ทุ่งร้างเทียนซื่อหยวนมืดมิดไปทั่วบริเวณ มองเห็นเพียงโครงร่างของเทือกเขาและเงาของป่าไม้อย่างเลือนราง ทันใดนั้น ท่ามกลางเนินสุสานร้างแห่งหนึ่ง แสงสว่างดุจแสงอรุโณทัยก็สาดส่องทะลุหลุมศพออกมา!
แสงนั้นแปรเปลี่ยนเป็นตัวอักษรนับไม่ถ้วน แต่ละตัวใหญ่โตมหึมา ซ้อนทับกันดุจกำแพง พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจากภายในหลุมศพ ล่องลอยหลากสีสัน งดงามดั่งผ้าแพรพรรณ แสงสว่างสาดส่องขึ้นไปถึงชั้นฟ้า แข่งรัศมีกับมวลหมู่ดาวและดวงจันทร์!
"นั่นคือสุสานของมหาปราชญ์"
ฉิวสุ่ยจิ้งชี้แนะทุกคนว่า "ตอนที่มหาปราชญ์ยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาได้ท่องบ่นบทความของนักปราชญ์ ใช้คัมภีร์ปกครองแผ่นดิน ถ้อยคำอันลึกซึ้งและหลักธรรมอันยิ่งใหญ่ในบทความได้ประทับลึกลงในจิตวิญญาณ กลายเป็นฤทธานุภาพทางจิตวิญญาณ หลังจากพวกเขาตายไป จิตวิญญาณไม่แตกซ่าน ฤทธานุภาพก็ไม่เสื่อมสลาย พอตกกลางคืนจึงมีบทความอันวิจิตรตระการตาพวยพุ่งขึ้นมาจากสุสาน บทความเหล่านี้ก็คือฤทธานุภาพทางจิตวิญญาณของพวกเขานั่นเอง"
เหล่าบัณฑิตพากันชะเง้อมอง ก็เห็นว่าท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรในเทียนซื่อหยวน หลุมศพแต่ละแห่งต่างเปล่งประกายแสงหลากสีสันออกมา ชั่วขณะนั้น เทียนซื่อหยวนในยามค่ำคืนก็สว่างไสวเจิดจ้าประดุจเวลากลางวัน
แน่นอนว่านี่คือสิ่งที่มองเห็นผ่านเนตรสวรรค์
หากเป็นคนธรรมดาที่มีเพียงดวงตาเนื้อ ย่อมไม่อาจมองเห็นนิมิตประหลาดนี้ได้อย่างเด็ดขาด
เหนือสุสานบางแห่งมีบทความอันวิจิตรตระการตา สุสานบางแห่งเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประทับบนฐานดอกบัว สีหน้าเคร่งขรึม ทั่วทั้งองค์เปล่งรัศมี ดูน่าเกรงขามและยิ่งใหญ่
บางแห่งเป็นตำหนักหยกหอแก้ว อิฐและกระเบื้องเรียงซ้อน ขื่อคานสลักเสลาลวดลายวิจิตร โครงสร้างค้ำยันสอดรับกัน ระเบียงทางเดินคดเคี้ยว ชายคาเชิดสูงดุจจะงอยปากนก
บางแห่งเป็นดอกไม้ ต้นไม้ ศาสตราวุธ ภาชนะ และยังมีที่เป็นสัตว์เทวะอย่างมังกรหรือหงส์ฟ้า หรือไม่ก็เป็นภูตผีปีศาจ สัตว์ประหลาดแห่งขุนเขาและสายน้ำ สารพัดสิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้คนมองจนตาลาย
นี่คือนิมิตที่เกิดจากฤทธานุภาพทางจิตวิญญาณ
ฤทธานุภาพทางจิตวิญญาณเหนือหลุมศพนับหมื่นนับพันแห่ง กลับรวมตัวกันเป็นซุ้มประตูอันวิจิตรเรืองรอง ผุดตระหง่านขึ้นจากทุ่งรกร้างของเทียนซื่อหยวน ตั้งตระหง่านอยู่บนท้องฟ้าเบื้องบน
ตัวอักษรประหลาดนับไม่ถ้วนปูลาดจากพื้นดินขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่องประกายสีทองอร่าม ทอดยาวไปจนถึงหน้าซุ้มประตูนั้นราวกับเป็นขั้นบันได
และเบื้องหลังซุ้มประตูนั้นก็คือเมืองที่โอ่อ่าตระการตาและงดงามวิจิตร ราวกับเมืองสวรรค์เบื้องบน ชวนให้ผู้คนแหงนมองด้วยความเลื่อมใส
เหล่าบัณฑิตแหงนหน้าขึ้น มองดูซุ้มประตูและเมืองบนท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย ผ่านไปเนิ่นนานก็ยังดึงสติกลับมาไม่ได้
บัณฑิตหญิงคนหนึ่งพึมพำว่า "ที่แท้นี่ก็คือประตูสวรรค์... ยอดฝีมือที่ถูกฝังอยู่ที่นี่ ใช้ฤทธานุภาพทางจิตวิญญาณของพวกเขาสร้างซุ้มประตูอันพิลึกพิลั่นนี้ขึ้นมา..."
