ก่อนจากไป ฉิวสุ่ยจิ้งบอกกับเขาว่า การศึกษาถูกผูกขาดอยู่ในมือของชนชั้นสูง บัณฑิตตระกูลยากไร้ไม่มีทางทัดเทียมกับลูกหลานชนชั้นสูงได้เลยหากอาศัยเพียงโรงเรียนหลวง
ฉิวสุ่ยจิ้งบอกเขาว่า ต้องมีความดิบเถื่อน
ความดิบเถื่อนที่ลูกหลานชนชั้นสูงไม่มี!
การเข้าไปในโลกอันน่ามหัศจรรย์นั้นผ่านประตูสวรรค์ แม้อาจถูกกระบี่เซียนลอบสังหาร แต่ตราบใดที่เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ก็สามารถไปถึงข้างภาพวาดเซียนนั้นและคว้าเคล็ดวิชาที่ต้องการมาได้ก่อนที่กระบี่เซียนจะพุ่งเข้ามา!
ถึงแม้จะมีอันตรายถึงชีวิต แต่นี่ไม่ใช่ความดิบเถื่อนอย่างที่ท่านสุ่ยจิ้งบอกหรอกหรือ?
ปัญหาตอนนี้คือ จะเปิดประตูสวรรค์เพื่อเข้าไปในโลกนั้นอีกครั้งได้อย่างไร?
"กุญแจสำคัญในการเปิดประตูสวรรค์ อยู่ที่ซุ้มประตูแปดทิศเทียมฟ้านั่น"
ซูหยุนตกอยู่ในห้วงความคิด และคิดในใจว่า "ซุ้มประตูแปดทิศเทียมฟ้านั่นดูดซับพลังปราณของข้า จากนั้นสัตว์เทพและสัตว์ประหลาดต่างๆ บนซุ้มประตูก็บินออกมาตกลงบนประตูสวรรค์ บางทีข้าอาจจะแค่ต้องใช้พลังปราณของตัวเองกระตุ้นซุ้มประตูแปดทิศเทียมฟ้านั่นอีกครั้ง ก็จะสามารถเปิดประตูสวรรค์และเข้าไปในโลกนั้นได้"
เขาไม่ได้ทดลองทำในทันที โลกหลังประตูสวรรค์นั้นลึกลับยากจะหยั่งถึง กระบี่เซียนเล่มนั้นอาจจะยังไปไม่ไกล อีกทั้งเขาได้รับเคล็ดวิชามังกรจระเข้คำรามที่ระดับสูงกว่ามาแล้ว ตอนนี้จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปในประตูสวรรค์อีก
"พี่รองฮวา หัวไหล่ซ้ายของท่านสูงไปหนึ่งนิ้ว"
ด้านนอกหมู่บ้านเนินจิ้งจอก ฮวาหูกับจิ้งจอกน้อยทั้งสามกำลังขยันหมั่นเพียรฝึกฝนกันอยู่ เรือนร่างของพวกมันเคลื่อนไหวราวกับมังกรจระเข้ ฝึกกระบวนท่าหลักทั้งหกของเคล็ดมังกรจระเข้คำรามซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ซูหยุนยืนอยู่ด้านข้าง แม้เด็กหนุ่มจะมองไม่เห็น แต่กลับราวกับสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของพวกมันได้ และเอ่ยปากชี้แนะเป็นระยะ
"เสี่ยวฝาน ตอนที่เจ้าฝึกรูปลักษณ์มังกร กล้ามเนื้อเอวของเจ้าแข็งทื่อเกินไป จำไว้ว่าอย่าใช้กล้ามเนื้อเอวออกแรง แต่ต้องใช้กระดูกสันหลังออกแรง"
"ชิงชิวเย่ว์ กระบวนท่ามังกรจระเข้พ้นวารีของเจ้าพลังยังไม่พอ อ่อนปวกเปียกไม่มีความดุร้ายเลยสักนิด!"
