ตราประทับสีทองวางนิ่งสงบอยู่บนแผนที่ซึ่งถูกร่างขึ้นด้วยสีเลือด
มีรูปสลักพยัคฆ์ดุร้ายเป็นยอดตรา แม้ขนาดจะไม่ใหญ่โตนัก ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายแห่งความเป็นผู้ปกครองอันบริสุทธิ์ออกมาบางเบา นี่คือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของดินแดนประจิมนับแต่โบราณกาล ตราราชาของถู่อวี้หุนเมื่อสามร้อยปีก่อน เขาทำศึกปราบปรามไปทั่วสารทิศ พิชิตสามสิบหกเผ่า และเหยียบย่ำทำลายดินแดนพุทธภูมิ
สังหารผู้นำของแต่ละเผ่าพันธุ์ และหล่อหลอมสิ่งนี้ขึ้นในพิธีบวงสรวงใหญ่ที่ใช้โลหิตสดๆ เป็นดั่งไฟเตา
ผั่วจวินค่อยๆ ยื่นมือออกไปครอบทับตราราชานี้ไว้ จากนั้นก็ประคองตราราชาขึ้นมา เขาหลับตาลงเนิ่นนาน รอบกายคล้ายมีกลิ่นอายละอองดาวไหลเวียน ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วกล่าวว่า "กลิ่นอายของผู้ปกครองและราชันที่อยู่ภายในนั้นได้ระเหยหายไปแล้ว แต่ร่องรอยที่หลงเหลืออยู่นั้นไม่มีปัญหาเลยแม้แต่น้อย"
"ดูเหมือนว่าการล่มสลายของถู่อวี้หุนจะเกี่ยวข้องกับท่าน"
ผั่วจวินวางตราราชาลงและหลับตา
เขาผลักตราราชาชิ้นนี้กลับไป พลางกล่าว "เป็นไพ่ตายสังหารที่ยอดเยี่ยมจริงๆ น่าเสียดาย ท่านเองก็คงทราบดีว่าหากใช้สิ่งนี้ในเวลานี้นับว่าน่าเสียดายเกินไป สำหรับผู้ยิ่งใหญ่ที่ครอบครองดินแดนประจิมแล้ว จะมีตราราชาหรือไม่ก็ไม่มีความแตกต่างอันใด"
"ตราราชานี้เป็นเพียงเครื่องประดับสำหรับอำนาจอันยิ่งใหญ่ของเขาเท่านั้น"
"และหากคนธรรมดาสามัญได้ตราราชานี้ไป มันก็จะเป็นสาเหตุแห่งความตายของเขา ผู้ยิ่งใหญ่และขุมกำลังในดินแดนประจิมมีวิธีการเป็นพันเป็นหมื่นวิธีที่จะทำให้เขาตายไปอย่างเงียบเชียบ"
"มีเพียงยามที่ตนเองมีขุมกำลัง ทว่ายังขาดชื่อเสียงบารมีอันยิ่งใหญ่ ตราประทับนี้จึงจะมีประโยชน์อย่างมหาศาล"
หลี่กวนอีกล่าวว่า "ข้อเสนอเพิ่มเดิมพันของข้า หมายถึงข้ามีสิ่งนี้"
ผั่วจวินกล่าวพลางหัวเราะ "ใช่แล้ว นายท่านของข้า ท่านทำให้ข้าตกใจจริงๆ ไม่รู้เลยว่าท่านยังมีไพ่ตายอยู่อีกเท่าไร ทว่าโปรดเก็บรักษาสิ่งนี้ไว้ให้ดี ขุมกำลังในดินแดนประจิม ทั้งต่างเซี่ยงและพุทธภูมิล้วนอยู่ที่นี่ หากพวกเขารู้ว่าตราราชาอยู่ในมือท่าน เกรงว่าคงยอมทุ่มเทแลกมาด้วยทุกวิถีทาง"
"และผู้ที่ต้องการครอบครองสิ่งนี้ ยังมีอวี้เหวินเลี่ยแห่งแคว้นอิ้งกับถานไถ่เซี่ยนหมิงแห่งแคว้นเฉิน หรือกระทั่งอ๋องเจ็ดแห่งทูเจวี๋ย พวกเขาล้วนแบ่งแยกดินแดนส่วนหนึ่งของถู่อวี้หุนไป สิ่งที่ต้องการก็คือความชอบธรรมที่ตราราชานี้เป็นตัวแทน"
"แต่ก็ดีเหมือนกัน มีสิ่งนี้อยู่ในมือ ย่อมไม่ขาดแคลนผู้ซื้อ"
"ในยามวิกฤต ท่านมอบตราราชาให้ข้า ข้าสามารถนำไปแลกเปลี่ยนทหารฝีมือดีแปดร้อยนายมาให้ท่านได้ และรับประกันว่าสุดท้ายตราราชานี้จะยังคงกลับมาสู่มือท่าน ทว่าหากท่านมีความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะตัดใจทิ้งตราประทับนี้ ข้าก็สามารถนำไปแลกเปลี่ยนทหารชั้นยอดสวมเกราะเต็มยศสามพันนายมาให้ท่านได้"