บัณฑิตอีกคนหนึ่งจู่ๆ ก็ตัวสั่นสะท้าน "เช่นนั้นเบื้องหลังประตูสวรรค์ ก็คือตลาดภูตแล้ว! ประตูสวรรค์ปรากฏ ด่านภูตผีเปิดออก ภูตผีปีศาจนับไม่ถ้วนปรากฏตัวขึ้นในตลาดกลางคืน..."
บัณฑิตคนอื่นๆ สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ต่างมองหน้ากันเงียบๆ
"คนตายก็เหมือนตะเกียงดับ จะมีผีสางได้ที่ไหน? ก็แค่คำกล่าวอ้างหลอกลวงของพวกนักบวชเท่านั้นแหละ"
ฉิวสุ่ยจิ้งมีแววตาคมกริบดุจกระบี่ กวาดตามองพวกเขาแวบหนึ่ง "ชาวบ้านป่าเมืองเถื่อนพูดเช่นนี้ก็ว่าไปอย่าง พวกเจ้าล้วนเป็นบัณฑิตที่ร่ำเรียนในโรงเรียนหลวงมาหลายปี ทั้งยังบำเพ็ญจิตวิญญาณ เหตุใดจึงยังงมงายเช่นนี้อีก?"
เขาสะบัดแขนเสื้อ ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายความเที่ยงธรรมน่าเกรงขาม "สิ่งที่เรียกว่าภูตผีปีศาจ ล้วนเป็นเพียงจิตวิญญาณของมนุษย์ที่คอยหลอกหลอน แม้กระทั่งสิ่งที่เรียกว่าเทพยดา ก็ล้วนเกิดจากจิตวิญญาณจำแลงมา! ผู้บำเพ็ญวิญญาณบางคนฝึกฝนจิตวิญญาณ หลังจากตายไปจิตวิญญาณไม่ดับสูญ จึงไปสิงสู่อยู่ในร่างของสิงสาราสัตว์หรือต้นไม้ใบหญ้ากลางป่าเขา แล้วก็กลายเป็นภูตผีปีศาจตามที่ผู้คนเล่าขานกัน!"
บัณฑิตคนหนึ่งเอ่ยถาม "ท่านสุ่ยจิ้ง จิ้งจอกป่าที่เราพบเมื่อตอนย่ำค่ำ ก็เป็นจิตวิญญาณของมนุษย์จำแลงมาหรือขอรับ?"
"ไม่เพียงแต่อาจารย์จิ้งจอกป่าที่เป็นจิตวิญญาณจำแลงมา แม้แต่พวกปีศาจจิ้งจอกน้อยเหล่านั้น ก็ล้วนเป็นจิตวิญญาณของมนุษย์ทั้งสิ้น"
ฉิวสุ่ยจิ้งแขนเสื้อปลิวไสว เหาะเหินลงมาจากโรงเรียนหลวงประจำตำบล เดินมุ่งหน้าไปยังประตูสวรรค์พลางกล่าวว่า "จิตวิญญาณของพวกมันอ่อนแอเกินไป โง่เขลาเบาปัญญา ไม่อาจปรากฏกายได้ด้วยตนเอง จึงทำได้เพียงสิงสู่อยู่ในร่างของสิงสาราสัตว์ กลายเป็นปีศาจจิ้งจอก เพราะความไม่รู้ประสีประสา จึงมักจะไม่มีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ มีเพียงสัญชาตญาณสัตว์ป่า สัญชาตญาณสัตว์ป่านั้นดุร้าย ดังนั้นจึงต้องปราบปีศาจ กำจัดพวกมันทิ้งเสีย"
บัณฑิตอีกคนหนึ่งถามว่า "ถ้าหากไปสิงสู่อยู่ในต้นไม้ใบหญ้าล่ะขอรับ?"