นับตั้งแต่เขาหนีตายออกมาจากประตูสวรรค์จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาเกือบยี่สิบวันแล้ว ในช่วงเวลานี้ เขาได้ถ่ายทอดเสียงคำรามสายฟ้าทั้งสี่ของเคล็ดมังกรจระเข้คำรามให้กับพวกฮวาหู โดยอ้างว่าเป็นวิชาที่ฉิวสุ่ยจิ้งถ่ายทอดให้
ส่วนเรื่องที่เขาเปิดประตูสวรรค์ และจิตวิญญาณลอยขึ้นไปยังอีกโลกหนึ่งนั้น เขาไม่คิดจะบอกกับฮวาหู
เพราะเรื่องนี้มันประหลาดเกินไป อีกทั้งยังมีเรื่องราวลี้ลับที่ทำให้ผู้คนต้องหวาดผวาซ่อนอยู่มากมาย
ตัวอย่างเช่น ทำไมร่างเนื้อของท่านลุงชวีถึงไปตายอยู่ในโลกนั้น? ทำไมเขาต้องยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อขโมยภาพวาดประหลาดนั่นออกมา?
ทำไมภาพวาดประหลาดนั่น ถึงสามารถเติมเต็มเคล็ดวิชา หรือกระทั่งทำให้เหนือล้ำกว่าเคล็ดวิชาต้นฉบับได้?
แล้วกระบี่เซียนเล่มนั้นมาจากไหน?
หากเรื่องราวแปลกประหลาดเหล่านี้แพร่งพรายออกไป อาจไม่ใช่เรื่องดีสำหรับพวกซูหยุน
"เรื่องโลกหลังบานประตูและภาพวาดนั้น ยิ่งมีคนรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี การที่พวกพี่รองฮวาไม่รู้เรื่องนี้ กลับเป็นการปกป้องพวกเขาเสียมากกว่า" ซูหยุนสัมผัสการเคลื่อนไหวของพวกฮวาหูอย่างละเอียด เพื่อบ่มเพาะสัมผัสปราณของตนเอง และคิดในใจ
แม้เขาจะอายุยังน้อย แต่การใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังมาตลอดทั้งปี ก็ทำให้เขามีความคิดที่รอบคอบรัดกุมกว่าคนในวัยเดียวกัน
เมื่อดวงตาของคนเรามองไม่เห็น ก็ย่อมคิดอะไรได้มากขึ้น
ของวิเศษย่อมกระตุ้นความโลภของมนุษย์ โดยเฉพาะของวิเศษอย่างภาพวาดเซียน
ในช่วงสิบกว่าวันที่ผ่านมา ฮวาหูก็ฝึกฝนเคล็ดมังกรจระเข้คำรามสำเร็จในระดับที่สอง ส่วนหลีเสี่ยวฝาน หูปู้ผิง และชิงชิวเย่ว์ต่างก็ฝึกฝนเคล็ดมังกรจระเข้คำรามสำเร็จในระดับแรกได้อย่างราบรื่น
สำหรับเคล็ดเตาหลอมแปรเปลี่ยนบทแรก ฮวาหูก็ฝึกฝนสำเร็จในขั้นที่สามอย่างราบรื่น ส่วนจิ้งจอกน้อยอีกสามตัวก็ฝึกฝนสำเร็จในขั้นที่สอง นับว่าก้าวหน้าอย่างรวดเร็วยิ่ง
เป็นเพราะซูหยุนถ่ายทอดเสียงคำรามสายฟ้าทั้งสี่ให้กับพวกมัน ความก้าวหน้าของพวกมันจึงได้รวดเร็วปานนี้
ส่วนตัวซูหยุนเองนั้น ความก้าวหน้าในช่วงเวลานี้นับว่าน่าทึ่งยิ่งกว่า!
