ห้องชงกาแฟเงียบสงัดจนน่ากลัว
อากาศรอบตัวคล้ายจะแข็งค้าง เกาหยางได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นรัวเร็วอย่างบ้าคลั่ง ซวยแล้ว โดนจับได้แล้วแน่ๆ
เกาหยางเอียงคอหันไปมองชิงหลิง ชิงหลิงมีสีหน้าไร้อารมณ์ สมองของเธอกำลังครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว
หากสารวัตรหวงเป็นอสูรโทสะ เธอไม่มีทางชนะ
การฆ่าอสูรโทสะสักตัวย่อมไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอ แต่ข้างนอกห้องชงกาแฟยังมี "คน" อีกเป็นร้อย หากเธอเปิดเผยตัวตนว่าเป็นผู้ตื่นรู้เมื่อไหร่ ย่อมต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย
หนีงั้นหรือ?
ไม่มีประโยชน์ ต่อให้หนีไปตอนนี้ ตัวตนของเธอก็ถูกเปิดเผยแล้ว คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วัน
สหายคนก่อนของชิงหลิงแข็งแกร่งกว่าเธอเสียอีก แต่ก็ยังต้องตายเพราะเผลอเปิดเผยตัวตน
เธอไม่มีทางเลือกอื่น ทำได้เพียงเดิมพันกับความเป็นไปได้สุดท้าย
"สารวัตรหวง ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่คะ?" สามวินาทีต่อมา ชิงหลิงก็เอ่ยปากถาม
สารวัตรหวงเดินช้าๆ ไปที่ตู้กดน้ำ โค้งตัวลงรองน้ำเย็นหนึ่งแก้ว โดยหันหลังให้ชิงหลิงและเกาหยางอย่างเปิดเผย
รองน้ำเสร็จ เขาก็หันกลับมา พิงขอบโต๊ะที่วางตู้กดน้ำ "ก็คดีของหลี่เวยเวยนั่นแหละ ผมอยากเริ่มสืบจากคนใกล้ตัวเธอ เลยมาร่วมงานไว้อาลัย"
"สืบเจออะไรบ้างไหมครับ?" เกาหยางพยายามสวมบทบาททำทีเป็นสนใจความคืบหน้าของคดี
"ถามไปรอบหนึ่งแล้ว พอจะได้เบาะแสมาบ้าง แต่บอกพวกคุณไม่ได้หรอก" สารวัตรหวงจิบน้ำแล้วยิ้ม "จริงสิ เมื่อกี้พวกคุณคุยอะไรกัน ฟังดูน่าสนใจดี อสูรอะไร? กฎอะไร?"
ใจของเกาหยางหล่นวูบ ไม่รอดจริงๆ ด้วย
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องลองเสี่ยงดูสักตั้ง
"เป็นเกมเอาชีวิตรอดที่กำลังฮิตช่วงนี้น่ะครับ" เกาหยางปรายตามองชิงหลิง "พวกเรากำลังคุยเรื่องเกมกัน"
"งั้นหรือ?" สารวัตรหวงพยักหน้า ท่าทางครุ่นคิด "เกมนี้ชื่ออะไรล่ะ?"
"ชื่อ... 'สัตว์ประหลาดและมนุษย์หรรษา' ครับ"
"ฟังชื่อก็น่าสนุกแล้ว" สารวัตรหวงถอนหายใจอย่างอิจฉา "เป็นวัยรุ่นนี่ดีจังนะ ไม่เหมือนพวกชนชั้นแรงงานอย่างเรา ไม่มีเวลาบันเทิงมานานแล้ว"
สารวัตรหวงดื่มน้ำจนหมด วางแก้วกระดาษไว้บนถังน้ำ แล้วเดินออกจากห้องชงกาแฟไปอย่างสบายใจ
เพียงแค่หนึ่งนาทีสั้นๆ เกาหยางก็เหงื่อแตกพลั่ก แผ่นหลังเปียกชุ่มไปหมด
เขาถามชิงหลิง "ตอนนี้เอาไงต่อดี?"
ชิงหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย "มีความเป็นไปได้สองอย่าง หนึ่ง เขาเป็นอสูรโทสะ สงสัยพวกเราแล้วและจงใจหยั่งเชิง สอง เขาเป็นอสูรโมหะ"
"อสูรโมหะ?"
