"ท่านลุงเฉิน นี่คือพี่รองฮวา เป็นเพื่อนของข้า"
ซูหยุนเตะฮวาหูที่สลบไสลเบาๆ แต่ฮวาหูก็ยังคงไม่ฟื้น เด็กหนุ่มลังเลเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า "ท่านลุงเฉิน ท่านสุ่ยจิ้งถ่ายทอดเคล็ดวิชาเตาหลอมผลัดเปลี่ยนบำรุงปราณให้ข้า ท่านบอกว่าหากข้าฝึกสำเร็จก็จะสามารถรักษาดวงตาทั้งสองข้างให้หายขาดได้"
ท่านลุงเฉินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าว "เมื่อก่อนเจ้าเข้าไปในตลาดกลางคืนเพื่อหาวิธีรักษาโรคตาของเจ้า ในเมื่อตอนนี้เจ้ามีความมั่นใจมากพอที่จะรักษาดวงตาของตัวเองได้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปที่ตลาดกลางคืนอีก ที่เจ้ามาในครั้งนี้ ก็เพื่อจะบอกข้าว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เจ้าจะไปตลาดกลางคืนงั้นสิ"
ซูหยุนพูดขึ้น "แม้ว่าข้าจะไม่ต้องไปตลาดกลางคืนแล้ว แต่ข้าก็จะแวะมาที่นี่บ่อยๆ ท่านลุงเฉินคอยดูแลข้ามาตลอด ท่านเป็นคนบอกให้ข้าย้ายไปอยู่ที่เมืองประตูสวรรค์ ทั้งยังคอยบอกเวลา และบอกข้าว่าสามารถปีนเชือกป่านเส้นนี้ขึ้นไปบนตลาดกลางคืนเพื่อตามหาคนมารักษาตาของข้าได้ ทุกครั้งที่ข้าไปตลาดกลางคืน ท่านลุงเฉินก็คอยรอข้ากลับมาอย่างปลอดภัยอยู่ข้างล่างเสมอ..."
"ข้าไม่ต้องการให้เจ้ามาจดจำความดีของข้า"
ท่านลุงเฉินขัดจังหวะเขาอย่างเย็นชา ลุกขึ้นจากเนินหลุมศพ เอามือไพล่หลังเดินหลังค่อมมาตรงหน้าเขา เอียงคอเงยหน้ามองเขา "เจ้าก็เป็นแค่เด็กเมื่อวานซืนน่ารำคาญที่อาศัยอยู่ใกล้บ้านข้าเท่านั้น! เจ้าอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ของเจ้าอย่างไม่สงบ ทำเสียงดังรบกวนจนข้านอนไม่หลับ ข้าไม่ได้ทำดีกับเจ้า ข้าก็แค่อยากจะไล่เจ้าไปให้พ้นๆ"
ซูหยุนเผยรอยยิ้ม
ท่านลุงเฉินแค่นเสียงฮึดฮัด เดินวนรอบตัวเขาหนึ่งรอบ "ตอนตาบอดเจ้าก็น่ารำคาญอยู่แล้ว พอตาไม่บอดก็ยิ่งน่ารำคาญเข้าไปใหญ่ ข้ากำลังจะไปแล้ว ไปไกลแสนไกล ไกลมากๆ และจะไม่กลับมาอีก จะได้ไม่ต้องเห็นหน้าเจ้าให้รำคาญใจ"
ขอบตาของซูหยุนแดงก่ำ "ท่านลุงเฉิน ท่าน..."
"คืนนี้ข้าจะไปแล้ว"
ท่านลุงเฉินยังคงมองเขาอย่างเย็นชา น้ำเสียงแฝงความหมางเมินราวกับผลักไสผู้คนให้อยู่ห่างไกลนับพันลี้ "ยังไงซะพวกเราก็เคยเป็นเพื่อนบ้านกัน ข้าจะทิ้งเชือกเส้นนี้ไว้ให้เจ้า ถือซะว่าเป็นของดูต่างหน้าก็แล้วกัน"
ซูหยุนรู้สึกจมูกตีบตันจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ภายในใจรู้สึกอ้างว้างและสูญเสีย "ท่านลุงเฉิน ท่านจะไม่รอจนกว่าข้าจะรักษาตาให้หายก่อนแล้วค่อยไปหรือ? ข้าอยากเห็นหน้าท่าน ท่านลุงเฉินดูแลข้าเหมือนกับพ่อแม่ของข้า..."