ฉิวสุ่ยจิ้งตอบ "นั่นก็คือพราย หากสิงสู่อยู่ในสิ่งของเครื่องใช้ นั่นก็คือปีศาจสิ่งของ"
บัณฑิตคนหนึ่งถามด้วยความอยากรู้ "แล้วถ้าหากจิตวิญญาณสิงสู่อยู่ในร่างของมนุษย์ล่ะขอรับ?"
สีหน้าของฉิวสุ่ยจิ้งพลันมืดครึ้มลง กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "นั่นคือมารมนุษย์! มารมนุษย์นั้นชั่วร้ายและอำมหิตถึงขีดสุด เป็นศัตรูของคนทั้งใต้หล้า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องกำจัดทิ้งสถานเดียว!"
ระหว่างที่พูดคุยกันนั้น
พวกเขาก็เดินมาถึงหน้าบันไดยาวเหยียดที่ประกอบขึ้นจากตัวอักษรขนาดใหญ่เท่าโต่วใต้ประตูสวรรค์แล้ว
ทุกคนเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเพียงตัวอักษรทุกตัวล้วนทอแสงประกาย ท่ามกลางความเลือนราง คล้ายกับได้ยินเสียงของปราชญ์โบราณกำลังท่องบ่นบทความของตนเอง
ฉิวสุ่ยจิ้งก้าวเท้าเดินขึ้นไปบนบันไดที่ประกอบจากตัวอักษรเหล่านี้ เดินมุ่งหน้าไปยังประตูสวรรค์ทีละก้าว พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เมื่อถึงประตูสวรรค์ เข้าไปในตลาดภูต ก็ต้องปฏิบัติตามกฎของตลาดภูต ห้ามทำอะไรตามอำเภอใจเด็ดขาด หากฝ่าฝืนกฎของตลาดภูต แม้แต่ข้าก็อาจจะปกป้องพวกเจ้าไม่ได้! เข้าใจหรือไม่?"
บัณฑิตหลายคนเพิ่งเคยเห็นเขาจริงจังเช่นนี้เป็นครั้งแรก ในใจพลันรู้สึกหวาดหวั่น
"พวกเจ้าฟังให้ดี ตลาดภูตมีกฎอยู่สามข้อ กฎข้อแรก ห้ามจ้องมองดวงตาของภูตผีเทพยดาโดยตรง!"
ฉิวสุ่ยจิ้งชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว "หากจ้องมองดวงตาของภูตผีเทพยดาโดยตรง ภายในหนึ่งลมหายใจจงควักดวงตาทั้งสองข้างของตัวเองออกมา ประคองไว้ในฝ่ามือ แล้วให้ภูตผีเทพยดาเอาดวงตาของเจ้าไป!"
เขาชูนิ้วที่สองขึ้นมา "กฎข้อที่สอง ห้ามต่อรองราคา! หากเจ้าถูกใจของวิเศษของภูตผีเทพยดา ก็จงเดินเข้าไปก้มหน้าสอบถาม ภูตผีเทพยดาจะขอให้เจ้าทำความปรารถนาก่อนตายของเขาให้สำเร็จ หากเจ้าประเมินแล้วว่ามีปัญญาทำได้ ก็รับปากไป แต่ถ้าหากตัวเองไม่มีปัญญาแล้วยังโลภอยากได้ของวิเศษของภูตผีเทพยดา ขืนต่อรองราคาล่ะก็..."
ฉิวสุ่ยจิ้งกล่าวเสียงเย็นเยียบ "จงดึงลิ้นของตัวเองออกมา เชื่อข้าเถอะ พวกเจ้าคงไม่อยากให้ภูตผีเทพยดาในตลาดภูตลงมือดึงลิ้นของพวกเจ้าออกหรอก"
เหล่าบัณฑิตพากันตัวสั่นสะท้านติดๆ กันหลายครั้ง
ฉิวสุ่ยจิ้งพูดต่อโดยไม่สนใจใคร "กฎข้อที่สาม ไก่ขันเมื่อใดต้องรีบไปทันที ห้ามรั้งอยู่ต่อเด็ดขาด!"
"แล้วถ้าไก่ขันแล้วยังไม่ไปล่ะขอรับ?" บัณฑิตหนุ่มคนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
หางตาของฉิวสุ่ยจิ้งกระตุกเล็กน้อย เขาก้าวเดินต่อไปข้างหน้า "หากไก่ขันแล้วยังไม่ไป ก็จะหายสาบสูญไปตลอดกาล ข้าไม่เคยเห็นใครเดินรอดชีวิตออกมาจากตลาดภูตได้เลยหลังจากฟ้าสาง..."
