ซูหยุนมีสีหน้าเคร่งเครียด เจียวซูอ้าวถูกจิตวิญญาณของมังกรเทวะช่วยไปจริงๆ ทว่าสิ่งที่เขาพกพาออกไปจากสุสานมังกรนั้น... อาจไม่ใช่จิตวิญญาณมังกรก็เป็นได้
มีความเป็นไปได้สูงมากว่าสิ่งแปลกปลอมนั่นจะสวมรอยเป็นจิตวิญญาณมังกรเพื่อหลอกลวงเจียวซูอ้าว และให้เจียวซูอ้าวพามันออกไปจากที่นี่
"กินข้าวทั้งหมู่บ้านมุ่งหน้าไปยังเมืองซั่วฟาง เขาบอกว่าอาจจะได้พบกันอีกที่ซั่วฟาง ซั่วฟางเป็นเมืองใหญ่ ผู้คนพลุกพล่านไปหมด หากสิ่งแปลกปลอมนี้คิดทำเรื่องชั่วร้าย..."
ซูหยุนผ่อนคลายลง "เช่นนั้นมันก็ต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย"
ในใจของเขา เมืองซั่วฟางมีกระทั่งบุคคลระดับท่านสุ่ยจิ้ง ย่อมต้องเป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมและมีผู้แข็งแกร่งปรากฏตัวขึ้นมากมายอย่างแน่นอน
พวกเขาพักผ่อนกันครู่หนึ่ง ซูหยุนก็โยนเชือกเซียนขึ้นไป แล้วลื่นไถลลงมาตามเชือกพร้อมกับปีศาจจิ้งจอกทั้งสี่เพื่อลงจากหน้าผา
ท่ามกลางราตรี แสงจันทร์กำลังงดงาม ซูหยุนกับปีศาจจิ้งจอกทั้งสี่เดินทางฝ่าขุนเขาและป่าไม้ เมื่อผ่านหมู่บ้านวัวกระทิง ก็เห็นว่าในหมู่บ้านกำลังจัดงานศพและมีการรื่นเริงจัดเลี้ยงชุดใหญ่
ซูหยุนได้ยินเพียงเสียงผู้คนจอแจ เข้าใจว่าเป็นแขกเหรื่อจากที่ต่างๆ ที่มาร่วมงานศพ หารู้ไม่ว่างานเลี้ยงนั้นกลับเต็มไปด้วยหมู่มวลปีศาจที่กำลังเต้นรำกันอย่างบ้าคลั่ง
ปีศาจบางตนกินดื่มจนอิ่มหนำ ก็เอ่ยลาเจ้าบ้าน กอดคอกันเดินกลับ กลิ่นเหล้าฟุ้งกระจายไปทั่ว ทั้งยังส่งเสียงเอะอะโวยวายตามทาง คึกคักเป็นอย่างยิ่ง
คณะของซูหยุนจึงไม่เหงาเลยระหว่างทาง หูปู้ผิงกับหลีเสี่ยวฝานยังฉวยโอกาสตอนกลางคืนไปขโมยผักในแปลงของหมู่บ้านวัวกระทิงอีกด้วย
ทว่า เมื่อบรรดาปีศาจที่เดินร่วมทางมาเห็นพวกเขาเดินเข้าสู่เมืองประตูสวรรค์ ปีศาจที่เมามายเหล่านั้นก็อดไม่ได้ที่จะสะดุ้งเฮือก สร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง พวกมันหันไปทางเมืองประตูสวรรค์แล้วกราบไหว้สองสามครั้ง บ้างก็ก่นด่าสองสามคำ ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวจากไป
— เมืองประตูสวรรค์ในสายตาของเหล่าปีศาจในเขตไร้มนุษย์เทียนซื่อหยวนนั้น เป็นสถานที่ที่ชั่วร้ายและเต็มไปด้วยความอัปมงคล
เมืองประตูสวรรค์มีแสงไฟประปราย เห็นได้ชัดว่าชาวเมืองจำนวนไม่น้อยเข้านอนกันแล้ว มีเพียงเสียงสุนัขเห่าที่ตกใจตื่นเพราะการเดินทางของพวกซูหยุน
