กลิ่นอายของซูหยุนยิ่งมายิ่งพุ่งทะยาน
ภายในห้าก้าว เขาต้องการให้เด็กหนุ่มจากในเมืองผู้นั้นทอดร่างเป็นศพอยู่ที่นี่ เพื่อแก้แค้นให้เพื่อนร่วมเรียน และเพื่อแก้แค้นให้อาจารย์จิ้งจอกป่า!
"พี่ถงฟาน หากตลาดภูตมีของดีจริง ป่านนี้คงถูกคนแย่งชิงไปหมดแล้ว จะตกมาถึงมือพวกเราได้อย่างไร?"
เด็กหนุ่มชุดแดงผู้นั้นเดินมาพร้อมกับกลุ่มเด็กหนุ่มเด็กสาว ชายคนหนึ่งในนั้นแม้มองดูแล้วจะอายุมากกว่าไม่กี่ปี แต่กลับเรียกเด็กหนุ่มชุดแดงว่าพี่ เขาพูดพลางหัวเราะว่า "ต่อให้ที่นี่จะมีของวิเศษอะไร ตระกูลถงของท่านก็ใช่ว่าจะมองเห็นค่า ไฉนต้องเหนื่อยยากวิ่งรอกมาถึงที่นี่ด้วย?"
"หยางเซิ่ง เจ้าไม่รู้อะไรเสียแล้ว"
ถงฟานยิ้มบางๆ แล้วกล่าวอย่างเนิบนาบว่า "ท่านเซียนเฒ่าของตระกูลข้าได้ข่าวมาจากเมืองหลวงว่า การศึกแนวหน้าทำให้แม่ทัพนายกองสิ้นชีพไปมากมาย แม่ทัพเหล่านี้ล้วนเป็นบุคคลใหญ่โต หลังจากพวกเขาตายไป จิตวิญญาณส่วนใหญ่ก็ย่อมต้องมาที่นี่ ท่านเซียนเฒ่าหมายความว่า ให้พวกเรามาตักตวงผลประโยชน์เสียหน่อย"
หยางเซิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย "การตักตวงผลประโยชน์จากร่างของแม่ทัพที่พลีชีพเพื่อชาติ ออกจะ..."
เด็กหนุ่มเด็กสาวคนอื่นพากันหัวเราะร่วน แย่งกันพูดว่า "พวกเขาพลีชีพเพื่อชาติ ช่างกล้าหาญชาญชัยเพียงใด! ย่อมต้องได้รับการแต่งตั้งเป็นเทพ! พวกเขาได้เป็นเทพแล้ว ตายไปแค่นี้ยังจะหวงแหนทรัพย์สินเล็กน้อย ไม่ยอมบริจาคให้พวกเราอีกหรือ?"
"สู้ปล่อยให้ตกเป็นของคนอื่น สู้ตกเป็นของพวกเราไม่ดีกว่าหรือ อย่างไรเสียพวกเราก็ยังเป็นบัณฑิตนะ! พี่ชายหยาง ท่านว่าจริงหรือไม่?"
"จริงด้วย จริงด้วย"
หยางเซิ่งรับคำ ทันใดนั้นก็รู้สึกได้ถึงบางอย่าง เมื่อหันขวับไปมอง ก็เห็นซูหยุนกำลังเดินตรงเข้ามา จึงเผยสีหน้าฉงนใจ
"ไอ้บอดน้อยในโรงเรียนหลวงประจำตำบลที่เรียนหนังสือกับจิ้งจอก..."
เขาเพิ่งจะคิดถึงตรงนี้ ทันใดนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เบื้องหน้ากลายเป็นสีแดงฉาน พลันรู้สึกเลือนรางว่ารอบกายตนไม่ใช่ตลาดภูตอีกต่อไป แต่เป็นหนองน้ำเฉอะแฉะ และซูหยุนก็ราวกับมังกรจระเข้ที่กำลังดำผุดดำว่ายซุ่มซ่อนอยู่ในหนองน้ำนั้น!
