ตู้โดยสารสั่นโคลงเคลง หลี่มู่เกอทรงตัวให้มั่นคง หยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ "นานวันเข้า ต้นไม้ใบหญ้าในยุคก่อนก็กลายเป็นเถ้าอัสนีที่สามารถจุดติดไฟได้ โรงเผาและโรงถลุงเหล่านี้ใช้เถ้าอัสนีเป็นเชื้อเพลิงในการหลอมแร่เพื่อสร้างสิ่งของต่างๆ"
ซูหยุนเอ่ยถาม "ต้นไม้ใบหญ้ากลายเป็นเถ้าอัสนี แล้วคนในยุคก่อนล่ะ? พวกเขากลายเป็นอะไร?"
หลี่มู่เกอลังเลเล็กน้อย ส่ายหน้าตอบ "เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน"
เบื้องหน้าเริ่มสว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ ซูหยุนมองลอดหน้าต่างออกไป เห็นเพียงท้องฟ้าเบื้องไกลมีแสงสว่างเป็นชั้นๆ แสงเหล่านั้นลอยอยู่กลางอากาศ เรียงซ้อนกันขึ้นลงอย่างเป็นระเบียบยิ่ง
ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือ แสงสว่างเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงแถวเดียว แต่มีนับร้อยแถว!
"รุ่นพี่มู่เกอ แสงสว่างฝั่งนั้นคืออะไรหรือ?" ซูหยุนเอ่ยถาม
หลี่มู่เกอรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย กล่าวว่า "หากไม่เห็นเป็นคนอื่นคนไกล เรียกข้าว่าศิษย์พี่เถอะ ข้าก็จะเรียกพวกเจ้าว่าศิษย์น้อง คำว่ารุ่นพี่รุ่นน้องเป็นคำเรียกของชาวนครหลวงตะวันออก ส่วนในซั่วฟางจะเรียกกันว่าศิษย์พี่ศิษย์น้อง"
คำเรียกขานว่ารุ่นพี่รุ่นน้องนี้ ซูหยุนและฮวาหูก็อ่านเจอมาจากตำราโบราณในสุสานมังกร จึงไม่รู้ธรรมเนียมของซั่วฟาง
(ตำราโบราณในสุสานมังกรเขียนโดยบัณฑิตของสถาบันวิถีสวรรค์ หรือว่าสถาบันวิถีสวรรค์จะไม่ใช่โรงเรียนหลวงของซั่วฟาง แต่เป็นโรงเรียนหลวงของนครหลวงตะวันออก?) ซูหยุนคิดในใจ
หลี่มู่เกอชำเลืองมองออกไปนอกหน้าต่าง หัวเราะพลางกล่าว "นั่นคือหอสูง"
"หอสูง?"
ซูหยุน ฮวาหู และคนอื่นๆ ล้วนตกตะลึง โพล่งออกมาว่า "หอสูงขนาดนี้เชียวหรือ?"
หากแสงสว่างเหล่านั้นคือแสงไฟในหอสูง เช่นนั้นมิใช่หมายความว่าชั้นบนสุดต้องอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆหรอกหรือ?
บนโลกนี้จะมีหอที่สูงปานนี้ได้อย่างไร?
ต้องรู้ก่อนว่าสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดในเมืองประตูสวรรค์อย่างประตูสวรรค์ ก็สูงเพียงไม่กี่จั้งเท่านั้น ในโลกจะมีหอที่สร้างทะลุเข้าไปในชั้นเมฆได้อย่างไร?
หลี่มู่เกอถามด้วยความประหลาดใจ "พวกเจ้าไม่เคยเห็นหอสูงหรือ?"
ซูหยุนและเด็กน้อยทั้งสี่ส่ายหน้าพร้อมกัน หูปู้ผิงกล่าวว่า "บ้านนอกไม่มีหอสูงขนาดนี้หรอกนะ!"
