ฝั่งตรงข้ามของหน้าผาต้นน้ำ บุรุษสามสตรีหนึ่งยืนนิ่งงันราวกับรูปสลักอยู่ที่นั่น ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
"ฝั่งตรงข้ามมีคนอยู่" หญิงสาวผมยาวประบ่าเอ่ยเสียงแผ่ว
ยามนี้เป็นยามวิกาล จันทร์กระจ่างดาวจางหาย อากาศยังถือว่าดี ทว่าหญิงสาวผู้นี้กลับกางร่มกระดาษลายดอกไม้ ช่างดูพิลึกพิลั่นนัก
คนที่อยู่ข้างนางกลับเป็นหลวงจีนรูปหนึ่ง ใบหน้ากลมดิ๊ก ดวงตากลมโต ศีรษะกลมเกลี้ยง บนลำคอแขวนลูกประคำหนึ่งเส้น แต่ละเม็ดมีขนาดเท่ากำปั้น หมุนวนรอบคอของเขาได้เองโดยไม่สัมผัสกับร่างกาย
"ซานเหนียง คนที่อยู่แถวเมืองประตูสวรรค์ อาจไม่ใช่คนจริง ๆ เสมอไปหรอกนะ"
หลวงจีนรูปนั้นสีหน้าเรียบเฉย กล่าวว่า "คนในเมืองซั่วฟางยังอาจไม่ใช่คน นับประสาอะไรกับสถานที่แปลกประหลาดอย่างเมืองประตูสวรรค์เล่า คนฝั่งตรงข้ามมีปีศาจจิ้งจอกติดตามอยู่ถึงสี่ตัว ดีไม่ดีเขาอาจเป็นปีศาจที่จำแลงกายมา ไม่ใช่มนุษย์หรอก"
"ที่เรามาครั้งนี้ ก็เพื่อดูว่าใครมันบังอาจกล้าดีมาแตะต้องคนของตระกูลถง คิดไม่ถึงว่าจะมาเจออสรพิษพิษบำเพ็ญตบะกลายร่างเป็นเจียวหลง"
คนที่สามหน้าตาหล่อเหลาองอาจ เป็นบัณฑิตผู้หนึ่ง เขากล่าวอย่างไม่รีบร้อนว่า "คุณค่าของเจียวหลงนั้นไม่ธรรมดา เจียวหลงพิษยิ่งมีค่ายิ่งกว่า หากอสรพิษพิษตัวนี้กลายร่างเป็นเจียวหลงดำที่มีพิษร้ายแรง จับมาเฝ้าจวน เอาไว้เป็นพาหนะ หรือจะนำไปมอบเป็นของกำนัลแก่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในนครหลวงตะวันออกก็ล้วนไม่เลวทั้งสิ้น"
ส่วนคนที่สี่เป็นเด็กหนุ่ม เขาคือบัณฑิตที่ร่วมเดินทางไปกับถงฟาน หยางเซิ่งและคนอื่น ๆ ในตลาดภูต ทว่าสายตาของเขาอ่อนด้อยเกินไป ประกอบกับระยะห่างที่ถูกคั่นด้วยลำห้วย ภายใต้แสงจันทร์จึงมองรูปลักษณ์ของซูหยุนไม่ชัดเจนและจำเขาไม่ได้
บัณฑิตหนุ่มกล่าวว่า "ท่านอาเซวียน หยางเซิ่งไปจับตัวเจ้าเด็กนั่นแล้ว เพียงแต่หลายวันมานี้ไม่มีข่าวคราวเลย ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่"
"หยางเซิ่งเป็นเด็กหนุ่มที่ใช้ได้ สามารถผลักดันได้"
บัณฑิตถงเซวียนผู้นั้นกล่าวว่า "แค่ใจร้อนมักได้ไปหน่อย ขัดเกลาสักสองสามปีก็ยังพอใช้งานได้ ตระกูลถงต้องการคนเช่นนี้ ทว่าความทะเยอทะยานนั้นจำต้องกดเอาไว้บ้าง"
เขาเป็นคนเก่าคนแก่ในยุทธภพ ผ่านโลกมามาก ย่อมรู้ดีว่าที่หยางเซิ่งทุ่มเทถึงเพียงนี้ ก็เพื่อประจบประแจงตระกูลถง หวังอาศัยบารมีไต่เต้าให้ได้ดิบได้ดี เพียงแต่เขาเองก็คิดไม่ถึงว่า หยางเซิ่งนั้นตายไปแล้ว
"จุดสำคัญคือเมืองประตูสวรรค์"
บัณฑิตถงเซวียนขมวดคิ้วกล่าวว่า "หลายวันมานี้พวกเรากลับหาเมืองประตูสวรรค์ไม่พบ ช่างแปลกประหลาดแท้ ๆ"
หลวงจีนรูปนั้นเอ่ยว่า "เมืองประตูสวรรค์น่ะชั่วร้ายนัก ได้ยินมาว่าเรื่องราวในปีนั้น ถึงขั้นทำให้มหาจักรพรรดิแห่งนครหลวงตะวันออกต้องตื่นตระหนกเชียวล่ะ..."
