แสงอสนีบาตสายเล็กๆ สายนี้ร่วงหล่นลงมา ดูเหมือนจะฟาดลงบนกระหม่อมของซูหยุน ทว่าแสงอสนีบาตกลับราวกับทะลุผ่านร่างกายของเขาไป ร่วงหล่นลงบนเตาหลอมฟ้าดินภายในร่างของเขาโดยตรง และพุ่งชนเข้ากับไข่ปราณโลหิตใบใหญ่ที่แปรสภาพมาจากไอหยวนของเขาอย่างจังไข่ปราณโลหิตใบใหญ่ที่แปรสภาพมาจากไอหยวนของเขาถูกปราณโลหิตอันบ้าคลั่งอัดแน่นจนเต็มปริ่มในทันที แทบจะระเบิดออกเดี๋ยวนั้น!แม้แสงอสนีบาตสายนี้จะเป็นเพียงส่วนที่แยกออกมาจากแสงอสนีบาตที่ผ่าใส่เจียวหลงซึ่งเล็กน้อยจนแทบไม่สลักสำคัญ ทว่าปราณโลหิตฟ้าดินที่แฝงอยู่ภายในนั้นกลับก้าวข้ามขีดจำกัดที่ซูหยุนในระดับนี้จะสามารถรองรับได้!ทว่าอย่างไรเสีย งูดำยักษ์ก็เป็นปีศาจเฒ่าที่ผ่านการบำเพ็ญเพียรมาอย่างยาวนาน ส่วนซูหยุนแม้จะมีพื้นฐานเคล็ดวิชาบำรุงปราณของอาจารย์ที่อาจารย์จิ้งจอกป่าถ่ายทอดให้ ทว่าเขาเพิ่งจะเริ่มบำเพ็ญเพียรอย่างเป็นทางการได้เพียงเดือนกว่าเท่านั้นรากฐานของเขาเทียบงูดำยักษ์ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย การแย่งชิงปราณโลหิตฟ้าดินมาอย่างบุ่มบ่าม ย่อมทำให้ร่างของเขาระเบิดแตกดับอย่างแน่นอน"เตาหลอมแปรผัน รังสรรค์สิ่งใหม่!"ในขณะที่ปราณโลหิตฟ้าดินในแสงอสนีบาตกำลังจะทำให้ไข่ปราณโลหิตระเบิด ซูหยุนก็โคจรเคล็ดวิชาเตาหลอมแปรผันบทแรก เตาหลอมฟ้าดินภายในร่างจึงสูบเอาปราณโลหิตฟ้าดินส่วนเกินเข้าไปในเตาอย่างกะทันหัน!ไข่ใบใหญ่พองยุบเป็นจังหวะ กลืนกินปราณโลหิตฟ้าดินเข้าไปลวดลายบนพื้นผิวของไข่ใบใหญ่สว่างวาบ สะท้อนให้เห็นเรือนร่างที่ขดตัวพันกันทว่ากลับแข็งแกร่งและดุร้ายอหังการอยู่ภายในไข่ปราณโลหิตของเขากำลังเผชิญกับการลอกคราบจากมังกรจระเข้ไปสู่เจียวหลง!ส่วนปราณโลหิตที่เหลือล้นก็ถูกเตาหลอมฟ้าดินใช้การรังสรรค์ของเตาหลอมแปรผันมาหลอมสกัด เปลี่ยนให้เป็นปราณโลหิตของตัวเขาเองเตาหลอมฟ้าดินคือการหลอมสกัดไอหยินหยางของตนเองให้กลายเป็นไอหยวน กระบวนการหลอมสกัดเช่นนี้เรียกว่าการรังสรรค์สิ่งใหม่ หรือเรียกอีกอย่างว่าการแปรผัน ดังนั้นเวลาบำเพ็ญเพียรวิชาเตาหลอมแปรผันจึงมักจะรู้สึกหิวอยู่บ่อยครั้ง วันหนึ่งต้องกินข้าวถึงหกเจ็ดมื้อไอหยินหยางภายในร่างที่กลายสภาพเป็นไอหยวน