"นับตั้งแต่โหลวปาน ปราชญ์โหลวสร้างหอสูงเป็นต้นมา หอสูงเหล่านี้ก็ยิ่งสร้างยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ หอสูงแต่ก่อนอย่างมากก็สูงแค่ร้อยฉื่อ หอสูงในปัจจุบัน ต่อให้พันฉื่อหมื่นฉื่อก็สามารถสร้างขึ้นมาได้!"
หลี่มู่เกอกล่าว "เมื่อก่อนสร้างหอสูงใช้ไม้ซุง ไม้ซุงชั้นดีที่เติบโตมานับพันร้อยปี เมื่อตัดมาทำเสา ก็สูงเพียงไม่กี่จั้ง รองรับน้ำหนักได้แค่ไม่กี่ชั้นเท่านั้น หากสร้างสูงขึ้นไปอีก ไม้ซุงก็รับน้ำหนักไม่ไหว ดังนั้นตำหนักจึงมีเพียงไม่กี่ชั้น หรือไม่ก็เป็นตำหนักชั้นเดียวไปเลย ปัจจุบันการสร้างหอสูงใช้วิธีการหลอมศาสตรา นำวิธีการหลอมศาสตรามาใช้กับการก่อสร้าง นี่คือผลงานประดิษฐ์คิดค้นของโหลวปาน ปราชญ์โหลว"
"โหลวปาน ปราชญ์โหลว?"
ฮวาหู หลีเสี่ยวฝาน และคนอื่นๆ เผยสีหน้าเลื่อมใส "คนผู้นี้สร้างหอสูงจนกลายเป็นปราชญ์ไปแล้ว!"
ซูหยุนชะงักไปเล็กน้อย เมื่อคืนนี้ภูตผีเทวะที่เขาพบหน้าศาลเจ้าของบุคคลสำคัญผู้นั้น ก็มีนามว่าโหลวปานเช่นกัน
อีกทั้งโหลวปานผู้นั้นยังรู้จักฉิวสุ่ยจิ้ง โดยบอกว่าเขาก็เป็นคนของสำนักวิชาใหม่เช่นเดียวกับฉิวสุ่ยจิ้ง มิหนำซ้ำโหลวปานยังมอบกล่องไม้สี่เหลี่ยมให้ซูหยุนหนึ่งใบ บอกว่าเป็นกุญแจ ให้ซูหยุนนำกล่องไม้นี้ไปดูที่ใต้ดินของเมืองซั่วฟางว่าของที่เขาซ่อนไว้ยังอยู่หรือไม่
โหลวปานผู้นี้ กับโหลวปาน ปราชญ์โหลวที่นำวิธีการหลอมศาสตรามาใช้ในการสร้างหอสูงตามที่หลี่มู่เกอกล่าวถึง จะเป็นคนเดียวกันหรือไม่?
