เฝิงเซี่ยวเฉินกล่าวขอบคุณศาสตราจารย์หลี่ จากนั้นก็สอบถามจางไห่จวี๋ถึงขั้นตอนการไปค้นคว้าข้อมูลที่สถาบันวิจัยถ่านหิน พอถามถึงได้รู้ว่าขั้นตอนนี้ค่อนข้างยุ่งยากเอาการ อันดับแรกเขาต้องเขียนใบคำร้อง จากนั้นให้ทางจางไห่จวี๋ออกหนังสือรับรองว่าห้องข้อมูลของกรมโลหะการไม่มีเอกสารฉบับนี้ ต่อด้วยการหาผู้บริหารที่รับผิดชอบเพื่อเซ็นอนุมัติ ท้ายที่สุดถึงจะไปออกหนังสือแนะนำตัวที่สำนักงานเพื่อนำไปยื่นที่สถาบันวิจัยถ่านหินได้ ส่วนทางฝั่งนั้นจะมีกฎระเบียบเรื่องสิทธิ์การยืมอ่านอะไรหรือไม่นั้นก็ไม่อาจรู้ได้ ในยุคที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต การจะตรวจสอบกฎระเบียบอะไรก็ต้องไปถึงสถานที่จริงเท่านั้นถึงจะรู้
เฝิงเซี่ยวเฉินตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องหานิตยสารฉบับนี้ให้เจอ จึงเริ่มดำเนินการตามขั้นตอน หลังจากเขามาที่กรมโลหะการก็ยังไม่ได้รับมอบหมายงานที่ชัดเจน เพียงแต่สังกัดอยู่กับฝ่ายบริหารชั่วคราว ทว่าทางฝ่ายบริหารกลับปฏิเสธที่จะออกหนังสือรับรองให้เขา เพราะเรื่องการค้นข้อมูลเป็นคำสั่งของหลัวเสียงเฟย ทางฝ่ายบริหารไม่ได้รู้รายละเอียดที่แน่ชัด จนใจที่เฝิงเซี่ยวเฉินทำได้เพียงโทรศัพท์หาเถียนเหวินเจี้ยนจากสำนักงานกรมโลหะการ เพื่อให้เถียนเหวินเจี้ยนเป็นคนทำหนังสือรับรองนี้ให้
"นายจะไปค้นข้อมูลที่สถาบันวิจัยถ่านหินงั้นเหรอ? ทำไมล่ะ?" เถียนเหวินเจี้ยนถามด้วยความประหลาดใจ
เฝิงเซี่ยวเฉินเล่าเรื่องที่ห้องข้อมูลของกรมโลหะการไม่มีวารสารบางฉบับให้ฟังรอบหนึ่ง เถียนเหวินเจี้ยนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้ให้เฝิงเซี่ยวเฉินส่งหูโทรศัพท์ให้หลิวเยี่ยนผิง หัวหน้าสำนักงาน เพื่อยืนยันกับอีกฝ่ายว่าหลัวเสียงเฟยมอบหมายงานนี้ให้เฝิงเซี่ยวเฉินจริง เมื่อหลิวเยี่ยนผิงได้รับคำตอบรับนี้ ก็จัดการให้ลูกน้องออกหนังสือแนะนำตัวให้เฝิงเซี่ยวเฉิน พร้อมกับกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเมื่อไปถึงหน่วยงานพันธมิตรแล้ว จะต้องเชื่อฟังการจัดการของทางนั้น ห้ามพูดจาหรือทำอะไรส่งเดช เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงาน
บริเวณที่ทำการของกรมโลหะการตั้งอยู่แถบชานเมืองฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองหลวง ทว่าสถาบันวิจัยถ่านหินกลับตั้งอยู่แถบชานเมืองฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองหลวง ทั้งสองแห่งมีระยะทางห่างกันสิบกว่ากิโลเมตร หากเป็นในยุคหลัง ระยะทางแค่นี้ก็ไม่ได้นับเป็นอะไร จะขับรถไปหรือนั่งรถไฟใต้ดินไปก็ไม่ได้ลำบากยากเย็นนัก แต่ในยุคนั้น ทั้งสองสถานที่ล้วนเป็นรอยต่อระหว่างเมืองกับชนบท ผู้คนรอบข้างเบาบาง รถประจำทางก็มีสายวิ่งน้อยและรอบน้อย เฝิงเซี่ยวเฉินถือแผนที่ในมือ ต่อรถถึงสามต่อ ทุลักทุเลอยู่นานเกือบสองชั่วโมง ถึงได้เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทาง
"เธอมาจากกรมโลหะการงั้นเหรอ? เธอมาค้นข้อมูล แถมยังเป็นข้อมูลภาษาอังกฤษเนี่ยนะ?"
หวังย่าหรู เจ้าหน้าที่ดูแลข้อมูลประจำห้องข้อมูลของสถาบันวิจัยถ่านหินพลิกดูหนังสือแนะนำตัวของเฝิงเซี่ยวเฉินกลับไปกลับมา ทั้งยังตรวจสอบบัตรประจำตัวพนักงานของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ยังคงมีความไม่ไว้วางใจอยู่บ้าง สาเหตุหลักเป็นเพราะเฝิงเซี่ยวเฉินนั้นอายุน้อยเกินไป พนักงานในหน่วยงานราชการที่อายุเท่านี้โดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นแค่พนักงานรับใช้ทั่วไป ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าคนที่จะสามารถค้นคว้าข้อมูลภาษาอังกฤษได้จะอายุน้อยถึงเพียงนี้
กว่าจะรับมือกับการซักไซ้ไล่เลียงของหวังย่าหรูเสร็จก็เล่นเอาเหนื่อย หวังย่าหรูเข้าไปในคลังหนังสือแล้วอุ้มเอาวารสารที่เฝิงเซี่ยวเฉินต้องการออกมา พลางยื่นให้เฝิงเซี่ยวเฉินพร้อมกับกำชับอย่างจริงจังว่า "นี่เป็นเอกสารจากต่างประเทศ แพงมากนะ เธอทำได้แค่คัดลอก ห้ามขีดเขียนลงไป และยิ่งห้ามแอบตัดเนื้อหาข้างในออกมาเด็ดขาด เข้าใจไหม?"
"...เข้าใจแล้วครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินอยากจะเถียงกลับไปสักสองสามประโยค เพื่ออธิบายว่าตนเองไม่ใช่ไอ้หนุ่มบ้าบิ่นไร้การศึกษา แต่พอคิดถึงคำกำชับของหลิวเยี่ยนผิง เขาก็อดทนไว้ ถึงอย่างไรเขาก็แค่มาดูข้อมูล อย่างมากใช้เวลาครึ่งวันก็ดูจบแล้ว จะมัวไปต่อล้อต่อเถียงกับอีกฝ่ายให้ลำบากทำไมกัน?
"นักเรียนน้อย เธอคัดลอกพวกนี้ไปทำอะไรน่ะ เธอเป็นนักศึกษาที่เรียนด้านเครื่องจักรเหมืองถ่านหินเหรอ?"
ขณะที่เฝิงเซี่ยวเฉินกำลังคัดลอกเนื้อหาที่เกี่ยวข้องจากในวารสาร เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างกายเขา เฝิงเซี่ยวเฉินหันขวับไปมอง ก็เห็นเพียงชายชราร่างเล็กผมสีดอกเลา ใบหน้าใจดีมีเมตตากำลังยืนอยู่ด้านหลัง เอียงคอดูเนื้อหาที่เขาคัดลอก พลางเอ่ยถามเขาด้วยรอยยิ้ม
เฝิงเซี่ยวเฉินรีบลุกขึ้นยืน ก่อนจะกล่าวอย่างนอบน้อมว่า "สวัสดีครับอาจารย์ ผมไม่ใช่นักศึกษาหรอกครับ ผมมาจากกรมโลหะการของคณะกรรมการเศรษฐกิจ มาค้นข้อมูลที่นี่นิดหน่อยครับ"
เฝิงเซี่ยวเฉินไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่ถึงอย่างไรด้วยอายุของเขา เจอใครก็เรียกอาจารย์ไว้ก่อนย่อมไม่ผิด ชายชราคนนั้นก็ไม่ได้ถือสาคำเรียกขานของเฝิงเซี่ยวเฉิน เขาโบกมือเป็นเชิงบอกให้เฝิงเซี่ยวเฉินนั่งลงคุยกัน จากนั้นตัวเองก็มานั่งลงข้างๆ เฝิงเซี่ยวเฉิน หยิบวารสารที่เฝิงเซี่ยวเฉินเพิ่งดูขึ้นมา พลิกดูไปพลางเอ่ยถามไปพลางว่า "ข้อมูลพวกนี้ เธออ่านเข้าใจทั้งหมดเลยเหรอ?"
"ก็เดาๆ เอาด้วยน่ะครับ อ่านหลายๆ รอบก็พอจะเข้าใจครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินกล่าวอย่างถ่อมตัว
"ฉันขอดูสมุดจดของเธอหน่อยสิ" ชายชรายื่นมือไปหาเฝิงเซี่ยวเฉินอีกครั้ง น้ำเสียงแฝงความน่าเกรงขามที่ไม่อาจปฏิเสธได้อยู่หลายส่วน
เฝิงเซี่ยวเฉินไม่มีทางรับมือกับชายชราประเภทนี้ได้เลย พวกเขาใช้ชีวิตมาจนป่านนี้ โดยทั่วไปแล้วย่อมต้องมีฐานะอยู่บ้าง ไม่เป็นผู้บริหารในหน่วยงาน ก็เป็นผู้มีอำนาจในแวดวงวิชาการ พวกเขาเอ่ยปากขอดูสมุดจดของเฝิงเซี่ยวเฉิน มีหรือที่เฝิงเซี่ยวเฉินจะกล้าปฏิเสธ โชคดีที่ในสมุดจดนี้ก็ไม่ได้มีอะไรที่ให้คนอื่นเห็นไม่ได้ อีกฝ่ายอยากดูก็ให้ดูไปเถอะ
"ระบบส่งกำลังแบบไฟฟ้า-ไฮดรอลิก, แรงขับเคลื่อนแบบเฟืองสะพาน, การสตาร์ทที่อุณหภูมิต่ำ... อืม ก็มีหลักการอยู่บ้าง ดูออกเลยนะว่าเวลาค้นข้อมูลเธอได้ใช้หัวคิดของตัวเองไปด้วย" ชายชราดูเนื้อหาที่เฝิงเซี่ยวเฉินจด แล้วเอ่ยชมเขาด้วยน้ำเสียงของผู้ที่อยู่เหนือกว่า
"ท่านชมเกินไปแล้วครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินกล่าว เขาไม่แน่ใจในสถานะของอีกฝ่าย ดูจากท่าทีของอีกฝ่ายแล้ว ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ตั้งใจจะเปิดเผยสถานะของตนเองให้เขารู้ ดังนั้นเขาจึงไม่สะดวกที่จะซักถาม อีกฝ่ายวางมาดเป็นผู้บริหารและให้การประเมินผลงานของเขา นอกจากแสดงความถ่อมตัวแล้ว เขาก็ดูเหมือนจะไม่เหมาะที่จะพูดอะไรอีก
"เอ๊ะ ตรงนี้ที่เธอวาดเครื่องหมายคำถามไว้หมายความว่ายังไง?" ชายชราดูไปดูมา ในที่สุดก็พบจุดที่มีปัญหา
เฝิงเซี่ยวเฉินชะโงกหน้าเข้าไปดู ที่แท้มันคือภาพรวมการพัฒนาเครื่องจักรเหมืองแร่ของหน่วยงานในประเทศหลายแห่งที่เขารวบรวมไว้ ด้านข้างมีเครื่องหมายคำถามอยู่หนึ่งตัว นั่นคือสิ่งที่เขาวาดลงไปตอนที่กำลังคัดลอกข้อมูล ผลปรากฏว่าถูกชายชราคนนี้จับจ้องเข้าเสียแล้ว เฝิงเซี่ยวเฉินมองดูให้ละเอียดอีกครั้ง ก็พบว่าหัวข้อที่เขาวาดเครื่องหมายคำถามไว้นั้น บังเอิญเป็นโครงการรถขุดเหมืองแร่ขนาด 25 ลูกบาศก์เมตรที่บริษัทในเครือกระทรวงถ่านหินหลายแห่งกำลังลงมือพัฒนาอยู่พอดี คาดว่าชายชราคนนี้คงจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการนี้อยู่บ้าง พอเห็นเฝิงเซี่ยวเฉินวาดเครื่องหมายคำถามไว้ มีหรือที่ชายชราจะไม่เอ่ยถามสักคำ
"จริงๆ ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรหรอกครับ เอ้อ แค่ยังมีความสงสัยในปัญหาบางอย่างข้างในนั้นน่ะครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินกล่าวอย่างขอไปที ไม่มีอะไรจะน่าอึดอัดใจไปกว่าการวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นลับหลังแล้วถูกเจ้าตัวจับได้คาหนังคาเขาอีกแล้ว ตอนที่เฝิงเซี่ยวเฉินคัดลอกข้อมูลท่อนนี้ เขายังอยู่ในห้องข้อมูลของกรมโลหะการ เขาจะตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำงานของกระทรวงถ่านหินอย่างไรก็ไม่สลักสำคัญอะไร แต่ตอนนี้เขาอยู่ในสถาบันวิจัยถ่านหิน นี่มันเทียบเท่ากับถูกคนจับได้คาหนังคาเขาชัดๆ
ชายชราเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนที่จะถูกหลอกได้ง่ายๆ เขาส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า "ไม่ถูก เธอไม่ได้มีข้อสงสัย เธอมีความคิดเห็นต่างหาก ลองพูดมาสิ โครงการรถขุดเหมืองแร่ขนาด 25 ลูกบาศก์เมตรนี่ มันมีปัญหาอะไร?"
"เรื่องนี้ มันพูดยากจริงๆ ครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินเริ่มอ้ำอึ้ง
"มีอะไรพูดยากกัน?" ชายชราเลิกคิ้วขึ้น ภาพลักษณ์ที่ดูใจดีมีเมตตาเปลี่ยนเป็นพญามัจจุราชในพริบตา ดูราวกับว่าหากเฝิงเซี่ยวเฉินไม่ยอมสารภาพออกมาตามตรง เขาก็จะเรียกยมทูตน้อยออกมาให้เฝิงเซี่ยวเฉินได้ลิ้มรสความร้ายกาจเสียแล้ว
เดิมทีเฝิงเซี่ยวเฉินตั้งใจจะยุติเรื่องราวอย่างสงบ ไม่อยากล่วงเกินชายชรา แต่พอเห็นท่าทางของชายชราที่ดูเหมือนได้ทีขี่แพะไล่ เฝิงเซี่ยวเฉินก็เลยยอมเสี่ยงดู ถึงอย่างไรความคิดของเขาก็มีเหตุผล ไม่นับว่าเป็นการใส่ร้าย ต่อให้พูดออกไปแล้วทำให้ชายชราไม่พอใจ แล้วจะทำไมล่ะ? นี่คุณบีบบังคับให้ผมพูดเองนะ
เมื่อคิดได้ดังนี้ เฝิงเซี่ยวเฉินก็ยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า "จริงๆ ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่ผมรู้สึกว่าโครงการนี้มันดูคิดเองเออเองมากเกินไป หรือถ้าจะพูดให้ตรงกว่านั้น ก็คือโครงการตามใจเจ้านาย ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกครับ"
สิ่งที่เรียกว่าโครงการตามใจเจ้านายนั้น หมายถึงโครงการที่เจ้านายบางคนนึกอยากจะทำขึ้นมาตามอารมณ์ชั่ววูบโดยเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น เจ้านายคนหนึ่งไปที่บริษัท แล้วบอกว่าบริษัทของพวกคุณมีศักยภาพที่แข็งแกร่งขนาดนี้ ควรจะลองทำรถยนต์ดูนะ ผลก็คือเพื่อเป็นการประจบสอพลอ บริษัทจึงหันมาทำรถยนต์ขึ้นมาจริงๆ โครงการประเภทนี้แหละที่เรียกว่าโครงการตามใจเจ้านาย โดยทั่วไปแล้วโครงการตามใจเจ้านายมักจะขาดการศึกษาความเป็นไปได้โดยละเอียด ทำไปเพียงเพื่อให้เจ้านายรู้สึกพอใจเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่เสียดายต้นทุนและแรงงาน และท้ายที่สุดก็มักจะจบลงด้วยความล้มเหลว
ในระบบราชการ การบอกว่าโครงการใดโครงการหนึ่งเป็นโครงการตามใจเจ้านาย อันที่จริงล้วนแฝงความหมายในเชิงลบทั้งสิ้น การที่เฝิงเซี่ยวเฉินเปิดปากก็บอกว่าโครงการนี้เป็นโครงการตามใจเจ้านาย นี่มันก็เท่ากับการล่วงเกินคนอื่นเข้าอย่างจังแล้ว
และก็เป็นอย่างที่คิด ใบหน้าของชายชราดำทะมึนลงในพริบตา เขาแสยะยิ้มมุมปาก ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "ช่างปากดีซะจริง งั้นเธอก็ลองบอกฉันมาสิ ว่านี่มันเป็นโครงการตามใจเจ้านายยังไง? ถ้าเธออธิบายให้เป็นเรื่องเป็นราวไม่ได้ วันนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้กลับเลย ฉันจะเลี้ยงข้าวเย็นเธอเอง"
สิ่งที่เรียกว่าเลี้ยงข้าวเย็น เกรงว่าคงจะเป็นการใช้คำในความหมายเดียวกับที่คนยุคหลังพูดว่า "เชิญไปดื่มชา" นั่นก็คือความหมายของการถูกสั่งสอนนั่นเอง ชายชราไม่ได้อยากจะหาเรื่องเฝิงเซี่ยวเฉินเพราะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างไม่ได้หรอก แต่เขารู้สึกว่าเฝิงเซี่ยวเฉินอายุยังน้อยแต่กลับพูดจาโอหัง ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดของการทำงานในหน่วยงานราชการ จึงอยากจะใช้โอกาสนี้สั่งสอนเขาสักหน่อย เพื่อช่วยให้เขามีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นบ้าง
ในเมื่อเฝิงเซี่ยวเฉินกล้าพูด ย่อมต้องมีความมั่นใจอยู่เต็มเปี่ยม เขาผลักวารสารภาษาอังกฤษตรงหน้าออกไป พลิกสมุดจดไปที่หน้าว่างหน้าหนึ่ง แล้วเริ่มใช้ปากกาวาดแบบร่างของรถขุดคันหนึ่ง เตรียมจะอธิบายประกอบภาพให้ชายชราฟัง เพื่อบอกเล่าถึงปัญหาของเครื่องจักรคันนี้
ตอนแรกชายชรายังไม่เข้าใจความหมายของเฝิงเซี่ยวเฉิน พอเห็นเขาวาดไปได้สองสามเส้น ก็โบกมือให้เขาหยุด จากนั้นก็หันไปตะโกนบอกหวังย่าหรูว่า "เสี่ยวหวัง เธอไปหยิบภาพร่างของ MT25 มาชุดหนึ่งสิ ฉันจะใช้หน่อย"
หวังย่าหรูที่ก่อนหน้านี้คอยจับผิดเฝิงเซี่ยวเฉินสารพัด กลับไม่แม้แต่จะอิดออดสักนิด เธอรีบวิ่งกระหืดกระหอบไปหาภาพร่างมาชุดหนึ่ง แล้วยื่นส่งให้ถึงมือชายชราอย่างนอบน้อม เธออยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ถูกชายชราห้ามไว้ด้วยความตาไว มือไว เห็นได้ชัดว่าชายชราไม่อยากให้เฝิงเซี่ยวเฉินรู้สถานะที่แท้จริงของเขา ส่วนจุดประสงค์นั้นจะเป็นเพราะไม่อยากให้เฝิงเซี่ยวเฉินหวาดกลัว หรือเพราะไม่เห็นค่าพอที่จะอธิบายให้เฝิงเซี่ยวเฉินฟังอย่างชัดเจน เฝิงเซี่ยวเฉินก็ไม่อาจรู้ได้
หรือว่าจะเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัย? หรือว่าจะเป็นหัวหน้าวิศวกร? รถขุดขนาด 25 ลูกบาศก์เมตร รหัส MT25 คันนี้ ไม่แน่ว่าชายชราอาจจะเป็นคนออกแบบเองก็ได้ วันนี้ถ้าตัวเองพูดอะไรที่ทำให้ชายชรายอมรับไม่ได้ ข้าวเย็นมื้อนี้สงสัยคงจะได้กินที่สถาบันวิจัยจริงๆ แล้วล่ะ เพียงแต่ข้าวนี้คงจะอร่อยแต่ย่อยยาก ดีไม่ดีอาจจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานพันธมิตร อย่างที่หลิวเยี่ยนผิงเคยเตือนไว้ก็ได้
ช่างเถอะ อย่าไปคิดเรื่องซ่อนคมอะไรอีกเลย งัดเอาความสามารถที่แท้จริงออกมาข่มชายชราไว้ก่อนดีกว่า ส่วนเรื่องหลังจากนั้นค่อยว่ากันทีหลังก็แล้วกัน
เฝิงเซี่ยวเฉินครุ่นคิดคำนวณอยู่ในใจ