ทหารชั้นยอดสวมเกราะเต็มยศสามพันนาย หากเป็นทหารระดับกองกำลังชายแดนเป็นอย่างน้อย มีทหารและม้าครบครัน ย่อมหมายความว่ามีกองกำลังส่งกำลังบำรุงอีกหกพันนาย รวมเป็นกองทัพนับหมื่นคน
ในนั้นมีแม่ทัพผู้ฝึกยุทธ์ระดับชั้นฟ้าที่สามอย่างน้อยหนึ่งคน
ผู้กองระดับชั้นฟ้าที่สองสามสิบคน
ผู้ฝึกยุทธ์ที่เข้าสู่ขอบเขตพลังแล้วกว่าหกร้อยคน หากทั้งหมดสวมใส่ชุดเกราะ ถืออาวุธด้ามยาว และพกพาหน้าไม้ ในสายตาของมหาอำนาจที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล มีทั้งขุนพลเลื่องชื่อและเทพยุทธ์อย่างแคว้นเฉินหรือแคว้นอิ้ง อาจจะไม่เพียงพอให้ชายตามอง ทว่าในดินแดนประจิมและนอกด่านยามนี้ นี่คือขุมกำลังของขุนศึก
ผั่วจวินกล่าวอีกว่า "ทว่า หากเป็นเช่นนั้น ค่ากินอยู่ของคนและม้า ไม่เพียงต้องใช้เงินตรา แต่เสบียงอาหาร เหล็กกล้า และสมุนไพรทั้งสามสิ่งนี้ ในยามศึกสงครามกลียุคนับว่าหายากยิ่งกว่าเงินทองเสียอีก"
"แน่นอน หากผู้เฒ่าเซวียอยู่อล่ะก็ อย่าว่าแต่สามพันคนเลย กองทัพสามหมื่นคนเขาก็รับมือไหว ขอเพียงยึดครองเมืองได้สักเมือง ย่อมสามารถพึ่งพาตนเองได้"
หลี่กวนอีพลันนึกถึงชายหนุ่มผู้รักอิสระที่แบกลาเดินเท้ามานับหมื่นลี้คนนั้น
ชายหนุ่มส่ายหน้าพลางกล่าวเสียงเบา "พูดเรื่องนี้ตอนนี้ยังเร็วเกินไป"
ผั่วจวินหัวเราะลั่นพลางกล่าว "ใช่ เร็วไปหน่อยจริงๆ อีกอย่าง แม้ตอนนี้ใต้หล้าจะเข้าสู่กลียุค แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นโกลาหลครั้งใหญ่" เขากำลังอารมณ์ดี เมื่อพบว่าเลือดที่ใช้แต้มแห้งไปแล้ว จึงกัดนิ้วตัวเองแล้ววาดต่อไป พลางกล่าวว่า "แต่ทว่า นานาแคว้นในใต้หล้าล้วนมีข้อเสียของตนเอง"
"ทุ่งหญ้ามีข้อเสียตรงที่อาณาเขตกว้างใหญ่เกินไป ทุ่งหญ้าสิบแปดเผ่า แต่ละเผ่าล้วนมีทุ่งเลี้ยงม้า ชนเผ่า และประวัติศาสตร์เป็นของตนเอง ทั้งยังมีความบาดหมางต่อกัน หากไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง ย่อมยากจะหลอมรวมพวกเขาเป็นหนึ่งเดียว แม้กษัตริย์ทูเจวี๋ยในปัจจุบันจะมีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ ทว่าบรรดาบุตรชายของเขาก็เติบโตขึ้นแล้ว"
"เมื่อบุตรชายเติบโต ย่อมต้องการท้าทายอำนาจของบิดาเสมอ"
"ดังนั้นแนวคิดของทุ่งหญ้าจึงไม่เหมือนกับจงหยวน พวกเขาจะแยกบุตรชายคนโตไปอยู่ในที่ที่ไกลที่สุด มอบทุ่งหญ้าและทุ่งเลี้ยงม้าให้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเข่นฆ่ากันระหว่างพ่อลูก ส่วนบุตรชายคนเล็กสุด ก็จะมอบความรักและทุกสิ่งทุกอย่างให้"
"ดินแดนกว้างใหญ่ทว่ากษัตริย์ไร้กำลัง คือข้อเสียของทุ่งหญ้า"
"องค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเฉินได้ราชบัลลังก์มาอย่างไม่ชอบธรรม เดิมทีก็เป็นเพราะเมื่อสามร้อยปีก่อน เจ้าผู้ครองแคว้นเฉินอาศัยวรยุทธ์ทำศึกปราบปรามแคว้นเหลียงผู้เป็นนายเหนือหัวจึงได้ราชวงศ์มา ในช่วงหลายสิบปีมานี้ เริ่มจากผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต่อมาก็คือท่านอ๋องไท่ผิง ล้วนเป็นเทพยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่คอยชักใยราชสำนัก"