ท่านลุงเฉินมองเขา ความเย็นชาบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป ดูเหมือนว่าภายใต้สายตาที่เย็นชานั้นจะซุกซ่อนหัวใจที่อบอุ่นเอาไว้ เขากล่าวว่า "ข้าเห็นหน้าเจ้าแล้วรำคาญ ไม่เจอกันเลยจะดีกว่า หลังจากที่เจ้ากลับมาจากตลาดสวรรค์แล้ว ลองกระตุกเชือกป่านดู เชือกป่านจะตกลงมาเอง"
เขาเดินเข้าไปในหลุมศพของตัวเอง ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างเจิดจ้าไร้ขีดจำกัดพวยพุ่งขึ้นมาจากหลุมศพเล็กๆ แห่งนั้น ชั่วพริบตาแสงสว่างนับหมื่นสายก็สาดส่องไปทั่ว แผ่ซ่าน โหมกระหน่ำ และพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วลอยสูงขึ้นไปเรื่อยๆ!
แสงสว่างนั้นประกอบขึ้นจากตัวอักษรนับไม่ถ้วน ตัวอักษรพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับหน้าผาสูงชันที่ทำให้ผู้คนต้องแหงนมองด้วยความเลื่อมใส เสียงสวดมนต์ก็ดังกระหึ่มขึ้น ราวกับมีเสียงนับไม่ถ้วนกำลังท่องบ่น
ท่ามกลางแสงสว่างนั้น ท่านลุงเฉินเหยียบย่างไปตามตัวอักษรที่ซ้อนทับกัน ราวกับกำลังเดินอยู่บนทะเลหนังสือ
เขาไม่ใช่ชายชราหลังค่อมอีกต่อไป ยิ่งเดินสูงขึ้นไป เขาก็ยิ่งดูหนุ่มขึ้น ราวกับปราชญ์ผู้เปี่ยมไปด้วยภูมิปัญญาและบทกวี ทว่าไร้หนทางทำตามปณิธาน จึงทำได้เพียงปลีกวิเวกหลีกหนีจากโลกีย์
เขาค่อยๆ เดินห่างออกไป ไกลออกไป และไร้ซึ่งตัวอักษรใดๆ ในที่สุด
ในที่สุด ท่านลุงเฉินก็หายลับไปท่ามกลางทางช้างเผือกและสรวงสวรรค์พร้อมกับตัวอักษรของเขา
น่าเสียดายที่ซูหยุนไม่สามารถมองเห็นฉากนี้ได้
ไกลออกไปหลายร้อยลี้ ณ ซั่วฟาง หอคอยหยกสูงตระหง่านเสียดฟ้า อาคารเรียงรายหนาแน่น
ฉิวสุ่ยจิ้งยืนอยู่บนยอดตึกที่สูงที่สุดในเมืองซั่วฟาง เขามองเห็นม่านแสงไหลย้อนกลับราวกับสายน้ำ พุ่งขึ้นจากพื้นดินสู่ท้องฟ้าเบื้องบนแต่ไกล อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวั่นไหว
"จิตวิญญาณบริสุทธิ์ผุดผ่อง แสงสว่างเจิดจ้าราวกับแสงจันทร์ ตัวอักษรงดงามราวกับปรากฏการณ์บนฟากฟ้า ปราชญ์หยูหนึ่งในสี่ตำนานของแคว้นหยวนซั่ว ได้ละทิ้งความยึดติดชั่วชีวิต ละทิ้งทางโลกและหวนคืนสู่วิถีแห่งเทพแล้ว"
ฉิวสุ่ยจิ้งชูจอกเหล้าขึ้นแต่ไกล "ขอให้ไปสู่สุคติเถิด ท่านปราชญ์เฉิน"
ฮวาหูแอบลืมตาขึ้น เหลือบมองท้องฟ้า เมื่อเห็นว่าท่านลุงเฉินจากไปแล้ว เขาถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วรีบลุกขึ้นยืน