จำเป็นต้องได้รับการเติมเต็มจากอาหารการกินตอนที่ฉิวสุ่ยจิ้งถ่ายทอดวิชาเตาหลอมแปรผันให้พวกเขานั้น ไม่ได้บอกว่าวิชาเตาหลอมแปรผันจะสามารถหลอมสกัดพลังแห่งธรรมชาติฟ้าดินได้หรือไม่ ทว่าสิ่งที่ทำให้ซูหยุนประหลาดใจระคนยินดีก็คือ วิชาเตาหลอมแปรผันกลับสามารถหลอมสกัดปราณโลหิตฟ้าดินได้ด้วย!เขาได้รับกำลังใจอย่างเปี่ยมล้น จึงเร่งหลอมสกัดปราณโลหิตฟ้าดิน เพื่อทำให้ตนเองลอกคราบทว่าในสายตาของปีศาจจิ้งจอกอย่างฮวาหู หลีเสี่ยวฝาน และตัวอื่นๆ แสงอสนีบาตฟาดลงบนกระหม่อมของซูหยุน วินาทีต่อมาก็เห็นบาดแผลเดิมของซูหยุนระเบิดออก ไอหยวนและเลือดพุ่งกระฉูดออกมาดังซู่!ปีศาจจิ้งจอกหลายตัวรีบลนลานเข้าไปอุด แต่กลับอุดไม่อยู่เลยแม้แต่น้อย!อีกทั้งปราณโลหิตนั้นยังร้อนลวก ราวกับกำลังจะเดือดพล่านก็มิปานนี่เป็นเพราะเขาใช้วิชาเตาหลอมแปรผันมาหลอมสกัดปราณโลหิตฟ้าดิน ร่างกายสร้างเลือดเร็วเกินไป ไอหยวนยกระดับเร็วเกินไป ส่งผลให้ร่างกายรับไม่ไหวเขาจำเป็นต้องค่อยๆ บำเพ็ญเพียร ยกระดับการทำงานของร่างกายตนเอง เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้หัวใจ ปอด เส้นลมปราณ และพังผืดกล้ามเนื้อ จึงจะสามารถรองรับปราณโลหิตได้มากขึ้น มิฉะนั้นต่อให้สามารถหลอมสกัดปราณโลหิตฟ้าดินได้ ก็จะทำให้ปราณโลหิตรั่วไหลออกไปอยู่ดีเรื่องนี้ก็เหมือนกับคนร่างกายอ่อนแอที่กินโสมเข้าไป หากกินมากเกินไปจนเกินขีดจำกัดที่ร่างกายจะรับไหว เลือดกำเดาก็จะไหล ซึ่งเป็นกลไกการปกป้องตัวเองของร่างกายพวกปีศาจจิ้งจอกไม่รู้เรื่องเหล่านี้ ชิงชิวเย่ว์ร้อนใจจนแทบจะร้องไห้ออกมาโชคดีที่บาดแผลของซูหยุนหยุดพุ่งกระฉูดในเวลาไม่นาน ทำให้พวกมันพอจะถอนหายใจด้วยความโล่งอกไปได้บ้างทันใดนั้น แสงอสนีบาตอีกสายก็ฟาดลงมาจากชั้นเมฆบนท้องฟ้า และแยกแสงอสนีบาตสายเล็กๆ สายหนึ่งร่วงหล่นลงบนตัวของซูหยุนเช่นเดียวกันบาดแผลของซูหยุนที่หยุดพุ่งกระฉูดไปแล้วส่งเสียงซู่อีกครั้ง จิ้งจอกทั้งสี่รีบลนลานเข้าไปอุด ผ่านไปครู่หนึ่ง บาดแผลก็หยุดพุ่งกระฉูดฮวาหูเพิ่งจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก แสงอสนีบาตก็ร่วงหล่นลงมาอีกสาย