การบ่มเพาะพลังปราณของซูหยุนลึกล้ำขึ้นทุกวัน เคล็ดเตาหลอมแปรเปลี่ยนบทแรกก็ฝึกฝนจนถึงขั้นที่สามจุดสูงสุดแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะก้าวเข้าสู่ขั้นที่สี่รอมร่อ
เคล็ดเตาหลอมแปรเปลี่ยนบทแรกขั้นที่หนึ่ง คือการใช้ร่างกายตนเองเป็นฟ้าดิน จุดไฟเตาหลอมภายในร่างกาย
สัญญาณของการฝึกฝนสำเร็จในขั้นที่สอง คือเปลวไฟในเตาหลอมจะมีสองสี เปลวไฟชั้นแรกเป็นสีม่วง เปลวไฟชั้นที่สองเป็นสีแดง ดังนั้นจึงเรียกอีกอย่างว่าเปลวไฟคู่
เคล็ดเตาหลอมแปรเปลี่ยนขั้นที่สาม เปลวไฟเตาหลอมจะเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชั้น คือเปลวไฟสีส้ม
ขั้นที่สี่
เพิ่มเปลวไฟเตาหลอมสีเหลืองขึ้นมาอีกหนึ่งชั้น
ขั้นที่ห้า เพิ่มเปลวไฟเตาหลอมสีขาวขึ้นมาอีกหนึ่งชั้น
ขั้นที่หก เพิ่มเปลวไฟเตาหลอมสีฟ้าขึ้นมาอีกหนึ่งชั้น
เมื่อเคล็ดเตาหลอมแปรเปลี่ยนขั้นที่หกบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์ ก็จะสามารถเข้าสู่ขอบเขตหยวนต้งได้
ซูหยุนเคยเห็นจระเข้เทพข้ามทัณฑ์สวรรค์ด้วย "ตาตัวเอง" มาก่อน มังกรจระเข้ที่เขาเพ่งจิตสร้างขึ้นจึงดูสมจริง ทรงพลัง และน่าเกรงขามกว่าของพวกฮวาหูมาก ดังนั้นความเร็วในการบ่มเพาะจึงรวดเร็วกว่าด้วย
ตอนนี้เมื่อเขาโคจรเคล็ดเตาหลอมแปรเปลี่ยน เปลวไฟในเตาหลอมก็มีถึงสามชั้น เมื่อฝึกฝน การบ่มเพาะพลังปราณก็จะยิ่งยกระดับได้รวดเร็วยิ่งขึ้น!
ทว่า ถึงแม้ซูหยุนจะฝึกฝนกระบวนท่าทั้งหกของเคล็ดมังกรจระเข้คำรามจนแตกฉาน แต่ในหัวของเขาก็มักจะมีเงากระบี่สายหนึ่งปรากฏขึ้นมาอยู่เสมอ
นั่นคือกระบี่ที่ฟาดฟันสังหารจระเข้เทพที่กำลังข้ามทัณฑ์สวรรค์!
กระบี่นั้นทำลายกระบวนท่าทั้งหกของเคล็ดมังกรจระเข้คำราม และสังหารมังกรจระเข้ลงอย่างราบคาบ มันสร้างความตื่นตะลึงให้กับซูหยุนยิ่งกว่าตอนที่เห็นจระเข้เทพข้ามทัณฑ์สวรรค์เสียอีก!
กระบี่นั้นปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัวของเขา สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด
ทุกครั้งที่การบ่มเพาะของเขาก้าวหน้าขึ้นอีกขั้น เงามืดของกระบี่นั้นก็จะปรากฏขึ้นมาทรมานจิตใจของเขาเสมอ คล้ายกับมีเสียงกระซิบบอกเขาว่า ไม่ว่าเขาจะฝึกฝนกระบวนท่าทั้งหกของเคล็ดมังกรจระเข้คำรามได้สมบูรณ์แบบเพียงใด ก็ไม่อาจหนีพ้นกระบี่นี้ไปได้!
กระทั่งบางครั้ง ซูหยุนถึงกับสะดุ้งตื่นจากความฝัน เขาฝันว่าในขณะที่ตัวเองกำลังใช้วิชามังกรจระเข้คำราม ก็ถูกกระบี่ที่พุ่งเข้ามาอย่างกะทันหันนี้ตัดศีรษะจนขาดสะบั้น!