ซูหยุนคลำหาเชือกเส้นนั้นจนเจอ ก่อนกล่าวว่า "พี่รองฮวา มาทางนี้เถอะ พวกเราจะปีนเชือกป่านเส้นนี้ขึ้นไปที่ตลาดกลางคืนกัน"
'เชือกเส้นนั้น มันคือเชือกผูกคอตายของตาเฒ่าเฉิน...' ฮวาหูสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าพูดประโยคนี้ออกมา ได้แต่ฝืนใจเดินไปที่ข้างกายของซูหยุน
ซูหยุนเตือนเขาว่า "พี่รอง ท่านจับเชือกไว้ให้แน่น เชือกเส้นนี้จะพาพวกเราเข้าไปในตลาดกลางคืนเอง"
ฮวาหูจับเชือกป่านเอาไว้ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฟึ่บ เชือกเส้นนั้นกลับราวกับมีชีวิต มันยืดตัวพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างบ้าคลั่ง!
ข้างหูของฮวาหูมีเพียงเสียงลมพัดอู้ๆ เมื่อก้มหน้าลงมอง อย่าว่าแต่ต้นหลิวเลย แม้แต่เมืองประตูสวรรค์ท่ามกลางความมืดมิดก็กลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่แทบจะมองไม่เห็น!
"ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว"
เขาได้ยินเสียงปลอบโยนของซูหยุนดังแว่วๆ "เดี๋ยวก็ถึงแล้ว"
ร่างกายของฮวาหูแข็งทื่อ กอดเชือกเอาไว้แน่น สมองว่างเปล่าขาวโพลนไปหมด
ในที่สุดเชือกก็หยุดยืด ซูหยุนแกว่งตัวเบาๆ ปล่อยเท้าลงบนพื้นดิน จากนั้นก็หันกลับมาคว้าหลังคอของฮวาหู พยายามดึงเขาลงมาจากเชือก
ฮวาหูยังคงกอดเชือกไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ซูหยุนต้องออกแรงง้างกรงเล็บของเขาออก ถึงจะดึงเขาลงมาจากเชือกได้
เมื่อฮวาหูลงถึงพื้น เขาก็ยังคงแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นในท่ากอดเชือกแน่น
"พี่รองฮวา ถ้าท่านยังไม่ยอมเดิน ท่านจะหลงทางจนหาข้าไม่เจอนะ" ซูหยุนเดินนำไปข้างหน้า
ฮวาหูรีบก้าวขาสองข้างที่แข็งทื่อตามเขาไป ขาหน้าทั้งสองข้างยังคงกอดไว้ที่หน้าอก ดูน่าขบขันยิ่งนัก
ภายในตลาดภูตเริ่มมีผู้คนทยอยเข้ามาบ้างแล้ว แต่ละคนต่างปิดปากเงียบ กวาดสายตามองไปตามแผงลอยของเหล่าภูตผีปีศาจทีละแผง
ซูหยุนพาฮวาหูที่กำลังก้าวขาสองข้างอย่างยากลำบาก เดินวนไปวนมาในตลาดภูตด้วยความสนใจ เขาตาบอดมองไม่เห็น จึงทำได้เพียงขอให้ฮวาหูช่วยบอกรูปร่างหน้าตาของของวิเศษเหล่านั้นให้ฟัง
ฮวาหูลอบโอดครวญอยู่ในใจ ได้แต่โกรธตัวเองว่าทำไมถึงต้องสงสารเขาจนยอมตามมายังสถานที่บ้าๆ แบบนี้ด้วย
'อาจารย์จิ้งจอกป่าเคยพูดไว้ว่า สิ่งที่ภูตผีปีศาจในตลาดภูตเกลียดชังที่สุดก็คือจิ้งจอกพูดจาเหลวไหล แล้วข้าก็ดันเป็นจิ้งจอกเสียด้วย จิ้งจอกพูดจาเหลวไหล... มันก็หมายถึงข้านี่แหละ...'
ฮวาหูยืนอยู่ข้างกายซูหยุนด้วยสองขาหลัง หดหัวกอดหางตัวเองเอาไว้ เบิกตากว้างมองดูเหล่าภูตผีปีศาจในเงามืดด้วยความจับต้นชนปลายไม่ถูก
ด้านข้าง แม้ว่าซูหยุนจะมองไม่เห็น แต่เขาก็หันหน้ามาทางฮวาหู พลางเผยแววตาให้กำลังใจ
ตึง!
ฮวาหูหงายหลังล้มตึง ท้ายทอยกระแทกพื้น สลบเหมือดไป
"พี่รอง ท่านฝึกวิชาจนธาตุไฟเข้าแทรกหรือเปล่า? ช่วงนี้ถึงได้สลบไปบ่อยๆ"
ซูหยุนส่ายหน้า มือข้างหนึ่งจับหางของฮวาหูเอาไว้ แล้วลากตัวเขาเดินไปรอบๆ ตลาดภูต ฮวาหูแอบลืมตาขึ้นมาอย่างเงียบๆ แล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก
'ตามเขามายังสถานที่แบบนี้ มันเอาชีวิตมาทิ้งชัดๆ!'
ดวงตาของฮวาหูกลอกไปมา เขาถูกซูหยุนดึงหางลากไปตามพื้น แม้ว่าหัวจะกระแทกพื้นอยู่ตลอดเวลา แต่อย่างน้อยก็ยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ เขาก็จ้องเขม็งไปยังร่างหนึ่งในตลาดภูต ใบหน้าของฮวาหูแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น
"เสี่ยวหยุน..."
ฮวาหูพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าปนสะอื้น "ข้าเห็นคนที่ฆ่าน้องสาวชิวแล้ว!"
ร่างกายของซูหยุนสั่นสะท้านเล็กน้อย เขาหยุดเดิน ปล่อยมือจากหางของฮวาหู หันกลับมา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบชวนให้รู้สึกหวาดกลัว "พี่รอง ท่านเห็นคนผู้นั้นจริงๆ หรือ? ท่านแน่ใจนะว่าไม่ได้จำคนผิด?"
"ข้าไม่มีทางจำผิดแน่!"
ฮวาหูกัดฟันกรอด จ้องเขม็งไปยังร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งในตลาดภูต เด็กหนุ่มคนนั้นหน้าตาหล่อเหลาหมดจด สวมชุดสีแดงเพลิง ราวกับมีไฟลุกท่วมตัว
ซูหยุนก้าวเท้าเดินตรงไปยังเด็กหนุ่มชุดแดงคนนั้น
ฮวาหูชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเข้าไปขวางเขาเอาไว้ "เสี่ยวหยุน วันนั้นข้าเห็นเปลวไฟพวยพุ่งออกมาจากด้านหลังของเขา ในกองไฟนั้นมีนกเทพโผบินออกมา นั่นแสดงว่าวิชาที่เขาฝึกไม่ใช่เคล็ดวิชาเตาหลอมผลัดเปลี่ยนบำรุงปราณ แต่เป็นวิชาประเภทนกเทพอีกชนิดหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น เขายังบรรลุความสำเร็จขั้นที่สาม สามารถทำให้ลมปราณและเลือดเนื้อปรากฏรูปลักษณ์ได้ เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาหรอก"
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา แม้ว่าซูหยุนจะหมั่นฝึกฝนอย่างหนัก แต่ปัจจุบันเขาก็บรรลุความสำเร็จเพียงขั้นที่สองของเคล็ดวิชามังกรจระเข้คำรามเท่านั้น
เคล็ดวิชาเตาหลอมผลัดเปลี่ยนบำรุงปราณเป็นหนึ่งในวิชาประเภทสร้างรากฐาน วิชาประเภทสร้างรากฐานส่วนใหญ่มักจะคล้ายคลึงกัน แม้ว่าวิชาที่เด็กหนุ่มชุดแดงในตลาดภูตฝึกจะไม่ใช่วิชาเตาหลอมผลัดเปลี่ยน แต่การที่เขาฝึกจนบรรลุความสำเร็จขั้นที่สาม ทำให้ลมปราณและเลือดเนื้อปรากฏรูปลักษณ์ได้ นั่นแสดงว่าเขาฝึกวิชาสร้างรากฐานจนถึงขั้นที่หกแล้ว!
เด็กหนุ่มชุดแดงกำลังจะก้าวเข้าสู่ หรืออาจจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตหยวนต้งไปแล้วด้วยซ้ำ!
"น้องสาวชิวก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นของข้า"
เท้าของซูหยุนเคลื่อนไหวราวกับมังกรจระเข้แหวกว่ายในน้ำ เขาเดินอ้อมฮวาหูไปอย่างแน่วแน่ สีหน้าเรียบเฉยขณะกล่าว "พวกท่านทุกคนล้วนเป็นเพื่อนร่วมชั้นของข้า ส่วนอาจารย์จิ้งจอกป่าก็เป็นอาจารย์ที่คอยสั่งสอนให้ข้าเป็นคนดี แม้ข้าจะมองไม่เห็นพวกท่าน แต่ในใจข้า พวกท่านทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ"
ภายในใจของเขา ผู้ที่ร่วมศึกษาเล่าเรียนกับเขาในโรงเรียนหลวงประจำตำบลที่ทรุดโทรม ไม่ใช่จิ้งจอกทีละตัวๆ แต่เป็นเด็กหนุ่มเด็กสาวที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมชั้น และเป็นเพื่อนพ้อง
มิตรภาพที่สั่งสมมาตลอดหกปีในฐานะเพื่อนร่วมชั้นนั้นล้ำค่ายิ่งนัก
เขาไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกับพวกปีศาจจิ้งจอก แต่พวกปีศาจจิ้งจอกกลับยอมรับเขา
ทว่าเพียงชั่วข้ามคืน เพื่อนร่วมชั้นกลับกลายเป็นปีศาจจิ้งจอก กลายเป็นซากศพที่เย็นชืดทีละร่างๆ
ในใจของซูหยุน ผู้ที่ตายจากไปไม่ใช่ปีศาจจิ้งจอก แต่เป็นเพื่อนร่วมชั้นแต่ละคนที่มีนิสัยใจคอแตกต่างกันไปในใจของเขา
"อย่าหุนหันพลันแล่น!"
ฮวาหูเข้ามาขวางเขาไว้อีกครั้ง "พวกเขามีคนเยอะ! วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล!"
ในตอนนั้นเอง ฮวาหูรู้สึกเลื่อนลอยราวกับว่าผู้ที่เดินเข้ามาไม่ใช่ซูหยุน แต่เป็นมังกรจระเข้ที่ดุร้ายถึงขีดสุด ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่น่าเกรงขาม ใครกล้าขวางทาง มันผู้นั้นจะต้องถูกมังกรจระเข้บดขยี้!
สมองของฮวาหูขาวโพลนไปหมด กว่าจะรู้สึกตัว ซูหยุนก็เดินผ่านเขาไปแล้ว ฝีเท้าก้าวอย่างมั่นคง ตรงดิ่งไปยังเด็กหนุ่มชุดแดงที่มาจากในเมือง
หากผู้กล้าบันดาลโทสะ โลหิตจะสาดกระเซ็นในห้าก้าว!
ซูหยุนได้ก้าวออกไปเป็นก้าวแรกแล้ว