"สิ่งที่องค์จักรพรรดิแคว้นเฉินมองเห็น ก็คือขุนพลที่หยิ่งผยองตามอำเภอใจ ขณะที่ความน่าเกรงขามขององค์จักรพรรดิแห่งแว่นแคว้นกลับตกต่ำลง"
"ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ย่อมต้องจำกัดอำนาจของผู้ฝึกยุทธ์"
"ผู้น้อยขอยอมอดสูสักหน่อย เพื่อวาดภาพใต้หล้าในสายตาของเขาให้ดูเถิด"
ผั่วจวินมีสีหน้าดูแคลนเต็มประดา
"ในสายตาของเขา แคว้นเฉินครอบครองทิศตะวันตกเฉียงใต้ ไม่ขาดแคลนเสบียงอาหาร และตอนนี้ยังมีขุนพลคนใหม่อย่างหลิ่วจงตีอาณาเขตสามร้อยลี้ในดินแดนประจิมมาได้ สามารถใช้เป็นทุ่งเลี้ยงม้า สนับสนุนต่างเซี่ยงเพื่อร่วมมือกับทูเจวี๋ย อีกทั้งยังมีปราการธรรมชาติอย่างเจียงหนานไว้รับมือกับแคว้นอิ้ง"
"นี่คือแผนการที่สมบูรณ์แบบ ดุจเทพยักษ์ตนหนึ่ง ทว่าพวกผู้ฝึกยุทธ์ที่ดื้อรั้นเหล่านั้นก็เปรียบเสมือนเนื้อเน่าบนร่างของเทพยักษ์ตนนี้ หากยังคงทำศึกต่อไป ก็มีแต่จะทำให้เนื้อเน่าอย่างผู้ฝึกยุทธ์ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเขาจึงต้องการเฉือนเนื้อเน่านี้ทิ้งเสียก่อน"
"เริ่มจาก [ปราบปรามภายใน] นี่คือนโยบายระดับชาติของแคว้นเฉิน"
"ทว่าผู้ที่เก่งกาจในการศึกมักไม่มีผลงานอันโดดเด่น สถานการณ์ของแคว้นเฉินในตอนนี้ดีมากจริงๆ ดีพอที่จะคานอำนาจกับแคว้นอิ้ง ทว่าองค์จักรพรรดิแคว้นเฉินกลับละเลยไปจุดหนึ่ง..."
ผั่วจวินกล่าวว่า "นั่นเป็นเพราะในช่วงหลายสิบปีมานี้ มีเทพยุทธ์ระดับแม่ทัพปรากฏตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงสี่คน ได้แก่ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เซียวอู๋เลี่ยง ท่านอ๋องไท่ผิง และเยว่เผิงอู่ จึงสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ หลิ่วจงเป็นผู้มีความสามารถ แต่ระดับฝีมือของเขา อย่างมากก็พอจะเทียบเคียงกับพี่ใหญ่เยว่ของท่านได้เท่านั้น"
"เขาเป็นขุนพลที่ดุดัน เป็นผู้มีพรสวรรค์ในการเป็นขุนพล แต่ไม่ใช่ผู้มีพรสวรรค์ระดับแม่ทัพที่จะสามารถทำให้ใต้หล้าสงบร่มเย็นได้"
"เทพยุทธ์เหล่านี้ทำให้ราชสำนักมั่นคง บุกเบิกขยายอาณาเขต ขุนนางบุ๋นในราชสำนักต่างแซ่ซ้องสรรเสริญ"
"แต่กลับทำให้องค์จักรพรรดิคิดว่าเป็นผลงานของตนเอง เบื้องบนเบื้องล่างไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน บุ๋นและบู๊ไม่ปรองดอง นี่คือข้อเสียประการแรกของแคว้นเฉิน องค์จักรพรรดิแคว้นเฉินคงจะลืมไปแล้วว่า แผนยุทธศาสตร์ในปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่ท่านอ๋องไท่ผิงและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือคู่หยกแห่งจักรวรรดิ ทิ้งไว้ให้ในช่วงเวลาที่พวกเขาร่วมมือกัน"
"เบื้องบนละเลยทั้งบุ๋นและบู๊ และเพื่อเสริมสร้างอำนาจของตนเอง จึงสังหารขุนพลเลื่องชื่อ"