(คงไม่บังเอิญขนาดนี้มั้ง?) ซูหยุนคิดในใจ
"โหลวปานยังไม่ได้บรรลุเป็นปราชญ์ มหาจักรพรรดิแห่งนครหลวงตะวันออกไม่ได้แต่งตั้งเขาเป็นปราชญ์ เพียงแต่แต่งตั้งให้เป็นปรมาจารย์สวรรค์ หลังเสียชีวิตจึงมีศาลปรมาจารย์สวรรค์โหลวคอยเซ่นไหว้บูชาเขา"
หลี่มู่เกอกล่าว "ก่อนหน้านี้ปราชญ์คือผู้ที่มีความรู้สูงส่ง เผยแพร่วิชากว้างไกล มีลูกศิษย์ลูกหาอยู่ทั่วหล้า วิชาความรู้ของพวกเขาเป็นที่ประจักษ์ อย่างเช่นลัทธิหรู ลัทธิพุทธ ลัทธิเต๋า จึงได้รับการยกย่องให้เป็นปราชญ์ ภายหลังจักรพรรดิแห่งหยวนซั่วก็ทนไม่ไหว ต้องการแต่งตั้งเทพแต่งตั้งปราชญ์ด้วยตนเอง ดังนั้นปราชญ์จึงค่อยๆ กลายเป็นผู้ที่จักรพรรดิทรงแต่งตั้ง ทว่าในหมู่ชาวบ้าน โหลวปานถูกขนานนามว่าปราชญ์โหลว"
ทางการไม่แต่งตั้งเทพชาวบ้านก็แต่งตั้งเอง ทางการไม่แต่งตั้งปราชญ์ชาวบ้านก็แต่งตั้งเอง สถานการณ์ของหยวนซั่วนั้นทำให้ผู้คนต้องเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ
ซูหยุนคิดอย่างสบายใจ (สหายแผงลอยโหลวปานยังไม่รู้ตัวว่า หลังจากตายไปแล้วเขาได้รับการยกย่องจากผู้คนให้เป็นปราชญ์ รอให้กลับบ้านเกิดแล้วพบเขาเมื่อใด ต้องบอกข่าวนี้ให้เขารู้เสียแล้ว!)
"ศิษย์น้องหยุนเคยเห็นศาสตราวุธจิตวิญญาณหรือไม่? ศาสตราวุธจิตวิญญาณใช้โลหะและวัสดุพิเศษ
ใช้วิธีการบวงสรวงหลอมรวมเข้ากับฤทธานุภาพจิตวิญญาณ ผ่านการทุบตีและหลอมนับครั้งไม่ถ้วนจนกลายเป็นศาสตราวุธ"
หลี่มู่เกอกล่าว "ศาสตราวุธจิตวิญญาณนั้นเหนียวแน่นทนทานผิดธรรมดา แข็งแกร่งจนไม่อาจทำลายได้ ผู้ใช้พลังวิญญาณอย่างพวกเราสามารถบีบหินให้แหลกละเอียด บิดเหล็กกล้าให้งอได้อย่างง่ายดาย แต่กลับไม่สามารถทำลายศาสตราวุธจิตวิญญาณได้ โหลวปานนำทักษะการหลอมศาสตราวุธจิตวิญญาณมาผสานเข้ากับการสร้างบ้าน ชั่วชีวิตของเขาคือการนำบ้านมาหลอมประหนึ่งเป็นศาสตราวุธวิญญาณ! ด้วยเหตุนี้ หอสูงของหยวนซั่วจึงแข็งแกร่งทนทาน ยิ่งสร้างก็ยิ่งสูง! ข้าได้ยินมาว่าในนครหลวงตะวันออก มีหอสูงถึงสองสามพันจั้งแล้ว ช่างเหมือนกับการได้อยู่ร่วมกับเหล่าเทพเซียนจริงๆ!"
ซูหยุน ฮวาหู และคนอื่นๆ ล้วนใจลอยเคลิบเคลิ้ม แทบอดใจรอไม่ไหวที่จะได้ไปเห็นกับตาเดี๋ยวนี้
"ปราชญ์โหลวใช้วิธีการหลอมศาสตราวุธวิญญาณมาสร้างหอสูง หลังจากวิชาสำเร็จลุล่วง สิ่งแรกที่เขาสร้างก็คือเมืองซั่วฟางของพวกเรา"
หลี่มู่เกอกล่าวอย่างภาคภูมิ "หลังจากเขามีชื่อเสียงในซั่วฟาง จึงค่อยถูกมหาจักรพรรดิเรียกตัวไปนครหลวงตะวันออก เพื่อไปสร้างเมืองให้กับนครหลวงตะวันออก เขาคือผู้ที่ทำให้การสร้างหอสูงกลายเป็นวิชาที่เป็นที่ประจักษ์เทียบเท่ากับลัทธิหรู ลัทธิพุทธ และลัทธิเต๋า ตอนนี้สำนักศึกษาเหวินชางของพวกเราก็มีวิชาสถาปัตยกรรม ซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากับลัทธิหรูเลยทีเดียว!"