พวกเขากลับมาที่เรือนอย่างเงียบเชียบ จุดตะเกียงน้ำมัน ซูหยุนกับจิ้งจอกน้อยทั้งสามช่วยกันจัดการเรื่องอาหารเย็น ส่วนฮวาหูอาศัยแสงไฟประคองหนังสืออ่านยามค่ำคืน
"ในหนังสือเล่มนี้บอกว่า พวกเขาเห็นร่องรอยที่หลงเหลือจากการต่อสู้ จึงสันนิษฐานว่าสิ่งแปลกปลอมที่จุติลงมาพร้อมกับมังกร น่าจะเป็นศัตรูของมังกร นี่คือศึกใหญ่ที่บาดเจ็บล้มตายกันทั้งสองฝ่าย สิ่งแปลกปลอมก็ตายในการต่อสู้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น พวกเขาจึงพยายามอัญเชิญจิตวิญญาณของมังกร โดยตั้งใจจะซักถามจิตวิญญาณมังกรว่าเกิดอะไรขึ้น"
ฮวาหูพลิกหน้าหนังสือไปพลาง เล่าเนื้อหาในเล่มให้พวกซูหยุนฟังไปพลาง
"หลังจากที่พวกเขาอัญเชิญจิตวิญญาณของมังกรออกมาแล้ว มีบัณฑิตผู้หนึ่งนามว่าอิ๋ง นางมีการรับรู้ต่อจิตวิญญาณที่เหนือธรรมดา นางสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ นางบอกว่า ในขณะที่พวกเขากำลังอัญเชิญจิตวิญญาณของมังกรอยู่นั้น อาจจะอัญเชิญจิตวิญญาณอีกดวงหนึ่งมาด้วย"
นี่คือเรื่องราวที่น่าสะพรึงกลัวจนต้องลืมหายใจ
หลังจากที่เหล่าบัณฑิตแห่งสถาบันวิถีสวรรค์อัญเชิญจิตวิญญาณของมังกรออกมา เรื่องราวประหลาดก็เริ่มเกิดขึ้น
อิ๋งตักเตือนทุกคนว่า จิตวิญญาณดวงนั้นเต็มไปด้วยความชั่วร้าย เป็นไปได้ว่าสิ่งที่ตกตายไปพร้อมกับมังกรก็คือมารมนุษย์ ตอนที่มังกรและมารมนุษย์ตกตายไปพร้อมกัน อาจเนรเทศจิตวิญญาณของตนเองและมารมนุษย์ไปยังโลกอื่น ทว่าตอนนี้กลับถูกพวกเขาอัญเชิญมา
ทว่า คำพูดของอิ๋งกลับไม่มีคนเชื่อมากนัก
วันนั้นหิมะตกหนัก อากาศในซั่วฟางเริ่มแปลกประหลาดไปบ้าง ตามปกติแล้วไม่มีหิมะตกหนักเช่นนี้ หิมะที่ทับถมกันหนาเตอะปิดล้อมภูเขาเอาไว้ หิมะหนาหลายฉื่อ พื้นที่ภูเขาในจุดที่หนานั้นลึกจนมองไม่เห็นก้น ตัดขาดการติดต่อของพวกเขากับโลกภายนอก
เช้าวันรุ่งขึ้น เหล่าบัณฑิตแห่งสถาบันวิถีสวรรค์ก็พบศพของอิ๋ง
บัณฑิตผู้เป็นหัวหน้าทีมตึงเครียดมาก รีบเรียกตัวทุกคนมารวมกันทันที และร่วมมือกันกางค่ายกลกรงขังวิญญาณกักฟ้า นำจิตวิญญาณมังกรและจิตวิญญาณมารมนุษย์ขังไว้ในสุสานมังกร ไม่ให้พวกมันจากไปได้
หากปล่อยให้จิตวิญญาณของมารมนุษย์เล็ดลอดออกไปได้ ย่อมก่อให้เกิดการเข่นฆ่าครั้งใหญ่ สรรพชีวิตต้องตกระกำลำบาก ไม่รู้ว่าผู้คนมากมายเท่าใดที่จะต้องถูกมารมนุษย์กลืนกิน!
ข้างเตาไฟ แสงตะเกียงสว่างวูบวาบ ซูหยุนกับจิ้งจอกน้อยทั้งสามตั้งใจฟังฮวาหูเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันหิมะตกหนักเมื่อหนึ่งร้อยห้าสิบปีก่อนอย่างตึงเครียด จิ้งจอกน้อยทั้งสามกอดหางตัวเองตัวสั่นงันงก
"กรงขังวิญญาณกักฟ้า?"
จู่ๆ ซูหยุนก็เอ่ยถามขึ้น ทำให้จิ้งจอกน้อยทั้งสามตกใจจนกระโดดโหยง กอดกันกลมและหดตัวอยู่ที่มุมกำแพงด้วยความหวาดผวาสุดขีด
ฮวาหูพลิกหนังสือแล้วกล่าวว่า "เมื่อดูจากบริบทแล้ว น่าจะเป็นแผ่นหินพวกนั้นที่เราเห็นตอนเข้าหุบเขาครั้งแรก
หลังจากที่บัณฑิตหัวหน้าทีมกางกรงขังวิญญาณกักฟ้าแล้ว ก็เรียกบรรดาบัณฑิตมารวมตัวกัน ทุกคนช่วยกันสรุปท่านลักษณะของมารมนุษย์ที่ตนเองรู้"
เขาอ่านต่อไป
จิตวิญญาณมารมนุษย์เก่งกาจเรื่องการสิงสู่ สามารถสิงสู่ในร่างผู้อื่นและเลียนแบบผู้อื่นได้
พลังของจิตวิญญาณมารมนุษย์นั้นไม่แข็งแกร่งนัก แต่หลังจากที่จิตวิญญาณมารมนุษย์สิงสู่แล้ว มันจะแข็งแกร่งขึ้นมาก มันจะต้องเลือกคนที่มีจุดอ่อนทางนิสัย สิงสู่ในร่างของเขา ควบคุมเขา และกลืนกินเขาในท้ายที่สุด
ขอเพียงจิตใจมีช่องโหว่แม้เพียงนิดเดียว ก็อาจถูกจิตวิญญาณมารมนุษย์ฉวยโอกาสแทรกซึมเข้ามา แย่งชิงร่างและควบคุมได้!
ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ หลังจากที่มารมนุษย์แย่งชิงร่างแล้ว ร่างกายก็จะเก่งกาจเรื่องการแปลงกาย อาจจะกลายเป็นรูปลักษณ์ของใครก็ได้!
ไม่เพียงเท่านั้น มารมนุษย์ยังสามารถเปลี่ยนร่างกายของตนเองให้กลายเป็นรูปแบบของอาวุธได้อีกด้วย!
ยิ่งมันกลืนกินคนมากเท่าใด พลังของมันก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น!
ในหุบเขาที่ถูกปิดกั้นด้วยหิมะตกหนักแห่งนี้ การประลองระหว่างสติปัญญาและสันดานดิบของมนุษย์ครั้งแล้วครั้งเล่าได้เปิดฉากขึ้น
เดิมทีเหล่าบัณฑิตที่มีมิตรภาพฉันเพื่อนร่วมศึกษากันอย่างลึกซึ้ง เริ่มหวาดระแวงและสงสัยซึ่งกันและกันทีละน้อย ผู้คนค่อยๆ แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งอาศัยอยู่ที่ส่วนหัวมังกร อีกฝ่ายหนึ่งอาศัยอยู่ที่ส่วนหางมังกร
สีขาวบริสุทธิ์ของวันหิมะตกยิ่งทำให้ผู้คนสิ้นหวัง เมื่อสีของหิมะถูกย้อมด้วยสีแดงของเลือด ความสิ้นหวังนี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นความบิดเบี้ยวของความเป็นมนุษย์
มีคนตายอีกแล้ว ศพถูกพบในบริเวณที่เป็นช่วงท้องของมังกร ทั้งสองฝ่ายต่างสงสัยว่าเป็นการกระทำของอีกฝ่าย มารมนุษย์แฝงตัวอยู่ในกลุ่มของฝั่งตรงข้าม
จากนั้นก็มีผู้เสียชีวิตรายที่สาม และรายที่สี่ตามมา
เงามัจจุราชปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขา ในที่สุดก็ทำให้ผู้คนสติแตก สองฝ่ายทั้งฝั่งหัวมังกรและหางมังกรแทบจะคิดวิธีแก้ปัญหาออกพร้อมๆ กัน นั่นก็คือการกำจัดอีกฝ่าย!
เพราะในเมื่อแน่ใจแล้วว่ามารมนุษย์ไม่ได้ซ่อนตัวอยู่ในฝ่ายของตน ก็ไม่ต้องสนหรอกว่ามารมนุษย์จะเป็นใครในอีกฝ่าย ขอเพียงกำจัดอีกฝ่ายให้สิ้นซาก ก็สามารถกำจัดมารมนุษย์ได้!
เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความคิดเช่นนี้ การต่อสู้นองเลือดจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ท้ายที่สุด บัณฑิตฝ่ายหัวมังกรก็เป็นฝ่ายกำชัยชนะ บัณฑิตหัวหน้าทีมก็รวมอยู่ในนั้นด้วย
พวกเขากลับมาที่บ้านพักบริเวณหัวมังกร รอคอยให้หิมะละลายแล้วค่อยจากสถานที่แห่งนี้ไป
พวกเขาก่อกองไฟ นั่งล้อมวงอยู่ข้างกองไฟ บรรยากาศตึงเครียดหนักหน่วง พวกเขาพูดคุยกันว่าหลังจากออกไปแล้วจะบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นี่ให้โลกภายนอกฟังอย่างไร และยังคุยกันว่าในวันข้างหน้าจะดูแลพ่อแม่ของบรรดาบัณฑิตที่ตายไปอย่างไร
ฮวาหูพลิกดูหนังสือแล้วกล่าว "หลังจากนั้นพวกเขาก็กลับไปนอนในห้อง เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเขาก็พบว่ามีแผ่นหินกรงขังวิญญาณกักฟ้าแผ่นหนึ่งถูกทำลายไป"
จู่ๆ ซูหยุนก็หนาวสะท้านขึ้นมา "มารมนุษย์ยังไม่ตาย มันยังซ่อนตัวอยู่ในหมู่พวกเขา!"
ฮวาหูมีสีหน้าแปลกประหลาด เขาพลิกดูสองหน้าสุดท้ายไปมาหลายรอบ ราวกับว่าอ่านไม่เข้าใจ ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาเรียบเรียงเนื้อหาในสองหน้าสุดท้ายเสร็จสรรพ ถึงได้เล่าต่อไป
เหล่าบัณฑิตกลับมาที่ห้องพักบริเวณหัวมังกร ทุกคนต่างตกอยู่ในความหวาดระแวงของตนเองอีกครั้ง และระแวดระวังคนอื่นๆ อย่างถึงที่สุด
เวลานั้น บัณฑิตหัวหน้าทีมได้ไปหาบัณฑิตผู้เขียนหนังสือม้วนนี้ แล้วบอกกับเขาว่า พวกเราไม่อาจตามหามารมนุษย์ในหมู่พวกเราพบได้ เช่นนั้นก็มีเพียงวิธีเดียว นั่นคือฆ่าทุกคนให้หมด
เขาบอกว่า มารมนุษย์ไม่อากใช้พลังของตัวเองทำลายกรงขังวิญญาณกักฟ้าได้ ทำได้เพียงล่อลวงผู้อื่น ยืมมือผู้อื่นมาทำลายกรงขังวิญญาณกักฟ้า ใครก็ตาม ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่ ก็ล้วนมีโอกาสตกเป็นเครื่องมือที่มารมนุษย์ใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น
หากมารมนุษย์หนีรอดออกไปได้ ย่อมทำให้ใต้หล้าโกลาหลวุ่นวายอย่างแน่นอน สรรพชีวิตต้องตกระกำลำบากไม่รู้เท่าใด
