เมืองประตูสวรรค์ที่เพิ่งจะคึกคักจอแจเมื่อครู่ พริบตาเดียวก็กลายเป็นสุสาน หญิงสาวกางร่มดอกไม้กวาดตามองไปรอบด้าน เห็นเพียงหลุมศพรกร้างเงียบสงัด นอกจากนี้ยังมีประตูสวรรค์ผุพังและเรือนหลังหนึ่ง เรือนของซูหยุน!นี่ต่างหากคือเมืองประตูสวรรค์ที่แท้จริง!เมืองประตูสวรรค์ ถูกทำลายล้างไปในหายนะเมื่อหกปีก่อนตั้งนานแล้ว!ต่อมาทูตจากนครหลวงตะวันออกเดินทางมาถึงเพื่อสืบสวนสาเหตุของหายนะครั้งนั้น พวกเขาได้สร้างหลุมศพให้แก่ผู้เสียชีวิตในเมืองประตูสวรรค์ทีละหลุม“เจ้าเทียบคนที่ชื่อฉิวสุ่ยจิ้งนั่นไม่ได้หรอก”เสียงของท่านลุงชวีดังแว่วมา “ฉิวสุ่ยจิ้งมองภาพลวงตาของเมืองประตูสวรรค์ออก เขาหัวเราะลั่นทำลายภาพลวงตา เพื่อให้แสงแดดสาดส่องเข้ามาได้ ส่วนเจ้า กลับมองไม่ออกเลยแม้แต่น้อย”หญิงสาวกางร่มดอกไม้ยืนอยู่ท่ามกลางสุสานรกร้างแห่งนี้ ในใจรู้สึกขนลุกซู่ เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงหันขวับไปมองยังบานประตูบานนั้น ทว่าบนประตูสวรรค์กลับไร้ซึ่งวี่แววของท่านลุงชวีเสียแล้ว“คนตระกูลถง ไม่ได้โตมาให้ใครหลอกให้กลัวหรอกนะ!”หญิงสาวกางร่มดอกไม้รวบรวมความกล้าให้ตัวเอง นางสะบัดร่มดอกไม้เบาๆ พลันเห็นนกเทพปี้ฟางบินออกมาจากร่มทีละตัว บินโฉบเฉี่ยววนเวียนอยู่รอบกายนางนางเดินหน้าต่อไปยังเรือนของซูหยุน สองขายังสั่นเทาเล็กน้อย สองข้างทางคือหลุมศพของชาวเมืองประตูสวรรค์ หลุมศพรกร้างแต่ละหลุมเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง จะไม่ให้นางหวาดกลัวได้อย่างไรนางลอบระแวดระวัง ในใจคิดเงียบๆ ว่า (แม้จะเป็นภูตผีเทวดา พลังก็ย่อมด้อยกว่าตอนมีชีวิตอยู่มาก! ตระกูลถงของข้าเป็นตระกูลใหญ่ ทั้งวิชาประจำตระกูลและวิชาจากโรงเรียนหลวงล้วนล้ำลึกยิ่งนัก...)ในที่สุดนางก็มาถึงหน้าเรือนของซูหยุน ที่นี่คือสถานที่เพียงแห่งเดียวที่มีแสงแดด และเป็นสถานที่เพียงแห่งเดียวที่มีคนอาศัยอยู่หญิงสาวกางร่มดอกไม้ยื่นมือออกไปผลักประตูลานบ้าน ทว่าในจังหวะนั้นเอง นางเหลือบไปเห็นมือของตนเองโดยไม่ได้ตั้งใจ เลือดเนื้อหลุดลอกออกไปกลายเป็นกระดูกขาวโพลนตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้!บนนิ้วทั้งห้าของนางไม่เหลือแม้แต่ผิวหนังและเล็บ เลือดเนื้อราวกับถูกฝูงมดกัดกินจนเกลี้ยงเกลา!นางกรีดร้องลั่น ทิ้งร่มดอกไม้แล้วยกมืออีกข้างขึ้นมา มันก็เป็นกระดูกขาวโพลนเช่นกัน!นางถกแขนเสื้อขึ้น ท่อนแขนก็เป็นเช่นเดียวกันหญิงสาวรีบลูบคลำใบหน้าตนเอง บนใบหน้าไร้ซึ่งเลือดเนื้อ กระดูกนิ้วของนางถึงขั้นทิ่มเข้าไปในเบ้าตา และในเบ้าตานั้นก็ว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดเลย!“สถานที่บ้าบอนี่...”นางเปล่งเสียงคร่ำครวญ ทันใดนั้นโฉมงามร่างกระดูกก็แตกสลายดังโครม โครงกระดูกแหลกละเอียดเป็นผุยผง เสื้อผ้าหล่นร่วงลงสู่พื้นตามไปด้วยสายลมเย็นยะเยือกพัดผ่าน เสื้อผ้าของนางราวกับกระดาษที่กลายเป็นเถ้าถ่าน ปลิวว่อนไปตามสายลมร่มดอกไม้ของนาง ตลอดจนนกเทพปี้ฟางที่โบยบินอยู่กลางอากาศ ก็กลายเป็นจุดแสงเล็กๆ เลือนหายไปเช่นกันเมื่อสายลมเย็นยะเยือกนี้พัดผ่าน หลุมศพรกร้างก็อันตรธานหายไปอีกครั้ง เศษอิฐและกระเบื้องที่แตกหักลอยขึ้นมา เสาและขื่อที่หักโค่นประกอบเข้าด้วยกันใหม่ บ้านเรือนที่พังทลายถูกสร้างขึ้นใหม่ อาคารแต่ละหลังในเมืองประตูสวรรค์กลับมามีสภาพใหม่เอี่ยม ผู้คนบนท้องถนนเดินขวักไขว่ไปมา ใช้ชีวิตตามปกติเช่นเดิมเมืองเล็กๆ ริมทะเลเหนือแห่งนี้ ดูเหมือนจะยังคงดำรงอยู่บนโลกใบนี้ทว่าเมื่อลมจากทะเลเหนือพัดมาจากผืนน้ำ เมืองประตูสวรรค์ก็ราวกับภาพลวงตาในม่านหมอกที่สั่นไหวไปตามแรงลม คล้ายกับถูกสายลมพัดปลิวให้สลายไปชาวเมืองในเมืองประตูสวรรค์ก็ราวกับบุคคลในภาพวาดที่สั่นไหวไปตามสายลม ให้ความรู้สึกที่ไม่สมจริงเอาเสียเลยซูหยุนและจิ้งจอกน้อยทั้งสี่ไม่รับรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองประตูสวรรค์เลยแม้แต่น้อย หลังจากพวกเขาตื่นนอนก็เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว ฮวาหูและหูปู้ผิงไปจับไก่ป่ากลับมาได้หลายตัว ชิงชิวเย่ว์และหลีเสี่ยวฝานไปขโมยผักที่สวนผักของหมู่บ้านวัวกระทิงมาจำนวนหนึ่งพวกปีศาจวัวเหล่านั้นชอบปลูกผักซูหยุนทำอาหารอยู่ที่บ้าน เขาใช้เกลือเม็ดหยาบอบไก่ป่าหลายตัวจนกลายเป็นสีเหลืองทอง นำปลาทะเลตากแห้งมาทำปลาน้ำแดง ตุ๋นมะเขือยาว หุงข้าว และนำผักใบเขียวที่พวกมันขโมยมาไปผัด หนึ่งคนสี่จิ้งจอกนั่งล้อมวงกินข้าว“ซีอิ๊วที่บ้านหมดแล้ว ต้องไปซื้อที่ตลาดสักหน่อย”ซูหยุนกินข้าวไปพลางพูดไปพลาง “เมื่อหลายวันก่อนตอนสู้กับศิษย์พี่ทำเสื้อผ้าขาดไปหมด คงต้องซื้อเสื้อผ้าเนื้อหยาบสักสองสามชุด แล้วก็พี่รอง หากวันหน้าพวกเจ้าจะเข้าเมือง ก็ต้องซื้อเสื้อผ้าสักสองสามชุดด้วยเหมือนกัน”บนโต๊ะอาหารฮวาหูไม่ได้เอ่ยปาก มันแทะไก่อบเกลือเงียบๆ ทว่าหูปู้ผิงกลับทนไม่ไหว เงยหน้าขึ้นถามว่า “พี่เสี่ยวหยุน ทำไมต้องเข้าเมืองด้วยล่ะ ไม่เข้าเมืองไม่ได้หรือ”“ไม่ได้”ซูหยุนสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย “เข้าเมืองแล้วจะได้รับการศึกษาที่ดีกว่า ได้เรียนรู้วิชาบำเพ็ญเพียรที่ดีกว่า”หูปู้ผิงถามอย่างไม่เข้าใจ “แต่ว่า พวกเราอยู่บ้านนอกก็ใช้ชีวิตได้ดีมากนะ ที่นี่มีกินมีดื่ม มีเพื่อนพ้อง พวกเราสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ ทำไมต้องเข้าเมืองด้วยล่ะ เข้าเมืองไปแล้ว