"อสูรโมหะค่อนข้างพิเศษ หรือเรียกอีกอย่างว่า 'ผู้หลงลืม' พวกมันคิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์ หลอกลวงแม้กระทั่งตัวเอง ต่อให้มีผู้ตื่นรู้ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า พวกมันก็จะไม่ทำร้ายผู้ตื่นรู้ และมักจะเพิกเฉยต่อข้อมูลสำคัญโดยอัตโนมัติ พร้อมกับแก้ไขตรรกะและความจำในสมองของตัวเองเสียใหม่"
"ถ้าสารวัตรหวงเป็นอสูรโมหะ พวกเราก็ปลอดภัย" เกาหยางสรุป
"ใช่ แต่ฉันจะไม่ยอมเสี่ยงกับความน่าจะเป็นแบบนี้" ชิงหลิงเดินไปที่ประตู มองลอดช่องประตูไปยังสารวัตรหวงที่อยู่ในโถงจัดงานศพ "อสูรโทสะมีความกระหายต่อเหยื่ออย่างรุนแรง มันสามารถกินรวบผู้ตื่นรู้ได้เพียงลำพัง และจะไม่มีทางแบ่งปันให้พวกเดียวกันเด็ดขาด"
เกาหยางนึกถึงท่าทางของหลี่เวยเวยตอนที่ฆ่าเขา "ฉันเคยเห็นมาแล้ว..."
"ตอนนี้ในโถงจัดงานศพมีคนร้อยกว่าคน ในนั้นต้องมีอสูรโทสะมากกว่าหนึ่งตัวแน่ๆ นี่อาจเป็นเหตุผลที่สารวัตรหวงไม่โจมตีพวกเรา"
"เขาอยากกินรวบสินะ" เกาหยางสูดลมหายใจเข้าลึก
"เป็นไปได้สูงมาก" ชิงหลิงหันมองเกาหยาง แววตาเย็นเยียบ "พวกเรายังมีโอกาส ต้องชิงฆ่าปิดปากก่อน"
……
สี่ทุ่ม เขตซานชิง สถานีตำรวจ
หลังจบงานไว้อาลัย สารวัตรหวงก็ขับรถกลับสถานีตำรวจทันที
ชิงหลิงและเกาหยางนั่งแท็กซี่ตามมา หลังจากลงรถ พวกเขาก็ไปที่ร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามสถานีตำรวจ หาที่นั่งริมหน้าต่างที่สะดวกต่อการสังเกตการณ์
ทั้งสองสั่งอาหารและเครื่องดื่มเล็กน้อย จากนั้นก็หยิบหนังสือเรียนและสมุดการบ้านออกมา แกล้งทำเป็นติวหนังสือด้วยกัน แต่ความจริงแล้วเพื่อฆ่าเวลา
เรื่องที่ตามชิงหลิงมาฆ่าสารวัตรหวง ในตอนแรกเกาหยางปฏิเสธ แต่เมื่อคิดดูอีกที หากริมฝีปากเปิดอ้าฟันย่อมเหน็บหนาว หากชิงหลิงทำพลาด ตัวเขาเองก็ต้องตายอยู่ดีไม่ช้าก็เร็ว
ไหนๆ ก็ต้องตาย สู้ตายอย่างผ่าเผยดีกว่า
แบบนี้... อย่างน้อยก็ดูมีศักดิ์ศรีขึ้นมาหน่อย
"ฉันมีเรื่องอยากถามเธอเยอะแยะเลย" เกาหยางจิบน้ำส้ม
"ว่ามา" ชิงหลิงก้มหน้ากินเครปมะม่วง ท่าทางที่เธอใช้มีดและส้อมหั่นเครปมะม่วงออกเป็นแปดชิ้นนั้น ช่างเหมือนกับการจัดการศัตรูไม่มีผิด
"นอกจากฉันแล้ว เธอมีสหายคนอื่นอีกไหม?"
"ก็เคยบอกไปแล้วไง ว่าเมื่อก่อนเคยรู้จักอยู่สองคน แต่ตายหมดแล้ว"
"งั้นเธอ... ก็อยู่คนเดียวมาตลอดเลยเหรอ?" เกาหยางไม่อยากจะเชื่อ
"สองคน" สายตาของชิงหลิงหันมา "ยังมีน้องสาวของฉันอีกคน"
เกาหยางนึกขึ้นได้ เธอหมายถึงบุคลิกที่สองของตัวเองที่ชื่อชิงหลิ่ง
"สองพี่น้องอย่างพวกเธอ... ก็ลำบากเหมือนกันนะ"
"ห่วงตัวเองก่อนเถอะ" ชิงหลิงวางส้อมลง "เดี๋ยวถ้าลงมือพลาด ฉันจะหนี แล้วก็ซ่อนตัว"
"แล้วฉันล่ะ?" เกาหยางถาม
"ไม่รู้สิ" แววตาของชิงหลิงเย็นชา "ฉันไม่สนใจตัวถ่วงหรอกนะ"
เกาหยางรู้สึกเจ็บปวด
เขาไม่ใช่ตัวถ่วงสักหน่อย เขาก็มีพรสวรรค์นะ!