"แม้ว่าองค์จักรพรรดิผู้นี้จะตั้งใจโยนความผิดบาปอันใหญ่หลวงในการสังหารขุนพลเลื่องชื่อไปให้ขุนนางบุ๋นและตระกูลผู้ดีก็ตาม"
"แต่ก็ยังคงทำให้เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ต้องหนาวเหน็บหัวใจอยู่ดี"
"นี่คือข้อเสียประการที่สองของแคว้นเฉิน"
"ขุนนางมีมากเกินความจำเป็น ราชสำนักฟุ่มเฟือยจนกลายเป็นค่านิยม ไปจนถึงการค้ามนุษย์ การขูดรีดภาษีอย่างป่าเถื่อน และภายในราชสำนักยังสร้างอุทยานตะวันตกขึ้นมา นี่คือข้อเสียประการที่สามของแคว้นเฉิน"
"แต่งตั้งองค์รัชทายาทแล้ว แต่กลับโปรดปรานเพียงพระสนมกุ้ยเฟยและเครือญาติฝ่ายหญิง เครือญาติฝ่ายหญิงและตระกูลผู้ดีเผชิญหน้ากัน ล้วนแย่งชิงตำแหน่งองค์รัชทายาท นี่คือข้อเสียประการที่สี่ของแคว้นเฉิน"
"หากองค์รัชทายาทได้รับการแต่งตั้ง ผู้ชนะย่อมต้องสะสางผู้แพ้ ผู้แพ้ล้วนคิดหนีออกไปเพื่อรักษาชีวิต นี่คือข้อเสียประการที่ห้าของแคว้นเฉิน ข้อเสียทั้งห้าประการนี้ ล้วนสามารถทำให้แคว้นใหญ่เสื่อมถอยลงได้ เมื่อมีครบทั้งห้าประการ ภายในยี่สิบปีแคว้นเฉินย่อมต้องเสื่อมถอยลงทุกวันอย่างแน่นอน"
"หากไม่ใช่เพราะมีผู้ฝึกยุทธ์ลุกฮือขึ้นยึดอำนาจ ก็เป็นตระกูลผู้ดีที่คุมอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน"
"ภายในห้าสิบปี หากไม่มีองค์จักรพรรดิผู้ปรีชาสามารถมากอบกู้สถานการณ์ แคว้นเฉินย่อมต้องล่มสลาย"
ผั่วจวินดื่มสุราอึกหนึ่ง สีหน้าเริ่มจริงจังขึ้น "ส่วนแคว้นอิ้ง ภายในมีกษัตริย์ผู้ปรีชาสามารถ ทูเจวี๋ยหวาดกลัว ในบรรดาห้าอันดับแรกของสิบขุนพลเลื่องชื่อแห่งใต้หล้า มีหนึ่งคนประจำการอยู่นอกด่าน หนึ่งคนคือกษัตริย์ทูเจวี๋ยเอง ส่วนอีกสามคนที่เหลือ ล้วนอยู่ในแคว้นอิ้งทั้งสิ้น"
หลี่กวนอีกล่าวว่า "สามคน..."
"แคว้นเฉินจะเอาชนะได้อย่างไร?"
ผั่วจวินถอนหายใจพลางกล่าว "เพราะว่าคนหนึ่งได้แก่ชราลงแล้วน่ะสิ"
"ด้วยเหตุนี้ ในช่วงหลายปีที่แคว้นเฉินรุ่งเรืองที่สุด ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นำทัพโดยมีเซียวอู๋เลี่ยง ส่วนท่านอ๋องไท่ผิงนำทัพโดยมีเยว่เผิงอู่ ก็ทำได้เพียงสู้รบเสมอกับแคว้นอิ้งอย่างดุเดือด ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ในเวลานั้นก็เป็นช่วงเวลาที่จงหยวนแข็งแกร่งและทรงอำนาจที่สุดเช่นกัน ข้ายังจำได้ดี"
"ในช่วงหลายปีนั้น ไม่ว่าจะเป็นดินแดนประจิม ทูเจวี๋ย หรือนอกด่าน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม"
"หากกล้าโผล่หัวเข้ามาในจงหยวน ก็จะถูกทุบตีอย่างหนัก"
"เทพยุทธ์มากมายของจงหยวนเข่นฆ่ากันจนสูญเสียทรัพย์สินและผู้คน ยามล่าถอยกลับไปก็จะถือโอกาสแวะไปกวาดล้างดินแดนประจิมและทูเจวี๋ยสักรอบ ที่ดินแดนประจิมเองก็มีเทพยุทธ์ ทว่าก็ทำได้เพียงโกรธเคืองแต่อยู่ในใจไม่กล้าเอ่ยปาก น่าเสียดาย ที่มีเพียงไม่กี่ปีนั้นเท่านั้น"
หลี่กวนอีถามว่า "อะไรคือเทพยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า?"
