวีเมื่อครู่พูดถึงหนังสือ 'ความกระหายในชีวิต ชีวประวัติแวนโก๊ะ' หมู่นี้จาไห่เซิงก็กำลังอ่านอยู่เหมือนกัน
ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา เนื่องจากกระแสของ 'การตายของแวนโก๊ะ' ทำให้แวนโก๊ะกลายเป็นศิลปินชาวตะวันตกที่กลุ่มผู้อ่านในประเทศจีนมากมายคุ้นเคย ผู้อ่านที่เคยอ่านนวนิยายล้วนประทับใจกับแวนโก๊ะที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความหลงใหลในศิลปะตามที่บรรยายไว้ในเรื่อง
ด้วยเหตุนี้ 'ความกระหายในชีวิต ชีวประวัติแวนโก๊ะ' ที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เยียนจิงจึงได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากผู้อ่านมากมายหลังจากวางแผง
ในฐานะผลงานชีวประวัติ การที่สำนักพิมพ์เยียนจิงตัดสินใจพิมพ์ครั้งแรกห้าหมื่นเล่มถือว่ามีความเสี่ยงอยู่บ้าง
แต่การตอบรับอย่างล้นหลามของผู้อ่านและปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรวดเร็วของตลาดได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การตัดสินใจเช่นนี้ของสำนักพิมพ์กลับกลายเป็นการประเมินที่ต่ำเกินไปเสียด้วยซ้ำ
'ความกระหายในชีวิต ชีวประวัติแวนโก๊ะ' พิมพ์ครั้งแรกห้าหมื่นเล่ม วางแผงได้ไม่ถึงครึ่งเดือนก็ขายเกลี้ยง สำนักพิมพ์ต้องเร่งพิมพ์เพิ่มอีกหนึ่งแสนเล่มส่งไปยังที่ต่างๆ แต่อุปทานก็ยังคงไม่เพียงพอต่ออุปสงค์
เพียงเวลาสั้นๆ แค่หนึ่งเดือน ยอดพิมพ์รวมของนวนิยายเรื่องนี้ก็พุ่งสูงถึงสองแสนห้าหมื่นเล่มแล้ว หากหักลบสต็อกที่ยังรอระบายออกไป ยอดขายสองแสนเล่มในหนึ่งเดือนนั้นมีอยู่แน่นอน
และเมื่อสืบสาวถึงสาเหตุที่ 'ความกระหายในชีวิต ชีวประวัติแวนโก๊ะ' ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ย่อมหนีไม่พ้นกระแสจากนวนิยายเรื่อง 'การตายของแวนโก๊ะ' ซึ่งนี่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ในอีกแง่มุมหนึ่งถึงพลังดึงดูดและอิทธิพลของนวนิยายเรื่องนี้ในกลุ่มผู้อ่าน
ในศาลาระฆังมีคนอยู่แปดเก้าคน ล้วนเป็นสมาชิกชมรมวรรณกรรมห้าสี่ ทว่ารุ่นเจ็ดเจ็ดนั้นเหลือไม่มากแล้ว นักศึกษารุ่นเจ็ดแปด เจ็ดเก้า และแปดศูนย์ต่างหากที่เป็นกำลังหลัก
นักศึกษารุ่นแปดหนึ่งเพิ่งจะเข้าเรียนได้ไม่กี่วัน ยังไม่มีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมชมรมเลย
การที่ในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งจะมีนักศึกษาปริญญาตรีถึงห้ารุ่นพร้อมกันนั้น จะมีก็แต่ในช่วงเวลาพิเศษอย่างต้นยุคแปดศูนย์เท่านั้น แน่นอนว่าต้องยกเว้นหลักสูตรมหาวิทยาลัยห้าปีเอาไว้ด้วย
เมื่อมองดูปฏิกิริยาที่นักศึกษาเหล่านี้มีต่อเขา หลินเฉาหยางก็คล้ายจะสัมผัสได้ถึงกาลเวลาที่ล่วงเลยไป