แต่พอลองคิดดูอีกที อย่าหาเรื่องใส่ตัวต่อหน้าสาวสวยเลยดีกว่า
ทั้งสองรอจนถึงดึกดื่น ในที่สุดสารวัตรหวงก็เดินออกมาจากสถานีตำรวจ
เขาเดินไปที่รถตำรวจริมถนน เพิ่งจะหยิบกุญแจรถออกมาก็ต้องชะงัก พอก้มลงมองก็พบว่ายางล้อหน้าพังเสียแล้ว ฝีมือของชิงหลิงที่ควบคุมมีดสั้นระยะไกลไปเจาะจนพัง
สารวัตรหวงไม่ได้แสดงท่าทีหงุดหงิดอะไรมากนัก เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา โทรคุยไปหัวเราะไป จากนั้นก็ข้ามถนนไปซื้อบุหรี่หนึ่งซอง
ชิงหลิงและเกาหยางรักษาระยะห่างไว้ประมาณห้าสิบเมตร สะกดรอยตามอย่างระมัดระวัง
สารวัตรหวงสูบบุหรี่ไปพลางคุยโทรศัพท์ไปพลาง เมื่อเดินผ่านสวนสาธารณะใจกลางถนน เขาก็เลี้ยวเข้าไป ดูเหมือนอยากจะใช้ทางลัด
"โอกาสมาถึงแล้ว" ชิงหลิงเร่งฝีเท้า
"เขาจะวางกับดักล่อพวกเราหรือเปล่า?" เกาหยางสงสัยหนักมาก
แววตาของชิงหลิงวาวโรจน์ "งั้นก็มาดูกันว่าใครกันแน่ที่เป็นเหยื่อ"
กลางดึก สวนสาธารณะใจกลางถนนมีต้นไม้ขึ้นหนาทึบ ไร้ซึ่งผู้คน สารวัตรหวงเดินไปตามทางมืดมิดเพียงลำพัง ทว่ายิ่งเป็นเช่นนี้ เกาหยางกลับยิ่งรู้สึกว่าคนผู้นี้ดูลึกลับและอันตรายอย่างยิ่ง
ชิงหลิงและเกาหยางหยิบหน้ากากอนามัยและแว่นกันแดดจากกระเป๋าเป้มาสวม สะกดรอยตามสารวัตรหวงเข้าไปถึงด้านในสุดของสวนสาธารณะ รอจังหวะที่เหมาะสม แล้วลอบเข้าไปซ่อนตัวหลังพุ่มไม้ที่ถูกตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ
ชิงหลิงยื่นมือซ้ายขวาออกไป เล็งไปที่กล้องวงจรปิดบนเสาไฟถนนเหนือศีรษะ
เธอรวบรวมสมาธิ คล้ายกำลังควบคุมอะไรบางอย่าง สองวินาทีต่อมา เธอก็กำหมัดเบาๆ กล้องวงจรปิดส่งเสียงดังแกรกเบาๆ "จุดสีแดง" ก็หายไป
"นายออกไปเรียกเขาไว้ พูดอะไรก็ได้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ" ชิงหลิงกระซิบ "ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง"
เกาหยางตื่นเต้นมาก "ได้"
เกาหยางสูดลมหายใจเข้าลึก เดินออกจากพุ่มไม้ แล้วรีบก้าวตามไป "สารวัตรหวงครับ"
สารวัตรหวงหยุดเดิน หันกลับมา "คุณคือ... ใคร?"
เกาหยางดึงหน้ากากอนามัยลง "อ้อ ผมเองครับ"
"เกาหยาง? ดึกป่านนี้ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?" สารวัตรหวงยิ้ม
เกาหยางแสดงละครต่อ "เรื่องของหลี่เวยเวย จู่ๆ ผมก็นึกเบาะแสบางอย่างออก เลยอยากมาบอกคุณน่ะครับ"
"งั้นหรือ?" สารวัตรหวงยิ้มพลางเดินเข้าไปหาเกาหยาง ท่าทางดูรีบร้อนเล็กน้อย "ดีเลย ลองเล่าให้ผมฟังหน่อยสิ..."
ทันใดนั้น รอยยิ้มของสารวัตรหวงก็มลายหายไป
เขาหันขวับกลับไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชักปืนพกที่เอวออกมา







