"ข้าเอาใจช่วยพวกเจ้านะ ราชันอสูรใบสนตนแรกของสำนักเรา! ศิษย์น้องจะไปหาท่านผู้เฒ่าโม่ตอนนี้เลยหรือไม่?"
"หากจะไปก็ไปพร้อมกันได้ ข้ามีเรื่องอยากให้ท่านผู้เฒ่าโม่ช่วยพอดี"
"ตกลงขอรับ" ถือโอกาสนี้เลยก็ดี หลินจิ้งตั้งใจจะไปถามท่านผู้เฒ่าโม่ว่าตอนนี้ตนสามารถมีของวิเศษมิติพิชิตอสูรได้หรือไม่
กระรอกใบสนพอได้ยินก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที จะราชันอสูรหรือไม่มันไม่สน ขอแค่ของวิเศษมิติมาไวๆ ก็พอ
"งั้นพวกเราไปกันเถอะ ระหว่างทางไปยอดเขาดอกบัว ข้าจะได้แนะนำทิวทัศน์ของยอดเขาชั้นในให้พวกเจ้าฟังด้วยเลย"
"เดินไปหรือขอรับ? ศิษย์พี่ เมื่อไหร่พวกเราถึงจะขี่นกกระเรียนเซียนได้ ต้องรอให้เป็นศิษย์สืบทอดก่อนหรือ?" หลินจิ้งถามแทรกขึ้นมา
"นั่นมันขี่ได้ตามใจชอบเสียที่ไหนล่ะ? ต้องใช้ศิลาวิญญาณ! ขอแค่จ่ายศิลาวิญญาณ แม้แต่ศิษย์รับใช้ก็ขี่ได้ แต่ถ้าไม่จ่าย ต่อให้เป็นศิษย์สืบทอดก็อย่าหวัง เผ่าพันธุ์นั้นมีฮูหยินของท่านเจ้าสำนักคุ้มกะลาหัวอยู่นะ!"
อันที่จริงหลินจิ้งรู้อยู่แล้ว เขาเพียงแค่หยั่งเชิงดูว่าศิษย์พี่โอวหยางยอมเสียเงินก้อนนี้หรือไม่ หากขอเกาะกระเรียนบินไปได้ เขาย่อมไม่อยากเดินไปเองแน่นอน
ทั้งสองล้วนประหยัดมัธยัสถ์ จึงเลือกเดินเท้าไปยังยอดเขาดอกบัวเพื่อหาท่านผู้เฒ่าโม่ ทว่าในฐานะผู้บำเพ็ญเพียร ต่อให้ไม่ใช้วิชาเสริมอย่างวิชาตัวเบา ฝีเท้าก็ยังว่องไวปานเหาะเหิน รวดเร็วยิ่งนัก
บนสะพานแขวนท่ามกลางมวลเมฆหมอก ศิษย์พี่โอวหยางแนะนำทิวทัศน์ของยอดเขาชั้นในให้หลินจิ้งฟังพลางเร่งฝีเท้าไปพลาง
"นั่นคือน้ำตกเก้ามังกร" ศิษย์พี่โอวหยางชี้ไปยังเบื้องหน้า น้ำตกที่ไหลเชี่ยวกรากส่งเสียงคำรามกึกก้องดั่งอสนีบาต ตัดกับหน้าผาสีเขียวมรกตและโขดหินสีแดงชาด ดูราวกับมังกรขาวเก้าตัวที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้าตัวแล้วตัวเล่า เป็นภาพที่ตระการตาอย่างยิ่ง
"สถานที่มหัศจรรย์แห่งยอดเขาเก้ามังกร บนยอดเขาเก้ามังกรมีปลาหลีฮื้อสายเลือดมังกรชนิดพิเศษอยู่ ขอเพียงอยู่ในขั้นเลี่ยนชี่ (หลอมปราณ) แล้วอาศัยพลังของตนเองกระโดดข้ามน้ำตกเก้ามังกรไปได้ ก็จะสามารถสร้างฐานสำเร็จและกลายร่างเป็นปลามังกร"
"ความจริงที่ข้าไปหาท่านผู้เฒ่าโม่ครั้งนี้ ก็เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ที่ข้าอยากทำพันธสัญญาด้วยหลังจากสร้างฐานสำเร็จ..."