ผั่วจวินมีสีหน้ายำเกรงและชื่นชมปรากฏขึ้น พลางกล่าวว่า
"กลยุทธ์การศึกมากมาย ไม่มีสิ่งใดที่ไม่แตกฉาน โหดเหี้ยมอำมหิต ทว่าก็รู้จักแยกแยะวีรบุรุษ"
"การรบภาคพื้นดินปะทะการรบภาคพื้นดิน เอาชนะเหล่าวีรบุรุษนอกด่าน ทหารม้าปะทะทหารม้า เอาชนะกษัตริย์ทูเจวี๋ย"
"ยุทธนาวีปะทะยุทธนาวี เอาชนะแคว้นเฉิน"
"ใช้กำลังน้อยเอาชนะกำลังมาก ในชีวิตนี้ผ่านศึกใหญ่มาแล้วเจ็ดสิบสามครั้ง"
"และเขามีเพียงครั้งเดียวที่เสมอ"
หลี่กวนอีนั่งตัวตรง พลางกล่าวว่า "ครั้งเดียว..."
ผั่วจวินกล่าวเสียงเบา "คู่ต่อสู้คือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และท่านอ๋องไท่ผิง นั่นเป็นยุคที่เซียวอู๋เลี่ยงและเยว่เผิงอู่ยังไม่ผงาดขึ้นมา ในศึกครั้งนั้น กษัตริย์ทูเจวี๋ยนำพลทวนเหล็กรอคอยสายลมพัดผ่านอยู่บนทุ่งหญ้า ถู่อวี้หุนก็ถอนกำลังจากไป และเหตุที่กะทันหันเช่นนี้ ก็เป็นเพราะเหตุผลเพียงข้อเดียว"
"เทพยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้านำทัพอ้อมไปด้านหลัง ลงมาจากหน้าผาสูงชันที่แบ่งแยกทิศเหนือและทิศใต้ซึ่งทอดยาวนับพันลี้ บุกทะลวงเข้าไปอย่างโดดเดี่ยว เกือบจะทำลายเมืองเจียงโจวลงได้โดยตรง บีบให้เทพยุทธ์ทั้งสองคือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และท่านอ๋องไท่ผิงต้องร่วมมือกันสู้ตาย ท้ายที่สุดเมื่อกองทัพทุ่งหญ้าเหยียบย่างเข้าสู่ดินแดนของแคว้นอิ้ง เขาจึงค่อยจากไป"
"ช่างเยือกเย็นเสียนี่กระไร รุกรานดุจไฟป่า มาและไปดุจสายลม"
"เขาใช้ทวนสะกดข่มท่านอ๋องไท่ผิงและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้ ให้คำมั่นสัญญากับคนหนุ่มทั้งสองนั้นว่า จะอนุญาตให้พวกเขาเติบโตขึ้น แล้วค่อยมาแย่งชิงสมรภูมิแห่งใต้หล้ากับเขา"
"นั่นคือศึกใหญ่ที่ทำให้ท่านอ๋องไท่ผิงและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มีชื่อเสียงลือลั่นไปทั่วใต้หล้าอย่างแท้จริง"
"และเหตุผลที่ชื่อเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วใต้หล้า ก็เป็นเพียงเพราะพวกเขาสามารถขัดขวางเทพยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้าที่บุกทะลวงเข้ามาอย่างโดดเดี่ยวเพื่อปกป้องแว่นแคว้นไว้ได้เท่านั้นเอง"
หลี่กวนอีตกตะลึงจนขนลุกซู่
ผั่วจวินกล่าวว่า "ตามบันทึกของสายเลือดข้า"
"หลังจากศึกครั้งนั้น ท่านอ๋องไท่ผิงคอยเก็บกวาดสถานการณ์ ป้องกันไม่ให้ทหารแตกทัพทำร้ายชาวบ้าน"
"ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์กลับไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ยามที่ตั้งคำถามกับผู้เป็นพี่ชายว่าเหตุใดกำลังเสริมจึงมาถึงล่าช้า ก็เห็นองค์จักรพรรดิในเวลานั้นออกมารับเสด็จ องค์จักรพรรดิแย้มสรวล กุมมือเขาทั้งสองข้างไว้อย่างกระตือรือร้น บอกกับเขาว่า ตนเองกินเจมาสามสิบวัน อาบน้ำชำระกายและจุดธูปทุกวัน ขอให้เหล่าพระสนมร่วมกันสวดมนต์ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย"
"บอกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ในที่สุดใต้หล้าก็สงบสุข"
