"สวีกงกง ใต้เท้าจ้าว ใต้เท้าหลิว"
ชุยเซี่ยนประสานมือคารวะทักทายทั้งสามคนเรียงตามลำดับ
จากนั้นก็เอ่ยยิ้มๆ "ทั้งสามท่านกรุณาเชิญด้วยความเต็มใจ นับเป็นเกียรติของเจี่ยผู้นี้ยิ่งนัก ดังนั้นข้าจึงไม่กล้ารอช้าแม้แต่น้อย รีบรุดมาทันทีเลยขอรับ"
ฟังคำพูดเหล่านี้สิ ช่างงดงามเสนาะหูยิ่งนัก!
เปี่ยมล้นด้วยพรสวรรค์ วางแผนการได้อย่างแยบยล
เป็นชายหนุ่มผู้มีอิสระสง่างาม ทว่ากลับไม่มีความเย่อหยิ่งจองหองเหมือนชายหนุ่มทั่วไป
มิน่าเล่าถึงได้เป็นที่ต้องพระเนตรของฝ่าบาท มิน่าเล่าถึงถูกเจิ้งเก๋อเหล่า เฉินปิ่ง และสำนักซือหลี่เจี้ยน ทั้งสามฝ่ายต่างแย่งชิงดึงตัวกันอุตลุด
เจี่ยเส้าผู้นี้ สมคำร่ำลือ เป็นดั่งบุคคลระดับเทพเซียนจริงๆ!
และในขณะที่ชุยเซี่ยนกำลังทักทายปราศรัยกับตัวแทนจากขั้วอำนาจทั้งสามฝ่ายอยู่นั้น
พวกเหยียนซือหย่วนและเหล่าแอนตี้แฟนตัวน้อยแห่งพันธมิตรต่อต้านเซี่ยน ก็รีบตามมาด้วยความคาดหวังเช่นกัน
สวีหนิงมองเห็นเข้า จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มตาหยี "ท่านเจี่ยเส้า เหล่านั้นล้วนเป็นสหายของท่านใช่หรือไม่ ไม่สู้เชิญพวกเขาร่วมขึ้นหอไปดื่มกินในงานเลี้ยงด้วยกันเสียเลยล่ะ"
"ล้วนเป็นกลุ่มชายหนุ่มผู้เยาว์วัยและเปี่ยมด้วยพรสวรรค์ ได้มานั่งร่วมโต๊ะจัดเลี้ยง ชมทิวทัศน์แม่น้ำด้วยกัน ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง"
"ท่านเจี่ยเส้าเห็นว่าอย่างไร"
ดวงตาของพวกเหยียนซือหย่วนพลันเป็นประกายขึ้นมาทันที พวกเขามองไปยังเจี่ยเส้าด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง
พวกเขาอยากร่วมงานเลี้ยงกับท่านผู้นำของตัวเองใจจะขาดอยู่แล้ว!
อันที่จริงชุยเซี่ยนอยากจะบอกเหลือเกินว่า ข้าไม่ได้สนิทกับกลุ่มแอนตี้แฟนพวกนี้เลยสักนิด
แต่ในเมื่อสวีหนิงพูดเช่นนี้ คาดว่าคงไปสืบรู้มาแล้วว่าชุยเซี่ยนกับพวกเหยียนซือหย่วนเป็นสหายกัน จึงจงใจยื่น 'กิ่งมะกอก' ผูกมิตรมาให้
ดังนั้น ชุยเซี่ยนจึงครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วเอ่ยยิ้มๆ "เช่นนั้น ก็ต้องรบกวนกงกงแล้ว"
พวกเหยียนซือหย่วนตื่นเต้นจนแทบคลั่ง
อ๊ากกกก!
ท่านผู้นำยอมพาพวกเราร่วมงานเลี้ยงด้วย ปัดเศษขึ้นลงแล้ว ก็เท่ากับว่าเขายอมรับที่จะเป็น 'ผู้นำ' ของพวกเราแล้วสิ!
ทุกคนต่างพากันห้อมล้อมเจี่ยเส้าเดินขึ้นหอไปพร้อมกัน
ส่วนสายตาของชุยเซี่ยนนั้นกวาดมองสลับไปมาระหว่างจ้าวเหิง ผู้ว่าการเมืองลั่วหยาง และหลิวชง ผู้ช่วยผู้ตรวจการมณฑลเหอหนาน อย่างแนบเนียน
สองท่านนี้ ใครเป็นคนของเฉินปิ่ง และใคร... เป็นคนของหลี่ตวนผู้เป็นอาจารย์อาของตน หรือจะพูดให้ถูกคือเป็นคนของเจิ้งเสียเซิงผู้เป็นปรมาจารย์กันแน่?
เรื่องการสร้างบัญชีหลุมมา 'ตีสนิท' กับฮ่องเต้นั้น อันที่จริงคนที่สมควรหลีกเลี่ยงมากที่สุดก็คือปรมาจารย์เจิ้งเสียเซิง
นี่ถือเป็นการปกป้องปรมาจารย์รูปแบบหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ ชุยเซี่ยนจึงต้องปิดบังตัวตนเอาไว้ให้มิดชิดไปก่อน
ยิ่งแสดงละครได้สมจริงมากเท่าใด ในอนาคตเมื่อความแตก ถึงจะพอมีช่องว่างให้ 'แก้ต่างชี้แจง' ต่อหน้าฮ่องเต้ได้
บนยอดหอหงเยี่ยน
ภายใต้การจัดการของขันทีสวีหนิง สุราอาหารเลิศรสสิบกว่าโต๊ะก็ถูกจัดเตรียมอย่างรวดเร็ว
ในฐานะผู้มา 'ขอร่วมโต๊ะ' พวกแอนตี้แฟนอย่างเหยียนซือหย่วนต่างรู้กาลเทศะเป็นอย่างดี พวกเขาเลือกที่จะนั่งอยู่ตามมุมต่างๆ
ปล่อยให้พื้นที่หลักเป็นของเจี่ยเส้าและเหล่าใต้เท้าผู้มีฐานะสูงส่งทั้งหลาย
เวลานี้
อาหารเลิศรสยังเตรียมไม่เสร็จ
ท่ามกลางการห้อมล้อมของขันทีสวีหนิงและคนอื่นๆ เจี่ยเส้ายืนอยู่กับพวกเขาบนยอดหอสูงร้อยฉื่อ ทอดสายตามองลงไปยังแม่น้ำฮวงโหที่ไหลเชี่ยวกรากอยู่เบื้องล่าง
ดวงอาทิตย์ค่อยๆ เปลี่ยนสีเป็นสีแดงระเรื่อ หม่นแสงลง และค่อยๆ คล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก
ท้องฟ้าทั้งผืนอาบไล้ไปด้วยแสงทินกร
สองฝั่งแม่น้ำฮวงโห มีหมู่ขุนเขาตั้งตระหง่าน เขียวขจีชอุ่มตา
สายน้ำสีน้ำตาลขุ่นไหลทะลัก ม้วนตัวเชี่ยวกรากมุ่งสู่แดนไกล
หอหงเยี่ยนตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำฮวงโหมาก ซ้ำยังสูงตระหง่านเป็นพิเศษ
เมื่อยืนอยู่บนยอดหอ สายลมจากแม่น้ำพัดโชยมาพร้อมกับไอความชื้น ทะลักเข้ามาภายในหอ พัดพาให้เสื้อผ้าของกลุ่มคนปลิวไสว เส้นผมสยายยุ่งเหยิง
ภาพฉากเช่นนี้ ช่างเป็นดั่งผลงานสร้างสรรค์ของเทพยดา ชวนให้ผู้คนตื่นตาตื่นใจหลงใหลอย่างแท้จริง
สวีหนิงเอ่ยเยินยอด้วยความชื่นชม "สมแล้วที่เป็นดินแดนสิริมงคลแห่งเมิ่งจิน ช่างกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก! น่าเสียดายที่ตัวข้าเป็นเพียงคนไร้ราก ขลาเขลาเบาปัญญา"
"ไม่เหมือนกับท่านเจี่ยเส้าที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่! คิดว่าเมื่อได้เห็นทิวทัศน์เช่นนี้ ย่อมต้องเกิดแรงบันดาลใจอันไร้ขีดจำกัด ประพันธ์บทกวีและบทความอันวิจิตรตระการตาออกมาได้เป็นแน่"
ขันทีล้วนเป็นพวกฉลาดแกมโกง คำสรรเสริญเยินยอนั้น แค่อ้าปากก็พรั่งพรูออกมาได้ทันที
สวีหนิงกล้าสาบานเลยว่า เมื่อครู่นี้เขาก็แค่เอ่ยเยินยอออกไปตามสัญชาตญาณเท่านั้น
ทว่า เจี่ยเส้า
เขากลับฉวยโอกาสนี้แสร้งทำเท่ขึ้นมาเสียอย่างนั้น!