…
"เห็นหมอกสีม่วงที่ลอยกรุ่นอยู่ตรงนั้นหรือไม่ นั่นคือน้ำพุเมฆาม่วง"
"ศิษย์พี่ น้ำพุร้อนนี้มีไว้ทำสิ่งใดหรือ?" หลินจิ้งไม่เคยเห็นบันทึกแยกต่างหากในตำรา
"วันปกติมีศิษย์หญิงจำนวนมากชอบมาแช่น้ำที่นี่ หากไม่มีธุระเจ้าอย่าได้เฉียดเข้าไปเชียว อาจถึงแก่ชีวิตได้ง่ายๆ"
…
"นั่นคือบันไดเมฆาร้อยก้าว..."
…
"ใกล้จะถึงยอดเขาดอกบัวแล้ว นี่คือบรรพบุรุษของกระรอกใบสนบ้านเจ้า"
เมื่อผ่านยอดเขาไถเมฆา กระรอกใบสนก็หันไปมองโอวหยางฮ่าว เจ้าคนคิ้วเข้มตาโตผู้นี้ ไฉนถึงมาด่ากระรอกกัน?
หลินจิ้งมองตามไป บนยอดเขาที่ไม่สูงนักมีหินประหลาดก้อนหนึ่ง รูปร่างหน้าตาเหมือนกระรอกใบสนมาก มันลากหาง ราวกับอยากจะกระโดดข้ามหุบเหวลึกหมื่นจั้ง ขึ้นไปยังเขานครสวรรค์ หนึ่งในยอดเขาหลักของสำนักพิชิตอสูรที่ตั้งตระหง่านเสียดฟ้า
"เขาไม่ได้ด่าเจ้าหรอก" หลินจิ้งกล่าว "นั่นคือบรรพบุรุษของเจ้าจริงๆ"
กระรอกใบสน: ???
"สำนักพิชิตอสูรไม่ได้สอนวิชาประวัติศาสตร์สัตว์วิญญาณให้พวกเจ้าหรือ? ยิ่งไปกว่านั้นนี่คือประวัติศาสตร์เผ่าพันธุ์ของพวกเจ้าเชียวนะ" เขาหันไปมองกระรอกใบสน
"ก็ไม่ได้สอนครอบคลุมขนาดนั้นหรอก..." ศิษย์พี่โอวหยางที่อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้น
หลินจิ้งเอ่ยปากบอกกระรอกใบสน "เมื่อนานมาแล้ว เผ่าพันธุ์กระรอกใบสนยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสำนักพิชิตอสูร เป็นเพียงเผ่าพันธุ์ธรรมดาทั่วไปที่มีโอกาสเบิกสติปัญญาต่ำมาก"
"เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตนั้นเลวร้าย มีศัตรูตามธรรมชาติมากมาย เพื่อหาทางออกให้แก่เผ่าพันธุ์ กระรอกใบสนตัวหนึ่งจึงแอบปีนขึ้นมาบนสำนักพิชิตอสูร หวังจะแสวงหามรรคาวิถีเซียนเพื่อปกป้องเผ่าพันธุ์ของตน"
"มันได้พบกับเซียนผู้หนึ่งแห่งยอดเขานครสวรรค์ เซียนผู้นั้นได้ตั้งบททดสอบให้มัน ขอเพียงมันสามารถกระโดดจากยอดเขาไถเมฆาที่มันอยู่ ขึ้นไปยังยอดเขานครสวรรค์ได้ ก็จะถ่ายทอดวิชาอาคมให้"
"บรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์เจ้าเริ่มต้นความพยายามวันแล้ววันเล่า หวังจะกระโดดขึ้นไปบนยอดเขาสูง เพื่อรับคำชี้แนะจากเซียน"
"ทว่าว่ากันว่าจนแล้วจนรอดมันก็ไม่ประสบความสำเร็จ ท้ายที่สุดจึงกลายเป็นก้อนหิน คงท่าทางกระโดดและถูกทิ้งไว้ที่นั่นตลอดกาล"
"แม้มันจะไม่ผ่านบททดสอบ แต่เซียนแห่งสำนักพิชิตอสูรเห็นแก่ความแน่วแน่ในการแสวงหามรรคาของมัน จึงได้รับเผ่าพันธุ์กระรอกใบสนเข้ามาในสำนักพิชิตอสูร และยกระดับสายเลือดของเผ่าพันธุ์กระรอกใบสนให้สูงขึ้น นี่จึงปูรากฐานให้... กระรอกใบสนกลายเป็นหนึ่งในห้าสัตว์วิญญาณพื้นฐานของสำนักพิชิตอสูรในเวลาต่อมา"
หลินจิ้งเองก็อ่านเจอเรื่องพวกนี้จากในตำรา สิ่งที่เรียกว่าเซียนนั้น เขาคาดว่าคงเป็นปรมาจารย์สักคนของสำนักพิชิตอสูร ย่อมไม่ใช่เซียนจริงๆ แน่ แต่มันก็คงไม่ต่างอันใดกับเซียนในสายตาของกระรอกใบสนยุคนั้น
หลังจากได้ฟังจุดกำเนิดของเผ่าพันธุ์ กระรอกใบสนก็ชะงักงันไป
"ศิษย์น้องเจ้ารู้อะไรเยอะจริงๆ" ศิษย์พี่โอวหยางกล่าว "ตอนอยู่สำนักนอกคงอ่านตำราไปไม่น้อยสิท่า"
"ขอรับ ข้าเป็นคนชอบอ่านตำรา จะได้รู้เรื่องราวต่างๆ ให้มากขึ้น" หลินจิ้งกล่าว "อ่านตำราหมื่นเล่ม ท่องไปทั่วหล้าย่อมไม่หวั่น"
"ฮ่าๆ นั่นสิ แต่ยังมีอีกเรื่องที่เจ้าต้องไม่รู้แน่" ศิษย์พี่โอวหยางหัวเราะ
"เรื่องอันใดหรือขอรับ?"
"เซียนแห่งยอดเขานครสวรรค์ผู้นั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นหนึ่งในเทพผู้พิทักษ์ของสำนักพิชิตอสูร และทุกวันนี้ก็ยังคงอยู่!"
"ข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่หรือไม่ ว่าตั้งแต่ท่านเจ้าสำนักรุ่นที่สองเป็นต้นมา สำนักพิชิตอสูรก็ได้ละทิ้งวิธีการใช้สัตว์เลี้ยงเยี่ยงทาสแบบในอดีต ศิษย์ในสำนักล้วนเลือกที่จะอยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงอย่างเท่าเทียม"
"และท่านเจ้าสำนักรุ่นที่สองผู้นั้น ก็ชอบผูกมิตรกับผู้คนมากมาย เซียนผู้นั้นก็คือสหายสนิทสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่"
"ตอนที่ท่านเจ้าสำนักรุ่นที่สองสิ้นใจ ท่านเจ้าสำนักได้ทำพันธสัญญากับมัน... แน่นอนว่าไม่ใช่พันธสัญญาพิชิตอสูร แต่เป็นข้อตกลงให้เทพผู้พิทักษ์ผู้นี้ คอยปกป้องสำนักพิชิตอสูรไปหมื่นปี และยื่นมือเข้าช่วยเหลือเมื่อสำนักพิชิตอสูรเผชิญวิกฤต"
"ในทางกลับกัน ยอดเขานครสวรรค์ซึ่งเป็นหนึ่งในสามยอดเขาที่มีปราณวิญญาณหนาแน่นที่สุดของสำนักพิชิตอสูร ก็ถูกมอบให้เป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรของมัน"
"ในสำนักพิชิตอสูรของเรามียอดฝีมือขั้นหยวนอิง (ทารกวิญญาณ) อยู่หลายท่าน ซึ่งมีเพียงท่านเจ้าสำนักคนปัจจุบัน หรือก็คือท่านเจ้าสำนักรุ่นที่ห้าเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่อยู่ในขั้นหยวนอิง ปรมาจารย์ขั้นหยวนอิงที่เหลือ แท้จริงแล้วล้วนเป็นสัตว์เลี้ยงของท่านเจ้าสำนักรุ่นที่สามและรุ่นที่สี่ เมื่อเทียบกับผู้บำเพ็ญเพียรสายพิชิตอสูรที่เป็นมนุษย์แล้ว ราชันอสูรเหล่านั้นมีอายุขัยยืนยาวกว่ามากด้วยความพิเศษทางเผ่าพันธุ์"
"และท่านที่อยู่บนยอดเขานครสวรรค์ผู้นี้ คือผู้เดียวที่ยังคงอยู่ในสำนักพิชิตอสูรโดยไม่ได้ทำพันธสัญญาพิชิตอสูรกับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหยวนอิงของสำนักเรา ไม่เพียงแค่นั้น เนื่องจากสำนักพิชิตอสูรของเรายังไม่เคยประสบวิกฤตการณ์ที่ร้ายแรงเป็นพิเศษ มันจึงไม่เคยลงมือเลยสักครั้ง เอาแต่เร้นกายบำเพ็ญเพียรอยู่บนยอดเขานครสวรรค์มาโดยตลอด หากท่านเจ้าสำนักไม่ได้บอกเรื่องเหล่านี้กับข้า ต่อให้เป็นศิษย์สืบทอดหรือแม้แต่ผู้อาวุโสบางท่านก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำ"
"เป็นเช่นนี้นี่เอง" หลินจิ้งพยักหน้า
นี่คงเป็นสิ่งที่เรียกว่า แขกผู้ทรงเกียรติ สินะ
จะว่าไปแล้ว สำนักพิชิตอสูรแห่งนี้ ก็คือรังอสูรดีๆ นี่เอง
ผู้ที่อยู่เหนือขั้นหยวนอิงขึ้นไป แทบจะเป็นราชันอสูรทั้งสิ้น!
น่ากลัวชะมัด สมควรต้องไปสถาบันมังกรซ่อนจริงๆ เดี๋ยวก่อนนะ หากมีเพียงท่านเจ้าสำนักผู้เดียวที่อยู่ขั้นหยวนอิง เช่นนั้นผู้ที่จะมาคอยคุ้มกันมรรคาให้เขา ก็คือราชันอสูรน่ะสิ?!
"ศิษย์พี่โอวหยางเองก็รู้เยอะเหมือนกันนะขอรับ" เขาเยินยอกลับตามมารยาท โดยละเลยเรื่องที่สำนักพิชิตอสูรก็มีสภาพคล้ายพรรคมารไปชั่วขณะ
"ที่ไหนกัน เรื่องที่ข้าจะพูดจริงๆ ไม่ใช่เรื่องนี้หรอก พอเดินผ่านตรงนี้ข้าถึงนึกขึ้นได้ ท่านเจ้าสำนักเหมือนจะเคยบอกข้าว่า เทพผู้พิทักษ์สำนักผู้นี้ เคยให้คำมั่นสัญญากับเผ่าพันธุ์กระรอกใบสนไว้ข้อหนึ่ง"
"หืม?"
"หากผู้มาทีหลังของเผ่าพันธุ์กระรอกใบสน สามารถสืบทอดเจตนารมณ์ในการกระโดดขึ้นยอดเขานครสวรรค์ของบรรพบุรุษกระรอกใบสนตัวนั้น และกระโดดจากยอดเขาไถเมฆาขึ้นไปยังยอดเขานครสวรรค์ได้สำเร็จ คำมั่นสัญญาก็ยังคงมีผล และมันจะถ่ายทอดมรรคาวิชาอาคมให้"
"ทว่าผ่านไปหลายปีเพียงนี้ ในสำนักก็มีกระรอกใบสนขั้นจู้จี (สร้างฐาน) ปรากฏขึ้นไม่น้อย พวกมันงัดสารพัดวิธีออกมาใช้ แต่ก็ไม่สามารถกระโดดขึ้นยอดเขานครสวรรค์ได้ ท้องฟ้าเบื้องบนนั้นมีแรงกดดันอันรุนแรงสายหนึ่ง คอยขัดขวางไม่ให้กระโดดได้ตามปกติ"
"นานวันเข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจคำมั่นสัญญานี้อีก เพราะมันค่อนข้างไม่เป็นความจริง ท่านเจ้าสำนักเดาว่า เทพผู้พิทักษ์ผู้นี้คงจะแค่พูดไปอย่างนั้น ไม่ได้คิดจะถ่ายทอดมรรคาให้จริงๆ เพราะบททดสอบมันยากเกินไป"
"แน่นอนว่าถ้าพวกเจ้าว่างก็ลองดูได้ เกิดสำเร็จขึ้นมาล่ะ? ว่ากันว่าความยากในการกระโดดนี้ สัมพันธ์กับระดับการบำเพ็ญเพียรของตนเอง บำเพ็ญเพียรต่ำ ความยากก็ต่ำ บำเพ็ญเพียรสูง ความยากก็สูง ไม่ว่าจะอยู่ระดับใดก็สามารถลองดูได้ทั้งนั้น"
ศิษย์พี่โอวหยางเพิ่งจะพูดจบ ก็เห็นกระรอกใบสนของหลินจิ้งหยิบใบไม้สีแดงใบใหญ่ออกมาจากถุงเก็บของ แล้วขี่ใบไม้บินจากยอดเขาไถเมฆามุ่งหน้าไปยังยอดเขานครสวรรค์
เมื่อเห็นเช่นนั้น ศิษย์พี่โอวหยางก็มีสีหน้างุนงงและกล่าวขึ้นว่า "กระรอกใบสนของเจ้าขี่ใบไม้บินได้ยังไงกัน!"