เขาขมวดคิ้ว ไม่ได้พูดต่อ คนอื่น ๆ ก็คล้ายกับนึกถึงเรื่องต้องห้ามบางอย่างขึ้นมาได้ จึงพากันเงียบเสียงไป
เบื้องล่าง ลมหายใจของงูดำยักษ์ในห้วยอสรพิษพลันถี่กระชั้นขึ้น ทันใดนั้นแสงจันทร์กระจ่างบนท้องฟ้าก็สาดส่องมารวมกัน ก่อตัวเป็นลำแสงขนาดเท่าถังน้ำกลางอากาศ สาดส่องเฉียง ๆ ลงมายังห้วยอสรพิษ!
ลำแสงที่ควบแน่นเข้าหากัน ส่งผลให้บริเวณโดยรอบมืดมิดลง
ลำแสงนั้นสาดส่องลงบนร่างงูดำยักษ์ที่ขดตัวอยู่บนโขดหิน จุดแสงเคลื่อนจากส่วนหัวของงูยักษ์ไปตามลำตัว ค่อย ๆ เลื่อนไปยังส่วนหาง จากนั้นก็เคลื่อนจากส่วนหางกลับมายังส่วนหัวอีกครั้ง
บริเวณที่จุดแสงส่องผ่าน จะได้ยินเสียงดังปุปะ คล้ายกับมีบางสิ่งกำลังระเบิดออก
บนหัวของงูดำยักษ์ คราบงูปริแตกออกแล้ว ตำแหน่งที่ปริแตกคือจุดเดียวกับที่ซูหยุนใช้กระบี่คาบอสรพิษฟันจนเป็นแผลนั่นเอง
ยามนี้ งูดำยักษ์ได้ยื่นจะงอยปากยาว ๆ ออกมาจากคราบงูแล้ว
สาเหตุที่เรียกว่าจะงอยปาก เป็นเพราะเมื่อเทียบกับมังกรแท้จริงแล้ว ปากของเจียวหลงนั้นทั้งเรียวและยาวราวกับจะงอยปากนก ทว่ากลับเต็มไปด้วยเขี้ยวมังกรอันแหลมคมกริบ ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
เขามังกรเล็ก ๆ บนหัวงูดำยักษ์ก็โผล่ออกมาเช่นกัน ร่างกายภายใต้คราบงูค่อย ๆ ขยับเขยื้อนทีละน้อย ภายใต้แสงจันทร์ที่ควบแน่นขั้นสุด เกล็ดสีดำสนิทก็สะท้อนประกายวาววับดุจโลหะ
แม้ซูหยุนจะมองไม่เห็นภาพนี้ แต่เขากลับสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของปราณโลหิตในตัวงูดำยักษ์ทันที!
เดิมทีปราณโลหิตของงูดำยักษ์มีลักษณะคล้ายไข่ใบโต ทว่ายามนี้เขาสัมผัสได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตกำลังขยับเขยื้อนร่างกายอยู่ภายในไข่ใบนั้น เพื่อสกัดกลั่นปราณโลหิต
สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดคือวิถีการไหลเวียนของปราณโลหิตในไข่ใบโต ปราณโลหิตของงูดำยักษ์ก่อตัวเป็นลวดลายประหลาดหลายเส้นบนพื้นผิวของไข่ใบนั้น
ใน "ครรลองสายตา" ของซูหยุน ลวดลายเหล่านี้สว่างวาบและดับลงสลับกันไปมา
ท่ามกลางการสว่างและดับลงนั้น ปราณโลหิตของงูดำยักษ์ก็ได้รับการสกัดกลั่นอย่างต่อเนื่อง ยกระดับ สกัดกลั่นซ้ำ แล้วก็ยกระดับซ้ำอีก!
ทุกครั้งที่ปราณโลหิตถูกสกัดกลั่นและยกระดับ จะสอดคล้องกับจังหวะลมหายใจของงูดำยักษ์ ยามผ่อนลมหายใจออกคือการสกัดกลั่น ยามสูดลมหายใจเข้าคือการยกระดับ
ทว่าสิ่งที่ทำให้ซูหยุนขบคิดเท่าไรก็ไม่เข้าใจคือ ปราณโลหิตของงูดำยักษ์กลับไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นี่มันขัดกับสามัญสำนึกอย่างสิ้นเชิง!
คำว่าปราณในปราณโลหิต หมายถึงไอพลังหยวน ส่วนโลหิต หมายถึงเลือดเนื้อ
ในกระบวนการสกัดกลั่นและยกระดับ ปริมาณรวมของพลังหยวนย่อมต้องลดลง แต่งูดำยักษ์กลับมีปริมาณเพิ่มขึ้น
"หรืออาจเป็นผลจากการดูดซับแก่นแท้สุริยันจันทราของมัน"
ซูหยุนครุ่นคิดในใจ 'ในเคล็ดวิชาเตาหลอมผลัดเปลี่ยนก็มีวิธีดูดซับแก่นแท้สุริยันจันทราเช่นกัน ทุกเช้าข้าตื่นมาสูดลมหายใจรับแสงอรุณ นั่นก็คือการดูดซับแก่นแท้สุริยัน ทว่าความเร็วในการดูดซับของกินข้าวทั้งหมู่บ้านนั้น เร็วกว่าเคล็ดวิชาเตาหลอมผลัดเปลี่ยนหลายเท่านัก!'
เขาตั้งใจจดจำลวดลายบนไข่ปราณโลหิตใบโตที่ตน "มองเห็น" แล้วลองใช้เตาตันเถียนในร่างแทนเตาหลอม ใช้พลังหยวนของตนแทนไข่ใบโต วางไว้เหนือเตาหลอมนั้น
ซูหยุนพยายามทำให้ไข่พลังหยวนใบโตขยับขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจ และพยายามสร้างลวดลายประหลาดเหล่านั้นขึ้นมาบนไข่พลังหยวน ทว่าเขาก็ยังจับจุดไม่ได้เสียที รู้สึกอยู่เสมอว่ายังขาดอะไรบางอย่างไป คิดว่าน่าจะเป็นเพราะเคล็ดวิชาของงูดำยักษ์นั้นมีความพิเศษเฉพาะตัวอย่างยิ่ง
เวลานั้นเอง จู่ ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปราณโลหิตที่ค่อนข้างอ่อนแอหลายสายปรากฏขึ้นรอบด้าน
"เป็นชาวบ้านแถวนี้!"
ซูหยุนจิตใจสั่นสะท้าน 'พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานมามาก จึงฉวยโอกาสตอนที่กินข้าวทั้งหมู่บ้านกำลังลอกคราบผ่านด่านเคราะห์ มาเอาชีวิตมัน!'
เมื่อเวลาผ่านไป กลิ่นอายปราณโลหิตในป่าเขารอบด้านก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ไม่นานซูหยุนก็สัมผัสได้ถึงปราณโลหิตนับร้อยสาย
'คราวนี้ล่ะครึกครื้นแน่!' ซูหยุนตื่นเต้นในใจอย่างยิ่ง
เบื้องล่างลำห้วย งูดำยักษ์ได้ลอกคราบบนหัวออกแล้ว เผยให้เห็นส่วนหัวที่ใหญ่โตราวกับหัววัว ร่างกายของมันขยับเขยื้อน ทันใดนั้นไข่ปราณโลหิตใบโตก็สว่างวาบขึ้นมาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
เสียงสั่นสะเทือนดังหึ่ง ๆ ดังมาจากภายในไข่ ป่าไม้รอบด้านถูกแรงสั่นสะเทือนจนใบไม้สั่นไหวส่งเสียงดังซู่ซ่า ผิวน้ำในห้วยอสรพิษก็เกิดระลอกคลื่นแผ่กระจายไปทั่วในพริบตา!