พวกเราจะยังเป็นอิสระไร้พันธะเหมือนตอนนี้ได้อีกหรือ”ชิงชิวเย่ว์และหลีเสี่ยวฝานก็เลิกกินไก่ หันมามองซูหยุนเงียบๆซูหยุนวางชามและตะเกียบลง นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “แล้วตายไปเหมือนอาจารย์จิ้งจอกป่าอย่างนั้นหรือ เหมือนหมู่บ้านเนินจิ้งจอก ที่ถูกลบหายไปอย่างเงียบเชียบ โดยที่ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าศัตรูของตัวเองคือใคร หรือจะเหมือนกับกินข้าวทั้งหมู่บ้าน ที่อุตส่าห์บำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากจนกลายเป็นมังกรเจียว แต่กลับต้องถูกคนจับไปเป็นพาหนะ”เขากล่าวด้วยน้ำเสียงขมขื่น “หรือพวกเจ้าอยากจะเป็นเหมือนข้า เพียงเพราะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแวบเดียว ก็ต้องตาบอดไปเพราะเหตุนี้”หูปู้ผิงอ้าปากค้าง ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก“ข้าอยากเรียนรู้สิ่งต่างๆ ให้มากขึ้น ข้าอยากกุมชะตาชีวิตของตัวเอง ข้าอยากปีนป่ายขึ้นไป เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อให้ญาติมิตรมีชีวิตที่ดีขึ้น”ซูหยุนเม้มริมฝีปากบาง “ข้าไม่อยากตายเหมือนอาจารย์จิ้งจอกป่า และไม่อยากเหมือนหมู่บ้านเนินจิ้งจอก ที่ถูกใครบางคนใช้ข้ออ้างส่งเดชมาลบเลือนให้หายไป ข้าไม่อยากให้ลูกหลานในวันข้างหน้าต้องมาใช้ชีวิตแบบเดียวกันกับข้า! การเงยหน้ามองฟ้า ไม่ใช่ความผิด!”“ข้าอยากทวงคืนความยุติธรรมให้ตัวเอง ให้เมืองประตูสวรรค์ ให้อาจารย์จิ้งจอกป่า และให้หมู่บ้านเนินจิ้งจอก ข้าไม่อยากมีชีวิตที่แสนธรรมดาไปตลอดชีวิต!”แม้เขาจะมองไม่เห็น แต่กลับคีบเนื้อปลาทะเลชิ้นหนึ่งมาใส่ชามของตัวเองได้อย่างแม่นยำ “และหากต้องการทำให้ได้เช่นนั้น ก็ต้องไปที่ในเมือง ต้องร่ำเรียนวิชา เรียนรู้ความสามารถให้มากขึ้น เรียนรู้ความสามารถให้ดีขึ้น!”“เสี่ยวหยุนพูดถูก”ฮวาหูวางไก่อบเกลือที่แทะไปแล้วกว่าครึ่งลง กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “พวกเราจะตามเจ้าเข้าเมืองไปด้วย ถ้าไม่เข้าเมือง แล้วจะแก้แค้นให้หมู่บ้านเนินจิ้งจอกได้อย่างไร”หลีเสี่ยวฝานแทะตีนไก่ พูดเสียงอู้อี้ว่า “ข้าจะตามพี่เสี่ยวหยุนไป พี่เสี่ยวหยุนไปไหนข้าก็ไปนั่น จริงสิ พวกเจ้าว่าในหุบเขามังกรตกมีมังกรอยู่จริงๆ หรือ มังกรที่กลายเป็นผีน่ะ อยากไปดูจังเลย... ถ้าพี่เสี่ยวหยุนไป ข้าก็จะไปด้วย...”หูปู้ผิงกลอกตาไปมา “ข้าก็เหมือนกัน”ชิงชิวเย่ว์จัดการกับไก่ตรงหน้าตัวเองอย่างตั้งใจ มันชูหางขึ้นมาแกว่งไปมาเพื่อแสดงความเห็นด้วย“ถ้าอย่างนั้น พวกเราจะไปดูที่สุสานมังกรไหม” หูปู้ผิงถามอย่างตื่นเต้นซูหยุนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ข้ามภูเขาหลังหน้าผาชันไปก็คือสุสานมังกร ด้านหลังสุสานมังกรคือหุบเขามังกรตก อย่างอื่นน่ะไม่เท่าไร ทว่าหน้าผาชันนั้นปีนขึ้นไปไม่ได้เลย มีแต่นกเท่านั้นที่จะบินข้ามไปได้ แต่พวกเรามีเชือกเส้นนี้ ก็พอจะปีนข้ามหน้าผาไปได้อยู่...”