พวกเขาทำได้เพียงเสียสละตัวเอง ตายอยู่ที่นี่ จึงจะรับประกันได้ว่ามารมนุษย์จะไม่หลบหนีออกไป
"เช่นนั้น ข้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเจ้าไม่ใช่มารมนุษย์?" บัณฑิตที่เขียนหนังสือเล่มนี้เอ่ยถาม
บัณฑิตหัวหน้าทีมกล่าว "หานจวิน หลังจากฆ่าคนอื่นๆ หมดแล้ว ก็จะเหลือเพียงเจ้ากับข้า หากข้าคือมารมนุษย์ ข้าย่อมต้องล่อลวงให้เจ้ามาทำลายกรงขังวิญญาณกักฟ้า เจ้าเพียงแค่ปลิดชีพตัวเอง ก็สามารถขังข้าให้ตายอยู่ที่นี่ได้ หากเจ้าคือมารมนุษย์ ข้าปลิดชีพตัวเอง เจ้าก็ถูกขังตายอยู่ที่นี่เช่นกัน"
เขาตกลง
การเข่นฆ่าเริ่มต้นขึ้น
คนที่ลงมือก่อนคือหัวหน้าทีม
ท่อนแขนของเขากลายเป็นอาวุธขนาดยักษ์ สับร่างของสหายจนแหลกเหลว บัณฑิตผู้เขียนหนังสือมองภาพเหตุการณ์นี้ด้วยความหวาดกลัว มองดูหัวหน้าทีมเข่นฆ่าบัณฑิตคนอื่นๆ ราวกับถูกเทพมารสิงสู่ เขาหวาดกลัว เขาจึงหนีไป
"หัวหน้าทีมนั่นแหละคือมารมนุษย์!" เขาเขียนไว้ในหนังสือ
ท่ามกลางลานหิมะ เขาทิ้งรอยเท้าเอาไว้ ในที่สุดหัวหน้าทีมก็ตามหาเขาจนพบ
ภายในห้องพักบริเวณหางมังกร เขามองออกไปนอกหน้าต่าง มือและเท้าของหัวหน้าทีมกลายเป็นรูปลักษณ์ของศาสตราวุธขนาดยักษ์ กำลังคลานสี่เท้าอยู่บนพื้นหิมะด้วยท่วงท่าที่แปลกประหลาด
"ศิษย์น้อง เหลือเพียงเจ้ากับข้าแล้ว!"
เสียงของหัวหน้าทีมดังมาจากด้านนอก "ข้าก็ยังหามารมนุษย์ไม่พบ!"
เขาตวัดพู่กันอย่างรวดเร็วอยู่ภายในห้อง บันทึกรูปลักษณ์ของหัวหน้าทีมเอาไว้ สำหรับคนรุ่นหลังแล้ว นี่จะเป็นบันทึกการศึกษามารมนุษย์ที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง
"ศิษย์พี่ ท่านไม่ใช่มารมนุษย์หรอกหรือ?" เขาเขียนไปพลาง ตะโกนก้องออกไปนอกหน้าต่างไปพลาง
"ข้าไม่ใช่มารมนุษย์ ข้ากำลังยืมจิตวิญญาณของมังกรมาเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกาย ทำให้ร่างกายกลายสภาพเป็นมังกร เพื่อยกระดับพลัง" หัวหน้าทีมที่อยู่ด้านนอกเดินมาทางนี้และอธิบายกับเขา
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ก็เห็นว่าแขนขาของหัวหน้าทีมกลายเป็นกรงเล็บอันแหลมคมของมังกรจริงๆ ถึงได้รู้ตัวว่าตนเองปรักปรำศิษย์พี่ผู้นี้เข้าแล้ว
"ในเมื่อศิษย์พี่ไม่ใช่มารมนุษย์ เช่นนั้นมารมนุษย์คือผู้ใด?"