"จากนั้นก็ยัดธูปดอกหนึ่งใส่มือของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์"
ผั่วจวินเล่าถึงเอกสารที่ศิษย์ของสำนักดูดาวแห่งบูรพาทวีปบันทึกไว้ในเวลานั้น
ท่ามกลางคำบอกเล่าอันราบเรียบ หลี่กวนอีราวกับได้ย้อนกลับไปในห้วงเวลานั้น
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในเวลานั้น เพิ่งจะใช้สองมือนี้สังหารศัตรู คมทวนของเทพยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้าฟาดฟันจนข้อมือของเขาชาหนึบ เขาใช้ฝ่ามือลูบปิดตาของสหายร่วมรบ ทว่ากลับกดปิดไม่ลง นั่นคือพี่น้องที่ร่วมก่อกบฏทำศึกไปทั่วสารทิศกับเขามาตั้งแต่อายุสิบหกปี กลับต้องมาตายอยู่ที่นั่น
ซากศพยังไม่ทันได้ฝัง!
เขาต้องการกลับมาตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใด ทว่ากลับเห็นบรรดาเชื้อพระวงศ์ที่กำลังโห่ร้องยินดี
จากนั้นก็ถูกยัดธูปใส่มือ ถูกพี่ชายผู้เมตตาอารีดึงตัวไปไหว้พระ
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เงยหน้าขึ้น มองดูพระพุทธรูปสีทองที่สูงตระหง่านน่าเกรงขาม มองดูดวงตาของพี่ชาย เขาแทบจะขย้ำธูปดอกนี้ให้แหลกคามือ ทว่าเขากลับไม่ได้ทำ นั่นคือธูปไม้จันทน์ที่ผสมเส้นทองคำ แต่ละดอกมีราคาแพงยิ่งกว่าลูกธนูเขี้ยวหมาป่าหนึ่งมัดเสียอีก เขาตัดใจทิ้งไม่ลง
เขาอยากจะร้องไห้ อยากจะแผดเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว ท้ายที่สุดเขาก็ทำเพียงปักธูปลงในกระถางธูปอย่างเงียบๆ ควันธูปลอยคลุ้ง เสียงร้องรำทำเพลงดังไม่ขาดสาย
กลิ่นคาวเลือดในฝักดาบยังคงรุนแรงยิ่งนัก
บันทึกประวัติศาสตร์จารึกปฏิกิริยาขององค์จักรพรรดิแคว้นเฉินหลังจากเห็นรายงานการรบในเวลานั้นไว้ว่า
[องค์จักรพรรดิกรรแสงอยู่หลายบรรทัด แล้วจึงหยุด]
ในศึกครั้งนี้ หลี่ว่านหลี่ซึ่งเป็นคนนอกตระกูล ได้รับการแต่งตั้งเป็นท่านอ๋องไท่ผิงเป็นกรณีพิเศษ ส่วนน้องชายขององค์จักรพรรดิผู้นั้นได้รับการแต่งตั้งเป็นอ๋องผูหยาง องค์จักรพรรดิย้ายท่านอ๋องไท่ผิงไปยังดินแดนประจิม ส่วนผูหยางนั้นอยู่ในจงหยวน ใกล้กับแคว้นอิ้ง ทั้งสองทิศทางล้วนอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงเจียงโจวอย่างยิ่ง
นับแต่นั้น ขุนพลเลื่องชื่อทั้งสองที่ร่วมมือกันคานอำนาจเทพยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า พี่น้องที่ฝากฝังความเป็นความตายให้แก่กัน สหายรักที่พานพบกันในยุทธภพ และมาบรรจบกัน ณ จุดสูงสุดของใต้หล้า
ก็ต้องพลัดพรากจากกันไปคนละทิศคนละทาง
นอกเหนือจากเมื่อสิบสามปีก่อน ชั่วชีวิตนี้ พวกเขาก็ไม่เคยได้พบหน้ากันอีกเลย
ผั่วจวินเอ่ยถึงเรื่องราวในอดีต เขากล่าวอีกว่า "อย่าคิดว่าท่านอ๋องไท่ผิงเป็นพวกจงรักภักดีอย่างโง่เขลาล่ะ ท่านอย่าลืมสิว่า ในตอนที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ผู้นั้นก่อการกบฏ ไปจนถึงตอนที่เขากักขังองค์จักรพรรดิทั้งสองพระองค์ ท่านอ๋องไท่ผิงก็ไม่เคยก้าวล่วงกลับไปเลย เพียงแต่..."
เขานิ่งเงียบไป ด้วยสีหน้าที่คนหนุ่มสาวไม่อาจเข้าใจได้ แล้วกล่าวเสียงเบาว่า
"เพียงแต่ว่า ในเวลาต่อมา แม้แต่อ๋องผูหยางก็ยังเปลี่ยนไป"
"เดิมทีเป็นวีรบุรุษที่ช่วยกอบกู้ใต้หล้าให้รอดพ้นจากความทุกข์เข็ญ ทว่าหลังจากได้นั่งบนตำแหน่งนั้นแล้ว กลับกลายเป็นกษัตริย์ที่โหดร้ายทารุณที่สุด"
"ท่านอ๋องไท่ผิงคือผู้ที่ขมขื่นที่สุด"
"เขาวิ่งเต้นมาทั้งชีวิต ท้ายที่สุดก็พบว่า แม้แต่สหายและพี่น้องที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ ก็ยังกลายเป็นศัตรู กลายเป็นกษัตริย์ที่เด็กหนุ่มผู้เคยห้าวหาญในอดีตสาบานว่าจะทำศึกปราบปราม ชีวิตที่ดำเนินมาถึงจุดนี้ ล้วนถูกคนใกล้ชิดทรยศหักหลัง แตกสลายไม่มีชิ้นดี"
"แต่เขาก็ยังคงยินดีที่จะต่อสู้เพื่อความสงบสุขของสรรพสัตว์ในใต้หล้า หากเขาไม่ต่อสู้ ใต้หล้านี้ แคว้นเฉินนี้ ก็จะเป็นเพียงกระดานหมากรุกของกลุ่มผู้กล้าหาญที่เหี้ยมโหดเท่านั้น ไม่มีใครทำเพื่อชาวบ้านเลย"
"และท้ายที่สุด เขาก็ยกดาบขึ้น บุกเบิกเส้นทางเพื่อภรรยาและบุตรชาย"
"ส่วนตนเองก็หมดสิ้นเรี่ยวแรงและสิ้นใจตาย"
"นี่ก็คือภัยมืดประการสุดท้ายของแคว้นเฉิน"
ผั่วจวินมองหลี่กวนอี ทว่ากลับกล่าวเน้นทีละคำว่า
"ขุนพลอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าผู้นั้น เพียงแค่แก่ชราลง ไม่ได้ตายจากไป"
"และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ก็ยังมีชีวิตอยู่"
"ราชันหมาป่าเฒ่าขาเป๋ตัวนั้น ยังคงแอบซ่อนอยู่ในยุคสมัยนี้"
"พี่น้อง สหาย และศัตรูที่ดีที่สุดของเขา ท่านอ๋องไท่ผิงได้ตายจากไปแล้ว ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ย่อมไม่อยู่เฉยโดยไม่ทำอะไรเลย ยอดคนเช่นนั้น โหดเหี้ยม อำมหิต เป็นวีรบุรุษ และให้ความสำคัญกับความรู้สึก มีแต่จะตายในสนามรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยถือเอาเหล่าวีรบุรุษในใต้หล้าเป็นแขกเหรื่อผู้มาร่วมแสดงความยินดี ไม่มีทางที่จะตายอย่างเงียบๆ ไร้ชื่อเสียงบนเตียงนอนเป็นอันขาด"
"และพวกเขา ล้วนแต่จะเป็นศัตรูของท่าน"
หลี่กวนอีหลุบตาลง เขานึกถึงบิดาและมารดาของตนเอง ท้ายที่สุดเขาก็กุมกระบี่ชิวสุ่ยไว้ แล้วเอ่ยถามคำถามนั้นอีกครั้งว่า "หากข้าเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างสงบสุข พวกเขาจะปล่อยข้าไปหรือไม่?"
ผั่วจวินตอบว่า "ไม่"
"ท่านอ๋องไท่ผิงมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วใต้หล้า"
"ข้าจะพูดเช่นนี้ก็แล้วกัน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจักรวรรดินั้นสงบสุข แต่หากท่านผงาดขึ้นในดินแดนประจิม จนกลายเป็นหนึ่งในเหล่าวีรบุรุษแห่งใต้หล้าแล้ว ยามนั้นหากท่านประกาศตัวว่าเป็นบุตรชายของท่านอ๋องไท่ผิง พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้อย่างน้อยหนึ่งในสาม จะยอมสวามิภักดิ์ต่อท่านทันทีที่ได้ยินข่าว"
"อย่างน้อยหนึ่งในสาม"
"ในกองทัพที่สู้รบกับท่าน ลูกหลานแถบตะวันตกเฉียงใต้จะหนีมาอยู่ใต้สังกัดของท่าน โดยไม่กังวลว่าท่านจะสังหารพวกเขา"
ชายหนุ่มจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้า ทว่าราวกับกำลังมองทะลุไปเบื้องหลังของเขา ราวกับได้เห็นวีรบุรุษผู้มีชื่อเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วใต้หล้าในอดีต เขากล่าวเสียงเบาว่า
"นี่ก็คือ ขุมพลังสุดท้ายที่บิดาของท่านทิ้งไว้ให้ท่าน"
"บุตรชายของท่านอ๋องไท่ผิง ร้องขอความสงบสุข!"
"ประโยคนี้ เหล่าวีรบุรุษในใต้หล้าไม่ยอมรับ"
"แต่ชาวบ้านในใต้หล้า จดจำป้ายชื่อนี้ได้!"
"แต่คนตกทุกข์ได้ยากในใต้หล้า รู้จักวีรบุรุษผู้นี้!"
"ดังนั้น องค์จักรพรรดิจะปล่อยให้ท่านรอดชีวิตไปได้อย่างไร ท่านจะมีใจอยากไปแย่งชิงใต้หล้าหรือไม่นั้นไม่สำคัญ ขอเพียงท่านมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ใต้หล้าวุ่นวาย ก็ย่อมไม่มีทางปล่อยให้ท่านมีชีวิตอยู่ต่อไปได้หรอก"
เด็กหนุ่มลูบหน้าอกเบาๆ เขาหลุบตาลง
มารดาของเขายอมสละเศษเสี้ยววิญญาณและจิตวิญญาณดั้งเดิมถึงหนึ่งในสามเพื่อเขา บิดาของเขาก็ยอมรั้งท้ายเพื่อเปิดทางให้เขา ยอมสู้ตายกับยอดฝีมือของคฤหาสน์พิทักษ์แคว้นและราชวงศ์เพื่อให้เขามีชีวิตรอดต่อไปได้ เช่นนั้นแล้ว เขาควรจะรับช่วงต่อเปลวเพลิงของบิดามารดา เพื่อสานต่อเส้นทางที่ยังไม่เสร็จสิ้นนั้นหรือไม่
หลี่กวนอีไม่รู้ อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่เช่นนี้ ช่างห่างไกลจากเขาเหลือเกิน
แต่เขาเข้าใจเพียงจุดเดียว
ช่างโหดร้ายเสียจริง ใต้หล้านี้ก็เปรียบเสมือนวังวน ที่ดึงดูดทุกคนให้เข้าไปพัวพัน ผลักไสไปสู่เส้นทางแห่งการเข่นฆ่าซึ่งกันและกัน เขาตอบว่า "เช่นนั้นก็มาเข่นฆ่ากันเถิด ความแค้นสายเลือดเช่นนี้ ลิขิตสวรรค์เช่นนี้"
"พวกเขาไม่เคยปล่อยข้าไป"
"ข้าเองก็ไม่คิดจะปล่อยพวกเขาไปแล้วเช่นกัน"
หลี่กวนอีประสานมือทั้งสองข้าง โค้งคารวะ
นี่คือพิธีการที่เปรียบประดุจกษัตริย์โบราณแต่งตั้งแม่ทัพและอัครมหาเสนาบดี ดังนั้นผั่วจวินจึงไม่หลบเลี่ยง เขาเพียงรับการคารวะนี้ไว้ จากนั้นก็วางมือขวาทับมือซ้าย โค้งคารวะตอบรับเช่นเดียวกัน
เด็กหนุ่มกล่าวเสียงเบา "ขอท่านโปรดช่วยเหลือข้าด้วย"
ผั่วจวินกล่าวว่า "ได้"
ร่วมแค้นศัตรูเดียวกับท่าน
ร่วมลุกขึ้นสู้เคียงบ่าเคียงไหล่
ร่วมเดินทางไปกับท่าน เป็นตายไม่ทอดทิ้ง!
และแล้ว พันธสัญญาแต่โบราณกาลก็บรรลุผล ณ บัดนี้
และในวินาทีนี้เอง ในที่สุดเสียงของทหารองครักษ์วังหลวงก็แว่วมาจากเบื้องนอกแต่ไกล