บนท้องฟ้าพลันมีเสียงฟ้าร้องดังขึ้น ฮวาหู คนทั้งสี่ฝั่งตรงข้าม และ "ชาวบ้าน" ที่ซ่อนตัวอยู่ในป่ารอบ ๆ ต่างพากันแหงนหน้าขึ้นมอง ก็เห็นว่าดวงจันทร์บนท้องฟ้าถูกหมู่เมฆบดบังไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
ทว่าแสงจันทร์กลับสาดส่องทะลุชั้นเมฆลงมา ราวกับเส้นแสงที่เปล่งประกาย สาดกระทบลงบนร่างของงูยักษ์ที่กำลังลอกคราบอยู่ในห้วยอสรพิษ
ลำแสงจันทร์นั้นเสียดสีกับชั้นเมฆ ทำให้เกิดเสียงฟ้าร้องดังครืนครั่นมาจากภายในหมู่เมฆเป็นระลอก และมีแสงสว่างวาบขึ้นมาจากชั้นเมฆเป็นระยะ
นั่นคือแสงอัสนี
ยามที่แสงอัสนีสว่างวาบ เลือนรางคล้ายมองเห็นเงาดำรูปร่างดั่งเจียวหลงกำลังแหวกว่ายอยู่ในชั้นเมฆ ไม่รู้ว่าเป็นเจียวหลงตัวจริง หรือเป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดจากเงากันแน่
ซูหยุนมองไม่เห็นภาพนี้ แต่เขากลับ "มองเห็น" ปราณโลหิตสายหนึ่งจากไข่ปราณโลหิตใบโตพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ไปเชื่อมต่อกับเมฆหมอกปราณโลหิตเบื้องบน
ภาพที่เขา "มองเห็น" นั้น แตกต่างจากภาพที่คนอื่น ๆ เห็นอย่างสิ้นเชิง!
"มังอู้ "
งูดำยักษ์เชิดหัวเจียวหลงขึ้น เสียงคำรามอันดังกังวานของมังกรก็ดังแว่วมา สะท้อนกึกก้องไปทั่วขุนเขา!
งูดำยักษ์บิดตัว พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างแรง สลัดคราบงูหลุดออกไปช่วงหนึ่ง เสียงดังป้าบ กรงเล็บแหลมคมสีดำขลับเป็นมันปลาบซึ่งเปี่ยมไปด้วยพลังก็โผล่พ้นคราบงูออกมา จิกฝังลึกลงไปในโขดหิน
สัตว์ประหลาดครึ่งงูครึ่งเจียวหลงตัวนี้แหงนหน้าคำรามเสียงมังกรดังกึกก้องยิ่งกว่าเดิม หมู่เมฆบนท้องฟ้าราวกับได้รับคำสั่ง แสงสว่างสีเลือดสายหนึ่งปะทุออกจากชั้นเมฆ ฟาดเปรี้ยงลงมายังสัตว์ประหลาดตัวนั้น!
เปรี้ยง
แสงอัสนีดุจดั่งคมมีดที่ผ่าทะลวงม่านราตรี สาดส่องห้วยอสรพิษจนสว่างไสว ชั่วขณะนั้นสว่างจ้าราวกับเวลากลางวัน
สัตว์ประหลาดครึ่งงูครึ่งเจียวหลงถูกฟ้าผ่าจนเนื้อตัวปริแตก เลือดสาดกระเซ็น เสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นจากป่ารอบด้านทันที "เยี่ยม!"
บัณฑิตถงเซวียนอาศัยแสงสว่างจากสายฟ้าจ้องมองไป ก็เห็นเหล่าปีศาจเต้นแร้งเต้นกาอยู่ตามป่าเขารอบด้าน เมื่อปีศาจเหล่านั้นเห็นเจียวหลงต้องทนทุกข์ทรมาน พวกมันก็พากันดีอกดีใจเป็นล้นพ้น
"รัศมีร้อยลี้รอบเมืองประตูสวรรค์ สมแล้วที่เป็นเขตไร้มนุษย์ ที่นี่กลายเป็นโลกของเหล่าภูตผีปีศาจไปโดยสมบูรณ์แล้ว!" เขาขมวดคิ้วแน่น
ซูหยุนไม่ได้ "มองเห็น" สายฟ้าสีเลือดผ่าลงมา สิ่งที่เขาเห็นคือปราณโลหิตที่บริสุทธิ์และเข้มข้นยิ่งกว่าสายหนึ่ง พุ่งทะยานจากเมฆหมอกปราณโลหิตลงมายังไข่ปราณโลหิตใบโตนั้น!
สิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่ภาพงูดำยักษ์ถูกฟ้าผ่าจนเนื้อตัวปริแตก แต่เป็นภาพเจียวหลงในไข่กำลังกลืนกินปราณโลหิตสายนี้ เพื่อสร้างโครงสร้างร่างกายใหม่ ทำให้ตนเองได้ลอกคราบและวิวัฒนาการ!
เขาไม่อาจใช้ตาเนื้อเพื่อมองดู อาศัยเพียงสัมผัสถึงปราณโลหิต ภาพที่เขา "มองเห็น" จึงแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง!
"ปราณโลหิตนี่ช่างเข้มข้นเหลือเกิน กินข้าวทั้งหมู่บ้านอาศัยปราณโลหิตสายนี้ในการลอกคราบอย่างนั้นหรือ"
เขาเกิดความรู้สึกกระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที การลอกคราบจากงูกลายเป็นมังกร คือการก้าวกระโดดจากสิ่งมีชีวิตรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่ง ลำพังแค่การสั่งสมตบะบารมียังไม่เพียงพอ จำต้องอาศัยพลังแห่งฟ้าดินมาช่วยในการลอกคราบ!
"กินข้าวทั้งหมู่บ้านกำลังหยิบยืมปราณโลหิตแห่งฟ้าดิน มาช่วยให้ตนเองลอกคราบ!"
ซูหยุนไม่รู้ว่าเมฆหมอกปราณโลหิตบนท้องฟ้านั่นคือปราณโลหิตแห่งฟ้าดินหรือไม่ แต่กินข้าวทั้งหมู่บ้านก็อาศัยสิ่งนี้ในการลอกคราบ อาศัยพลังแห่งฟ้าดินเพื่อยกระดับตนเองไปสู่สิ่งมีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งและกลายร่างเป็นเจียวหลง!
"หากไม่ได้เห็นกับตา ไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง ข้าคงคิดว่าการผ่านด่านเคราะห์ก็คือการโดนฟ้าผ่า คิดไม่ถึงเลยว่าในนั้นจะมีเคล็ดลับซ่อนอยู่มากมายถึงเพียงนี้!"
ซูหยุนตื่นเต้นขึ้นมา "เคล็ดวิชามังกรจระเข้คำรามของข้าต้องการเปลี่ยนปราณโลหิตมังกรจระเข้ให้เป็นปราณโลหิตเจียวหลง เพื่อบรรลุการจำแลงเจียวหลง เช่นนั้นข้าสามารถเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีนี้ได้หรือไม่"
เขากระตือรือร้นขึ้นมาทันที "ข้าไม่รู้วิธีรวบรวมปราณโลหิตแห่งฟ้าดิน แต่กินข้าวทั้งหมู่บ้านรู้! บางทีข้าอาจจะลองขอยืมปราณโลหิตแห่งฟ้าดินจากมันสักหน่อยก็ได้!"
เขาเริ่มทดลองใหม่อีกครั้งทันที โดยสร้างไข่พลังหยวนใบโตขึ้นเหนือเตาหลอมฟ้าดินในร่างกาย ควบคุมให้พลังหยวนสว่างวาบและดับลงสลับกัน
เวลานั้นเอง แสงอัสนีสายที่สองก็ฟาดฟันลงมาจากท้องฟ้า พุ่งเป้าไปยังเจียวหลงที่กำลังลอกคราบอยู่ในห้วยอสรพิษ
ก่อนที่แสงอัสนีสายนี้จะฟาดลงสู่ห้วยอสรพิษ ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด จู่ ๆ มันก็แตกแขนงแสงอัสนีสายเล็ก ๆ ออกมาสายหนึ่ง แล้วผ่าเปรี้ยงลงบนศีรษะของซูหยุนที่อยู่ข้างกายพวกเขาท่ามกลางสายตาอันตื่นตระหนกของฮวาหู หูปู้ผิง ชิงชิวเย่ว์ และหลีเสี่ยวฝาน