"ท่านสุ่ยจิ้งบอกว่า เคล็ดเตาหลอมแปรเปลี่ยนบทแรกเป็นเคล็ดวิชาสร้างรากฐาน มีเพียงหกขั้น หากฝึกฝนจนถึงขั้นที่หกก็ถือว่าสร้างรากฐานสำเร็จ เมื่อถึงตอนนั้น ข้าก็จะสามารถขับไล่เงากระบี่ในดวงตาออกไปได้"
ซูหยุนคิดในใจ "พรุ่งนี้ข้าก็จะสามารถฝึกฝนเคล็ดเตาหลอมแปรเปลี่ยนสำเร็จในขั้นที่สามได้แล้ว พอถึงสิ้นปี ข้าจะต้องฝึกฝนจนถึงขั้นที่หกได้อย่างแน่นอน!"
อารมณ์ของเขาค่อยๆ สงบลง และเลิกคิดถึงเรื่องกระบี่เซียนเล่มนั้น
ฉิวสุ่ยจิ้งเคยบอกเขาว่า สำหรับเขาแล้วการสร้างรากฐานถือเป็นอุปสรรคด่านหนึ่ง หากผ่านด่านนี้ไปได้ ดวงตาก็จะหายเป็นปกติ ถึงตอนนั้นเขาก็จะสามารถบ่มเพาะจิตวิญญาณและพลังเทวะจิตวิญญาณได้เหมือนคนปกติทั่วไป
เพียงแต่ซูหยุนไม่เคยคิดเลยว่า ฉิวสุ่ยจิ้งจะปิดบังอะไรบางอย่างกับเขา
ฉิวสุ่ยจิ้งไม่ได้บอกเขาว่า แท้จริงแล้วเขาได้ฝึกฝนจนบรรลุพลังเทวะจิตวิญญาณมาตั้งนานแล้ว
ระฆังเหลืองก็คือพลังเทวะจิตวิญญาณของเขา แต่ตอนที่เขาฝึกฝนจนสร้างระฆังเหลืองออกมาได้นั้น ไม่เพียงแต่จะยังไม่ได้บ่มเพาะถึงขอบเขตหยวนต้งหรืออวิ้นหลิงเท่านั้น กระทั่งรากฐานเขาก็ยังไม่ได้สร้างเลยด้วยซ้ำ!
ที่ฉิวสุ่ยจิ้งให้ความสำคัญกับเขา ก็เป็นเพราะเหตุนี้เอง
เด็กหนุ่มตาบอดคนหนึ่ง อาศัยอยู่ในเทียนซื่อหยวนที่มีปีศาจเพ่นพ่านไปทั่ว และอยู่ในเมืองประตูสวรรค์ที่ไม่มีคนเป็นอาศัยอยู่นอกจากตัวเอง ไม่เพียงแต่จะใช้ชีวิตรอดมาได้นานถึงหกปี แต่ยังอาศัยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของตัวเอง ใช้เวลาหกปีเต็มเพ่งจิตสร้างพลังเทวะจิตวิญญาณของตัวเองขึ้นมาได้ดื้อๆ!
ไม่ต้องพูดถึงพรสวรรค์ แค่ความอุตสาหะเพียงอย่างเดียว ก็หาได้ยากยิ่งในใต้หล้าแล้ว!
ท้องฟ้าเริ่มมืดค่ำ ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบเขา ฮวาหูกับจิ้งจอกน้อยทั้งสามก็ฝึกฝนจนเหนื่อยล้าแล้ว จึงหยุดพัก ซูหยุนหันไปพูดกับฮวาหูว่า "พี่รองฮวา คืนนี้เทียนซื่อหยวนจะเปิดตลาดกลางคืน พลาดไม่ได้เด็ดขาด พวกท่านจะไปตลาดกลางคืนกับข้าหรือไม่?"
ฮวาหูกับจิ้งจอกน้อยทั้งสามตัวสั่นสะท้านขึ้นมาหลายครั้ง แล้วรีบส่ายหน้าอย่างลุกลี้ลุกลน
ชิงชิวเย่ว์ยืนขึ้นเหมือนกระรอก พลางแกว่งหางจิ้งจอกไปมา "พี่เสี่ยวหยุน พวกเราไม่ไปดีกว่า!"
"ก็ดี ตลาดกลางคืนไม่มีอะไรน่าสนุกหรอก ทุกคนแทบไม่คุยกันเลย"
ซูหยุนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยชวนอีกครั้ง "หมู่บ้านเนินจิ้งจอกถูกทำลายไปแล้ว สู้พวกท่านย้ายมาอยู่ที่เมืองประตูสวรรค์กับข้าดีกว่า จะได้คอยดูแลกันและกันด้วย"
จิ้งจอกน้อยทั้งสามหันขวับไปมองฮวาหูพร้อมกัน ฮวาหูรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที
ซูหยุนรู้สึกเศร้าหมอง เขาเดินจากไปตามลำพังเพื่อกลับไปยังเมืองประตูสวรรค์
ปีศาจจิ้งจอกทั้งสี่ตัวยืนสองขา มองส่งเด็กหนุ่มตาบอดเดินจากไปในความมืด หลีเสี่ยวฝานพูดอย่างลังเลว่า "พี่รอง พวกเราจะไม่บอกพี่เสี่ยวหยุนจริงๆ หรือ ว่าในเมืองประตูสวรรค์มีเขาเป็นคนอยู่แค่คนเดียวน่ะ?"
ฮวาหูส่ายหน้า "เมื่อก่อนอาจารย์จิ้งจอกป่าเคยกำชับพวกเราไว้ ว่าห้ามบอกความจริงเรื่องเมืองประตูสวรรค์กับเสี่ยวหยุนเด็ดขาด ช่วงที่ท่านสุ่ยจิ้งมาพักอยู่หลายวัน ก็ไม่ได้บอกความจริงเรื่องเมืองประตูสวรรค์กับเขาเหมือนกัน ความจริงมันโหดร้ายเกินไป ถ้าพวกเราบอกเขา เขาอาจจะรับไม่ไหว ปล่อยให้เขาค่อยๆ ค้นพบด้วยตัวเองจะดีกว่า"
จิ้งจอกน้อยทั้งสามพยักหน้าเงียบๆ
เมื่อฮวาหูเห็นซูหยุนเดินไปข้างหน้าอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง ก็อดใจอ่อนไม่ได้ จึงวิ่งตามซูหยุนไปพลางพูดว่า "พวกเจ้าสามตัวอยู่ในหมู่บ้านนี่แหละ ข้าจะไปเป็นเพื่อนเสี่ยวหยุนที่ดงผี... ถุย ไปตลาดกลางคืนเอง!"
จิ้งจอกน้อยทั้งสามเขย่งเท้าชะเง้อมอง หูปู้ผิงพูดขึ้นว่า "พวกเจ้าว่าพี่รองฮวาจะโดนภูตผีปีศาจกินไหม?"
จิ้งจอกน้อยอีกสองตัวหันไปถลึงตาใส่มันอย่างดุร้ายพร้อมกัน หูปู้ผิงรีบหดหางจุกตูด แล้วยิ้มเจื่อนๆ "ข้าล้อเล่นน่ะ!"
"พี่รองฮวา พวกเรากลับเมืองประตูสวรรค์กันก่อนเถอะ!"
ซูหยุนกับฮวาหูเดินผ่านหมู่บ้านเหลือง อ้อมห้วยอสรพิษมาตลอดทาง ซูหยุนตื่นเต้นมากและเสนอว่า "ที่บ้านข้ายังมีของวิเศษอยู่อีกหน่อย เอาไปที่ตลาดกลางคืนด้วยกันเถอะ ถ้าขายไม่ออก พวกเราก็ไปเดินเล่นในตลาดกลางคืนกัน ข้ายังไม่เคยไปเดินในตลาดกลางคืนเลย บางทีอาจจะได้ของดีๆ ติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง"
ฮวาหูหน้าซีดเผือด พยายามคุมน้ำเสียงของตัวเองให้ราบเรียบที่สุด "เสี่ยวหยุน ที่บ้านเจ้าจะมีของดีอะไรได้? อย่าไปที่เมืองผี... เมืองประตูสวรรค์นั่นเลย พวกเราไปตลาดกลางคืนกันเลยเถอะ"
ซูหยุนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะออกมา "หลายปีมานี้ที่ข้าไปตั้งแผงขายของ ข้ายังขายของไม่ได้เลยสักชิ้นเดียว สงสัยของบ้านข้าจะไม่ดีจริงๆ นั่นแหละ ช่างเถอะ พวกเราไปตลาดกลางคืนกันเลยดีกว่า!"