ขอโทษด้วยนะพี่น้อง จังหวะนี้ ข้าต้องแสดงให้ฮ่องเต้ทอดพระเนตร
ดังนั้นจึงต้องรบกวนพวกเจ้า ให้มาเป็น 'ตัวประกอบ' เพื่อเป็นสักขีพยานแล้ว!
บทกวี <ขึ้นหอกว้านเชวี่ย> ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นยอดกวีห้าคำแห่งยุคราชวงศ์ถัง นำมาใช้ที่นี่ ช่างเข้ากับบรรยากาศเสียเหลือเกิน!
มาสัมผัสถึงมนตร์ขลังอันน่าตื่นตะลึงของบทกวีราชวงศ์ถังที่อยู่บนจุดสูงสุดกันเถอะ!
ดังนั้น
ชุยเซี่ยนจึงมองไปทางขันทีสวีหนิง พร้อมกับอมยิ้มและกล่าวว่า "ในอดีตซือหม่าเชียนต้องโทษทัณฑ์ตอนเป็นขันที ทว่าก็ยังประพันธ์ <สื่อจี้> ขึ้นมาได้ ไช่หลุนถากไม้ทำกระดาษสร้างคุณูปการแก่ใต้หล้า สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่เป็นอุปสรรคต่อการจารึกชื่อเสียงของพวกเขาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์"
"สวีกงกง โปรดอย่าได้ดูถูกตัวเองไปเลย"
คำพูดสั้นๆ เพียงเท่านี้ กลับทำให้สวีหนิงรู้สึกอบอุ่นซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง
เขาทำท่าจะกล่าวขอบคุณ
แต่กลับได้ยินน้ำเสียงของเจี่ยเส้าเปลี่ยนไป เขาพิงระเบียงทอดสายตามองแม่น้ำฮวงโหเบื้องล่าง แล้วยิ้มบางๆ กล่าวว่า "ทว่า ก็ต้องขอยืมคำอวยพรของกงกงแล้ว เมื่อครู่นี้ ตอนที่ข้ายืนอยู่บนหอสูงร้อยฉื่อแห่งนี้ มองดูขุนเขาตระหง่านง้ำ และแม่น้ำฮวงโหที่ไหลเชี่ยวกราก"
"ในใจเกิดความรู้สึกตื้นตันมากมาย และเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาหลายส่วนจริงๆ"
อะ...อะไรนะ?
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สวีหนิงก็ถึงกับชะงักงัน
ชางเทา ผู้ว่าการเมืองลั่วหยางจ้าวเหิง และผู้ช่วยผู้ตรวจการมณฑลเหอหนานหลิวชง ต่างก็มองไปยังเจี่ยเส้าด้วยความงุนงง
นี่เกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาแล้วงั้นหรือ?
ได้ยินมาว่าเจี่ยเส้าเขียนอักษรได้งดงามยิ่งนัก แต่ความสามารถในการแต่งกวีและบทความนั้น ทุกคนยังไม่เคยประจักษ์แก่สายตาจริงๆ
ในขณะที่เหล่าใต้เท้ากำลังประหลาดใจอยู่นั้น
ทว่ากลุ่มแอนตี้แฟนตัวน้อยอย่างพวกเหยียนซือหย่วน กลับตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ สีหน้าเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้
พวกเขาลืมเลือนมารยาทไปชั่วขณะ พากันกรูกรูเข้ามาห้อมล้อมด้วยความกระตือรือร้น
"ท่านเจี่ยเส้า ท่านจะแต่งกวีหรือขอรับ"
"หรือว่าจะเขียนบทความ"
"เร็วเข้าๆ ฝนหมึกให้ท่านเจี่ยเส้าที! แล้วก็พู่กันกับกระดาษ รีบเอามาเร็ว!"
"เอาแค่พู่กันกับหมึกก็พอ ไม่ต้องใช้กระดาษแล้ว! ท่านเจี่ยเส้าเปี่ยมด้วยพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ ท่านฝากฝีพู่กันไว้บนเสาหอหงเยี่ยน เพื่อให้ปัญญาชนรุ่นหลังได้ชื่นชมเถิดขอรับ!"
"ใช่ๆ เขียนลงบนเสาเลย!"
สีหน้าของเหล่าแอนตี้แฟนตัวน้อยเต็มเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
ทำเอาพวกสวีหนิงพากันลอบขำในใจ... นี่ มันไม่ขนาดนั้นกระมัง!
แต่ในไม่ช้า พวกเขาก็หัวเราะไม่ออกอีกต่อไป
หนำซ้ำยังคลั่งไคล้และตื่นเต้นยิ่งกว่าเหล่าแอนตี้แฟนตัวน้อยเสียอีก
เพราะเจี่ยเส้ารับพู่กันที่เหยียนซือหย่วนส่งมาให้ แล้วเอ่ยยิ้มๆ "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจี่ยผู้นี้ก็ขออวดอุตริ แสดงความโง่เขลาต่อหน้าทุกท่านสักคราเถิด"
"เมื่อครู่ข้ามองดูแม่น้ำฮวงโหแล้วเกิดความรู้สึกตื้นตัน จึงได้แต่งกวีบทหนึ่งขึ้นมาในใจ มีชื่อว่า "
"<ขึ้นหอหงเยี่ยน>"
ในขณะที่เอ่ยปากนั้น
เขาตวัดพู่กันจุ่มหมึก เขียนรวดเดียวจบ ลงบนเสาต้นที่อยู่ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำฮวงโห เป็นตัวอักษร 'ขึ้นหอหงเยี่ยน' ทั้งสี่คำอันพลิ้วไหวสง่างาม
สายลมจากแม่น้ำพัดย้อนเข้ามา
พัดพาให้อาภรณ์สีแดงทั้งชุดของเจี่ยเส้าปลิวไสว
เขายืนอยู่ท่ามกลางสายลม ใบหน้าหล่อเหลาหมดจดนั้นสะดุดตาเป็นพิเศษ คิ้วและดวงตากระจ่างใสไร้พันธนาการ แผ่นหลังเหยียดตรงสง่างาม
ต่อให้ลมจะแรงเพียงใด ข้อมือที่จับพู่กันของเขากลับมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง
แม้จะรู้ดีอยู่แล้วว่าเจี่ยเส้ามีชื่อเสียงด้านลายมืออักษร แต่ยามที่ได้เห็นลายมืออันเป็นอิสระและสง่างามเช่นนี้กับตาตัวเอง พวกสวีหนิงก็ยังคงตื่นตะลึงอยู่ดี
บรรยากาศและทิวทัศน์เช่นนี้ ชายหนุ่มชุดแดงกำลังตวัดพู่กันร่ายรำอักษร ช่างน่าประทับใจจนแทบหยุดหายใจ!
และในวันนี้ สิ่งที่เจี่ยเส้าทำให้ผู้คนประทับใจ ไม่ได้มีเพียงแค่ตัวอักษรเท่านั้น
แต่ยังมีบทกวีอีกด้วย!
พลันเห็นเขาหันขวับมาท่ามกลางสายลมที่พัดกระหน่ำ มองไปยังแสงทินกรที่กำลังตกลงทางทิศตะวันตกอันแสนไกล แล้วเขียนกวีวรรคแรกบนเสาว่า:
"ตะวันคล้อยลับเหลี่ยมเขา!"