ในกลุ่มนักศึกษาม.เยียนจิง คนที่เขาคลุกคลีด้วยมากที่สุดคือนักศึกษารุ่นเจ็ดเจ็ด ตอนนี้นักศึกษากลุ่มนี้กำลังจะเผชิญกับการสำเร็จการศึกษา หลายคนต่างยุ่งอยู่กับเรื่องของตัวเอง ร่างที่เคยกระตือรือร้นในกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัยมีน้อยลงทุกที และถูกแทนที่ด้วยรุ่นน้องที่อยู่ตรงหน้าเหล่านี้
และเพราะได้คลุกคลีกันน้อย สายตาที่นักศึกษาเหล่านี้มองเขาจึงดูเหมือนจะไม่สนิทสนมและมองอย่างเท่าเทียมเหมือนนักศึกษารุ่นเจ็ดเจ็ดและเจ็ดแปดอีกต่อไป ทว่ากลับกลายเป็นการมองขึ้นไปข้างบน กลายเป็นการแหงนมองด้วยความเคารพยกย่อง
แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับชื่อเสียงของเขาที่โด่งดังขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน
ตอนเย็นหลังเลิกงาน หลินเฉาหยางเพิ่งกลับถึงบ้านก็เห็นจางเต๋อหนิงนั่งอยู่บนโซฟากำลังคุยเล่นกับเถาอวี้ซู
หลังจากเอ่ยทักทาย หลินเฉาหยางก็ถามจางเต๋อหนิงว่ามาทำไม
"จะมาทำไมได้อีกล่ะ ก็มาดูน่ะสิว่าต้นฉบับของคุณเขียนไปถึงไหนแล้ว งานพบปะนักเขียนก็ผ่านไปตั้งนานขนาดนี้แล้ว สมควรจะลงมือเขียนได้แล้วมั้ง"
"คุณเร่งไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก นวนิยายเรื่องนี้ของผมพวกคุณเอาไปตีพิมพ์ไม่ได้หรอก"
เมื่อได้ยินดังนั้น จางเต๋อหนิงก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที "กินก็กินแล้ว ดื่มก็ดื่มแล้ว เที่ยวก็เที่ยวแล้ว คุณคงไม่ได้คิดจะชักดาบหรอกนะ"
"ชักดาบอะไรกัน! งานพบปะนักเขียนพวกคุณเป็นคนเชิญผมไปเองนะ แล้วก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์สักหน่อยว่าไปร่วมงานแล้วจะต้องส่งต้นฉบับให้พวกคุณน่ะ!"
จางเต๋อหนิงมีสีหน้าร้อนรน "ทำไมคุณทำแบบนี้ล่ะ"
เถาอวี้ซูยิ้มพลางอธิบาย "คุณอย่าไปฟังเขาพูดจาเหลวไหลเลย นวนิยายเขาเพิ่งจะเริ่มเขียนเอง แต่เขาวางแผนไว้ว่าจะเป็นนวนิยายขนาดยาว เอาไปลงนิตยสารพวกคุณไม่ได้หรอก"
ด้วยข้อจำกัดของหน้ากระดาษนิตยสาร 'เยียนจิงวรรณศิลป์' มักจะเน้นตีพิมพ์นวนิยายขนาดสั้นเป็นหลัก แค่ตีพิมพ์นวนิยายขนาดกลางก็ยังฝืนเลย นับประสาอะไรกับนวนิยายขนาดยาว
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของเถาอวี้ซู อารมณ์ร้อนรนของจางเต๋อหนิงถึงได้ทุเลาลงบ้าง แต่ในใจเธอก็ยังคงเสียดายผลงานเรื่องนี้อยู่ดี จึงบ่นอุบอิบว่า "ทั้งที่รู้ว่าพวกเราตีพิมพ์ได้แค่นวนิยายขนาดสั้นกับขนาดกลางแท้ๆ แต่ก็ยังดึงดันจะเขียนนวนิยายขนาดยาว ฉันดูออกนะว่าคุณจงใจน่ะ"
เมื่อไม่ได้ต้นฉบับ เธอจะบ่นกระปอดกระแปดสักสองสามประโยค หลินเฉาหยางก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ตรงกันข้าม ตอนกินมื้อค่ำเธอกลับยัดข้าวเข้าปากจนแก้มตุ่ยเสียจนทำให้หลินเฉาหยางรู้สึกปวดใจอยู่บ้าง
"วันหลังคงต้องไปเกริ่นกับหน่วยงานของคุณหน่อยแล้วล่ะ การที่คุณมาบ้านเรายังไงก็ถือว่ามาทำงาน ค่าอาหารมื้อนี้ต้องเบิกได้ถึงจะถูก"
จางเต๋อหนิงได้ยินคำพูดของหลินเฉาหยาง ในใจก็รู้สึกสะใจขึ้นมาไม่น้อย "เบิกเหรอ ฝันไปเถอะ ฉันจะกินให้เรียบเลย!"
หลินเฉาหยางส่ายหน้า "มิน่าล่ะถึงทวงต้นฉบับไม่ได้ กินจุขนาดนี้ ไปบ้านนักเขียนคนไหนเขาจะต้อนรับคุณกัน"
คำพูดของเขาช่างแทงใจดำ จะว่าบรรณาธิการว่าอะไรก็ได้ แต่การไปบอกว่าเธอทวงต้นฉบับไม่ได้ ถือเป็นการดูถูกเธออย่างร้ายกาจที่สุด
คืนนั้น จางเต๋อหนิงโกรธจัดจนกินข้าวเพิ่มไปอีกสองชาม!
เผลอแป๊บเดียวก็เปิดเทอมมาได้สองสัปดาห์แล้ว หลังจากผ่านพ้นเทศกาลไหว้พระจันทร์ อากาศก็เริ่มเย็นสบายขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตอนเช้าและตอนเย็น หลินเฉาหยางจะรู้สึกได้ชัดเจนเป็นพิเศษเวลาขี่จักรยานไปทำงาน
วันนี้ตอนมาทำงาน หลินเฉาหยางหาเวลาว่างเขียนจดหมายถึงพ่อแม่
ช่วงนี้ใกล้จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว หากหลินเฉาหยางไม่เขียนจดหมายไปเร่งสักหน่อย สองตายายคู่นี้คงได้ยุ่งลากยาวไปจนถึงฤดูหนาวแน่ ซื่อเหอเยี่ยนที่ซอยเหมียนฮวาถูกทิ้งร้างมาหลายเดือนแล้วนะ
เขียนจดหมายเสร็จ หลินเฉาหยางที่กำลังอู้งานอยู่ก็ได้ยินพวกตู้หรงกำลังปรึกษาหารือเรื่องการประชุมที่กำลังจะจัดขึ้นในห้องสมุด
ปลายเดือนนี้ สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศจีนจะร่วมมือกับสำนักงานแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศแห่งอเมริกาจัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านห้องสมุดขึ้น สถานที่จัดงานก็คือห้องสมุดมหาวิทยาลัยเยียนจิง
"ได้ยินมาว่าพวกเราจะต้องสร้างความสัมพันธ์ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลหนังสือกับสถาบันวิจัยฮูเวอร์ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในอเมริกาด้วยนะ!"