เหล่าบัณฑิตเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก ภายในใจหวาดหวั่นพรั่นพรึง เดินตามหลังฉิวสุ่ยจิ้งไปด้วยความตึงเครียด
แม้พวกเขาจะบอกว่าเป็นบุตรหลานตระกูลใหญ่ในเมืองซั่วฟาง เกิดในตระกูลผู้ดีมีชื่อเสียง แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าอาจารย์ท่านนี้ไม่ธรรมดา แม้แต่ผู้อาวุโสหรือผู้นำตระกูลของพวกเขา ก็ยังต้องให้ความเคารพยำเกรงต่อท่านสุ่ยจิ้งผู้นี้อย่างถึงที่สุด
ตระกูลผู้ดีมีชื่อเสียงในเมืองซั่วฟางต่างก็รู้ดีว่าตลาดภูตแห่งเทียนซื่อหยวนนั้นอันตรายอย่างยิ่ง แต่พอได้ยินว่าท่านสุ่ยจิ้งจะเป็นผู้นำพาพวกเขาไป กลับไม่มีใครห้ามปรามเลยสักคน เห็นได้ชัดว่าท่านสุ่ยจิ้งมีน้ำหนักในใจของบรรดาตระกูลใหญ่น้อยเพียงใด
โดยไม่รู้ตัว พวกเขาก็เหยียบขั้นบันไดที่ประกอบจากตัวอักษรขึ้นมาถึงบนท้องฟ้าแล้ว สายลมหนาวพัดโหมกระหน่ำราวกับเสียงผีร้องไห้ ความหนาวเหน็บเยือกเย็นบนที่สูงแห่งนี้ ทำให้ทุกคนรู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งตัว
ทุกคนเงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน ก็เห็นว่าประตูสวรรค์บานนั้นอยู่ข้างกายแล้ว ดูเลือนราง ไม่สมจริงเอาเสียเลย ราวกับประกอบขึ้นจากกลุ่มเมฆหมอก
พวกเขาไม่รู้ว่าก้าวผ่านประตูสวรรค์เข้ามาตั้งแต่เมื่อใด และเบื้องหน้าของพวกเขาก็คือตลาดภูตแห่งเทียนซื่อหยวนอันเลื่องชื่อ!
ตอนที่มองขึ้นมาจากเบื้องล่าง พวกเขาเห็นเป็นเมืองสวรรค์อันโอ่อ่าตระการตา แต่พอขึ้นมาถึงบนท้องฟ้าและเดินผ่านประตูสวรรค์เข้ามาจริงๆ เมืองสวรรค์อันโอ่อ่าตระการตานี้กลับกลายเป็นสถานที่ที่มีกลิ่นอายของภูตผีปีศาจอันน่าสยดสยอง ไร้ซึ่งความงดงามตระการตาแม้แต่น้อย!
เหลือเพียงถนนที่มืดสลัว บ้านเรือนสองข้างทางที่ดูมืดมนน่ากลัว และยังมีลูกไฟผีที่ล่องลอยอยู่ริมถนน ตลอดจนภูตผีเทพยดาที่เร้นกายอยู่ในเงามืดทีละตน!
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ จิตวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว!
แม้จะรู้ดีว่าเรื่องภูตผีเทพยดาเป็นเรื่องหลอกลวง และสิ่งที่บัณฑิตอย่างพวกเขาฝึกฝนก็คือจิตวิญญาณ แต่เมื่อมาถึงที่นี่จริงๆ เหล่าบัณฑิตก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึง
เบื้องหน้าของภูตผีเทพยดาในเงามืด ก็คือของวิเศษอันล้ำค่าที่เปล่งประกายระยิบระยับแต่ละชิ้น
ของวิเศษเหล่านี้ มีอีกชื่อหนึ่งว่า 'หมิงฉี้' (เครื่องอุทิศ) เป็นสิ่งของที่อยู่ในสุสาน
เทียนซื่อหยวนมีสุสานขนาดใหญ่อยู่มากมาย ภายในสุสานเหล่านี้ซุกซ่อนของวิเศษล้ำค่าเอาไว้ ทว่าไม่มีใครกล้าไปขุดสุสาน แต่ภูตผีเทพยดาก็คือเจ้าของสุสานเหล่านั้น
พวกเขานำของวิเศษในสุสานของตนเองออกมา ก็เพื่อเฝ้ารอผู้มีวาสนาอย่างเงียบๆ ให้มาช่วยสานต่อความปรารถนาที่พวกเขาไม่เคยทำสำเร็จให้ลุล่วง
ตลาดภูตแห่งเทียนซื่อหยวนดำรงอยู่มานานนับพันนับร้อยปีแล้ว ความปรารถนาที่ทำสำเร็จได้ง่ายๆ ล้วนถูกคนอื่นทำให้สำเร็จไปตั้งนานแล้ว ความปรารถนาของภูตผีเทพยดาที่เหลืออยู่ล้วนเป็นความปรารถนาที่ไม่อาจทำให้เป็นจริงได้
แต่ตั้งแต่โบราณกาล ทรัพย์สินเงินทองล้วนยั่วยวนใจคน นับประสาอะไรกับของวิเศษของภูตผีเทพยดา?