ซูหยุนฟังจนเคลิบเคลิ้ม ความเร็วของมังกรจู๋หลงบกก็ค่อยๆ ช้าลง
มังกรจู๋หลงตัวนี้ได้บรรทุกพวกเขามาถึงซั่วฟางแล้ว มันก้าวเดินเข้าไปในเมือง บนหลังของมังกรจู๋หลงแบกหอไม้ขนาดเล็กแปดสิบหลัง ผู้โดยสารในหอไม้เริ่มเก็บสัมภาระเตรียมตัวลงจากรถ
ฮวาหูผลักหน้าต่างมองออกไป เห็นเพียงแสงสีละลานตาภายนอก ทั่วทุกสารทิศแขวนโคมไฟประดับประดาอย่างงดงาม
ซูหยุนก็ฉวยโอกาสมองออกไปเช่นกัน เห็นเพียงหมอกยามค่ำคืนของเมืองนี้ปกคลุมมัวซัว อาคารสูงเสียดฟ้าตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางตัวเมือง
เขาพินิจมองอาคารที่อยู่ใกล้ที่สุด เห็นเพียงว่าแต่ละชั้นของหอสูงแห่งนี้ล้วนดูคล้ายกับตำหนัก รอบนอกของแต่ละชั้นล้วนเป็นโครงสร้างไม้ค้ำยันแบบตำหนักโบราณ มีชายคายื่นยาว มุมหลังคาเชิดขึ้นดุจปีกนกบิน ดุจหางนกนางแอ่น
มังกรจู๋หลงบกพ่นลมหายใจ หมอกสีขาวลอยเรี่ยพื้นพวยพุ่งไปรอบด้าน มังกรจู๋หลงตัวนี้เชื่องช้าลงเรื่อยๆ ทว่าได้มาถึงเบื้องหน้าของหอสูงแห่งนั้นแล้ว
ซูหยุนยื่นร่างครึ่งหนึ่งออกไปนอกหน้าต่าง พินิจมองต่อไป เห็นเพียงว่าบนชายคาของตำหนักแต่ละชั้นในอาคารนั้น ล้วนมีรูปสลักหินสัตว์มงคลประดับหลังคาอย่างเช่นรูปเซียนชี้ทาง
เขาแหงนหน้ามองขึ้นไป หอสูงแห่งนี้เป็นหอแปดเหลี่ยม ไม่รู้ว่ามีห้องหับมากน้อยเพียงใด มีทั้งหมดหกสิบสี่ชั้น แต่ละชั้นสูงราวหนึ่งจั้งเศษ ความสูงรวมเกรงว่าน่าจะถึงแปดเก้าสิบจั้ง สูงยิ่งกว่าภูเขาทั่วไปเสียอีก
ชั้นบนสุดเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีหลังคาคล้ายยอดตำหนัก เป็นหอซ้อนแปดเหลี่ยม ประหนึ่งท้องพระโรงในพระราชวัง ด้านบนสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ!
จากนั้นหอสูงแห่งที่สองก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา สูงยิ่งกว่าหอเมื่อครู่นี้เสียอีก!
หอสูงแห่งที่สามปรากฏขึ้น ก็ยังสูงกว่าแห่งที่สองขึ้นไปอีกมาก
หอสูงและอาคารใหญ่โตแต่ละหลังตั้งตระหง่านเสียดฟ้า แสงไฟสาดส่องสว่างไปถึงชั้นเมฆ ทำให้หมู่เมฆกลายเป็นสีสันอันงดงามตระการตา
ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือ ระหว่างหอสูงและอาคารใหญ่โตเหล่านี้ กลับมีสะพานลอยฟ้าเชื่อมต่อถึงกัน ซูหยุนแหงนหน้ามองเห็นผู้คนเดินอยู่บนสะพานลอยฟ้าที่สูงเสียดเมฆนั้น ราวกับกำลังเดินอยู่ในนครบนสรวงสวรรค์
"สะพานลอยฟ้าบนหอสูงเหล่านี้เชื่อมต่อกันทุกทิศทาง ถึงขั้นสามารถให้รถม้าสี่ห้าคันวิ่งเคียงคู่กันไปได้ คนที่อาศัยอยู่บนนั้นอาจจะใช้ชีวิตทั้งชีวิตโดยไม่ต้องลงมาเหยียบพื้นดินเลยก็ได้!" หลี่มู่เกอหัวเราะ
เด็กน้อยเผ่าปีศาจทั้งสามอย่างหูปู้ผิง หลีเสี่ยวฝาน และชิงชิวเย่ว์ก็ชะโงกหน้าออกมาเช่นกัน พวกเขาเบิกตากว้าง ส่งเสียงร้องอุทานด้วยความตื่นตะลึง
อาคารที่สูงเสียดฟ้าเป็นทิวแถวสะท้อนเข้าสู่สายตาของพวกเขา อาคารเหล่านี้ส่องประกายแสงหลากสีสัน สะพานลอยฟ้าเปรียบเสมือนกิ่งก้านสาขา ภาพของเมืองซั่วฟางนี้ช่างเหมือนกับป่าที่สร้างจากเหล็กกล้า อาคารคือต้นไม้ในป่า และถนนหนทางที่เชื่อมต่อกันทุกทิศทางก็คือระบบรากของต้นไม้เหล่านั้น
"เผาเซียวจากหมู่บ้านหลินอี้เคยบอกพวกเราว่า ในเมืองก็เหมือนป่าเหล็กกล้า เป็นเช่นนั้นจริงๆ ด้วย"
ซูหยุนพิงหน้าต่างรถมองออกไปเงียบๆ คิดในใจ (เผาเซียวบอกว่าในเมืองอันตรายกว่าเทียนซื่อหยวนเป็นร้อยเท่า คนเมืองกินคนไม่คายกระดูก จะเป็นความจริงหรือไม่?)
ด้านข้าง หลี่มู่เกอหัวเราะพลางกล่าว "ศิษย์น้องซูหยุน ศิษย์น้องฮวาหู ในเมื่อพวกเจ้ามาเพื่อศึกษาเล่าเรียน เหตุใดไม่ไปที่สำนักศึกษาเหวินชางของข้าเล่า? สำนักศึกษาเหวินชางของข้าก็เป็นโรงเรียนหลวงที่ติดอันดับต้นๆ ในเมืองซั่วฟาง ฤดูกาลนี้เป็นช่วงรับสมัครบัณฑิตใหม่เข้าเรียนในปีหน้าพอดี เพียงแค่สอบผ่านก็สามารถเข้าเรียนได้แล้ว"
ซูหยุนรู้สึกสนใจไม่น้อย กำลังจะเอ่ยขอบคุณ ฮวาหูก็แทรกขึ้นว่า "สำนักศึกษาเหวินชางติดอันดับต้นๆ แล้วใครอยู่อันดับหนึ่งล่ะ?"
สีหน้าของหลี่มู่เกอดูไม่ค่อยดีนัก กล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า "ย่อมเป็นสำนักศึกษาซั่วฟางที่อยู่อันดับหนึ่ง...แต่สำนักศึกษาเหวินชางของข้าก็เก่งกาจมากจริงๆ นะ! ปีที่แล้วสำนักศึกษาเหวินชางของข้าเอาชนะสำนักศึกษาโม่เซี่ยในบรรดาโรงเรียนหลวงของซั่วฟาง ขึ้นมาอยู่อันดับสามได้!"
ซูหยุนกับฮวาหูสบตากัน พลางคิดในใจ (ดูเหมือนสำนักศึกษาเหวินชางจะไม่เท่าไหร่เลยแฮะ เมื่อก่อนคงไม่เคยติดอันดับสามด้วยซ้ำ บังเอิญฟลุคถึงได้ปีนขึ้นมาอยู่อันดับสามได้)
หลี่มู่เกอมองความคิดของพวกเขาออก ใบหน้าก็แดงก่ำ รีบร้อนจนพูดติดอ่าง โต้แย้งว่า "หากพูดถึงผลการเรียน สำนักศึกษาเหวินชางของข้าก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกนั้นเลย! พวกเราแค่โรงเรียนบรรยากาศไม่ค่อยดี เลยทำให้เสียการเสียงาน! จริงๆ นะ โรงเรียนเราบรรยากาศไม่ค่อยดี แต่ผลการเรียนดีมาก! ถ้าสอบเข้าสำนักศึกษาเหวินชางของพวกเรา พวกเจ้าจะไม่มีวันเสียใจแน่นอน!"
......
ซูหยุนใจกระตุกเล็กน้อย เขารู้สึกว่าอาการบาดเจ็บดีขึ้นมาก เห็นได้ชัดว่ายารักษาบาดแผลของเมืองซั่วฟางมีประโยชน์ต่อความเจ็บปวดระดับนี้มากทีเดียว
เพียงแต่แขนขวาของเขายังคงปวดแสบปวดร้อน ไม่เห็นวี่แววว่าจะดีขึ้น
เขาใช้แขนขวาฝืนใช้วิชากระบี่เซียนสังหารวานรขาวกระบวนท่านั้น สังหารปรมาจารย์วานรสาม ชั่วพริบตานั้น แรงกระแทกอันน่าสะพรึงกลัวของพลังปราณและโลหิตแทบจะบดขยี้กล้ามเนื้อแขนขวาของเขาจนแหลกละเอียด!
ต่อให้มียาวิเศษของซั่วฟาง หากไม่พักฟื้นสักสิบกว่าวันก็ไม่มีทางหายดี!
ในที่สุดมังกรจู๋หลงบกก็มาถึงสถานีม้าเร็วซั่วฟาง สถานีแห่งนี้ใหญ่กว่าสถานีเทียนซื่อหยวนหลายเท่าตัว ถนนหลวงแต่ละสายเชื่อมต่อกันทุกทิศทาง มุ่งสู่เมืองต่างๆ ที่แตกต่างกัน
ตอนที่มังกรจู๋หลงบกเข้าสถานี ซูหยุนและคนอื่นๆ ก็เห็นรถมังกรจู๋หลงอีกหลายคันเดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อยจากต่างถิ่น และเข้าสู่สถานีเช่นกัน
มังกรจู๋หลงขนาดยักษ์หลายตัวส่งเสียงคำรามหนักแน่น ดั่งการทักทายซึ่งกันและกัน มีผู้ใช้พลังวิญญาณตักน้ำมาราดเพื่อระบายความร้อนบนตัวมังกรจู๋หลง และยังมีคนจูงวัวแกะมาให้มังกรจู๋หลงกิน
ผู้โดยสารเริ่มลงจากรถ ผู้คนในสถานีพลุกพล่านขวักไขว่ ซูหยุนและฮวาหูจูงมือจิ้งจอกน้อยทั้งสามเบียดเสียดฝ่าฝูงชนออกมา ยืนอยู่หน้าประตูสถานี ทอดสายตามองเมืองซั่วฟางอันกว้างใหญ่และเจริญรุ่งเรืองอย่างหาที่เปรียบมิได้ ชั่วขณะหนึ่งในหัวพลันว่างเปล่า ไม่รู้ว่าตนเองควรจะมุ่งหน้าไปทางใด
ฤดูหนาวในเมืองซั่วฟางปีนี้ กลับมีหิมะตกลงมา เกล็ดหิมะใหญ่ราวกับขนห่าน ปลิวว่อนร่วงหล่นลงในคอเสื้อ เย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ
หลี่มู่เกอสะพายห่อสัมภาระใบใหญ่ ทั้งยังหิ้วห่อสัมภาระอีกหลายใบ เบียดเสียดฝ่าฝูงชนออกมาอย่างยากลำบาก หัวเราะพลางกล่าว "น้องชาย น้องชายทั้งหลาย หากพวกเจ้าไม่มีที่พักพิง ก็ไปพักที่พักของข้าเถอะ ข้าเช่าบ้านไว้ในเมือง! พรุ่งนี้ข้าจะพาพวกเจ้าไปลองสอบที่สำนักศึกษาเหวินชางดู ลองเสี่ยงดวงสักตั้ง ไม่แน่ว่าอาจจะสอบเข้าสำนักศึกษาเหวินชางของข้าได้นะ! สำนักศึกษาเหวินชางของพวกเราสอบเข้ายากมากนะ จริงๆ ไม่ได้หลอกพวกเจ้า นอกจากบรรยากาศจะแย่ไปสักหน่อย พวกเราก็เป็นโรงเรียนที่ดีนะ!"
ฮวาหูมีสีหน้าลำบากใจ เงยหน้ามองซูหยุน เอ่ยเสียงเบา "เสี่ยวหยุน เจ้าว่า..."
ซูหยุนกดเสียงต่ำ กล่าวว่า "พวกเราไม่มีที่พัก ก็ไปพักที่นั่นก่อน พรุ่งนี้ค่อยไปดูสำนักศึกษาเหวินชางเป็นเพื่อนเขา หากเห็นท่าไม่ดี พวกเราก็หันหลังเดินหนีเลย เด็ดขาดไม่ยอมกระโดดลงบ่อส้วมเด็ดขาด!"
ฮวาหูและเหล่าจิ้งจอกน้อยพยักหน้าหงึกหงัก หูปู้ผิงกระซิบเสียงเบา "ฟังจากความหมายของพี่มู่เกอแล้ว สำนักศึกษาเหวินชางน่าจะเป็นบ่อส้วมขนาดใหญ่เลยล่ะ..."
หลี่มู่เกอเห็นพวกเขาตกลง ก็ตื่นเต้นดีใจพาพวกเขาเดินออกไปข้างนอก หัวเราะพลางกล่าว "ที่พักของข้าอยู่ข้างโรงงานเถ้าอัสนี ถึงจะหนวกหูไปหน่อย แต่ข้อดีคือราคาถูก พวกเจ้าก็ทนพักไปก่อนสักคืน พรุ่งนี้เช้าพวกเราค่อยไปสำนักศึกษากัน!"
ฮวาหูถามด้วยความประหลาดใจ "เหตุใดศิษย์พี่ถึงไม่พักอยู่กับครอบครัวล่ะ?"
หลี่มู่เกอมีสีหน้าไม่เป็นธรรมชาติเท่าใดนัก "ข้าโตแล้ว ข้าต้องการออกไปสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง อยู่บ้านก็ต้องคอยดูสีหน้าท่านพ่อ ข้าต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าข้าไม่ได้ด้อยไปกว่าเขา!"
ไจ๋จู(นักเขียน): งานประจำปีจบแล้ว กลับบ้านล่ะ! เถ้าอัสนี เป็นคำที่คนโบราณใช้เรียกถ่านหิน ในสมัยฮั่นอู่ตี้ มีคนขุดพบถ่านหินแต่ไม่รู้ว่าคือสิ่งใด อู่ตี้จึงตามตัวพระสงฆ์จากดินแดนประจิมมาสอบถาม พระสงฆ์ตอบว่า สิ่งนี้เรียกว่าเถ้าอัสนี เป็นสิ่งที่แปรสภาพมาจากผู้คนและสิ่งของในยุคก่อน