ดวงตาของจิ้งจอกทั้งสี่เปล่งประกายขึ้นมาไม่นานหลังจากนั้น ซูหยุนและจิ้งจอกทั้งสี่ก็เดินผ่านหมู่บ้านหลินอี้อีกครั้ง หมู่บ้านหลินอี้ได้รับบาดเจ็บและล้มตายอย่างหนักจากการศึกที่ห้วยอสรพิษ ครั้งนี้จึงไม่มีใครมาเยาะเย้ยพวกเขาอีก เผ่าเซียวจำนวนไม่น้อยหลบซ่อนตัวรักษาแผลอยู่ในบ้านต้นไม้เมื่อมาถึงนอกหมู่บ้านหลินอี้ พวกเขาก็เปลี่ยนทิศทาง เดินลัดเลาะไปตามทางเขาอีกหลายลี้ ถึงได้มาถึงหมู่บ้านวัวกระทิง มองเห็นแต่ไกลว่ามีวัวดำแก่ตัวหนึ่งนั่งก้นจ้ำเบ้า ขาหน้าข้างหนึ่งกดหญ้าส่งเข้าใต้มีดหั่นฟาง ส่วนขาหน้าอีกข้างก็ยกมีดหั่นฟางขึ้น หั่นหญ้ากินเองภายในหมู่บ้านวัวกระทิง มีสิบกว่าหลังคาเรือนแขวนธงขาวไว้หน้าประตู กำลังจัดงานศพ ฝูงปีศาจแมวรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นตั้งเวทีงิ้ว พองแก้มเป่าแตรและสั่วหน่าอยู่บนเวทีมาทั้งคืนปีศาจวัวหลายตัวส่งเสียงโห่ร้องอยู่หน้าเวที ร้องจะฟังเพลงร้อยปักษาเฝ้าหงสา“คิดว่ากลัวหรือไง เจ๊คนนี้เป่าได้ตั้งแต่ตอนเจ้าเกิดยันตอนแห่ศพทั้งตระกูลเจ้าเลยล่ะ!” พี่สาวปีศาจแมวที่เป็นหัวหน้าเอ่ยอย่างแข็งกร้าว“คน” ของหมู่บ้านวัวกระทิงอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก อีกทั้งยังมีปีศาจวัวตายไปมากมายปานนี้ ส่วนปีศาจแมวก็อารมณ์ไม่ดีเช่นกัน ซูหยุนและฮวาหูจึงรู้ตัวและเดินอ้อมไป“ชื่อกินข้าวทั้งหมู่บ้านนี่ ตั้งได้ถูกเผงเลยจริงๆ”หูปู้ผิงบ่นพึมพำ “พวกปีศาจแมวพวกนี้ผูกขาดธุรกิจกินข้าวทั้งหมู่บ้าน รวยเละไปแล้วมั้ง...”ทุกคนฟังแล้วก็อกสั่นขวัญแขวน เกรงว่าคำพูดของจิ้งจอกปากมากตัวนี้จะไปยั่วโมโหหมู่บ้านวัวกระทิงและหมู่บ้านเหมาเจียตุนเข้า แต่โชคดีที่เสียงแตรและสั่วหน่าในหมู่บ้านวัวกระทิงดังเกินไป จึงกลบเสียงเอาไว้ได้พวกเขาเดินอ้อมหมู่บ้านวัวกระทิงไป เดินไปอีกหลายลี้ ถึงได้มาถึงหน้าผาชันหน้าผาชันแห่งนี้ไม่ใช่หน้าผาชันห้วยอสรพิษ แต่เป็นหน้าผาชันแห่งที่สองซึ่งอยู่ด้านหลังห้วยอสรพิษ มันสูงชันเป็นอย่างยิ่ง หากข้ามที่นี่ไปได้ก็จะไปถึงสุสานมังกรเพียงแต่ในบรรดาหมู่บ้านละแวกนี้ มีเพียงชาวหมู่บ้านหลินอี้เท่านั้นที่เคยไปสุสานมังกร ส่วน “คน” อื่นๆ ยังไม่เคยไปมาก่อนพวกซูหยุนมาถึงใต้หน้าผา จิ้งจอกทั้งสี่มองซ้ายมองขวาอย่างตื่นเต้นตึงเครียด ฮวาหูเอ่ยว่า “รอบๆ ไม่มีคน!”ซูหยุนหยิบเชือกเทวดาออกมา บีบปลายเชือกไว้แล้วโยนขึ้นไปบนฟ้า เชือกเส้นนั้นก็พุ่งแหวกอากาศขึ้นไปบนฟ้าดังฟุ่บฟับ