ตัวอักษรเพียงห้าคำสั้นๆ กลับแสดงออกถึงความยิ่งใหญ่ตระการตา ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอันเป็นดั่งฝีมือสร้างสรรค์ของเทพยดา ถูกเขาพรรณนาออกมาได้อย่างหมดจด
ผู้คนในหอพลันเงียบกริบไร้สรรพเสียง สีหน้าเหม่อลอย
กระทั่งขันทีสวีหนิงที่อ่านหนังสือมาไม่มากนักก็ยังตกตะลึง เขาหันกลับไปมองยังแดนไกล
ดวงตะวันสีแดงร่วงหล่นลงสู่ยอดเขา แสงทินกรที่อาบไล้เต็มท้องฟ้าค่อยๆ เลือนหายไป ณ ปลายสุดของเทือกเขาที่ทอดยาวสลับซับซ้อน
ช่างกว้างใหญ่ตระการตาเหลือเกิน!
ทว่า เพียงแค่วรรคแรกที่เปิดมาก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายอันทรงพลังดั่งอสนีบาตฟาดฟันเช่นนี้ แล้ววรรคต่อไป... จะเขียนออกมาเช่นไรเล่า?!
"ฮวงโหไหลหลั่งสู่ทะเล!"
ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตะลึงอยู่นั้น กวีวรรคที่สองของเจี่ยเส้าก็ถูกเขียนออกมา
ตะวันคล้อยลับเหลี่ยมเขา ฮวงโหไหลหลั่งสู่ทะเล!
สวรรค์!
อาทิตย์อัสดงทางทิศประจิม ฮวงโหไหลลงสู่ท้องทะเล
ตัวอักษรเพียงสิบคำสั้นๆ กลับใช้พู่กันวิเศษรังสรรค์บุปผา ช่างยิ่งใหญ่อลังการ
ไม่เพียงแต่เป็นการพรรณนาทิวทัศน์เท่านั้น
ทว่าพลังชีวิตอันเปี่ยมล้นและสดใสที่แฝงอยู่ในบทกวีนั้น ราวกับจะกระโดดออกมาจากตัวอักษรเลยทีเดียว!
มันคือความห้าวหาญและโอ่อ่าที่พุ่งเข้าปะทะใบหน้า!
คือมนตร์เสน่ห์ทางศิลปะของตัวอักษรและบทกวี!
คือจิตวิญญาณแห่งความองอาจของเด็กหนุ่มที่เปล่งประกายเจิดจรัส!
เมื่อเห็นเช่นนี้ หัวใจของทุกคนต่างเต้นระรัว สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังเจี่ยเส้าอย่างพร้อมเพรียงกัน และกลั้นหายใจโดยไม่ได้นัดหมาย
ยังเหลืออีกสองวรรค!
เขียนสิ รีบเขียนเร็วเข้า!
แค่เริ่มต้นยังน่าตื่นตะลึงและยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าบทกวีวรรคสุดท้ายที่จะจรดพู่กันลงไป จะดังกึกก้องสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นเพียงใด
ยอดกวีห้าคำบทหนึ่ง กำลังจะถือกำเนิดขึ้นมาภายใต้การเป็นประจักษ์พยานของพวกเขาแล้ว!
เมื่อสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันเงียบสงบภายในหอ
ชุยเซี่ยนก็แย้มยิ้ม
นี่สินะ คือมนตร์เสน่ห์ของบทกวีราชวงศ์ถังที่อยู่บนจุดสูงสุด? ความตื่นตะลึงที่พุ่งตรงเข้าจู่โจมจิตใจ!
และในสายตาของทุกคนนั้น
แสงทินกรที่จวนจะลับขอบฟ้า ชายหนุ่มในชุดสีแดงผู้เจิดจรัสยิ่งกว่าแสงทินกรบนฟากฟ้า มิได้แยแสต่อสายลมจากแม่น้ำที่พัดกระหน่ำ และแม่น้ำฮวงโหที่กำลังคำรามกึกก้อง
เขาเผยรอยยิ้มเจิดจ้า แล้วเขียนกวีสองวรรคหลังของบทนี้ออกมารวดเดียวจบ:
"หากหมายชมทัศนียภาพพันลี้ ย่อมต้องขึ้นไปอีกขั้น!"
ตู้ม!
ในชั่วพริบตาที่กวีสองวรรคนี้ถูกเขียนจนเสร็จสิ้น
หอหงเยี่ยนทั้งหลัง ก็ตื่นเต้นฮึกเหิมและเดือดพล่านขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ!