ชาวบ้านในหมู่บ้านละแวกเมืองตลาดร้างหลายคนจำซูหยุนได้ เพราะซูหยุนนั้นพิเศษเกินไปจริงๆ ในรัศมีร้อยลี้นี้ เกรงว่าคงมีเพียงเขาคนเดียวที่เป็นมนุษย์ที่แท้จริง จึงอดไม่ได้ที่จะดึงดูดความสนใจของพวกเขา
เขตไร้มนุษย์เป็นสถานที่ที่เหล่าภูตผีปีศาจเพ่นพ่าน อันตรายมีอยู่มากมาย ในบรรดานั้นย่อมมีปีศาจที่คิดมิดีมิร้ายกับซูหยุนอยู่ไม่น้อย
ทว่าชื่อเสียงอันน่าเกรงขามของเมืองประตูสวรรค์ ทำให้เหล่าปีศาจยังคงมีความยำเกรงอยู่บ้าง
เมืองประตูสวรรค์คือหนึ่งในสิ่งต้องห้ามของเขตไร้มนุษย์ และเป็นตัวการที่ทำให้โลกอีกใบจุติลงมาเมื่อหกปีก่อน!
เจ้าพวกนั้นหลังจากกลายเป็นภูตผีและเทพเจ้าแล้ว ก็ยังคงเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขตไร้มนุษย์
การก่อตัวของเขตไร้มนุษย์ไม่ได้เป็นเพราะเมืองประตูสวรรค์เพียงอย่างเดียว ประวัติศาสตร์ของเขตไร้มนุษย์แท้จริงแล้วยาวนานกว่าเมืองประตูสวรรค์มากนัก จุดเริ่มต้นของมันถึงขั้นสามารถย้อนกลับไปได้ถึงตอนที่เทียนซื่อหยวนปรากฏขึ้น
เพียงแต่เดิมทีเขตไร้มนุษย์ไม่ได้กว้างใหญ่เท่าตอนนี้ เมืองประตูสวรรค์เป็นผู้ก่อเหตุการณ์โลกนอกฟ้าจุติลงมาเมื่อหกปีก่อน จนส่งผลให้เขตไร้มนุษย์ขยายอาณาเขตออกไป
เมืองประตูสวรรค์และเหตุการณ์โลกนอกฟ้าเมื่อหกปีก่อน แท้จริงแล้วเป็นเพียงหนึ่งในเรื่องประหลาดของเทียนซื่อหยวน และเมืองประตูสวรรค์ก็เป็นเพียงสถานที่รวบรวมยอดฝีมือจากทั่วทุกสารทิศเพื่อมาศึกษาเรื่องประหลาดของเทียนซื่อหยวนเท่านั้น
เทียนซื่อหยวนต่างหากที่เป็นปริศนาลี้ลับที่สุด
เหล่าปีศาจที่ผ่านพ้นเหตุการณ์โลกนอกฟ้าจุติมาได้ ล้วนยำเกรงประชากรของเมืองประตูสวรรค์อย่างมาก ทว่าในเขตไร้มนุษย์ก็ยังมีปีศาจเฒ่าบางตนที่ไม่เห็นเมืองประตูสวรรค์อยู่ในสายตาเช่นกัน
โชคดีที่ถิ่นพำนักของเหล่าปีศาจเฒ่ามักจะอยู่บริเวณใจกลางของเขตไร้มนุษย์ พวกมันจึงแทบไม่เคยมาเยือนสถานที่อย่างเมืองประตูสวรรค์หรือเมืองตลาดร้างเลย
ฮวาหูและจิ้งจอกน้อยทั้งสามเดินตามก้นซูหยุนต้อยๆ เดินเตร็ดเตร่ไปมาในตลาดร้าง การซื้อขายสินค้าในเขตไร้มนุษย์ล้วนใช้เหรียญชิงหง
เหรียญชิงหงมาจากตัวปูชิงหงในทะเลเหนือ บนกระดองของปูชนิดนี้จะมีลวดลายคล้ายสายรุ้งสีครามประดับอยู่ หลังจากกินปูชิงหงแล้ว พอทุบกระดองปูให้แตก ก็จะสามารถแกะเหรียญชิงหงออกมาได้หนึ่งเหรียญ
ว่ากันว่าเหรียญชิงหงชนิดนี้เป็นโลหะจากในทะเล สามารถนำไปหลอมสร้างเป็นของวิเศษได้
ในเมืองตลาดร้างมี "คน" คอยรับซื้อเหรียญชิงหงโดยเฉพาะ ข่าวลือบอกว่าพวกเขาจะนำมันไปขายให้คนในเมือง เพื่อแลกเป็นเงินอู่จู
หลายปีมานี้มีปีศาจไม่น้อยที่เข้าไปหาเลี้ยงชีพในเมือง จึงนำเงินอู่จูติดตัวกลับมาด้วย ในตลาดร้างจึงเริ่มมีปีศาจใช้เงินอู่จูในการซื้อขายแลกเปลี่ยนบ้างแล้ว
"เสี่ยวหยุน ขอเหรียญชิงหงให้ข้าสักสองเหรียญได้หรือไม่?"
ฮวาหูครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วกล่าว "ข้าอยากจะซื้อของเสียหน่อย"
ซูหยุนล้วงเอาปูตัวใหญ่ที่ถูกมัดไว้อย่างแน่นหนาสองตัวออกมาจากตะกร้า ปูสองตัวนั้นหนักอึ้ง บนกระดองมีลวดลายรุ้งสีครามพาดผ่าน
เนื่องจากดวงตาของเขาไม่สู้ดีนัก อีกทั้งยังไม่มีอาชีพหาเงินเป็นหลักเป็นแหล่ง ดังนั้นจึงทำได้เพียงรอช่วงน้ำเกิดเพื่อไปวางลอบดักสัตว์ริมทะเล แล้วนำของทะเลไปแลกเปลี่ยนสินค้าในตลาด เพื่อหาของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน
"คน" ในละแวกนี้แทบไม่มีใครกล้าออกไปหาของทะเล เพราะในทะเลมีสัตว์ประหลาดที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก ซึ่งมักจะขึ้นฝั่งมาหาอาหารอยู่บ่อยครั้ง
ซูหยุนคุ้นเคยกับกระแสน้ำ สามารถคำนวณเวลาน้ำขึ้นน้ำลงได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังวางลอบเป็น ดังนั้นจึงสามารถนำของทะเลมาขายเพื่อประทังชีวิตได้
ทว่าปูชิงหงนั้นจับยากยิ่งนัก ก้ามของพวกมันคมกริบไร้ที่เปรียบ พละกำลังมหาศาล สามารถหนีบนิ้วคนให้ขาดกระเด็นได้อย่างง่ายดาย นับว่าอันตรายอย่างยิ่ง ซูหยุนจึงทำได้เพียงใช้ลอบดักสัตว์เป็นกับดัก และจะจับได้เพียงไม่กี่ตัวในช่วงน้ำเกิดเท่านั้น
ฮวาหูหิ้วปูชิงหงสองตัวเดินมาที่แผงลอยแห่งหนึ่งในตลาดร้าง แล้ววางพวกมันลงบนแผง ปูชิงหงทั้งสองตัวยังคงมีชีวิต ปากของพวกมันพ่นฟองอากาศออกมาดังปุดๆ
เจ้าของแผงคือสุนัขเฒ่าที่คิ้วและหนวดเคราขาวโพลน สวมใส่เสื้อผ้า นั่งหลับตาทำสมาธิอยู่ที่นั่น
"ท่านลุงโก่ว ข้าอยากเรียนวิชาแปลงกาย" ฮวาหูกล่าว
สุนัขเฒ่าตนนั้นสวมเสื้อขนมิงค์ มันแอบหรี่ตาขึ้นมามองฮวาหูแวบหนึ่ง แล้วจึงหลับตาลง พลางกล่าวอย่างเนิบนาบ "ที่แท้ก็เด็กน้อยจากหมู่บ้านเนินจิ้งจอกนี่เอง วิชาแปลงกายถือเป็นความลับที่ไม่ถ่ายทอดให้คนนอกของเผ่าปีศาจเรา แต่ใครใช้ให้ข้ากับจิ้งจอกป่าตนนั้นเป็นพี่น้องต่างมารดากันเล่า? วิชาแปลงกายนี้ข้าย่อมขายให้เจ้าอยู่แล้ว ถึงแม้ข้ากับจิ้งจอกป่าจะเป็นพี่น้องต่างมารดากัน แต่วิชาแปลงกายก็ยังคงเป็นความลับที่ไม่ถ่ายทอดให้คนนอกของเผ่าปีศาจเราอยู่ดี ดังนั้นอย่างไรเสียข้าก็ต้องเก็บเงิน"
มันหิ้วปูชิงหงทั้งสองตัว ลุกขึ้นยืน แล้วแกว่งหางไปมา "ตามข้ามา"
ฮวาหูเรียกจิ้งจอกน้อยทั้งสามให้ตามมา สุนัขเฒ่าขมวดคิ้ว หยุดฝีเท้าลง "เจ้าลูกรองบ้านฮวา เจ้าจะเข้าเมืองก็ช่างเถิด เจ้าอายุสิบสี่แล้ว
แต่พวกมันก็จะเข้าเมืองด้วยหรือ? พวกมันอายุยังน้อยเกินไป!"
ฮวาหูกล่าว "ท่านลุงโก่ว หมู่บ้านเนินจิ้งจอกเหลือเพียงพวกเราสี่คนแล้ว หากข้าจากไปก็คงไม่มีใครคอยดูแลพวกมัน"
สุนัขเฒ่าตนนั้นถอนหายใจ ส่ายหน้าพลางกล่าว "เช่นนั้นหลบซ่อนตัวอยู่ในชนบทไม่ดีหรือไร? เหตุใดจึงต้องดึงดันเข้าเมืองไปรนหาที่ตายด้วย?"
ฮวาหูนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว "พวกเราต้องแก้แค้นให้ท่านอาจารย์!"
สุนัขเฒ่าเงียบงันไป ก้าวเท้าเดินจากไปพลางกล่าว "ยายเฒ่า ช่วยดูแผงให้ข้าที! การเรียนวิชาแปลงกายต้องใช้เวลาสองถึงสามวัน หากพวกเจ้ามีธุระอันใด ก็รีบไปจัดการเสียให้เรียบร้อย"
ฮวาหูรีบไปหาซูหยุนแล้วกล่าว "ข้ากับเสี่ยวฝานและพวกน้องๆ ต้องรั้งอยู่ที่เมืองตลาดร้างอีกสองถึงสามวัน เสี่ยวหยุน เจ้าเดินทางกลับไปคนเดียวก็จงระวังตัวให้ดีด้วย"
ซูหยุนกล่าวพลางหัวเราะ "เส้นทางสายนี้ข้าเทียวไปเทียวมาไม่รู้ตั้งกี่รอบแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอก"
ฮวาหูเดินจากไป
ซูหยุนเดินเตร็ดเตร่อยู่ในตลาดร้างอีกครู่หนึ่ง การที่ไม่มีพวกฮวาหูอยู่ด้วยนั้นช่างไม่สะดวกเอาเสียเลย เขามองไม่เห็นสินค้าที่เจ้าของแผงนำมาขาย
ซูหยุนหมดอารมณ์จะเดินต่อ จึงเดินกลับไปตามเส้นทางเดิมเพียงลำพัง เวลานี้ยังถือว่าเช้าเกินไปสำหรับการเลิกตลาด เมื่อเขามาถึงสะพานตาชั่ง บนสะพานกลับไร้ผู้คน เด็กหนุ่มสะพายตะกร้าเดินขึ้นไปบนสะพาน แล้วยืนรออย่างเงียบๆ
ลำพังน้ำหนักตัวของเขาเพียงคนเดียวไม่สามารถข้ามสะพานไปได้ จำเป็นต้องรอให้มีคนมาเพิ่มอีกสักสองสามคนจึงจะพอ
รออยู่ครู่หนึ่ง ก็พลันได้ยินเสียงหนึ่งลอยมา "รอก่อน! รอก่อน! ข้าก็จะข้ามสะพานเหมือนกัน!"
ซูหยุนได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาใกล้ คนผู้หนึ่งก้าวขึ้นมาบนสะพาน ยืนอยู่ห่างจากเขาไปไม่ไกลนัก ซูหยุนมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า เขาพยักหน้ายิ้มทักทาย คนผู้นั้นเมื่อเห็นเขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ "เจ้าคือหนุ่มน้อยจากเมืองประตูสวรรค์คนนั้นใช่หรือไม่?"
ซูหยุนเอ่ยด้วยความประหลาดใจ "สหายรู้จักข้าด้วยหรือ? ทว่าข้ากลับรู้สึกไม่คุ้นหูเสียงของท่านเอาเสียเลย"
คนผู้นั้นน่าจะอายุยังไม่มากนัก น้ำเสียงมีความทุ้มลึกของคนที่เพิ่งเสียงแตกหนุ่ม เขากล่าวกลั้วหัวเราะ "ตอนนี้เจ้าเป็นคนดังแล้ว มีใครบ้างที่ไม่รู้จักเจ้า? ได้ยินมาว่าเจ้าสังหารคนในเมืองไปหลายคน อีกทั้งยังหลบหลีกอาคมของบัณฑิตจากในเมืองที่ห้วยอสรพิษได้อีกด้วย ร้ายกาจยิ่งนัก"
ซูหยุนขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ข้าเคยเห็นเจ้าอยู่ไกลๆ เพียงแต่ไม่เคยพูดคุยด้วย เจ้าไม่เคยเห็นหน้าข้าก็เป็นเรื่องปกติ ข้าเพิ่งซื้อหาบฟืนจากตลาดกลับมา"
คนหาบฟืนกล่าว "ข้าชื่อหลี่เยี่ยนเจิ้น มาจากหมู่บ้านตระกูลหลี่"
ขณะนั้นเอง ที่ฝั่งตรงข้ามของสะพานก็มีคนตะโกนขึ้นมา "พวกเจ้าอย่ามัวชักช้าอืดอาด รีบข้ามสะพานมาได้แล้ว ทางนี้ข้ายังรอข้ามสะพานอยู่นะโว้ย!"
ใบหูของซูหยุนกระตุกเล็กน้อย "เสียงของสหายที่รอข้ามสะพานอยู่ฝั่งตรงข้าม ข้าก็รู้สึกไม่คุ้นหูเช่นกัน สหายเอ๋ย พวกเราคนไม่พอ ไม่สามารถข้ามสะพานไปได้หรอก!"
คนฝั่งตรงข้ามกล่าวอย่างมีน้ำโห "พวกเจ้าก็ถือของกันอยู่ไม่ใช่หรือไร คนหนึ่งหนักเท่ากับสองคนแล้ว รีบข้ามมาเสียที อย่าทำให้ข้าเสียเวลาไปตลาด!"
หลี่เยี่ยนเจิ้นกล่าวกลั้วหัวเราะ "ชายผู้นี้กล่าวมีเหตุผล ลองดูเถิด หากข้ามไปได้ก็ข้าม แต่หากข้ามไม่ได้ค่อยกลับมารอคนเพิ่มอีกสักสองสามคน"
ซูหยุนเดินนำอยู่เบื้องหน้า หลี่เยี่ยนเจิ้นก็เร่งเร้า "เดินให้มันเร็วหน่อย"
ซูหยุนยิ้มบางพลางกล่าว "ข้าเป็นคนตาบอด ย่อมเดินไม่เร็วนัก มิสู้ให้ท่านเดินนำหน้าดีหรือไม่?"
หลี่เยี่ยนเจิ้นส่ายหน้า "ข้าหาบฟืนอยู่ สะพานก็แคบเพียงนี้ จะให้แทรกตัวไปอยู่ข้างหน้าเจ้าได้อย่างไร? รีบเดินไปเถอะน่า"
ซูหยุนเดินไปเบื้องหน้า เผลอแป๊บเดียวก็เดินมาถึงกลางสะพานแล้ว เขาเดินต่อไปอีกสองสามก้าว ขณะนั้นเองพื้นสะพานก็สั่นไหวเล็กน้อย และกำลังจะเอียงลาดลงไปทางฝั่งตรงข้าม
ซูหยุนเลิกคิ้วขึ้น "พี่หลี่ หรือว่าบนสะพานจะมีคนอื่นอยู่อีก?"
ที่เบื้องหน้าของเขา มนุษย์ประหลาดร่างคนเขาแกะสองตน ตนหนึ่งกำลังย่อตัวลงต่ำ มือถือดาบยาว ส่วนอีกตนยืนอยู่ด้านหลัง ถือกระบี่เตรียมพร้อมจู่โจม
มนุษย์ประหลาดทั้งสองกลั้นหายใจรวมสมาธิ หยาดเหงื่อผุดซึมขึ้นมาบนหน้าผาก ทว่ากลับไม่ส่งเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาเลย แม้กระทั่งลมหายใจของพวกมันก็ยังแผ่วเบาจนแทบไม่อาจสัมผัสได้
ดาบและกระบี่ในมือของพวกมันชี้ตรงมาที่ซูหยุน ปลายกระบี่และปลายดาบหยุดนิ่งไม่ไหวติง ซูหยุนห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ก็จะเดินชนปลายกระบี่ด้วยตัวเองอยู่แล้ว!
"มีคนเสียที่ไหนกัน?"
ด้านหลังของซูหยุน คนหาบฟืนกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ "เจ้าคนตาบอดนี่ ชักช้าอืดอาดอยู่ได้ รีบเดินไปสิ!"
ฝั่งตรงข้ามสะพานก็มีคนตะโกนร้องขึ้นมาเช่นกัน "รีบข้ามมาเร็วเข้า ข้ายังต้องข้ามสะพานไปตลาดอีกนะ!"
ทว่าสิ่งที่ซูหยุนมองไม่เห็นก็คือ คนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามสะพานผู้นั้นแท้จริงแล้วก็เป็นมนุษย์ประหลาดร่างคนเขาแกะเช่นกัน และคนหาบฟืนที่อยู่ด้านหลังของเขาก็มีเขาแกะงอกอยู่บนหัวด้วย!
ซูหยุนมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า เขาเอ่ยขอโทษขอโพยพวกมัน ก่อนจะยกเท้าเดินเชื่องช้าไปเบื้องหน้าต่อไป
นัยน์ตาของคนหาบฟืนทอประกายวาบ มือขวาค่อยๆ ชักดาบยาวเล่มหนึ่งออกมาจากกองฟืนอย่างเชื่องช้า
พละกำลังของมันมหาศาลยิ่งนัก มือซ้ายค่อยๆ ประคองหาบฟืนขึ้น โน้มตัวลง แล้ววางหาบฟืนลงบนพื้นสะพานอย่างเงียบกริบไร้สุ้มเสียง
สะพานหินของสะพานตาชั่งนั้นแคบมาก มีความกว้างเพียงหนึ่งก้าวเศษๆ แทบจะวางหาบฟืนลงไปไม่ได้ด้วยซ้ำ
ดวงตาของคนหาบฟืนจ้องเขม็งไปที่แผ่นหลังของซูหยุน ลมหายใจเริ่มติดขัดเล็กน้อย มันค่อยๆ ยืดตัวขึ้น ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ มันก็มองเห็นว่าใต้ผิวหนังของซูหยุนมีมังกรเจียวหลงกำลังแหวกว่ายอยู่!
ยามนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง ซูหยุนจึงสวมใส่เสื้อผ้าทับกันหลายชั้น ทำให้สามารถมองเห็นผิวหนังของเขาได้เพียงบริเวณหลังคอและข้อเท้าเท่านั้น
กรงเล็บอันแหลมคมและหัวของมังกรเจียวหลงนั้น คนหาบฟืนไม่มีทางจำผิดแน่ เห็นเพียงเศษเสี้ยวก็รู้แจ้งถึงตัวตน เพียงแค่มองเห็นเกล็ดและกรงเล็บ มันก็สามารถ "มองออก" ได้เลยว่าการไหลเวียนปราณโลหิตของซูหยุนในเวลานี้ ย่อมต้องรุนแรงถึงขีดสุดอย่างแน่นอน!
ปราณโลหิตของคนผู้นั้น ปะทุรุนแรงจนปรากฏรูปร่าง กลายสภาพเป็นมังกรเจียวหลงไหลทะลักออกมาจากขั้วหัวใจ มังกรเจียวหลงแหวกว่ายคดเคี้ยวอยู่บนชั้นผิวหนัง แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ก่อเกิดเป็นขุมพลังอันกล้าแกร่ง!
ในช่วงเวลาสั้นๆ ปอดของซูหยุนสามารถสูดเอาอากาศเข้าไปได้มากกว่าปกติถึงหลายเท่าตัว!
พลังบีบตัวของหัวใจเขาก็รุนแรงกว่าปกติหลายเท่าตัวเช่นกัน ทำให้ความเร็วในการสูบฉีดเลือดพุ่งทะยานขึ้นอย่างมหาศาล!
กล้ามเนื้อกว่าหกร้อยมัดทั่วร่างของเขาได้เตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว ทุกการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อมัดต่างๆ ล้วนก่อให้เกิดพลังระเบิดที่สูงกว่าปกติถึงหลายเท่าตัว!
หากพลังของเขาปะทุออกมา ย่อมต้องน่าสะพรึงกลัวประดุจดินปืนระเบิดอย่างแน่นอน!
"ระวัง!"
คนหาบฟืนแผดเสียงตะโกน ทว่าคำว่า "ระ" ของมันเพิ่งจะหลุดออกจากปาก ซูหยุนก็ก้าวพรวดออกไปแล้ว ร่างของเขาห่างจากการเสียบทะลุเข้ากับดาบและกระบี่เบื้องหน้าเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น
ภายใต้การเหนี่ยวนำของไอพลัง มนุษย์ประหลาดเขาแกะทั้งสองตนเบื้องหน้าก็ระเบิดพลังออกมาโดยไม่รู้ตัว ดาบยาวและกระบี่ถูกแทงสวนออกไปเบื้องหน้า!
ในจังหวะเดียวกับที่พวกมันแทงอาวุธออกไป ซูหยุนก็ก้าวถอยหลังไปแล้ว ราวกับล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าจนสามารถหลบหลีกดาบและกระบี่ได้พ้น ขณะที่ถอยร่น เขาได้ใช้วิชามังกรเจียวสะบัดหางครึ่งกระบวนท่า ตวัดเท้ากวาดเตะไปเบื้องหลัง!
ปัง!
หาบฟืนนั้นระเบิดกระจาย บดบังทัศนวิสัยของคนหาบฟืนเอาไว้!
"วัง!"
ขณะที่คนหาบฟืนกำลังลุกขึ้น คำที่สองก็ถูกตะโกนออกมา มือซ้ายของซูหยุนยื่นออกไปเบื้องหน้า ปราณโลหิตส่งเสียงดังฟู่ๆ พุ่งทะลักออกมานอกร่าง ก่อตัวเป็นรูปปากขนาดใหญ่ของมังกรเจียวหลงล้อมรอบฝ่ามือเอาไว้!
พลันได้ยินเสียงเคร้งดังขึ้น ดาบยาวของมนุษย์ประหลาดเขาแกะตนนั้นถูกมือซ้ายของซูหยุนคว้าจับเอาไว้ คมดาบอันแหลมคมกลับไม่อาจสร้างบาดแผลให้แก่ฝ่ามือของเขาได้เลยแม้แต่น้อย
"โฮก!"
เสียงมังกรคำรามดังกึกก้องขึ้นมาฉับพลัน แขนซ้ายของซูหยุนบิดหมุน ดาบยาวเล่มนั้นส่งเสียงดังกริ๊กๆๆ ถูกบิดจนเป็นเกลียว มนุษย์ประหลาดเขาแกะตนนั้นเผยสีหน้าหวาดผวา เมื่อเห็นว่าท่อนแขนข้างที่ถือดาบของตนก็ถูกบิดจนเป็นเกลียวเช่นเดียวกัน!
ข้อต่อข้อมือของมันส่งเสียงดังกรอบแกรบ เส้นเอ็นฉีกขาด จากนั้นกลุ่มกล้ามเนื้อท่อนแขนล่าง ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้องอ กล้ามเนื้อเหยียด กล้ามเนื้อมัดสั้น และกล้ามเนื้อนิ้ว ล้วนบิดเบี้ยวผิดรูป กระดูกแขนก็หมุนตาม ส่งผ่านขุมพลังที่รุกรานเข้ามานี้ลามขึ้นไปยังต้นแขน
กร๊อบ!
กระดูกสะบักของมันหลุดออกจากเบ้า ท่อนแขนข้างที่ถือดาบบิดเบี้ยวราวกับขนมเกลียวทอดในกระทะน้ำมัน มันถึงขั้นมองเห็นกล้ามเนื้อบนท่อนแขนของตนกระตุกเต้นอย่างรุนแรง ตลอดจนเส้นเลือดที่ปริแตกออก!