ม.เยียนจิงเคยมีความสัมพันธ์ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลหนังสือกับมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศหลายสิบแห่ง แต่เมื่อหลายปีก่อนเนื่องจากเหตุผลทางการเมือง การแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศจึงแทบจะหยุดชะงัก การสร้างความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในครั้งนี้ หากมองในแง่หนึ่งก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาหลอมรวมเข้ากับระดับนานาชาติอีกครั้งของม.เยียนจิง
"ถ้าในห้องสมุดมีโอกาสได้ทุนรัฐบาลส่งตัวไปก็คงดี จะได้ไปเปิดหูเปิดตาที่ต่างประเทศบ้าง" ตู้หรงจินตนาการอย่างเพ้อฝัน
หูเหวินฉงกุมท้องหัวเราะร่วน "แหม! เธอนี่ช่างกล้าคิดนะ ยังจะหวังทุนรัฐบาลส่งตัวไปอีกเหรอ หน่วยงานอย่างห้องสมุดของเราต่อให้ผ่านไปเป็นร้อยปีก็ไม่มีทางถึงคิวหรอก อีกอย่าง ต่อให้มีการส่งตัวไปจริงๆ ก็ไม่ตกถึงคิวเธออยู่ดีนั่นแหละ"
"ฉันแค่คิดเล่นๆ ไม่ได้หรือไงล่ะ"
"คิดน่ะคิดได้ แต่จะคิดเพ้อเจ้อไม่ได้นะ"
"พี่หู~"
ตู้หรงบ่นกระปอดกระแปด หูเหวินฉงถึงได้หยุดหัวเราะ
หลินเฉาหยางฟังบทสนทนาของทั้งสองคน บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มบางๆ
เมื่อมีการปฏิรูปและเปิดประเทศ ข่าวสารและข้อมูลต่างๆ จากต่างประเทศก็หลั่งไหลเข้ามาในประเทศ ผู้คนมากมายต่างเกิดความใฝ่ฝันถึงต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่พัฒนาแล้ว
ความใฝ่ฝันเช่นนี้ไม่อาจนับว่าเป็นการเห่อของนอก แต่เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ ใครบ้างล่ะจะไม่อยากมีชีวิตที่สวยงาม พูดให้ถึงที่สุดแล้วก็เป็นเพราะระดับวัตถุนิยมนั้นมีความเหลื่อมล้ำกับประเทศที่พัฒนาแล้วมากเกินไป
พลบค่ำ ตอนที่กินข้าว เถาอวี้ซูก็พูดถึงเรื่องซื้อโทรทัศน์สีขึ้นมา
"โทรทัศน์สีของโรงงานโทรทัศน์เพิ่งจะออกจากสายพานการผลิตเมื่อไม่นานมานี้เอง"
เรื่องซื้อโทรทัศน์สี เถาอวี้ซูบ่นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว กว่าจะรอจนโทรทัศน์สีที่ผลิตในประเทศโดยโรงงานโทรทัศน์เยียนจิงวางตลาดได้ก็แทบแย่
โรงงานโทรทัศน์เยียนจิงก่อตั้งขึ้นในยุคเจ็ดศูนย์ โทรทัศน์ยี่ห้อหมู่ตันที่ผลิตออกมาขายดีไปทั่วประเทศภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี
ทว่าโทรทัศน์ที่ผลิตออกมาก่อนหน้านี้ล้วนเป็นขาวดำ จนกระทั่งปีที่แล้วที่โรงงานโทรทัศน์ได้นำเข้าสายพานการผลิตโทรทัศน์สีจากต่างประเทศ ในที่สุดก็สามารถผลิตโทรทัศน์สีได้เสียที
เมื่อเดือนที่แล้ว โทรทัศน์สีที่ผลิตในประเทศโดยโรงงานโทรทัศน์เยียนจิงเพิ่งจะเริ่มวางจำหน่าย สินค้าก็ผลิตไม่ทันความต้องการเสียแล้ว
"งั้นสุดสัปดาห์ผมจะลองไปดูนะ!"
"ฉันจะไปกับคุณด้วย"
โทรทัศน์ในยุคเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลางจัดเป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่ผูกขาดการซื้อขายโดยรัฐ เช่นเดียวกับสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องมีคูปองโทรทัศน์ถึงจะซื้อได้ เป็นของที่หายากมาก
ทว่าในมือของหลินเฉาหยางมีคูปองเงินตราต่างประเทศสำหรับชาวจีนโพ้นทะเลและคูปองเงินตราต่างประเทศ ซึ่งล้วนเป็นสกุลเงินแข็งในยุคนี้ เป็นที่ต้องการมากกว่าคูปองโทรทัศน์เสียอีก สองสามีภรรยาไม่ได้ไปที่ห้างสรรพสินค้า แต่ตรงไปที่โรงงานโทรทัศน์เยียนจิงเลย
สถานการณ์คล้ายคลึงกับโรงงานเครื่องซักผ้า ในโรงงานมีรถบรรทุกคันใหญ่จอดอยู่เต็มไปหมด โทรทัศน์ที่เพิ่งออกจากสายพานการผลิตจะถูกขนขึ้นรถแล้วขับออกไปทันที
หลินเฉาหยางยอมเสียคูปองเงินตราต่างประเทศสำหรับชาวจีนโพ้นทะเลไปสองใบ บวกกับเงินอีก 1040 หยวนก็ซื้อโทรทัศน์สีมาได้ บ่ายวันนั้น สองสามีภรรยาก็ยกโทรทัศน์สียี่ห้อหมู่ตันขนาด 14 นิ้วเครื่องนี้กลับไปที่อพาร์ตเมนต์ชาวจีนโพ้นทะเล
โทรทัศน์สีของโรงงานโทรทัศน์เยียนจิงเครื่องนี้นำเข้าเทคโนโลยีของพานาโซนิคจากญี่ปุ่น ตัวเครื่องใช้พลาสติกสีเทา บางส่วนมีการขัดลายโลหะ เมื่อประกอบกับขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่าโทรทัศน์ขาวดำขนาด 9 นิ้วทั่วไปขึ้นมาอีกระดับ จึงดูหรูหรามีระดับเป็นอย่างมาก
เถาอวี้โม่ได้ยินมาตั้งแต่เมื่อสองวันก่อนว่าบ้านพี่สาวจะซื้อโทรทัศน์สี สองวันนี้เธอจึงมาขลุกอยู่ที่นี่ตลอด พอโทรทัศน์สีมาถึงบ้าน เธอก็ตื่นเต้นดีใจจนแทบแย่ เดินวนไปวนมารอบๆ โทรทัศน์สี แถมยังยื่นมือไปลูบคลำเป็นระยะๆ
"เลิกลูบๆ คลำๆ ได้แล้ว ไปช่วยพี่เขยเธอติดตั้งเสาอากาศไป" เถาอวี้ซูสั่ง
"รับทราบ!"
เถาอวี้โม่รับคำ วิ่งวุ่นช่วยหลินเฉาหยางติดตั้งเสาอากาศ
"พี่เขย มาแล้ว! ภาพมาแล้ว พี่เขย!"
สิ้นเสียงตะโกนอย่างตื่นเต้นของเถาอวี้โม่ สัญญาณซ่าๆ บนหน้าจอโทรทัศน์ก็หายไป ถูกแทนที่ด้วยภาพสีสันสดใส
สำหรับผู้ชมที่ชินกับการดูจอขาวดำมาตลอด ความน่าตื่นตาตื่นใจของจอสีนั้นย่อมไม่ต้องพูดถึง
เถาอวี้โม่จ้องมองรายการที่ฉายอยู่บนหน้าจอตาไม่กะพริบ ต่อให้มันจะเป็นแค่รายการให้ความรู้ที่แสนจะน่าเบื่อ แต่สำหรับเธอแล้ว มันกลับน่าสนุกกว่ากิจกรรมบันเทิงใดๆ ทั้งสิ้น
"ทำไมฉันรู้สึกเหมือนเราซื้อทีวีเครื่องนี้มาให้ยายเด็กนี่เลยล่ะ"
เถาอวี้ซูมองดูท่าทางจดจ่อของน้องสาวแล้วก็อดพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งไม่ได้
"ก็เด็กนี่นา พอเห็นทีวีก็ตื่นเต้นเป็นธรรมดาแหละ" หลินเฉาหยางพูดกลั้วหัวเราะ
คืนนั้น ทีวีในห้องรับแขกบ้านของหลินเฉาหยางเปิดทิ้งไว้จนถึงสามทุ่มครึ่ง กระทั่งทุกรายการออกอากาศจบหมดแล้ว บนหน้าจอมีแต่สัญญาณซ่าๆ เถาอวี้โม่ถึงได้ปิดทีวีด้วยความอาลัยอาวรณ์
ตอนตื่นมากินข้าวเช้าในวันรุ่งขึ้น เถาอวี้โม่ก็ถูกพี่สาวอบรมเรื่องนี้ไปยกใหญ่ ถ้าเป็นปกติเธอคงต้องเถียงกลับไปแล้ว แต่วันนี้กลับว่านอนสอนง่ายผิดปกติ
พอตกเย็นกลับมา ก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก เอาแต่เฝ้าหน้าจอทีวีดูไม่รู้จักจบจักสิ้น
เถาอวี้ซูทนไม่ไหวจึงดุเธอไปอีกยก เมื่อเห็นว่าเธอยังคงทำท่าทาง 'รับฟังอย่างดี แต่ไม่ยอมแก้สันดาน' เถาอวี้ซูก็คร้านจะด่าเธอแล้ว
ผ่านไปเช่นนี้สามสี่วัน แม้แต่หลินเฉาหยางก็ยังอดสงสัยไม่ได้จนต้องถามเถาอวี้โม่
"ทีวีมันก็มีอยู่แค่นั้น มันน่าดูขนาดนั้นเลยเหรอ"
ในสายตาของคนจากยุคหลังอย่างหลินเฉาหยาง รายการทีวีในยุคนี้ช่างแห้งแล้งน่าเบื่อ ไม่มีอะไรน่าสนใจ เขาจึงยากที่จะเข้าใจความคลั่งไคล้ของเถาอวี้โม่
"น่าดูสิพี่ เหมือนได้ดูหนังเลย" เถาอวี้โม่ตอบเช่นนั้น
หลินเฉาหยางมองทีวีสีที่บ้านตัวเอง แม้จะบอกว่าเป็นทีวีสี แต่ความคมชัดกลับพูดได้ยาก เขาดูแล้วยังรู้สึกปวดตาเลย
"ระวังดูจนสายตาสั้นล่ะ!"
"พี่เขยก็เอาแต่ขู่ฉัน จอใหญ่ขนาดนี้ ฉันดูเครื่อง 9 นิ้วที่บ้านเรายังไม่เห็นจะสายตาสั้นเลย"
ตอนกลางคืนพอกลับเข้าห้อง เถาอวี้ซูก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เริ่มเสียใจที่ซื้อทีวีสีเครื่องนี้มาแล้ว
"เมื่อก่อนทำไมไม่ยักรู้ว่ายายเด็กนี่จะชอบดูทีวีขนาดนี้นะ"
"สงสัยอยู่บ้านมีพ่อแม่คอยคุมกระมัง อวี้โม่บอกผมว่า ดูทีวีบ้านเราก็เหมือนดูหนังนั่นแหละ สะใจดี!"
การไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์เป็นโอกาสเพียงไม่กี่ครั้งที่ผู้ชมในยุคนี้จะได้เห็นภาพสี เถาอวี้ซูเห็นด้วยกับคำพูดของน้องสาว "แต่มันก็ดูแบบนี้ไม่ได้หรือเปล่าล่ะ ไม่เอาสายตาแล้วหรือไง"
"เธอโตป่านนี้แล้ว ไม่ใช่เด็กๆ สักหน่อย คุณจะไปคุมอะไรเธอได้ล่ะ"
สองสามีภรรยามองหน้ากันอย่างหมดคำพูด พลันบังเกิดความรู้สึกหดหู่ใจราวกับ 'ลูกสาวโตแล้วรั้งไว้ไม่อยู่' ขึ้นมาเสียอย่างนั้น