ฮวาหูมีสีหน้าแปลกประหลาดยิ่งขึ้นขณะอ่านประโยคสุดท้าย "สติของข้าเริ่มเลือนราง ความมืดมิดคืบคลานเข้ามาในห้วงคำนึง ในความเลื่อนลอย ข้าคล้ายกับมองเห็นแขนซ้ายของตนเองกำลังค่อยๆ กลายเป็นศาสตราวุธขนาดยักษ์... อืม จบแล้ว"
ฮวาหูปิดหนังสือลง
ซูหยุนกับจิ้งจอกน้อยทั้งสามกำลังฟังอย่างเคลิบเคลิ้ม เมื่อได้ยินดังนั้นก็อดร้อนรนไม่ได้ "อะไรคือจบแล้ว? เรื่องนี้ไม่มีหัวไม่มีหางเลย!"
หูปู้ผิงเกาหูเกาแก้ม ร้องถาม "แล้วตอนต่อไปล่ะ? ตอนต่อไปเกิดอะไรขึ้น? เขานั่นแหละคือมารมนุษย์ใช่ไหม? การต่อสู้ระหว่างเขากับศิษย์พี่หัวหน้าทีม ใครชนะ?"
ฮวาหูกล่าวอย่างจนใจ "บันทึกในหนังสือมีแค่นี้ ไม่ได้บอกว่าต่อมาเกิดอะไรขึ้น อีกอย่าง นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ข้าเขียน แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในวันหิมะตกหนักเมื่อร้อยห้าสิบปีก่อน"
พวกจิ้งจอกน้อยไม่พอใจ บังคับให้เขาต้องเล่าตอนจบที่ชัดเจนของเรื่องราวนี้ให้ได้
ฮวาหูกล่าวอย่างจนใจ "เขากับศิษย์พี่หัวหน้าทีมตายตกไปตามกัน..."
"ตอนจบแบบนี้ห่วยแตกมาก!"
ชิงชิวเย่ว์พูดรัวเร็ว "มารมนุษย์ชนะ ฆ่าศิษย์พี่หัวหน้าทีมได้ แต่มันไม่อาจเดินออกจากกรงขังวิญญาณกักฟ้าได้ ท้ายที่สุดมันก็แก่ตายอยู่ในสุสานมังกร จนกระทั่งกินข้าวทั้งหมู่บ้านมาถึง! ตอนจบแบบนี้ดีกว่า!"
หลีเสี่ยวฝานรีบกล่าว "มารมนุษย์ตายด้วยน้ำมือของศิษย์พี่หัวหน้าทีม แต่ในวาระสุดท้าย ศิษย์พี่หัวหน้าทีมก็ไม่กล้าแน่ใจว่าตนเองถูกมารมนุษย์สิงสู่หรือไม่ จึงเลือกที่จะแก่ตายอย่างโดดเดี่ยวในสุสานมังกร ข้าคิดว่าตอนจบแบบนี้ดีกว่า!"
หูปู้ผิงชูอุ้งเท้าขึ้นมาแล้วกล่าว "บางทีหลังจากที่ศิษย์พี่หัวหน้าทีมฆ่ามารมนุษย์ได้ ก็อาจจะออกจากสุสานมังกรไป! นี่ต่างหากถึงจะเป็นตอนจบที่สมบูรณ์แบบ!"
พวกจิ้งจอกน้อยส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว ต่างคนต่างก็มีตอนจบในแบบของตัวเอง
ฮวาหูวางหนังสือไว้ข้างๆ เห็นเพียงซูหยุนมีท่าทีครุ่นคิด ไม่ได้เข้าร่วมวงสนทนาด้วย จึงอดสงสัยไม่ได้ "เสี่ยวหยุน เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?"
ซูหยุนเหม่อลอย จู่ๆ ก็พูดขึ้น "ข้ากำลังคิดว่า... ในคืนนั้น เป็นจิตวิญญาณมังกรที่ช่วยกินข้าวทั้งหมู่บ้านไปจริงๆ งั้นหรือ?"