เหตุที่เบื้องหน้าของเขากลายเป็นสีแดงฉาน ก็เพราะถูกกลิ่นอายของซูหยุนกดดันจนเลือดคั่งในดวงตา!
"มังกรจระเข้คำราม? ท่านสุ่ยจิ้งถ่ายทอดเคล็ดบำรุงปราณวิชานี้ให้เขาหรือ? ระวัง!"
เขาตะโกนลั่น ขณะเดียวกันร่างกายก็ตอบสนอง ไม่พูดพร่ำทำเพลงพุ่งทะยานเข้าไปตะปบซูหยุนทันที
ถงฟานกับบัณฑิตหนุ่มเหล่านั้นได้ยินเสียงก็หันขวับไปมองซูหยุน รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขายังไม่ทันจางหายไป
หยางเซิ่งยื่นมือออกไป มือของเขาราวกับกรงเล็บมังกรจระเข้ ตะปบเข้าที่แผ่นหลังของซูหยุน วิชากระบวนท่าที่เขาใช้ออกมาก็คือมังกรจระเข้คำรามเช่นเดียวกัน!
สิ่งที่ซูหยุนใช้ออกมาคือกระบวนท่าที่สมบูรณ์ แต่เขากลับแยกแยะกระบวนท่าออกเป็นท่าโจมตีเดี่ยวๆ เก็บไว้เพียงวิธีการโจมตีทีละขั้นๆ ในกระบวนท่า โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบของมัน
เช่นนี้นับว่าล้ำเลิศยิ่งนัก
กระบวนท่าเป็นสิ่งตายตัว แต่การแยกกระบวนท่าออกเป็นท่าโจมตีเดี่ยวๆ จะทำให้มีรูปแบบการพลิกแพลงและประกอบเข้าด้วยกันได้หลากหลายวิธีมากขึ้น ความเร็วในการตอบสนองก็ย่อมรวดเร็วกว่า
ผู้ที่สามารถทำได้ถึงขั้นนี้ ล้วนเป็นบัณฑิตที่มีพรสวรรค์สูงส่งสุดยอด!
นึกไม่ถึงว่า เมื่อกรงเล็บมังกรจระเข้ของหยางเซิ่งตะปบลงบนกล้ามเนื้อแผ่นหลังของซูหยุน ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนดังปึงๆ ดังมาจากแผ่นหลังของซูหยุน ติดต่อกันถึงสามสิบสามครั้ง ทำให้เขาราวกับกำลังตะปบโดนมังกรจระเข้ตัวใหญ่ นิ้วทั้งห้าถูกสะเทือนจนปวดชา ไม่อาจรั้งตัวซูหยุนไว้ได้!
"มังกรจระเข้สถิตสันหลัง ทะลวงกระดูกสันหลังสามสิบสามชิ้นติดต่อกัน ช่างเป็นวิชาตัวเบาที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! ท่านสุ่ยจิ้งถ่ายทอดวิชาเตาหลอมผลัดเปลี่ยนให้เขาอย่างมากก็แค่หนึ่งเดือน เวลาสั้นๆ เพียงนี้ แค่จะเชี่ยวชาญวิชาเตาหลอมผลัดเปลี่ยนอย่างสมบูรณ์ยังยากลำบาก นับประสาอะไรกับการฝึกฝนมังกรจระเข้คำรามจนสำเร็จ!"
แววตาของหยางเซิ่งเผยความรู้สึกเหลือเชื่อออกมา
เขาเป็นหนึ่งในบัณฑิตที่ติดตามฉิวสุ่ยจิ้งมายังเทียนซื่อหยวนและเข้าสู่ตลาดภูตประตูสวรรค์ในวันนั้น ดังนั้นจึงรู้จักซูหยุน
เขายังเดาได้ว่า การที่ท่านสุ่ยจิ้งรั้งอยู่ที่นี่สิบกว่าวันก่อนจะกลับไปซั่วฟาง ส่วนใหญ่น่าจะเป็นเพราะอยู่ถ่ายทอดเคล็ดบำรุงปราณวิชาเตาหลอมผลัดเปลี่ยนให้แก่ซูหยุน
เพียงแต่ ความเร็วในการฝึกปรือของซูหยุนออกจะรวดเร็วเกินไปสักหน่อย
ตอนที่หยางเซิ่งฝึกกระบวนท่ามังกรจระเข้สถิตสันหลังนี้จนสำเร็จ เขาต้องตกระกำลำบากไปไม่น้อย
กระบวนท่านี้จำเป็นต้องทะลวงกระดูกสันหลังทั้งสามสิบสามชิ้น หากต้องการทำเช่นนี้ได้ ต้องอาศัยพลังปราณอันแข็งแกร่งคอยหนุนเสริม อีกทั้งยังต้องทะลวงทีละชิ้นๆ เป็นไปไม่ได้ที่จะทะลวงรวดเดียวทั้งสามสิบสามชิ้น
เขาใช้เวลาทั้งสิ้นสามเดือนครึ่ง กว่าจะฝึกมังกรจระเข้สถิตสันหลังจนสำเร็จ เพื่อการนี้เขายังกินยาวิเศษไปไม่น้อยเพื่อยกระดับพลังปราณ
ฉิวสุ่ยจิ้งสอนซูหยุนสิบวัน ซูหยุนฝึกกระบวนท่ามังกรจระเข้คำรามอย่างมากก็เพิ่งครบหนึ่งเดือน กลับฝึกกระบวนท่าที่ห้าของมังกรจระเข้คำราม มังกรจระเข้สถิตสันหลังจนสำเร็จได้ จะไม่ให้หยางเซิ่งรู้สึกประหลาดใจได้อย่างไร
ในชั่วพริบตาที่เขาพลาดพลั้งไม่อาจรั้งซูหยุนไว้ได้นั้น ซูหยุนก็ดำผุดดำว่ายดั่งมังกรจระเข้แหวกว่ายผ่านกลุ่มบัณฑิต พุ่งตรงดิ่งไปหาถงฟาน!
"เป้าหมายของเขาคือถงฟาน!"
หยางเซิ่งตกใจ เคล็ดบำรุงปราณวิชาเตาหลอมผลัดเปลี่ยนคือวิชาพื้นฐานที่ฉิวสุ่ยจิ้งนำมาจากนครหลวงตะวันออก วิชานี้ไม่เคยปรากฏในโรงเรียนหลวงของซั่วฟาง มีเพียงศิษย์เรียนส่วนตัวที่ติดตามฉิวสุ่ยจิ้งฝึกฝนเท่านั้นที่เคยเรียน
ถงฟานไม่รู้จักวิชานี้ เกรงว่าจะต้องเสียเปรียบ!
"แต่ไอ้บอดน้อยเพิ่งฝึกฝนได้เพียงหนึ่งเดือน พลังปราณยังอ่อนด้อย วิชาเตาหลอมผลัดเปลี่ยนของเขาอย่างมากก็ฝึกถึงขั้นที่สาม ทว่าเคล็ดบำรุงปราณวิชาเทพอัคคีปี้ฟางของถงฟานกลับฝึกถึงขั้นที่หกแล้ว"
เขาเพิ่งจะคิดถึงตรงนี้ ซูหยุนก็แหวกผ่านฝูงชน กระโจนพรวดขึ้นมา
"กรรจ์——"
เสียงมังกรคำรามที่ดังออกมาจากทรวงอกของซูหยุนทำให้สีหน้าของหยางเซิ่งเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เสียงมังกรคำรามนี้ไม่เหมือนกับเสียงมังกรคำรามที่เกิดจากวิชามังกรจระเข้คำรามที่ฉิวสุ่ยจิ้งสอน!
เสียงมังกรคำรามที่ดังจากวิชามังกรจระเข้คำรามคือเสียงหวีดหวิวที่เกิดจากการโคจรพลังปราณ เสียงนั้นราวกับเสียงร้องของมังกรจระเข้ ประหนึ่งเสียงฟ้าร้อง ดังนั้นจึงเรียกว่ามังกรจระเข้คำราม
ทว่าเสียงที่เกิดจากการโคจรพลังปราณในทรวงอกของซูหยุน กลับไม่ได้มีเพียงเสียงฟ้าร้องของมังกรจระเข้ แต่มีเสียงมังกรคำรามดั่งฟ้าร้องมากถึงสี่ชนิด!
"ท่านสุ่ยจิ้งเคยกล่าวไว้ว่า เหตุที่วิชานี้สามารถเปล่งเสียงมังกรคำรามดั่งฟ้าร้องออกมาได้ เป็นเพราะพลังปราณในร่างกายโคจรอย่างรุนแรงยิ่งยวด เป็นเสียงที่เกิดจากการเสียดสีของพลังปราณ"
หยางเซิ่งทุ่มกำลังพุ่งเข้าไปในฝูงชน สีหน้าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย "ไอ้บอดน้อยเปล่งเสียงฟ้าร้องออกมาได้ถึงสี่ชนิด ความรุนแรงของพลังปราณของเขามากกว่าคนอื่นถึงสี่เท่า! ถงฟานตกอยู่ในอันตรายแล้ว! แต่ว่า..."
ปึง! ปึง! ปึง!
หยางเซิ่งใช้กระบวนท่าจระเข้เทพสะบัดหาง กวาดบัณฑิตคนอื่นที่ขวางทางจนกระเด็นลอยไป นัยน์ตาสาดประกายวาบ "หากข้าอาศัยโอกาสนี้ช่วยถงฟานไว้ได้ เช่นนั้นความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับตระกูลถงแห่งซั่วฟางก็ย่อมใกล้ชิดขึ้นอีกขั้น! ไม่แน่ว่าอาจจะได้เจริญก้าวหน้าก็คราวนี้..."
การตอบสนองของถงฟานก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าไม่รวดเร็ว
ตอนที่หยางเซิ่งส่งเสียงเตือนเขาก็รู้ตัวแล้ว ซูหยุนบุกเข้ามาในกลุ่มบัณฑิต พุ่งตรงดิ่งมาหาเขา เมื่อซูหยุนก้าวเท้าที่สาม พลังปราณของเขาก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาแล้ว
เมื่อซูหยุนก้าวเท้าที่สี่ เคล็ดบำรุงปราณวิชาเทพอัคคีปี้ฟางของเขาก็เริ่มทำงาน
เมื่อซูหยุนก้าวเท้าที่ห้า เบื้องหลังของถงฟานก็ปรากฏนิมิตวิหคเทพปี้ฟางขึ้นมาแล้ว
วิหคเทพตัวนั้นร้อนแรงดั่งเปลวเพลิง เตรียมจะสยายปีกโผบินออกไปตามมือของถงฟาน เพื่อพุ่งเข้าสังหารซูหยุน!
ทว่าในเวลาเดียวกัน ซูหยุนก็เหินร่างขึ้นกลางอากาศ โฉบลงมาจากเบื้องบน สองมือยื่นออกไปรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ล็อกคางและท้ายทอยของเขาจากด้านบน
ถงฟานรู้สึกเพียงว่าตนถูกมังกรจระเข้กัดศีรษะเอาไว้ เบื้องหน้ามืดมิดไปชั่วขณะ ในใจสะดุ้งเฮือก
ร่างกายของซูหยุนกลางอากาศราวกับมังกรจระเข้ที่จับเหยื่อได้ เขาล็อกศีรษะของถงฟานไว้แล้วเหวี่ยงขึ้นไป ออกแรงจากเอวและสะโพก ม้วนตัวกลางอากาศดั่งจระเข้ยักษ์ หมายจะบิดคอของเขาให้หักสะบั้น
ร่างของถงฟานถูกเหวี่ยงลอยอยู่กลางอากาศ ได้ยินเพียงเสียงกระดูกสันหลังส่วนคอทั้งเจ็ดชิ้นของตนดังเป๊าะแป๊ะ ในใจทั้งตื่นตระหนกทั้งหวาดกลัว "เร็วมาก! ต้านทานไม่ทันแล้ว..."