ซูหยุนก็เลือดพุ่งกระฉูดขึ้นมาอีกครั้งจิ้งจอกทั้งสี่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ชิงชิวเย่ว์ก็เลิกร้องไห้แล้วซูหยุนเสียเลือดไปมากขนาดนี้ สูญเสียไอหยวนไปตั้งเท่าไร ทว่ากลับยังมีลมหายใจยืดยาว ปราณและโลหิตล้วนพลุ่งพล่าน ช่างแปลกประหลาดเสียจริง"ปล่อยเขาไปเถอะ"ฮวาหูพูดขึ้น "พวกเราดูการกลายร่างเป็นเจียวหลงของกินข้าวทั้งหมู่บ้านสำคัญกว่า!"จิ้งจอกน้อยทั้งสามพยักหน้าหงึกหงัก ไม่สนใจซูหยุนที่เลือดพุ่งกระฉูดเป็นพักๆ อีกต่อไปตอนที่แสงอสนีบาตสายที่สี่ร่วงหล่นลงมา จิ้งจอกน้อยตัวเมียอย่างชิงชิวเย่ว์ยังแอบขยับก้นถอยห่างจากซูหยุนไปอีกหน่อยด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ เกรงว่าเลือดของซูหยุนจะกระเด็นมาโดนขนสวยๆ ของตัวเองฮวาหู หูปู้ผิง และหลีเสี่ยวฝานก็ชินเสียแล้วฮวาหูพูดกับหลีเสี่ยวฝาน "อยู่ห่างเขาหน่อย ระวังตอนที่สวรรค์ผ่าเขาแล้วจะพลาดมาโดนเจ้า"หลีเสี่ยวฝานเห็นด้วยอย่างยิ่ง จึงรีบถอยห่างจากซูหยุนไปอีกหน่อยท่ามกลางแสงอสนีบาต เจียวหลงในห้วยอสรพิษลอกคราบไปได้กว่าครึ่งแล้ว ครึ่งท่อนบนของเจียวหลงดำราวกับหล่อหลอมมาจากเหล็กนิล มันผงาดง้ำอยู่บนโขดหิน ยืดเหยียดร่างกายอย่างต่อเนื่อง สลับสับเปลี่ยนท่วงท่า เพื่อรองรับการถูกอสนีบาตฟาดฟันด้วยท่วงท่าที่แตกต่างกันไปส่วนครึ่งท่อนล่างของเจียวหลงดำยังคงเป็นร่างงู มันยังคงลอกคราบอย่างต่อเนื่องท่ามกลางแสงอสนีบาตเพื่อสลัดคราบงูทิ้งไปสายฟ้าบนท้องฟ้าเริ่มถี่กระชั้นขึ้นเรื่อยๆ ฟาดฟันจนน้ำในห้วยอสรพิษกลายเป็นสีแดงฉาน ทุกหนทุกแห่งล้วนเต็มไปด้วยเศษเนื้อกระจัดกระจาย บ้างก็ถูกเผาจนเกรียม บ้างก็ยังแดงสดยิ่งไปกว่านั้น เจียวหลงดำยังถูกผ่าจนเผยให้เห็นกระดูกขาวโพลน ดูแล้วบาดเจ็บสาหัสสากรรจ์ยิ่งนัก!นี่ก็คือเคราะห์กรรมที่ปีศาจงูต้องเผชิญในการลอกคราบกลายเป็นเจียวหลง อันตรายสุดแสน!ทว่าอันตรายไม่ได้มาจากทัณฑ์อสนีบาตเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากรอบทิศทางด้วยเช่นกันในขณะที่ความหนาแน่นของแสงอสนีบาตลดลงเล็กน้อย จู่ๆ ก็มีแสงไฟดังมาจากป่าเขาด้านข้าง กลับกลายเป็นเพียงพอนนับร้อยตัวยืนขึ้นด้วยสองขาหลัง ชูคบเพลิงพุ่งเข้ามาที่ริมห้วยอสรพิษในบรรดานั้นยังมีเพียงพอนสูงกว่าคนสิบกว่าตัวกำลังหามแท่นไม้ แท่นนั้นสูงประมาณหนึ่งจั้ง แบ่งออกเป็นห้าชั้น แต่ละชั้นกลวงโบ๋ มีเพียงพอนเฒ่าตัวหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในเหมือนมนุษย์ อุ้งเท้าหน้าจีบนิ้ววางไว้บนเข่า หลับตารวบรวมสมาธิเพียงพอนเฒ่าเหล่านี้หลอมสกัดฤทธานุภาพแห่งจิตวิญญาณของตนเองออกมาได้แล้ว ล้วนเป็นมหาปีศาจแห่งหมู่บ้านเหลืองฤทธานุภาพแห่งจิตวิญญาณของพวกมันก็ปรากฏออกมาให้เห็นเช่นกัน ส่วนใหญ่จะเป็นของชิ้นเล็กๆ อย่างกระดิ่ง ป๋องแป๋ง ปิ่นปักข้า ธงขาวผืนเล็ก เป็นต้นฟุ่บ—คบเพลิงแต่ละอันถูกโยนออกมา ปักฉึกๆๆ อยู่บนสองฝั่งของห้วยอสรพิษ สาดส่องห้วยอสรพิษจนสว่างไสวราวกับกลางวัน"กินข้าวทั้งหมู่บ้าน หมู่บ้านเหลืองของข้าขอสาบานว่าจะไม่ขออยู่ร่วมฟ้ากับเจ้า!"ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าแห่งหมู่บ้านเหลือง เพียงพอนเฒ่าตัวนั้นยืนอยู่บนชั้นที่ห้าของแท่นไม้ กระทุ้งไม้เท้าลงพื้นแล้วตวาดเสียงกร้าว "วันนี้ถ้าเจ้าไม่ตาย ข้าก็ต้องม้วย! เชิญฤทธานุภาพ—"เพียงพอนเฒ่าอีกสี่ตัวต่างก็โคจรฤทธานุภาพแห่งจิตวิญญาณ กระดิ่งลอยละล่องออกมาจากแท่นไม้ มาอยู่บนหัวของเจียวหลงดำ ควันพิษหมอกพิษพวยพุ่ง กลืนกินเจียวหลงดำเข้าไปเพียงพอนเฒ่าอีกตัวแกว่งป๋องแป๋ง เขย่าขวัญสั่นประสาท ล่อลวงจิตใจคน ชั่วพริบตานั้นปีศาจจำนวนมากในป่าที่มีสมาธิไม่เพียงพอก็ถูกล่อลวงในทันที พวกมันเดินโซเซไปมาในป่าราวกับคนเมา หัวเราะร่า ร่ายรำทำเพลงยังมีเพียงพอนเฒ่าอีกตัวตวาดเสียงดัง เริ่มร่ายคาถาอาคม พลันเห็นปิ่นปักข้าลอยละล่องออกไป กลายสภาพเป็นกระบี่บิน พุ่งทะลวงเข้าไปในหมอกพิษเพื่อฟาดฟันเจียวหลงดำมหาปีศาจทั้งห้าต่างงัดกลเม็ดเด็ดพรายออกมาใช้ ส่วนเพียงพอนตัวอื่นๆ ก็พากันพุ่งเข้าไปในห้วยอสรพิษ หันหลังในระยะไกล โก่งก้น ยกหางขึ้น ได้ยินเพียงเสียงปู้ดป้าดดังขึ้น ควันสีเหลืองเป็นสายพวยพุ่งออกจากก้นของพวกมัน พุ่งเข้าใส่เจียวหลงดำที่อยู่ในหมอกพิษเจียวหลงดำตัวนั้นกำลังต่อต้านทัณฑ์อสนีบาต อีกทั้งยังต้องต่อต้านหมอกพิษและฤทธานุภาพแห่งจิตวิญญาณอื่นๆ พอถูกควันสีเหลืองกลุ่มนี้พุ่งเข้าใส่ ก็อดไม่ได้ที่จะเวียนหัวตาลาย จู่ๆ ก็ทนไม่ไหวจนต้องอ้าปากมังกรอันยาวเหยียด ฟุบลงบนโขดหินแล้วอาเจียนออกมาเสียงดังอ้วกๆ——มันไม่ได้โดนพิษ แต่เป็นเพราะตดนี้เหม็นเกินไปจริงๆพวกเพียงพอนดีใจเป็นล้นพ้น พากันร้องตะโกน "กินข้าวทั้งหมู่บ้านโดนท่าของข้าแล้ว! ตอนนี้มันอ่อนแอเต็มทน ร่วมมือกันจัดการเจ้านี่ซะ!"ฮวาหูยืดอกอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง "ชื่อกินข้าวทั้งหมู่บ้านนี้ ข้าเป็นคนตั้งเอง!"ใบไม้ในป่าสั่นไหว นกยักษ์ฝูงหนึ่งบินพรึ่บพรั่บออกมา พวกมันก็คือนกฮูกหน้าคนแห่งหมู่บ้านหลินอี้ แต่ละตัวกางปีกกว้างแปดเก้าฉื่อ บินวนเวียนอยู่เหนือห้วยอสรพิษนกฮูกหน้าคนใช้กรงเล็บทั้งสองข้างเกี่ยวธนู ง้างคันศรแล้วยิง ลูกธนูพุ่งแหวกอากาศเป็นสาย ยิงเข้าใส่เจียวหลงดำที่กำลังข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์อยู่ในห้วยอสรพิษทันใดนั้นในป่าก็มีเสียงกีบเท้าสั่นสะเทือนอีกครั้ง ต้นไม้แต่ละต้นถูกชนจนล้มระเนระนาด กลับกลายเป็นฝูงวัวเถื่อนดำตัวใหญ่ที่ยืนด้วยสองขาหลังพุ่งชนอย่างดุดัน บุกเข้าไปในห้วยอสรพิษปีศาจวัวเถื่อนดำเหล่านี้มีร่างกายกำยำล่ำสัน หนังเหนียวเนื้อหนา แต่ละตัวลากมีดหั่นหญ้าเล่มใหญ่ พุ่งเข้าไปเข่นฆ่าเจียวหลงดำอย่างดุดัน!มีดหั่นหญ้าเหล่านี้ยาวประมาณเจ็ดฉื่อ กว้างราวหนึ่งฉื่อ หนาหนึ่งชุ่น เป็นเครื่องมือทำนาที่ใช้ในหมู่บ้านเพื่อหั่นหญ้าแห้งให้วัวกินหลังจากเกิดภัยพิบัติที่เมืองประตูสวรรค์ ผู้คนก็ล้มตายกันหมด มีดหั่นหญ้าจึงกลายเป็นอาวุธของปีศาจวัวในป่าเขายังมีปีศาจแพะ ปีศาจแมว และปีศาจอื่นๆ อีกมากมายพุ่งออกมา บุกเข้าไปในห้วยอสรพิษ พุ่งเข้าไปเข่นฆ่าเจียวหลงดำที่กำลังลอกคราบเจียวหลงดำโกรธเกรี้ยวเดิมทีมันก็มีนิสัยเหมือนงูพิษ อารมณ์แปรปรวน ซูหยุนช่วยมันลอกคราบ จึงได้รับเชิญให้มาดูการลอกคราบได้ ทว่าในยามปกติมันมักจะเผยความดุร้ายออกมา หากมีใครกล้าล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตของมัน ล้วนต้องถูกมันวางยาพิษจนตาย หรือไม่ก็ถูกกิน!เวลาที่มันหิว ยิ่งต้องออกมาหาอาหาร ดังนั้นรอบๆ เมืองประตูสวรรค์จึงมีปีศาจที่ตกเป็นเหยื่อของมันอยู่ไม่น้อยเจียวหลงดำหันขวับ เข้าต่อสู้พัวพันกับฝูงปีศาจที่พุ่งเข้ามา ทว่าคราบงูที่หางของมันยังลอกออกไม่หมด จึงเคลื่อนไหวไม่สะดวก เกล็ดใหม่บนร่างเพิ่งจะงอกออกมา ยังไม่แข็งแรงนัก ไม่นานจึงถูกฝูงปีศาจรุมตีจนบาดเจ็บไปทั้งตัวประกอบกับบนท้องฟ้ามีอสนีบาตฟาดลงมาอย่างต่อเนื่อง แสงอสนีบาตที่ร่วงหล่นลงบนตัวมัน ทำให้เนื้อหนังแหลกเหลว อเนจอนาถยิ่งนักปีศาจจิ้งจอกอย่างฮวาหูและตัวอื่นๆ ดูจนตาลาย พวกมันดูการลอกคราบกลายเป็นเจียวหลงของกินข้าวทั้งหมู่บ้าน แม้จะได้ประโยชน์ไม่น้อย เป็นผลดีต่อวิชามังกรจระเข้คำรามของพวกมันเป็นอย่างมาก ทว่าเมื่อเห็นกินข้าวทั้งหมู่บ้านถูกตีจนอเนจอนาถถึงเพียงนี้ ก็ทำให้พวกมันรู้สึกสะใจเป็นอย่างยิ่ง พากันร้องตะโกนโห่ร้องด้วยความชอบใจขณะที่ฮวาหูร้องตะโกนโห่ร้อง ก็เหลือบมองซูหยุนแวบหนึ่ง อดไม่ได้ที่จะชะงักไปเล็กน้อย เห็นเพียงว่าซูหยุนไม่มีเลือดพุ่งกระฉูดออกมาอีกแล้ว"เสี่ยวหยุนคงไม่ได้เลือดไหลจนหมดตัว สิ้นใจไปแล้วกระมัง?"ฮวาหูใจหายวาบ กำลังจะลองจับดูอุณหภูมิร่างกายของซูหยุน ทันใดนั้นปราณโลหิตของซูหยุนก็เข้มข้นขึ้นอย่างหาที่เปรียบมิได้ ปราณโลหิตบนร่างปรากฏขึ้น กลายสภาพเป็นรอยสักมังกรจระเข้!รอยสักมังกรจระเข้เลื้อยไปมาบนร่างของเขา จู่ๆ ก็แหงนหน้าคำรามก้อง หลุดออกจากร่าง ลอยมาปรากฏอยู่เบื้องหลังของซูหยุน!ฮวาหูสะดุ้งตกใจ แต่กลับเห็นว่ารอยสักมังกรจระเข้ที่เกิดจากปราณโลหิตของซูหยุนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างประหลาด ถึงกับลอกคราบเหมือนกินข้าวทั้งหมู่บ้าน ลอกคราบกลายเป็นเจียวหลง!อีกทั้งความเร็วในการลอกคราบ ยังเร็วกว่ากินข้าวทั้งหมู่บ้านหลายเท่านัก!ในขณะเดียวกัน ฝั่งตรงข้ามของหน้าผาก็มีเสียงร้องอุทานดังขึ้น "มันนั่นแหละ! ท่านอาเซวียน มันคือคนในตลาดภูตคนนั้น!"ฮวาหูมองตามเสียงไป เห็นเพียงบัณฑิตหนึ่งในสี่คนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามยกมือชี้มาที่ซูหยุน ร้องตะโกนเสียงดังลั่น "มันนี่แหละที่ฆ่าศิษย์พี่ถงฟาน!"เวลานี้ในห้วยอสรพิษมีแสงไฟสว่างเจิดจ้า สาดส่องห้วยอสรพิษจนสว่างไสวราวกับกลางวัน ทำให้คนที่อยู่บนหน้าผาทั้งสองฝั่งสามารถมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน