ท่านอาหญิง ท่านไม่เป็นวรยุทธ์งั้นหรือ?
หลี่กวนอีอยากจะเอ่ยแย้งขึ้นมาสักคำ
แต่ตอนนี้เขาเข้าใจเรื่องการบำเพ็ญเพียรมากขึ้นแล้ว จึงกล่าวว่า "ท่านอาหญิงหมายความว่าท่านไม่ใช่นักบู๊หยาบกระด้างหรือครับ?"
"ท่านบำเพ็ญเพียรในวิถีอื่นอย่างนั้นหรือ?"
มู่หรงชิวสุ่ยกระพริบตา ฝ่ามือลูบศีรษะเด็กหนุ่มเบาๆ แล้วเอ่ย "อย่าขัดจังหวะสิ เจ้าเหมียว นั่งลงดีๆ"
"เจ้าเริ่มโตเป็นหนุ่มแล้ว รูปร่างหน้าตาแบบนี้ หว่างคิ้วดูคล้ายกับพ่อของเจ้าอยู่บ้าง"
"แต่โดยรวมแล้วกลับดูคล้ายแม่ของเจ้ามากกว่า เทียบกับพ่อเจ้าแล้ว เจ้าหน้าตาดีกว่าตั้งเยอะ"
นานๆ ทีหลี่กวนอีจะได้ยินมู่หรงชิวสุ่ยพูดถึงพ่อแม่ของเขา จึงถามว่า "พูดแบบนี้ พ่อข้าหน้าตาไม่ดีเลยหรือครับ?"
มู่หรงชิวสุ่ยขมวดคิ้ว ยิ้มกล่าว "จะบอกว่าไม่หล่อก็ไม่ได้ บุรุษนั้นดูที่ความองอาจ ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว เจ้าเหมือนพ่อแม่เจ้าก็จริง แต่ตอนที่พ่อเจ้าออกรบสิบทิศในอดีต เขาสวมหน้ากากเกราะ คนเก้าในสิบส่วนของเมืองหลวงแห่งนี้ล้วนจำเขาไม่ได้ แต่คนเหล่านั้นที่จำเขาได้ ล้วนปรารถนาให้เจ้าหายสาบสูญไปทั้งสิ้น"
หลี่กวนอีเคยคิดถึงปัญหานี้ จึงถามว่า "แล้วการแปลงโฉมล่ะครับ?"
มู่หรงชิวสุ่ยตอบ "แต่บนโลกนี้มีวิธีจดจำผู้คนอยู่มากมาย ต่อให้ถูกเผาเป็นเถ้าถ่านก็ยังดูออกว่าเป็นตัวจริง หรือเป็นเพียงตัวตายตัวแทน"
"อาจเป็นเพราะในยุคกลียุค การเข่นฆ่าระหว่างผู้คน และการห้ำหั่นชิงไหวชิงพริบระหว่างราชาหน้าไหนก็มีมากเกินไป"
"วิวัฒนาการของทักษะการแยกแยะตัวจริงตัวปลอม จึงรุดหน้าไปไกลกว่ายุคสงบสุขนับพันปีก่อนหน้านี้เสียอีก"
"บางคนเรียกสิ่งนี้ว่าการดูปราณ บางคนเรียกว่าดวงชะตา แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันเกี่ยวข้องกับ [จิต] ต่างหาก แต่ละคนอาจเปลี่ยนแปลงปกปิดกลิ่นอาย ร่างกายอาจหดกระดูกแปลงโฉมได้ มีเพียง [จิต] เท่านั้นที่ยากจะแปรเปลี่ยน เหมือนที่ตำนานมากมายกล่าวถึงวิญญาณ นั่นแหละคือจิต"
ประกายตาของหลี่กวนอีไหววูบ ถามว่า "มันจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยจริงๆ หรือครับ?"
เขานึกถึงตัวเอง
มู่หรงชิวสุ่ยยิ้มกล่าว "แน่นอนสิ ตอนที่ข้าเจอเจ้าครั้งแรก เจ้ายังเป็นเด็กตัวเหี่ยวย่น ไม่เห็นจะน่ารักสักนิด จิตของเจ้าหดตัวงอคู้ราวกับดอกไม้ตูม กระทั่งตอนที่เราถูกตามล่าในปีนั้น อาจเป็นเพราะไปกระตุ้นเจ้า จิตของเจ้าถึงได้เบ่งบานออกมา"
"จากนั้นเจ้าก็กลายเป็นเด็กรู้ความขึ้นมาทันที"
นางเอ่ยเสียงเบา "ในหนังสือบอกว่า ภัยพิบัติเหล่านี้สามารถขัดเกลาคนได้ ไม่ใช่เรื่องโกหกจริงๆ"
มู่หรงชิวสุ่ยไม่ได้พูดต่อ เพียงแต่บางครั้งนางก็รู้สึกว่า สู้ให้เด็กหนุ่มตรงหน้าโง่เขลาสักหน่อย เอาแต่ใจสักนิด แล้วใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปจนอายุร้อยปี ยังดีกว่าต้องมาเผชิญกับการหลบหนีตลอดสิบปีนี้ ทว่าคำพูดเช่นนี้ นางจะไม่มีวันเอ่ยต่อหน้าเจ้าเหมียวของนางเด็ดขาด
เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าเหมียว นางมักจะดูเกียจคร้านและสดใสเสมอ จะไม่มีวันเผยความเศร้าสร้อยออกมาให้เห็นแม้แต่นิดเดียว
หลี่กวนอีฟังแล้วก็จับสังเกตได้ เขาจึงแกล้งพูดว่า
"วิธีที่หาได้ยากเช่นนี้ จะไปหาได้จากที่ไหนกันล่ะครับ?"
เด็กหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ "หมดหนทางแล้ว ข้าจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย?"
จากนั้นเขาก็เห็นท่านอาหญิงของตนเลิกคิ้วขึ้น มู่หรงชิวสุ่ยประดับรอยยิ้มที่มุมปากพลางเอ่ยว่า
"เพราะงั้นไง ท่านอาหญิงถึงบังเอิญรู้วิธีหนึ่ง บังเอิญว่าสามารถปกปิดจิตได้พอดี"
เด็กหนุ่มตอบรับอย่างโอเวอร์ "ช่างบังเอิญอะไรขนาดนี้ครับเนี่ย?"
มู่หรงชิวสุ่ยถูกแหย่จนหัวเราะ หัวเราะจนตัวงอ นางยื่นมือไปหยิกแก้มเด็กหนุ่มทั้งซ้ายขวา ก่อนจะขยี้เบาๆ แล้วบ่นว่า "เอาล่ะ รู้แล้วว่าเจ้าฉลาด อย่ามาทำหน้าทำตาเหมือนพวกนักแสดงงิ้วแบบนี้ใส่ข้านะ"
"ความจริงมันก็เป็นแค่ทักษะเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นแหละ"
"จิตนั้นยากจะปกปิด แต่ก็สามารถหลอกตาได้"
หลี่กวนอีมองมู่หรงชิวสุ่ย ถามอย่างสงสัย "จิต จะหลอกตาได้อย่างไรครับ?"
มู่หรงชิวสุ่ยอมยิ้ม เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า
"นี่เป็นเพียงวิธีที่คนเยอะแยะมากมายต่างก็รู้เท่านั้นเอง"
"มันคือทักษะการดีดฉิน"
หลี่กวนอีคลางแคลงใจ "ใครๆ ก็รู้หรือครับ?"
มู่หรงชิวสุ่ยเบิกตากว้าง กล่าวว่า "แน่นอนสิ ท่านอาหญิงจะหลอกเจ้าเหมียวหรือไง?"
หลี่กวนอีอึกอักอยู่นาน ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เขาจะไปกล้าพูดคำว่าหลอกออกมาได้อย่างไร? เขาอ้าปากพูดไม่ออก เพราะถ้าขืนพูดออกไป หญิงสาวแสนสวยตรงหน้าอาจจะก้มหน้าร้องไห้น้ำตาร่วงเผาะๆ ราวกับถูกทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรง และทันทีที่หลี่กวนอียอมแพ้ นางก็จะกลับมายิ้มแฉ่งทันที
ช่างเหมือนกับสายลมแห่งเจียงหนานจริงๆ
บางครั้งก็โปรยปรายสายฝน บางครั้งก็อ่อนโยน
มู่หรงชิวสุ่ยนำฉินออกมา ดีดฉินพลางกล่าวว่า "ฉินคือเสียงแห่งหัวใจ"
"สามารถเป็นเสียงศาสตราวุธที่ชายแดน เป็นความรุ่งโรจน์แห่งทะเลทราย เป็นสายลมวสันต์แห่งเจียงหนาน เป็นความอ้างว้างแห่งจงหยวน"
"หรือว่าข้าเคยไปสถานที่เหล่านี้จริงๆ เสียงศาสตราวุธที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้น จอมยุทธ์ที่ดุดันบ้าบิ่นเหล่านั้น หรือว่าข้าจะเป็นขุนศึกเฒ่า เป็นจอมยุทธ์ผู้รักอิสระงั้นหรือ? ถ้าข้าเป็น แล้วข้าคือใครล่ะ? ถ้าข้าไม่ใช่พวกเขา แล้วทำไมข้าถึงสามารถถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ผ่านเสียงฉินได้?"
"ล้วนไม่ใช่ทั้งนั้น เป็นเพียงใจข้าที่สร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ขึ้นมา แล้วถ่ายทอดลงบนเสียงฉิน"
"เจ้าเหมียว ยังจำประโยคที่ท่านอาหญิงเคยพูดได้ไหม?"
หลี่กวนอีฟังท่านอาหญิงดีดฉิน ราวกับได้เห็นเจียงหนานและดินแดนเหนือขอบสมรภูมิ ได้ยินเสียงสรรพสิ่งและสายลมพัดโชย เป็นเพราะเสียงฉินของท่านอาหญิง เขาถึงได้รู้สึกอยู่เสมอว่าตนเองยังเป็นเพียงศิษย์ที่ยังไม่เข้าขั้น เขานั่งเงียบๆ อยู่ตรงนั้น ยืดหลังตรง แล้วตอบเสียงเบาว่า
"เสียงลอยดั่งฟ้า เสียงกดดุจคน เสียงกระจายคล้ายแผ่นดิน"
มู่หรงชิวสุ่ยวางสองมือทาบลงบนสายฉิน ตอบว่า "ประโยคนี้ ต้องแยกความหมายออก"
"มันคือฟ้า ดิน คน คือสามพรสวรรค์ คือสรรพสิ่ง"
"เจ้าเหมียว ประโยคนี้คือการฝึกฝนภายใน ใช้เฉพาะเวลาดีดฉินเท่านั้น หากเจ้าต้องการใช้หลอกตาคนอื่น ก็ต้องทำในทิศทางตรงกันข้าม นี่แหละคือความแตกต่างระหว่าง [ฝึก] และ [ใช้] อันหนึ่งใช้กับภายใน อันหนึ่งใช้กับภายนอก"
"เจ้าดูสิ "
นิ้วของมู่หรงชิวสุ่ยจรดลงบนสายฉิน นางยิ้มบางๆ แววตาอ่อนโยน ยามที่ดีดฉิน หลี่กวนอีก็เบิกตากว้าง เขาคล้ายกับสัมผัสได้ว่าปลายผมของตนปลิวไสวเบาๆ สภาพแวดล้อมรอบด้านพลันแปรเปลี่ยน ราวกับว่าเขาได้มาเยือนเจียงหนาน ได้เห็นสายลมวสันต์และทิวหลิวริมฝั่งน้ำ
ราวกับได้มาเยือนป่าเขาในจงหยวน นั่งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดของสำนักมาตรฐานแห่งใต้หล้า ทอดมองทะเลหมอกที่ลอยอวล
ราวกับได้มาเยือนดินแดนเหนือขอบสมรภูมิอีกครั้ง ราวกับได้เห็นการปะทะกันของดาบและกระบี่ ได้เห็นการพุ่งชนของทหารม้าเหล็ก ซ้ายมือคือหญิงสาวชาวเจียงหนานที่กำลังร้องเพลงครวญคราง ขวามือคือม้าเร็วแห่งอุดรที่ควบตะบึงไปสุดขอบฟ้า ความทะเยอทะยานของบุรุษ ความอ่อนโยนของสตรี การเข่นฆ่าด้วยศาสตราวุธ อารมณ์ความรู้สึกมากมายในใต้หล้าหลั่งไหลมาราวกับสายน้ำ
เขาคล้ายกับได้เห็นโลกใบนี้
เหม่อลอยไปชั่วขณะ
จนกระทั่งเสียงฉินจบลง หลี่กวนอีก็ยังไม่สามารถเรียกสติกลับคืนมาได้อยู่นาน
กระทั่งมีบางสิ่งมาจิ้มที่แก้ม เขาถึงได้สติกลับมา
เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นมู่หรงชิวสุ่ยอมยิ้มนั่งยองๆ อยู่ตรงหน้าเขา นางยื่นนิ้วออกไปชี้ที่จุดหลิงไถระหว่างคิ้วของหลี่กวนอี แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า
"ฉินคือเสียงแห่งหัวใจ ประโยคต่อไปคือ [ใจแปรเปลี่ยนเป็นจิต]"
"เสียงลอยดั่งฟ้า เสียงกดดุจคน เสียงกระจายคล้ายแผ่นดิน"
"ดังนั้นจึงสามารถ [จำลองความคิดอารมณ์คน เข้าถึงหลักการแห่งจักรวาล]"
"ดังนั้นรูปนิมิตทั้งปวงในใจข้า จึงร่วงหล่นลงบนสายฉิน"
มู่หรงชิวสุ่ยลุกขึ้นยืน วางสองมือไว้เบื้องหน้า ปอยผมที่จอนปลิวไสวเบาๆ พร้อมกับอมยิ้ม
"นั่นคือสรรพสิ่งและปรากฏการณ์ทั้งปวงในฟ้าและดิน"
………………
ในตอนที่หลี่กวนอีถูกขวางทางไว้
ท่านปู่ซือมิ่งก็กลับมาถึงที่พำนักของตนอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า เขาหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนจดหมายทีละฉบับ บรรยายเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นี่อย่างคร่าวๆ จากนั้นเป่าลมหายใจลงไป จดหมายเหล่านั้นก็คล้ายกับมีชีวิต กระพือปีกราวกับผีเสื้อ ลอยละล่องขึ้นสู่ท้องฟ้า
จดหมายบินไปเอง อาศัยกระแสลม ความเร็วล้ำหน้ากว่าเหยี่ยวที่บินอยู่เสียอีก
ปราณอินหยางถูกปิดกั้น ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ผู้ที่สามารถมองทะลุวิชาของซือมิ่งได้ ย่อมไม่ลดตัวลงไปคว้าจดหมายเหล่านั้นหรอก
ซือมิ่งถอนหายใจ กล่าวว่า "มีตราประทับของราชัน ใช้เพื่อหล่อหลอมร่างกายของตนเอง"
"กายาทองกระดูกหยก เอ็นมังกรไขกระดูกเสือ"
"จำเป็นต้องมีเงื่อนไขที่เข้มงวดไร้ที่เปรียบ ซึ่งมักจะรวบรวมได้ยากยิ่ง"
"แต่ก็บังเอิญเหลือเกิน ที่แห่งนี้กำลังจะกลายเป็นวังวนของใต้หล้า รอบๆ เมืองหลวงแห่งนี้ มีตาเฒ่านักคำนวณที่สามารถคำนวณค่ายกลที่สมบูรณ์แบบได้ มีปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสำนักหรูที่สามารถใช้กลิ่นอายปกปิดการทะลวงระดับของเขาได้ และยังมีผู้นำแห่งสำนักโม่ที่รู้วิธีขัดเกลาร่างกาย และพวกเขา...ก็กำลังจะมาพบเขาเช่นกัน"
"สหายเก่าเอ๋ย ข้ามองไม่ออกแล้วจริงๆ"
ชายชราหลับตาลง เต่าดำเงยหน้าขึ้น
ซือมิ่งยื่นนิ้วชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า กล่าวว่า
"ตกลงว่าเป็นเพราะดวงของเขาดีมาก หรือเป็นเพราะลิขิตสวรรค์ของพยัคฆ์ขาวที่กวาดต้อนสถานการณ์นี้มา"
"หรือว่าพวกเราทุกคนที่นี่ ล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์นั้นไปแล้ว"
"ถึงได้มีโอกาสสร้างปรมาจารย์พยัคฆ์ขาวที่บำเพ็ญเพียรทั้งภายในและภายนอกขึ้นมาได้?"
เต่าดำผู้มีอายุขัยยืนยาวส่ายหัว เอ่ยอย่างเนิบนาบว่า
"เจ้าก็เห็นมามากแล้ว ใครเล่าจะพูดได้ชัดเจน?"
"ก่อนที่เรื่องราวจะเกิดขึ้น ทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้ ใต้หล้ากว้างใหญ่ไพศาลล้วนไปได้หมด แต่เมื่อถึงตอนท้ายแล้วหันกลับมามอง ก็คล้ายกับว่ามีเพียงตัวเลือกเดียว ความจริงไม่ใช่ตัวเลือกเดียวหรอก เพียงแค่มองย้อนกลับไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว มันไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้อีกแล้วต่างหาก"
ซือมิ่งส่งจดหมายออกไปจนหมด เขามองตราประทับนั้น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บตราประทับนั้นยัดไว้ในอกเสื้อ แล้วเดินทอดน่องออกไป ชายชราเดินเตร็ดเตร่ไปมา ก่อนจะกลับไปที่โรงเตี๊ยมแห่งนั้นอีกครั้ง เขาสั่งสุราแรงๆ คราวนี้ไม่ได้ผสมน้ำ ราวกับว่าลืมเรื่องที่ตัวเองดื่มเหล้าจนอ้วกแตกอ้วกแตนไปก่อนหน้านี้เสียสนิท
สุราแรง สองจอก
เถ้าแก่อ้วนสงสัย เขาใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดมือ หัวเราะร่วนพลางเอ่ย "ผู้เฒ่า สุราร้านเราน่ะ ว่ากันตามตรงก็ค่อนข้างแรงอยู่นะ ไม่สู้ท่านเปลี่ยนมาดื่มแบบธรรมดาดีไหม? ข้าจะแถมถั่วลิสงให้ท่านจานหนึ่งเลย"
เขาเป็นห่วงว่าชายชราจะไปเจอเรื่องอะไรมา
ท่านปู่ใหญ่หัวเราะลั่น กล่าวว่า "ไม่เป็นไร วันนี้ตาเฒ่าอย่างข้าจะมาพบสหายเก่าน่ะ"
"ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปี ยังไงก็ต้องดื่มด้วยกันสักจอกให้ชื่นใจ"
"วางใจเถอะ แค่จอกเดียว"
เมื่อเห็นชายชราพูดเช่นนั้น เถ้าแก่อ้วนก็ตกปากรับคำ ยิ้มกล่าว "เอาอย่างนั้นก็ได้"
"ได้พบปะสหายเก่า นับเป็นเรื่องดีจริงๆ"
ซือมิ่งยกจอกสุราขึ้นมา ดมกลิ่น แล้วฉีกยิ้มเอ่ยชมว่าสุราดี ความจริงมันก็เป็นแค่สุราแรงที่ต้มจากมันเทศ ไม่มีความหอม มีเพียงความแรงที่บาดคอ คนที่มีเงินเหลือใช้สักหน่อยย่อมไม่ชอบสุราแบบนี้ ซือมิ่งล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบตราประทับออกมา
ชายชราพิจารณาตราประทับชิ้นนี้ พลันหัวเราะออกมา
เขาวางตราประทับไว้ตรงหน้า จากนั้นก็นำสุราแรงที่รินจนเต็มจอกวางไว้หน้าตราประทับ
เนิ่นนานให้หลัง เขาก็เอ่ยเสียงเบาว่า
"อาจาย วนเวียนไปมา สามร้อยปีแล้วนะ ตราประทับของเจ้า กลับมาอยู่ในมือข้าอีกครั้งแล้ว"
"สหายรักเอ๋ย แผนครองแผ่นดินของเจ้า ความฝันอันยาวนานนั้น จบลงแล้ว"
เขายกจอกสุราขึ้น ใบหน้าไร้ซึ่งความอิสระและบ้าบิ่นเหมือนก่อนหน้านี้
อาจาย
เขาคือทาสที่หลบหนีออกมา ถูกทุบตีอย่างหนัก แล้วมาพบกับเด็กหนุ่มนักต้มตุ๋นที่เดินเร่ร่อนไปตามท้องถนน ในตอนนั้นทาสหนุ่มจ้องมองเขาราวกับหมาป่า เด็กหนุ่มรับดูฮวงจุ้ยให้คนอื่น แต่กลับไม่เป็นแม้แต่วิชาดูปราณ จึงถูกซ้อมจนหน้าตาบอบช้ำ สุดท้ายก็แย่งหมั่นโถวมาได้ลูกหนึ่ง
ในตอนนั้น ซือมิ่งในวัยหนุ่มไม่รู้คิดอะไรอยู่ เขาฉีกหมั่นโถวออก แล้วแบ่งให้เด็กหนุ่มคนนั้นครึ่งหนึ่ง
ราวกับว่าได้กำราบหมาป่าตัวหนึ่งเอาไว้ แต่ความจริงแล้วพวกเขาได้กลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดต่อกัน
พวกเขาเดินทางข้ามผ่านใต้หล้ามาด้วยกันกว่าครึ่งค่อน แต่สุดท้าย เด็กหนุ่มผิวคล้ำคนนั้นก็ยังคงกลับไป เขาชูธงก่อกบฏขึ้นที่ใต้เหมืองแร่ กวาดล้างดินแดนประจิมด้วยฐานะทาสรับใช้ รวบรวมสามสิบหกเผ่าในอดีตให้เป็นหนึ่งเดียว
มาจนถึงตอนนี้ สามสิบหกแคว้นเหลือเพียงแค่ชาวต่างเซี่ยงและเศษเสี้ยวของเถี่ยเล่อเท่านั้น
ซือมิ่งแหงนคอดื่มสุรา
สุราแรงมากจริงๆ เพียงแค่อึกเดียว เขาก็เมามาย ฟุบลงกับโต๊ะ
สายลมแห่งเจียงหนานพัดปะทะใบหน้า ราวกับได้ย้อนกลับไปในวัยหนุ่ม วันเวลาที่เขากับเด็กหนุ่มผอมโซจากดินแดนประจิมคนนั้นแอบขโมยมันเทศด้วยกัน
สายลมในวัยเยาว์พัดมาตรงหน้าเขาอีกครั้งในที่สุด เขาเมามาย ทว่ากลับคล้ายกับตื่นขึ้นมาในความทรงจำ
ราวกับยังมองเห็นภาพเมื่อสามร้อยปีก่อน เด็กหนุ่มชาวดินแดนประจิมผิวคล้ำฟุบอยู่บนกองฟาง ก้นและแผ่นหลังมีรอยเลือดจากการถูกเฆี่ยนตี เขาชี้ไปที่ดวงดาว กัดฟันกรอด:
"ข้าจะกลับไปดินแดนประจิม สักวันหนึ่ง ข้าจะกลายเป็นราชาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ใช้ชื่อของข้าสร้างอาณาจักรขึ้นมา ถึงตอนนั้นเจ้าต้องมาด้วยนะ พี่น้อง ข้าจะเลี้ยงมันเทศเจ้า เราจะกินลูกหนึ่ง ทิ้งลูกหนึ่งเลย!"
"จะไม่มีใครกล้าเอาแส้มาตีข้าอีก!"
"แล้วก็ไม่กล้าตีเจ้าด้วย!"
"ใครตีเจ้า ข้าจะตีมัน!"
เขายกเหล้าที่ขโมยมา โยนให้เด็กหนุ่มนักต้มตุ๋นวัยสิบสี่ปีที่อยู่ข้างๆ
เด็กหนุ่มที่อาศัยเพียงลมปากหลอกลวงคนทั้งใต้หล้าเช็ดรอยเหล้า ใครจะรู้ว่าสามร้อยปีให้หลัง เขาก็ยังมีชีวิตอยู่
ซือมิ่งยกจอกสุราขึ้นมาด้วยความเมามาย เขารู้สึกเลื่อนลอยไปชั่วขณะ คล้ายกับเห็นเด็กหนุ่มคนนั้นยกชามบิ่นๆ ที่บรรจุสุราอยู่เต็ม ยกขึ้นมาทางเขา ฉีกยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันที่บิ่นไปซี่หนึ่ง หัวเราะพลางเอ่ยว่า "เป็นอะไรไป? ไม่ดื่มเหล้าหรือไง?"
"ฮี่ๆ พวกเราขโมยมานี่นา หอมชะมัด ตอนอยู่ที่บ้านเกิดข้าไม่เคยเห็นของพรรค์นี้เลย พวกคนใหญ่คนโตเขาดื่มกันทั้งนั้น เผ็ดร้อนบาดคอชะมัด"
"นี่ อาเฟิง พวกวีรบุรุษเขาชอบไอ้นี่กันหมดเลยเหรอ?"
"ดื่มเจ้านี่แล้ว พวกเราจะเป็นวีรบุรุษได้ไหม?"
ซือมิ่งหัวเราะลั่น
เขายกจอกสุราขึ้นให้สหายรักในความทรงจำ
จากนั้นก็เมาพับไป ตราประทับสีทองในสายตายังคงเหมือนกับตอนที่ท่านปู่ใหญ่หล่อมันขึ้นมาด้วยตัวเองในอดีต
ผู้นำทั้งสามสิบห้าเผ่าถูกบั่นศีรษะ โลหิตสาดกระเซ็นลงไปในเตาหลอม เปลวเพลิงคล้ายกับย้อมไปด้วยสีเลือด
ผู้ที่ประกอบพิธีหล่อ ก็คือเขา
สหายรักของเขาชื่ออาจาย เหมือนกับหมาป่าบนทุ่งหญ้า ต่ำช้าไร้ยางอาย ต้อยต่ำไร้ค่า ถูกผู้คนดูถูกดูแคลน ถูกราชสีห์ขับไล่ แต่ก็สามารถเอาชีวิตรอดมาได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาชื่ออาจาย เขามีชื่อจริงๆ ของตัวเอง เป็นชื่อที่ออกเสียงยากมาก
มีชื่อว่าถู่อวี้หุน
วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหนึ่งพันปีของดินแดนประจิม
เถ้าแก่อ้วนยกถั่วลิสงออกมา มองดูชายชราที่ฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ ซึ่งเมามายไปตั้งนานแล้ว เส้นผมสีดอกเลาปลิวไสวไปตามสายลม เถ้าแก่อ้วนวางจานถั่วลิสงที่คั่วได้ที่ลงบนโต๊ะ ปิดประตูให้ชายชราเพื่อไม่ให้เขาโดนลมพัด พลางพึมพำอย่างสงสัย "แปลกจริง"
"ผู้เฒ่าคนนี้ไม่ได้บอกว่าจะมาดื่มเหล้ากับสหายหรอกหรือ?"
"แล้วสหายของเขาล่ะ?"
ชายชราหลับตาพริ้ม ละเมอด้วยความเมามาย "แผนครองแผ่นดินเป็นเพียงเรื่องขบขัน"
"มิสู้เมามายสักคราในชีวิต"
เด็กหนุ่มในความฝันหันหน้ากลับมา แววตาเปล่งประกาย
น่าเสียดายจริงๆ
ในยุคสมัยเมื่อสามร้อยปีก่อน เหล่าวีรบุรุษที่ชูกระบี่ขึ้นเพื่อต่อต้านความอยุติธรรมเพื่อสรรพสัตว์ และฉีกกระชากใต้หล้า
เหลือเพียงเขาคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่
……………
หลี่กวนอีใช้เวลาอยู่นานกว่าจะเรียกสติกลับมาได้ เขามองท่านอาหญิงพลางเอ่ยว่า "นี่คือ..."
มู่หรงชิวสุ่ยยิ้มบางๆ "ก็แค่ทักษะเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นแหละ ที่เจ้าเรียนไปก่อนหน้านี้คือพื้นฐาน ถือเป็นบทที่หนึ่ง ส่วนอันนี้ถือเป็นบทที่สองถึงบทที่ห้า"
หลี่กวนอีถามว่า "ทั้งหมดมีกี่บทครับ?"
มู่หรงชิวสุ่ยกระพริบตา
ยิ้มอย่างใจเย็น:
"ก่อนหน้านี้มีสิบสองบท"
"แต่ไม่กี่ปีมานี้ข้าลองศึกษาดูแล้ว"
"ถ้าเป็นตอนนี้ ก็มีสิบห้าบทแล้วล่ะ"