ในขณะเดียวกัน หยางเซิ่งก็โผนทะยานเข้ามา รูม่านตาหดเกร็งวูบ "กระบวนท่าที่สองของมังกรจระเข้คำราม มังกรจระเข้ม้วนตัว! หากปล่อยให้เขาใช้กระบวนท่านี้ออกมาได้ ศีรษะของถงฟานคงถูกเขาบิดจนหลุดออกมาทั้งเป็นแน่!"
สองมือของเขายื่นไปข้างหน้า คว้าจับเท้าทั้งสองข้างของถงฟานไว้ และใช้กระบวนท่ามังกรจระเข้ม้วนตัวออกมาเช่นเดียวกัน!
มังกรจระเข้ม้วนตัว หรืออีกชื่อหนึ่งคือมังกรมรณะม้วนตัว การถูกกระบวนท่านี้บิดคอจนหักหรือแม้แต่บิดศีรษะจนหลุด ล้วนเป็นเรื่องปกติธรรมดา
วิธีรับมือกับมังกรจระเข้ม้วนตัวที่ดีที่สุดก็คือการใช้มังกรจระเข้ม้วนตัวเช่นเดียวกัน เพื่อหักล้างแรงหมุนของซูหยุน เช่นนี้จึงจะสามารถช่วยถงฟานไว้ได้
คนหนึ่งล็อกศีรษะของถงฟาน อีกคนคว้าจับเท้าทั้งสองข้างของถงฟาน ทั้งสองหมุนตัวม้วนกลิ้งกลางอากาศอย่างรวดเร็วพร้อมกับร่วงหล่นลงสู่พื้น ได้ยินเพียงเสียงชายเสื้อแหวกอากาศดังพึ่บพั่บ
บนพื้นดิน บัณฑิตหลายคนรีบหลบหลีก
ปึง ปึง!
ซูหยุนและหยางเซิ่งร่วงลงพื้นตามลำดับ ทั้งสองคนยังคงสภาพเดิม คนหนึ่งล็อกศีรษะของถงฟาน อีกคนคว้าจับเท้าทั้งสองข้างของถงฟานไว้
หางตาของหยางเซิ่งกระตุกอย่างรุนแรง เมื่อครู่อยู่กลางอากาศ พวกเขาแทบจะใช้กระบวนท่ามังกรจระเข้ม้วนตัวออกมาพร้อมกัน ทว่าเขาหมุนไปได้ห้ารอบก็หมดแรง ส่วนซูหยุนหมุนไปถึงเจ็ดรอบ
กระบวนท่าเดียวกัน ซูหยุนหมุนมากกว่าเขาถึงสองรอบจึงจะร่วงลงพื้น
บัณฑิตคนอื่นยังดูไม่ออก แต่หยางเซิ่งรู้ดีว่า ในจังหวะที่ซูหยุนหมุนมากกว่าเขาหนึ่งรอบ พังผืดกระดูกคอทั้งเจ็ดชิ้นของถงฟานก็ถูกบิดจนขาดสะบั้นไปแล้ว!
เมื่อซูหยุนหมุนรอบที่สองที่เกินมา หลอดลมและหลอดอาหารของถงฟานก็ฉีกขาด สมองหยุดการสูบฉีดเลือดโดยสมบูรณ์ และสลบเหมือดไปตรงนั้น
ตอนที่พวกเขาร่วงลงพื้น หลอดเลือด เส้นเอ็น กระดูกคอ และหลอดลมบนคอของถงฟานถูกบิดจนขาดสะบั้นโดยสมบูรณ์ เหลือเพียงผิวหนังบริเวณคอที่ยังเชื่อมติดกันอยู่
ถงฟาน ขาดใจตายไปแล้ว