เขาชี้ไปข้างหน้า "พี่รอง บ้านที่อยู่ใต้ต้นหลิวต้นนั้น คือบ้านของท่านลุงเฉิน! ท่านลุงเฉินเป็นคนดีมาก ป่านนี้เขามักจะรอข้าอยู่เสมอ! ท่านมองเห็นเขาไหม?"
ฮวาหูมองออกไปแต่ไกล เห็นเพียงหลุมศพเล็กๆ รกร้างอยู่ใต้ต้นหลิวที่คดงอต้นนั้น นอกจากนี้ ยังมีชายชราคนหนึ่งเอาคอแขวนไว้ใต้ต้นหลิว เมื่อลมพัดมา แขนขาของชายชราก็ห้อยต่องแต่ง ร่างกายแกว่งไกวไปมา
"มองเห็นสิ..." ฟันในปากของฮวาหูกระทบกันดังกึกๆ มันกอดหางตัวเองไว้แน่น แล้วเดินเตาะแตะตามหลังซูหยุนไป
"ท่านลุงเฉิน ท่านลุงเฉิน!"
ซูหยุนตะโกนเรียกมาแต่ไกล "ข้าพาเพื่อนมาด้วยคนหนึ่ง!"
ฮวาหูเอาหางยัดเข้าปากเพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอร้องออกมา เดินโซซัดโซเซตามซูหยุนไป พลางคิดในใจว่า "ไม่กลัว ไม่กลัว ข้าเป็นปีศาจ ปีศาจไม่กลัวภูตผี..."
บนท้องฟ้ายามค่ำคืนปรากฏพระจันทร์เสี้ยวส่องแสงสลัว ฮวาหูมองเห็นชายชราที่แขวนคออยู่ใต้ต้นหลิวคดงอนั้น เอาคอของตัวเองออกจากเชือกเบาหวิว แล้วร่วงลงมาบนเนินหลุมศพเล็กๆ ด้านล่างอย่างแผ่วเบา โดยไม่เกิดเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาเลย
ฮวาหูรู้สึกขนลุกซู่ เดินตามซูหยุนไปจนถึงใต้ต้นหลิว
แม้ซูหยุนจะมองไม่เห็น แต่กลับราวกับมองเห็นชายชราที่นั่งอยู่บนเนินหลุมศพ เขาโค้งคำนับและกล่าวว่า "ท่านลุงเฉิน"
ดวงตาของท่านลุงเฉินทอแสงสีเขียวเยียบเย็นในความมืด จ้องมองฮวาหูที่อยู่ด้านหลังซูหยุน ราวกับลูกไฟผีในสุสาน
ฮวาหูกอดหางตัวเองไว้ กัดปลายหางตัวเองแน่น แทบจะหมดสติไปอยู่รอมร่อ
"เสี่ยวหยุนเองเรอะ"
น้ำเสียงของท่านลุงเฉินแฝงความเย็นชาประหนึ่งผลักไสผู้คนออกไปไกลพันลี้ เขากล่าวอย่างเฉยเมย "วันนี้เจ้ามาสายไปหน่อยนะ มาก็มาเถอะ ยังจะเอาของขวัญมาด้วยทำไม..."
ตึง
ฮวาหูล้มหงายหลังตึง สลบเหมือดไปในทันที ทั้งที่ยังคงกอดหางตัวเองไว้แน่น แขนขากระตุกเกร็งไม่หยุดหย่อน