ด้วยเหตุนี้ ในหน้าประวัติศาสตร์จึงมีผู้คนไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ที่เข้ามาในตลาดภูต หยิบเอาของวิเศษของภูตผีเทพยดาไป แต่กลับไม่อาจทำความปรารถนาของภูตผีเทพยดาให้สำเร็จได้ มักจะต้องตายโหงอย่างน่าอนาถยิ่งนัก
ยิ่งไปกว่านั้น บางคนคิดว่าตนเองมีฝีมือเหนือชั้น รวบรวมผู้คนบุกเข้ามาในตลาดภูตหมายจะแย่งชิงของวิเศษ ผลสุดท้ายก็ตายศพไม่สวย เลือดสาดกระเซ็นย้อมตลาดภูตจนแดงฉาน เป็นเพียงการเพิ่มชื่อเสียงอันโหดร้ายให้กับตลาดภูตเท่านั้น
"ข้ารู้มาว่ามีบุคคลสำคัญผู้หนึ่งเพิ่งจะล่วงลับไป และถูกฝังอยู่ในเทียนซื่อหยวน การมาในครั้งนี้ นอกจากจะพาพวกเจ้ามาเปิดหูเปิดตาแล้ว ก็ยังมีความหมายแฝงอยู่อีกชั้นหนึ่ง"
ฉิวสุ่ยจิ้งนำพาพวกเขาเดินไปตามถนนของตลาดภูต สองข้างทางมีลูกไฟผีสลัวๆ น่าจะเป็นดวงตาของภูตผีเทพยดาในเงามืด ฉิวสุ่ยจิ้งกล่าวต่อ "ตอนที่บุคคลสำคัญผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ เขามีความปรารถนามากมาย มาบัดนี้เขาล่วงลับไปแล้ว แต่ความปรารถนายังไม่บรรลุผล พวกเจ้าอาจจะได้ของฝังร่วมกับศพของเขาสักสองสามชิ้น... เอ๊ะ!"
ฉิวสุ่ยจิ้งหยุดเดินกะทันหัน เหล่าบัณฑิตที่อยู่ด้านหลังเกือบจะชนเข้ากับตัวเขา ต่างก็รีบหยุดยืนนิ่งตามๆ กัน
ฉิวสุ่ยจิ้งมีสีหน้าตื่นตระหนกและสงสัย มองไปเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย
เหล่าบัณฑิตรีบมองตามสายตาของเขาไป และก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปตามๆ กัน
เห็นเพียงบนถนนของตลาดภูตเบื้องหน้า มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งตัวตรงอยู่ริมถนน บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรไร้พิษภัย ข้างเท้าของเขามีแผงลอยเล็กๆ วางอยู่
บนแผงลอยนั้น มีของฝังร่วมกับศพวางอยู่หลายชิ้นอย่างชัดเจน!
"เจ้าเด็กตาบอดนั่น!"
บัณฑิตหญิงคนหนึ่งอุทานออกมาเบาๆ อย่างลืมตัว "เจ้าเด็กตาบอดในโรงเรียนหลวงประจำตำบลนี่นา!"
เด็กหนุ่มริมถนนผู้นั้น ก็คือเด็กหนุ่มที่พวกเขาพบในโรงเรียนหลวงประจำตำบล ซึ่งร่ำเรียนอยู่กับอาจารย์จิ้งจอกป่าและฝูงปีศาจจิ้งจอกน้อยนั่นเอง!
"ซูหยุน!" ฉิวสุ่ยจิ้งกดเสียงต่ำ แต่ไม่อาจปิดบังความหนักอึ้งในน้ำเสียงได้
เด็กหนุ่มตาบอดริมถนนราวกับได้ยินเสียงของพวกเขา จึงเอียงคอ "มองมา" ทางพวกเขา พร้อมกับส่งยิ้มหวาน เป็นรอยยิ้มที่ไร้เดียงสาบริสุทธิ์ผุดผ่อง